Home / รักโบราณ / ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์) / บทที่ 4 แสงสว่าง ณ ฟากฝั่งน้ำ

Share

บทที่ 4 แสงสว่าง ณ ฟากฝั่งน้ำ

“แม่จ๋า! แม่จ๋า!” เด็กหญิงตัวน้อยอายุได้ราวๆ ห้าขวบร้องไห้เรียกมารดาที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงภายในห้องที่ถูกกั้นไว้แน่นหนา ราวกับว่านางป่วยด้วยโรคร้ายที่ไม่ควรให้ใครนอกจากหมอเข้าใกล้ร่างกายของนางที่พร้อมจะแพร่โรคนั้นให้ใครเมื่อใดก็ได้

เด็กหญิงดีดดิ้นในอ้อมกอดของบิดาที่รั้งนางไว้พร้อมๆ กับที่นางร้องไห้จ้า เขาเองก็มีน้ำตาที่ไหลอาบแก้มและหัวใจที่ร้าวรานไม่ต่างกัน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องไปที่ห้องนั้นอย่างไม่วางตาราวกับภาวนาขอให้มีความหวังหรือปาฏิหารย์บางอย่างเกิดขึ้น…แต่สิ่งนั้นก็ไม่เกิดขึ้นกับภรรยาของเขา อาจเพราะนางคงหมดเวลาบนโลกนี้แล้วจริงๆ

“ข้าเสียใจด้วยท่านชี่จง นางทนความเจ็บปวดไม่ไหว…นางตายแล้ว”

“แม่จ๋า! แม่จ๋า! ข้าจะไปหาแม่!”

“แม่จ๋า!!!”

เสียงกรีดร้องเพรียกหาผู้จากไปหยุดลงเมื่อผู้ส่งเสียงนั้นตื่นขึ้นมาบนเตียงไม้ในเรือนอีกหลังด้วยเนื้อตัวที่เปื้อนเหงื่อและใบหน้าเปื้อนน้ำตา ภาพที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จึงเป็นเพียงภวังค์ฝันจากอดีตที่นางนึกย้อนกลับไปแล้วต้องรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้ง …นางเริ่มรู้สึกตัวทีละน้อยเมื่อสัมผัสอันคุ้นเคยประทับที่แขนข้างหนึ่ง หันไปจึงพบบิดาที่มองนางด้วยแววตาเป็นกังวล คาดว่าก่อนที่นางจะตื่นจากฝันเพียงไม่กี่วินาทีก็คงเพราะเขาเขย่าตัวนางให้ตื่นนั่นแหละ

“ท่านพ่อ…” อาแชพูดยังไม่ทันจบบิดาก็กอดนางแน่น ได้ยินเสียงสะอื้นฮักๆ จากเขาและความรู้สึกเปียกๆ อุ่นๆ จากหยดน้ำตาที่หยดลงบนไหล่นาง ไม่นานเท่าใดนักอาแชถึงได้ร้องไห้ตาม ด้วยทั้งสองคนยังอาลัยรักในผู้หญิงซึ่งเป็นเมียและแม่ เป็นดั่งความอบอุ่นของครอบครัวของพวกเขาที่จากไปไม่หวนคืนมา

“ท่านพ่อเจ้าขา…เราไม่ได้ไปถวายภัตตาหารและเภสัชให้ท่านไต้ซือนานเท่าใดแล้ว? ลูกคิดถึงท่านแม่” นางว่าเสียงสั่นๆ โฮปินได้ยินคำพูดของลูกก็ราวกับน้ำทิพย์ชโลมใจจึงมอบจุมพิตบางเบาบนหน้าผากอย่างเอ็นดู พลางเอามือเช็ดน้ำตาบนแก้มนวลอย่างอ่อนโยน

“ใจตรงกันเหลือเกิน…ลูกพ่อ พ่อเองก็คิดถึงแม่เหมือนกัน”

