LOGIN“คุณนี่... มองเก่งนะคะ” พรีมพูดขึ้นมาเบาๆ
คิมไม่ตอบ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ พรีมปิดตู้กระจก ขยับเข้าหาจนระยะห่างเหลือนิดเดียว มือพรีมเอื้อมจัดเนกไทคิมอย่างใจเย็น ท่าทางดูเป็นธรรมชาติ เธอเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ
“พรีมคิดว่าคุณจะยากกว่านี้ซะอีก...”
แต่แค่เสี้ยววินาที คิมคว้าข้อมือพรีมไว้แน่น แรงบีบนั้นหยุดทุกการกระทำของเธอ สายตาเขายังคงมองตรงไปข้างหน้า
“พอได้แล้วครับ” คิมพูดเสียงต่ำและเด็ดขาด
“แน่ใจนะ…ว่าพอแล้ว” พรีมตอบกลับทันควัน
คิมไม่พูดต่อ แค่กดมือเธอไว้ แต่กล้ามเนื้อที่เกร็งกับสายตาบอกชัดว่าอ่านเธอออกหมด
พรีมผละมือพลางก้าวถอยหลัง
“ถ้างั้น…พรีมคงต้องตั้งใจมากกว่านี้แล้วล่ะ”
ท่ามกลางความเงียบของโกดังเก่าแถบชานเมืองที่ถูกเปลี่ยนเป็นห้องรับรองลับ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดัน ลมเย็นที่พัดผ่านซอกตึกทำให้นักเลงคุมถิ่นด้านนอกดูระแวดระวังเป็นพิเศษ
เมื่อถึงหน้าประตูเหล็กบานหนา คิมส่งสัญญาณให้คนเข้าไปเคลียร์พื้นที่ ก่อนผายมือให้ภูผาก้าวเข้าไปด้านใน
ภายในโถงกว้างมีเพียงแสงสลัวจากโคมระย้าเก่า ภูผาเดินเข้าไปโดยไร้ท่าทีหวาดกลัว รังสีอำนาจเกินวัยทำเอาคนรอบข้างสัมผัสได้ ขณะที่คิมกวาดสายตามองรอบทิศอย่างถี่ถ้วน แล้วขยับเข้าประชิดภูผาในระยะที่พร้อมเข้าถึงตัวทันทีหากมีสิ่งผิดปกติ
นายหน้าค้าเพชรวัยกลางคนยืนรออยู่พร้อมกระเป๋าหนังใบเข้ม บนโต๊ะไม้มีกล่องกำมะหยี่สีดำวางไว้
“ยินดีที่ได้พบครับคุณภูผา สินค้าชิ้นนี้... หายสาบสูญไปนานกว่าห้าสิบปี ไม่คิดว่าจะมีคนกล้าสู้ราคาขนาดนี้”
อีกฝ่ายยิ้มแค่ปาก ก่อนจะเปิดกล่อง เผยให้เห็นเพชรน้ำงามเม็ดโตที่กระทบแสงไฟสลัว
ภูผามองเพชรตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ความตื่นเต้น ขณะที่คิมไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด สายตาเขาจับจ้องฝั่งตรงข้ามและลูกน้องด้านหลัง
บทสนทนาของภูผาและอีกฝ่ายเริ่มไปเพียงไม่กี่นาที สัญชาตญาณของคิมก็ทำงาน เมื่อได้ยินเสียงบางอย่างที่ผิดปกติ
กริ๊ก… เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังจากมุมอับ
คิมกวาดสายตาหาต้นเสียงทันที นาทีนั้นเขาได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่เล็ดลอดมาจากห้องข้างๆ ขณะที่คนฝั่งตรงข้ามเริ่มขยับตัว มือของพวกมันค่อยๆ เลื่อนจับอาวุธ
คิมขยับเข้าชิดแผ่นหลังภูผา ก่อนกระซิบเสียงต่ำที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“ไม่ปลอดภัยครับ”
เมื่อได้รับคำเตือน ภูผานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที เขาเอื้อมมือปิดกระเป๋าเอกสารและกล่องสินค้าลงทันทีด้วยความสงบ ก่อนเงยหน้ามองคู่ค้าด้วยสายตาเรียบเฉย
“ไว้คุยกันใหม่... ในวันที่ปลอดภัยกว่านี้”
คิมขยับขึ้นบังด้านหน้าครึ่งก้าว สายตากวาดมองรอบห้องอย่างดุดัน ก่อนพาภูผาถอยออกจากพื้นที่อันตรายอย่างรัดกุม
ทันทีที่ภูผาหมุนตัว บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไป รอยยิ้มจอมปลอมของชายวัยกลางคนหุบลง
“คุณภูผา... ใจเย็นก่อนสิครับ” น้ำเสียงที่เรียกตามหลังยังคงสุภาพ แต่เจือความคุกคามชัดเจน
