Home / รักโบราณ / ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์) / บทที่ 3 ผู้งามพร้อมดั่งหยกทั้งสอง

Share

บทที่ 3 ผู้งามพร้อมดั่งหยกทั้งสอง

จากบรรยากาศมีที่แต่ความร้อนและแสงจ้าจากรังสีแห่งดวงตะวัน แปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มด้วยเมฆและฝนอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ลูกเล็กเด็กแดงอยู่ที่ไหนพ่อแม่ก็ไปตามให้เข้าบ้านเพราะกลัวเป็นหวัด สาวน้อยสาวใหญ่ที่กำลังตากผ้าก็มีอันต้องเก็บผ้าเข้าบ้านพร้อมปากที่คว่ำและคิ้วขมวดเป็นปมอย่างไม่สบอารมณ์ จะมีเพียงแค่พวกชาวนาชาวไร่ที่ดีใจยามฝนเทกระหน่ำลงมาชโลมผืนดิน ใบข้าวและพืชพรรณที่พวกเขาปลูกไว้

พวกสาวใช้ในเรือนของท่านโฮปินร้องกรี๊ดวี้ดว้ายวิ่งหนีกันอลหม่าน สวนทางกับมานพน้อยแซ่กวนที่กำลังเดินไปตามระเบียงพร้อมม้วนตำราที่ตนขนจากคลังของท่านอาจารย์เพื่อนำกลับไปอ่านที่ห้อง เขาพอจะเดาออกเลาๆ ว่าเพราะอะไร จากเสียงครืนๆ ที่แปรเปลี่ยนเป็นเสียงกัมปนาทราวฟ้าดินจะแตกเป็นเสี่ยงกับแสงแวบวาบแปลบปลาบที่มาจากอสุนีบาตซึ่งฟาดลงมาที่พื้นดิน กระนั้นนั่นไม่ได้สั่นคลอนหัวใจชายหนุ่มเลย

ดวงตาคมราวตาหงส์มองเลยออกไปที่ศาลากลางสวนนั้น ดรุณีน้อยนางหนึ่งยังคงนั่งอยู่ในนั้นโดยไม่กลัวฝนที่สาดเข้ามา ไม่กลัวเสียงฟ้าร้อง และไม่กลัวเสียงฟ้าผ่า นางจ้องมองปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ

‘จะปล่อยนางไว้ให้ถูกน้ำถูกฝนก็อาจจะป่วยไข้ จำเราจะเรียกนางให้กลับเข้าเรือนเสีย’

ระหว่างที่เขากำลังจะรีบวิ่งฝ่าฝนไปรับลูกสาวของท่านอาจารย์ สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา อาแชลุกขึ้นจากที่ตรงนั้นแล้วก้าวเดินออกจากศาลา หยดฝนหลายร้อยหลายพันเทลงใส่ร่างเล็กๆ ของนางและทำให้เสื้อผ้าหน้าผมเปียกชุ่มไปหมด

ใจหนึ่งของผู้น้อยแซ่กวนมีความกังวลกลัวว่าเด็กหญิงซึ่งเป็นทั้งลูกอาจารย์และเป็นเสมือนน้องสาวตัวน้อยๆ จะหนาวสั่นจนไม่สบาย แต่อีกใจก็ราวกับว่าเวลาและสรรพสิ่งรอบตัวหยุดนิ่ง และเด็กหญิงที่อยู่ตรงหน้านั้นมีความงามสง่าอย่างน่าประหลาด …นางไม่หวาดกลัวแม้กระทั่งลมพายุและเสียงฟ้าคำราม ไม่หวั่นความเปียกชื้นและหนาวเย็นเมื่อฝนเทลงมากระทบร่าง ท่าทีที่นางย่างเยื้องฝ่าสายฝนเต็มไปด้วยความมั่นใจ ไร้ซึ่งท่าทีกระดี๊กระด๊า ผิดวิสัยของการเป็นเด็กซนของนางซึ่งเขาเพิ่งได้เห็นเมื่อวานนี้

จนนางเดินเข้ามาหลบใต้ระเบียงทางเดินในสภาพผมเปียก ผ้าเปียกและตัวเปียก เขาถึงได้เอ่ยถามออกไปว่า

“จะฝ่าฝนใยเจ้าไม่รีบวิ่งเหมือนคนอื่นๆ?”