เสียงดังครืดๆ ของโม่บดยา ประสานกับเสียงกรอบแกรบของบรรดาเครื่องยาที่ถูกหยิบจากที่ทางที่เก็บรักษามันไว้ พร้อมด้วยกลิ่นที่หลากหลายจากสมุนไพรที่ถูกต้ม คือสิ่งที่แชง้วยได้พบเจอมาตั้งแต่จำความได้และนางเองก็ต้องมีส่วนในกระบวนการกับบรรยากาศเหล่านั้นด้วย

“คุณหนูเจ้าขา ยาชุดนี้ใส่ลงรวมกับห่ออาหารในตะกร้าได้เลยใช่ไหมเจ้าคะ”

“นั่นล่ะพี่ๆ รวมเอาไว้เลย ยังไงๆ เราก็ต้องถวายให้ไต้ซือทั้งหมดนั่นละ” สั่งพี่เลี้ยงแล้วนางก็กลับไปบดยาตามเดิม ทำแบบนั้นซ้ำๆ

จู่ๆ ความคิดฟุ้งซ่านก็ก่อตัวขึ้นมา เป็นภาพความทรงจำนับแต่ที่ตนจำความได้เกี่ยวกับมารดาที่ล่วงลับ สัมผัสจากการกอด การอุ้ม เสียงเรียก เสียงเพลงกล่อม กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่คนเป็นลูกที่ยังเป็นเด็กเท่านั้นที่จะรับรู้และจดจำขึ้นใจไม่มีลืม คิดได้ฉะนี้เด็กหญิงก็มีน้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัวพร้อมๆ กับกายที่สั่นเทา อาแชเป็นเด็กร่าเริงแจ่มใสและซุกซนราววานร ใครๆ ก็รู้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่นางปรารถนาที่สุด…

…คือการได้พบมารดาที่ล่วงลับอีกครั้ง หรือหากตนโลภพอที่จะขอ ก็ขอให้มารดาซึ่งอยู่ในปรโลกแล้วได้กลับมาอยู่ด้วยกันกับบิดาและตนอีกครั้งหนึ่ง

“ไม่ไหวก็ไปพักเถอะ เดี๋ยวข้าทำต่อให้” เสียงทุ้มนุ่มดึงสตินางกลับมา หันไปก็เจอพี่กวนที่มาจากไหนก็มิทราบ แต่อาแชก็ไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด ทำเพียงเอามือเช็ดน้ำตาออกเพราะไม่อยากให้คนที่เปรียบเหมือนพี่ชายเห็นตนในสภาพนี้

“ไม่ต้องหรอกพี่”

กวนอูไม่พูดอะไรนอกจากเอามืออีกข้างยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลซ้ำบนแก้ม แล้วก็ลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน แม้ไม่มีรอยยิ้มที่ปากแต่ดวงตาคู่นั้นที่มองกลับมาก็บอกนางได้หมดทุกสิ่ง

อาแชไม่มีน้ำตาอีกแล้ว…มีเพียงแก้มที่เริ่มร้อนผ่าว หัวใจที่เต้นแรงในอกและสายตาที่จ้องมองคนๆ นั้นเดินไปช่วยงานอื่นๆ จนลับตา

‘หรือบางที…ท่านแม่ที่เป็นนางฟ้าบนสวรรค์อาจจะส่งพี่กวนมาดูแลข้าก็ได้’

เช้ามืดจวนจะสว่างแสงระวีอำไพอยู่รำไรที่ขอบฟ้า ในสายธารมีนาวาขนาดพอเหมาะพอเจาะซึ่งลำเลียงทุกชีวิตที่หมายจะข้ามไปยังอีกฝั่ง โดยที่คนเรือและผู้โดยสารย่อมปรารถนาสวัสดิภาพและการไปถึงเป้าหมายโดยเร็วที่สุดเสมอ

เด็กหนุ่มแซ่กวนนั่งปะปนกับเหล่าบ่าวไพร่ไม่ถึงยี่สิบคน ส่วนท่านอาจารย์และบุตรสาวนั้นนั่งอยู่ภายในที่ทางบนเรือซึ่งปกปิดไว้มิดชิดดีแล้ว