“เรายังไม่ได้ดูของกันให้ครบเลยนะ”
เสียงฝีเท้าหลายคู่จากด้านหลังดังประชิดเข้ามา คิมไม่หันไปมอง เพียงเอียงศีรษะรับฟังตำแหน่งอย่างแม่นยำ สายตาเขาแข็งกร้าวขึ้น
“เดินต่อครับ” น้ำเสียงของคิมต่ำและหนักแน่น เป็นคำสั่งเด็ดขาดไร้ความลังเล
เสียงประตูเหล็กด้านหลังถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมเงาของชายหลายคนที่ก้าวตามมาติดๆ
“จะรีบไปไหนกันล่ะครับ!” น้ำเสียงที่เคยเสแสร้งเปลี่ยนเป็นคุมคาม
คิมยกมือส่งสัญญาณสั้นๆ ทีมบอดี้การ์ดรอบนอกก็เข้าประจำตำแหน่ง พวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็ว เงียบเชียบ และพร้อมรับมือ
เขาปล่อยให้ภูผาก้าวออกไปก่อน ส่วนเขายังไม่ก้าวตาม แต่กวาดสายตากลับไปมองด้านในเพื่อเก็บรายละเอียด ทั้งจำนวนศัตรูและระยะห่าง ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที ก่อนจะถอยออกมาและกระแทกปิดประตูเหล็กเสียงดังสนั่น ตัดขาดคนข้างในทันที
“เคลียร์เส้นทางด้านหน้าแล้วครับ” เสียงจากวิทยุสื่อสารดังขึ้นเบาๆ คิมขยับมายืนข้างภูผาในตำแหน่งเดิมอย่างรู้หน้าที่
“มีอะไร” คำถามสั้นห้วนเพื่อรับฟังรายงาน
“มีคนเพิ่มเข้ามาโดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้าครับ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อเน้นย้ำสถานการณ์
“ไม่ใช่ดีลที่ควบคุมได้ครับ”
ภูผาพยักหน้ารับ ไม่ถามเพิ่ม และไม่เสียเวลาหันกลับไปมอง
“งั้นจบแค่นี้”
รถเคลื่อนตัวออกจากโกดังเก่าอย่างรวดเร็ว ภูผาเอนหลังพิงเบาะหนัง สายตายังนิ่งสนิท
“แจ้งน้ำหนึ่ง” คำสั่งสั้นๆ ทำลายความเงียบ คิมที่นั่งด้านหน้าขยับตัว เตรียมรับคำสั่ง
“ให้เลื่อนทุกอย่างของวันนี้ออกไปก่อน” ภูผาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง
“แล้วให้คนของเราเข้าไปตรวจที่นี่อีกรอบ”
“ครับ” คิมตอบรับแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจัดการอย่างรวดเร็ว
รถแล่นทะยานห่างออกไปจนโกดังลับสายตา แต่สัมผัสอันตรายและเกมหักเหลี่ยมที่เพิ่งจบลง... เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น
แสงแดดช่วงบ่ายส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องทำงานผู้จัดการฝ่ายออกแบบ ทุกอย่างรอบตัวยังดูปกติและเงียบสงบ ขัดกับบรรยากาศอันตรายอีกสถานที่หนึ่ง
พรีมนั่งประจำโต๊ะทำงาน แบบร่างเครื่องประดับวางกระจายอยู่ตรงหน้า ดินสอในมือขยับขีดเส้นลงบนกระดาษอย่างแผ่วเบา แต่จังหวะการลากเส้นกลับช้ากว่าปกติ เหมือนสมาธิไม่ได้จดจ่ออยู่กับงาน
ท่ามกลางความเงียบ เสียงโทรศัพท์ของน้ำหนึ่งก็ดังขึ้น พรีมเหลือบมองหน้าจอ เลขาฯ สาวรีบลุกเดินเลี่ยงไปคุยด้านข้าง ด้วยน้ำเสียงเบาและเป็นงานเป็นการ
“ได้ค่ะ เดี๋ยวน้ำจัดการให้เลย”
น้ำหนึ่งวางสายแล้วเดินกลับมาที่โต๊ะด้วยท่าทางปกติ พรีมเงยหน้าขึ้นจากการร่างแบบแล้วมองตรงไปที่เธอ
“คุณภูผากลับแล้วเหรอ” พรีมถามขึ้นก่อน น้ำเสียงเรียบเฉยแฝงความสงสัย
“ค่ะ” น้ำหนึ่งตอบสั้นๆ ก่อนก้มหน้าหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาไล่ดูตารางงานต่อ
พรีมขมวดคิ้ว
“เร็วไปไหม”
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