ในขณะที่นาวากำลังเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ หนุ่มน้อยก็มองสายธารที่ไหลรี่ มองเหล่าผู้คนซึ่งตนเริ่มรู้จักมักคุ้น และมองที่จุดหมายปลายทางที่อีกฟากฝั่งโน้น …เขาเพิ่งจะรู้ในวันนี้ว่าที่ตั้งของสถานที่ที่ตนกำลังจะไปถึงนั้น อยู่ตำแหน่งเดียวกับเรือนของเขา บ้านซึ่งเขาและบิดามารดาอาศัยอยู่ด้วยกัน

ทำไมกันนะ ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้ว่าไกลออกไปจากบริเวณริมน้ำหลังบ้านของเขามีอารามแห่งนี้ตั้งอยู่

แล้วที่นี่จะมีอะไรรอเขาอยู่หนอ?

“ใกล้ถึงแล้วล่ะคุณชาย” บ่าวคนหนึ่งเอ่ยพลางเอามือยันไหล่เขาเบาๆ เป็นเชิงเตือนให้เตรียมพร้อม เด็กหนุ่มหยิบห่อของที่วางไว้ข้างๆ มาถือไว้แนบอก รอที่จะลุกจากที่เพื่อออกจากเรือ ครั้นเรือถึงฝั่งแล้ว ฝูงคนก็พากันขึ้นฝั่งและเดินขึ้นบันไดหิน บรรยากาศของอารามน้อยเต็มไปด้วยความสงบและเย็นเยียบ แดดที่ส่องลงมามิทำให้ระคายผิวเพราะมีเงาของร่มไม้ใหญ่คอยบดบัง สายลมเอื่อยๆ พัดพาอยู่ไหวๆ ก็ช่วยให้เย็นสบายขึ้นไปอีก

ไม่นานก็มีเสียงเคาะดังขึ้นบนประตูไม้ของอารามเล็กๆ เพียงหลังเดียวบนเนินดินเตี้ยๆ

“ท่านไต้ซือ! ท่านไต้ซือขอรับ! ผู้น้อยรบกวนท่านแล้ว” ท่านโฮปินร้องเรียกอยู่จนกระทั่งประตูบานนั้นเปิดออก เผยให้เห็นร่างเล็กของใครคนหนึ่งในเครื่องนุ่งห่มที่ไม่คุ้นตา เด็กหนุ่มแซ่กวนแม้อยู่ไกลก็ยังเห็นได้ชัดว่าคนผู้นั้นมีศีรษะโล่งล้านไร้เส้นผมและนุ่งห่มผ้าสีตุ่นๆ ทับเสื้อตัวยาว ในใจชักรู้สึกสงสัยก็อดถามพวกบ่าวไพร่ไม่ได้ “พี่ นั่นหรือท่านไต้ซือ”

“ใช่เจ้าค่ะคุณชาย”

“แล้วทำไมท่านไม่มีเส้นผมล่ะ ไหนจะการแต่งกายอีก ข้าไม่เข้าใจเลย”

“นั่นเป็นธรรมเนียมของคนในศาสนาโฝเจี้ยวน่ะขอรับ” บ่าวชาวเยว่จือนายหนึ่งตอบอย่างสุภาพ “ชายใดที่ปรารถนาจะบวช ก็จะปลงผมแล้วนุ่งห่มจีวร ตัดขาดทางโลก ปลีกวิเวกมาอยู่ในที่สงบเช่นนี้”

หนุ่มน้อยฟังแล้วก็ยิ่งสงสัย ปลงผม? แบบนี้ไม่ขัดกับวิถีเดิมแย่เลยหรือนั่น ก็เส้นผมในทัศนะของชาวฮั่นยุคนั้นมันเป็นอวัยวะอีกชิ้นที่พ่อแม่มอบให้ จะตัดย่อมถือว่าเป็นการอกตัญญูและไม่รักตัวใช่หรือไม่? แต่เขาก็ไม่ได้คิดในทางต่อว่าหรือตำหนิรุนแรงต่อคนผู้นั้น มีเพียงแต่ข้อสงสัยที่ตนเตรียมไว้ถามคนผู้นั้นตรงๆ หากได้พูดคุยกัน

เมื่อเข้ามาภายในอารามหลังน้อย มันไม่มีอะไรเลยนอกจากห้องเล็กๆ ที่มีกล่องไม้เพียงไม่กี่กล่องที่คาดว่าเอาไว้เก็บอัฎฐบริขารและข้าวของจำเป็นของท่านผู้อาศัยในอาราม …และที่มุมๆหนึ่ง มีสิ่งที่คล้ายบัลลังก์เล็กๆ มีผ้าวางไว้ แต่ไม่มีใครนั่ง แม้แต่ที่ที่ท่านไต้ซือนั่งก็ต่ำกว่ามันระดับหนึ่ง ราวกับว่าสิ่งนั้น…สูงส่งเกินกว่าใครจะไปนั่งได้

ไม่ใช่บัลลังก์ของผู้ครองเมือง

แต่เป็นบัลลังก์ของ “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” ที่ไม่สถิตบนผืนแผ่นดินใด แต่ตั้งมั่นอยู่ในใจของผู้เห็นธรรม

บุคคลซึ่งกวนอูอาจไม่รู้จักในเร็ววันนี้…แต่สักวันย่อมรู้จักในอนาคตอีกไกลแสนไกล ซึ่งข้าพเจ้ายังตอบไม่ได้ว่าที่ใด

“นั่นแหละ…ศาสดาของเรา” อาแชตอบสั้นๆ เป็นอันว่า…เรารู้กันนะท่านผู้ฟัง ว่าบ้านแซ่โฮ เขานับถืออะไรที่ต่างจากชาวฮั่นโดยทั่วไปจริงๆ

“ศาสนาเจ้า…โฝเจี้ยว ข้าเคยพอได้ศึกษามาบ้างว่าในต้าฮั่นนี้ มีวัดในพระนครลกเอี๋ยงนามว่า วัดแป๊ะเบ๊ยี่ (ไป๋หม่าซื่อ – วัดม้าขาว) สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ามิ่งตี้ นับได้ก็ราวร้อยปีก่อนนี้…” กวนอูบอกแก่นางเช่นนั้น

“จริงเหรอพี่?” แชง้วยขยับหันมาทางเด็กหนุ่มผู้แก่กว่านาง 5 ปี ท่าทีเริ่มกระตือรือร้น แววตามีความอยากรู้อยากเห็นเต็มไปหมด

“ว่าแต่…พี่รู้ได้ไงน่ะ?”

“ท่านพ่อมีหนังสือเก่า ๆ อยู่หลายเล่ม ข้าชอบหยิบมาอ่านยามว่าง…” เด็กหนุ่มตอบง่าย ๆ ก่อนจะเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วว่า “เขาว่ากันว่า วัดนั้นสร้างขึ้นเพราะมีพระสองรูปจากดินแดนตะวันตกเดินทางมาพร้อมพระคัมภีร์ กับพระพุทธรูปองค์แรกในแผ่นดินเราโดยบรรทุกมาบนหลังม้าสีขาว…เลยตั้งชื่อวัดเพื่อระลึกถึงมัน”

“ม้าสีขาว…” แชง้วยพึมพำ “ข้าอยากไปดูจังเลย…”

ภาพของการสนทนาเล็กๆ ระหว่างเด็กโตกับเด็กเล็กอยู่ในสายตาของท่านไต้ซือผู้มีนามว่าเภาเจ๋ง (นามนี้เป็นนามทางธรรมแปลว่า “บริสุทธิ์สากล”) และท่านโฮปิน โฮปินยิ้มละไมอย่างเอ็นดู ในขณะที่ไต้ซือเภาเจ๋ง…แม้จะยิ้มกลับมีแววตาที่ซ่อนบางสิ่ง ราวกับท่านเห็นบางอย่าง ทั้งสิ่งที่อยู่ในตัวของเด็กชายเด็กหญิง และภาพในอนาคตของพวกเขา

“ประสก…เด็กผู้ชายตัวใหญ่ หน้าแดงตรงนั้นใครรึ?”

“อ้อ ศิษย์คนใหม่ขอรับท่านไต้ซือ ชื่อกวนอู”

ไต้ซือเภาเจ๋งยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่แววตาที่ทอดมองเด็กชายผู้นั้นกลับเปี่ยมด้วยบางสิ่งที่เกินกว่าความเอ็นดู มีทั้งเมตตาและปริศนาในแววตานั้น ปริศนาจากนิมิตแห่งอนาคตกาลที่ท่านเห็นในตัวเด็กทั้งสอง…

เปลวเพลิง

โลหิต

น้ำตา

ความตาย

และ…แสงสว่างอันเรืองรองจากภายใน ที่ยังหลับใหลในตัวเด็กหนุ่มคนนั้น ราวกับเมล็ดพันธุ์ในดินที่ยังไม่แตกหน่อแต่มีโอกาสจะเติบโต ราวกับเปลวเพลิงเล็กๆ ที่ยังไม่ถูกโหมเชื้อไฟแต่มีโอกาสจะเปล่งแสงสว่างในยามหลงทาง

“กวนอู…หรือ” ไต้ซือพึมพำในใจ

‘ธรรมะแห่งพระตถาคตจะพาเจ้าไกลกว่าที่เจ้าคิด…แม้วันนี้เจ้าจะยังไม่รู้ แต่การเดินทางได้เริ่มขึ้นแล้ว…’

พระธุดงค์จากลกเอี๋ยง : “โอ้…อาตมาเริ่มเดาออกละคุณโยมแมวดำ”

นักพรตเต๋าที่จะไปซื้อของที่ตูร์ฟาน : “ขนลุกเลยเจ้าเหมียว ข้ารู้เลยว่า…”

อ๊ะๆ! อย่าเพิ่งคิดไปไกลสิท่านผู้ผ่านทาง เรื่องนี้…มันยังไม่จบ รอก่อนเถอะ…ข้ายังมีลำนำจะเล่าให้ฟังอีกหลายบทเลย!

เชิงอรรถ

[1] เป็นการเรียกศาสนาพุทธในภาษาจีน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 25 หนทางที่ยาวไกลกว่าสายเมฆหมอก

    กวนเต็งเชี้ยงมองภาพที่อยู่ในบ้านเรือนอันพังทลายด้วยแววตาที่เบิกกว้างและหัวใจที่เริ่มสั่นสะท้าน ลิสง รุ่นพี่อันธพาลที่สั่งการให้ลูกน้องผลักร่างบิดามารดาตกลงไปในบ่อน้ำหลังบ้านและพยายามจะล่วงเกินภรรยาของเขา บัดนี้กลายเป็นเพียงซากร่างที่แทบจะแหลกเละจากการจับเหวี่ยงไปฟาดกำแพงและเสาเรือน ตายไปในสภาพที่สมควรแก่บาปที่มันได้ก่อไว้กับชาวบ้านและสกุลกวนในค่ำคืนนี้ ไม่ไกลออกไปคือศพที่กองพะเนินของบรรดาลูกน้องที่ตามติดมาจากเรือนของนายอำเภอผู้เป็นบิดาของลิสง สภาพไม่ต่างกับนายของพวกมัน หรือบางที…ก็อาจจะแย่กว่า กลิ่นของความตายลอยมาแตะจมูกเขาจนเขาเริ่มกระอักกระอ่วน รู้ตัวอีกทีก็รีบเอามือที่ยังเปื้อนเลือดกุมปาก วิ่งไปด้านนอกเรือนแล้วขย้อนเอาอาหารออกมาจนแสบท้องไปหมด ‘มันถูกแล้ว…ที่เจ้าทำมันถูกแล้ว กวนอู…พวกมันสมควรตาย!’ เสียงของสัญชาตญาณตะโกนก้องในที่ที่มีเขาเท่านั้นที่ได้ยิน ‘ไม่…ต่อให้คนคนหนึ่งจะชั่วร้ายจนสมควรตาย…แต่เราไม่ใช่เพชฌฆาต! นี่มัน…นี่มันผิด! ผิดต่ออาญาบ้านเมือง! ผิดต่อศีลธรรม!’ เสียงของเหตุผลดังขึ้นโต้ตอบ เต็งเชี้ยงลุกขึ้น วิ่งไปที่ตุ่มน้ำซึ่งตั้งอยู่ข้างครัว ยกฝาแล้วเอากระบวยวักตักน้ำ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 24 คืนที่ฟ้าอาบย้อมด้วยเลือด

    “อะไรนะ?!” นายอำเภอแห่งฮอตังเอ็ดตะโร ในขณะที่บุตรชายสุดสวาทกึ่งนั่งกึ่งนอนให้คนใช้ทำแผลให้ “ไอ้เจ้าลูกผู้ดีตกอับนั่นมันทำร้ายเจ้ารึ?!” “โอ๊ย! ใช่น่ะสิ ท่านพ่อ!” ลิสงตอบบิดาพร้อมๆ กับโอดโอยจากความเจ็บที่มาจากการต่อสู้เมื่อวาน “ข้าชักจะทนมันไม่ไหวแล้วนะ! ไม่รู้ว่าฟ้าจะส่งมันมาเกิดทำไม?!” นายอำเภอแซ่ลิเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ตรึกตรองแผนการชั่วร้ายบางอย่างในใจ ก่อนจะเดินมาที่ตั่งไม้ที่บุตรชายกำลังนอนแซ่วอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากไล่พวกคนใช้ “พวกเจ้าทั้งหมดออกไป! ข้าจะคุยกับลูกสงตามลำพัง!” “เอ่อ แต่ว่า…” “ข้าสั่งก็รีบๆ ไปสิ!” “ข…ขอรับ” ครั้นเหล่าบ่าวไพร่หลีกตัวออกจากตรงนั้นไป สองพ่อลูกก็กระซิบกระซาบแผนการทันที “ส่งคนไปจับพวกมัน ไม่ว่าจะกวนอี้พ่อของมัน แม่มัน รวมถึงลูกเมียมันสิ แล้วลูกสงจะทำอะไรก็เรื่องของลูกแล้ว” “แต่ท่านพ่อ บุกไปดุ่มๆ ไม่ได้นา” “พ่อก็จะให้คนของเราทำทีว่ามาตามตัวโจรที่หลบหนี แล้วพอเราหาไม่เจอ…ค่อยยัดข้อหาว่าให้ที่กบดานไม่ก็ช่วยโจรหลบหนี” “โอ้โห! ล้ำเลิศจริงๆ! งั้นคราวนี้ข้าขอนำคนไปนะ!” “อืม ตามใจเจ้าเถอะ” ท่านทั้งหลาย ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่องต่อไป ใครในที่นี้เคยฝันบ้าง? ย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 23 ความอดทนที่เริ่มหมดลงไป

    ลิสงบุตรนายอำเภอเหล่มองโฮแชง้วย แล้วก็ศิษย์น้องแบบเต็งเชี้ยง ก่อนจะหันเหสายตามาที่…อาเป๋งที่กำลังกอดมารดาตัวสั่น ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้หรือเสียงอ้อแอ้ใดๆ ออกมาจากปากของเด็กชายเลย “เจ้า…” โฮแชง้วยกอดลูกแน่นขึ้น “มาที่นี่มีจุดประสงค์ใดกันแน่?” ลิสงไม่ตอบแต่ถามนางกลับไป “นั่นลูกสาวเจ้าหรือ? น่ารักน่าเอ็นดู” ว่าจบก็เอี้ยวตัวเพื่อจะจับแก้มเด็กนั้น แต่เต็งเชี้ยงขยับตัวมาขวางทาง พร้อมกับจ้องมองลิสงกลับไปด้วยดวงตาที่เริ่มดุดันทีละน้อยๆ “นั่นลูกชายข้า…อาเป๋ง” เต็งเชี้ยงตอบห้วนๆ โฮแชง้วยกระชับลูกชายในอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม ในขณะที่พ่อหนูน้อยอาเป๋งจะเอาหน้าซุกอกแม่แนบแน่น แนบแน่นพอที่จะทำให้ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงหายใจถี่ๆ ของอาเป๋ง ราวกับเสียงกระซิบจากหัวใจน้อยๆ ที่สั่นกลัว เสียงกระซิบนั้น หากอาเป๋งในวัยหนึ่งเดือนพูดได้ ก็คงจะเป็น “แม่จ๋า…ลุงคนนี้เป็นคนใจร้าย ข้ากลัว” ตึก…ตึก…ตึก… “ลิสง…” เป็นท่านโฮปินที่เดินมาหา เขาไม่ได้ยิ้ม สีหน้ามีความกังวลน้อยๆ แต่ท่าทีหนักแน่นกว่าทุกวัน วินาทีนั้นเอง ทุกคนรู้ได้ทันทีว่า…ท่านโฮปิน ผู้ที่เป็นอาจารย์ของกวนเต็งเชี้ยงและลิสง ไม่ได้มาแบบคนใจดีหรือคนที่หย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 22 โลกทั้งใบของผู้เป็นดั่งพระเจ้าทั้งสอง

    มีใครคนหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพอาจมิได้อยู่บนฟ้า ไม่ได้ประทับในทิพย์พิมานสถานอันตระการ แวดล้อมด้วยเหล่าเทพยดาที่คอยเปล่งเสียงสรรเสริญสดุดี…แต่พระเป็นเจ้าอาจสถิตอยู่ในกายของมนุษย์คู่หนึ่ง มนุษย์ที่มีชื่อเรียกขานว่า “พ่อ” และ “แม่” นั้นแล คือพระเจ้าของลูก ภรรยาข้าหลวง : “ข้าชักสนใจเสียแล้วสิ กวนกงและพระแม่หูเยว่…เมื่อได้เป็นบิดามารดาของกวนเป๋งแล้ว พวกเขาจะทำหน้าที่ของ ‘พระเจ้า’ ได้อย่างไรกันนะ?” พระธุดงค์ : “จงเล่ามาเถิดคุณโยมแมวดำ…จงเล่าเรื่องอันควรค่าแก่การบอกกล่าว…เรื่องของผู้เป็นดังพรหมผู้สร้าง” ได้เลยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง หนูน้อยผู้มีนามว่ากวนเป๋ง หรือที่ทุกคน ณ ขณะนั้นเรียกว่า “อาเป๋ง” เกิดมาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ แลดูบอบบางดั่งดอกไม้ที่ผลิบานกลางลมหนาว แต่อาเป๋งกลับร้องไห้เสียงดังนับแต่วินาทีที่พ้นจนจากครรภ์มารดา เป็นอาณัติสัญญาว่าเด็กชายคนนี้มีสุขภาพแข็งแรงและมีโอกาสรอดจนพ้นวัยแบเบาะ หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงช่วงวัยรุ่นเลยก็ได้ และบางที…นี่อาจเป็นเหมือนลางบอกเหตุถึงภาระและโชคชะตาที่ใหญ่ยิ่ง สำคัญและหนักหนาที่จะมาถึงในอนาคตที่มิอ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 21 ผู้ยังหัวใจให้เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี

    กล่าวกันว่า…มีนรกขุมหนึ่งที่ชื่อว่า “ปุตตะ” ดินแดนของผู้ที่ไร้บุตรหลานสืบสกุล ที่ที่หญิงชายส่งเสียงโหยหวนและหลั่งน้ำตาเพราะไม่มีใครทำพลีกรรมส่งมาให้ในเมืองผี และที่ที่มีแต่ไฟคือความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวลุกโชนอยู่อย่างมิเคยหยุดหย่อน แมวดำเซ่อๆ ตัวนี้ไม่รู้หรอกว่านรกนี้มีจริงไหม แต่ที่รู้แน่ๆ นรกที่แท้จริงนั้นคือความร้อนรุ่มในอกของสามีภรรยาผู้ไร้ซึ่งบุตรอันเป็นสร้อยทองคล้องใจ บุตรซึ่งจะเกิดมาแล้วทำให้ชีวิตของผู้ครองเรือนสมบูรณ์ เป็นผู้ดำรงสกุลให้ไม่ขาดสูญ และที่สุดคือเป็นหลักพึ่งพิงในยามบั้นปลายของชีวิต เช่นนี้แหละ โบราณท่านจึงเรียกลูกหรือบุตรว่า “ผู้ทำลายนรกปุตตะ” หรือก็คือ “ผู้ยังหัวใจอันว้าเหว่ของบิดามารดาให้เต็ม” ในสมัยที่ผู้คนยังอยู่กับธรรมชาติ ไม่เสพติดความหวือหวาฟู่ฟ่าแห่งเมืองใหญ่และมายาที่ไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่เด็กที่เล็กที่สุดยังรู้ว่าเมื่อฝนตก กล้าในน้าก็จะงอกขึ้น สารัตถะเช่นนั้น เต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยต่างรู้ดี และยังมีตัวอย่างอื่นๆ ให้เห็น ให้เปรียบเปรยหรือชวนให้ย้อนกลับมานึกถึงมนุษย์แบบตน กวนเต็งเชี้ยงจำได้ว่าเมื่อคราวที่ภรรยาตั้งครรภ์คือช่วงที่เริ่มทำนา ก่อนหน้านี้อีกหลา

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 20 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

    นับแต่วันแต่งงานของคนทั้งสอง ชีวิตสมรสในเบื้องตนของกวนเต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยก็ดูราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ มากีดกั้นความสุขตามประสาชายหญิงที่เพิ่งแต่งงาน มีคำเล่าลือจากพวกบ่าวไพร่ไม่ว่าจะจากปากของบ่าวไพร่จากเรือนสกุลกวนหรือบ่าวสกุลโฮก็ตาม ที่ยืนยันความผูกพันอันแนบแน่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามันได้ดีเยี่ยม “แค่คืนส่งตัว คุณชายกับคุณหนูก็ไม่ออกจากหอถึงสามวันสามคืนเลย แกเอ๊ย! ไม่อยากนึก!” “นี่ๆ เวลาไปเยี่ยมเรือนเดิมของคุณหนูก็เหมือนกัน! คุณชายเขยของนายท่านบ้านข้านี่ชอบหายเข้าห้องนอนคุณหนูไปเป็นวันๆ เลยนะ! ฮิๆ!” บางคราอย่างตอนอาบน้ำ พวกสาวใช้ก็ต้องเขินกันให้ควั่กเพราะคุณหนูของพวกนางมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ ตามเนื้อตัวขาวผ่อง ซึ่งร่องรอยนั่นมิใช่ร่องรอยจากการตบตี แต่เป็นร่องรอยที่…ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ว่ามีที่มาจากสิ่งไร ในขณะที่คุณชายของบ้านแบบเต็งเชี้ยงดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ ยกเว้นแค่ตอนที่แม่นมบ่นว่า “แม่โว้ย! คุณชายของบ่าวไปโดนแมวตัวไหนข่วนแขนกันนะ! จับได้แม่จะตีให้หลังหักเลย!” นั่นแหละที่ทำให้เต็งเชี้ยงถึงกับสะอึกและกระแอมไอไปสองสามรอบเลยทีเดียว ‘แม่นม…ไม่ใช่แมว…เมียข้าข่วนแขนตอน…เอ่อ…’ เขาคิดได้แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status