“เพราะสตรีผู้งามพร้อมย่อมสงวนท่าที เช่นเดียวกับผู้ปกครองหรือนักปราชญ์ที่จะไม่เดินจนจี้หยกแกว่งไปมาดูเสียกิริยา นักบวชผู้ละโลก และม้าทรงที่สง่างาม” นางกล่าวเช่นนั้นแล้วก็รีบเดินผ่านไปไวๆ…เป็นคำพูดที่นับว่าประหลาดโดยแท้ แต่หากท่านผู้ฟังพอจะคุ้นเคยกับประโยคนี้ ข้าพเจ้าก็บอกได้เลยว่าอาแชมิใช่คนแรกที่พูดแบบนี้ดอก แต่เป็นวิสาขาอุบาสิกาคนงามจากเมื่อสองพันกว่าปีก่อนพุทธกาลโน้นต่างหากที่ได้กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวกที่ไม่ควรวิ่ง คือพระราชา พระภิกษุ สตรี และช้างทรง

ท่านน่าจะแปลกใจไม่ใช่น้อยว่าเด็กตัวเท่านี้แบบอาแชซึ่งเกิดและโตในแผ่นดินจีนยุคต้าฮั่นจะรู้จักกับบวรพระพุทธศาสนาได้เช่นไร? และจะรู้จนถึงขั้นซึมซับคำสอนและเรื่องราวต่างๆ แล้วนำมาปรับแต่งให้เข้ากับโลกทัศน์แบบจีนได้ขนาดนั้นเลยหรือ?

นักเดินท่านท่านหนึ่ง : “นั่นสิ…ถึงข้าจะพอรู้ว่าในต้นยุคฮั่นมีศาสนาพุทธเข้ามาแล้ว”

นางระบำพเนจรอีกนาง: “…แต่ก็มากับคนผ่านทางจากแดนไกล ส่วนชาวฮั่น ที่นับถือก็มีส่วนน้อยมากๆ ถ้าไม่ใช่พวกลูกครึ่งนอกด่านก็แค่พวกนักปราชญ์ที่สนใจหรือชนชั้นสูงบางพวก…ในบางยุคน่ะนะ”

เอาเถิด ข้าพเจ้ายังไม่เล่าอะไรไปมากกว่านี้หรอก…เอาเป็นว่าตอนนี้เด็กหญิงก็กลับเข้าเรือนไปแล้ว และตอนนี้เด็กหนุ่มที่โตกว่านางก็ทำได้แต่มองนางจนลับตาด้วยประกายบางอย่างในดวงตาคู่นั้น ท่ามกลางสายฝนที่พร่างพรายและฟ้าคำรนจางๆ ที่ข้างนอกนั่น

เขามีความรู้สึกต่อนางอย่างไรก็สุดจะรู้…รู้เพียงว่า มีบางสิ่งบางอย่างได้เบ่งบานขึ้นมาโดยที่เขายังไม่รู้ชื่อเรียกของมัน

เช้าของอีกวันที่ฟ้าไม่มีฝน อาแชเด็กน้อยทอดสายตาจากระเบียงเรือนตนไปที่เด็กหนุ่มซึ่งแก่กว่านางถึงห้าปีซึ่งกำลังหวดซ้ายป่ายขวากับบรรดานักเรียนรุ่นพี่ แม้ในทีแรกเขาจะดูเสียเปรียบเนื่องจากว่าอายุน้อยกว่าพวกศิษย์ของบิดาที่เป็นหนุ่มกระทงกันแล้ว แต่ชั่วอึดใจเดียวนั้นแหละที่เด็กหนุ่มแซ่กวนพลิกโผเป็นฝ่ายรุกและเอาชนะบุรุษเหล่านั้นได้…หากจะถามว่าเด็กเก้าขวบสิบขวบแบบนางรู้สึกเช่นไรที่มองภาพที่ฝั่งตรงข้ามก็เป็นการยากจะคาดเดาเหลือคะนานับ นอกจากแววตาของเจ้าหล่อนที่เป็นประกายสุกใสที่ดูมีความสุขตามประสา

ตัดกลับไปที่โลกของคนหนุ่ม หลังจากฝึกซ้อมและเรียนรู้วิชาต่อสู้พอสมควร หนุ่มน้อยกวนอูก็ปลีกตนไปรับใช้ท่านอาจารย์ตามที่ตนเคยทำ ไม่ว่าจะด้วยการนวดเฟ้นก็ดี ด้วยการชงน้ำชาให้ดื่มก็ดี ด้วยการเป็นเพื่อนเล่นหมากล้อมด้วยก็ดี แน่ล่ะว่าสร้างความริษยาชิงชังให้พวกศิษย์รุ่นพี่ที่เป็นหนุ่มกระทงไม่น้อยเลยทีเดียว

“ไอ้เด็กหน้าแดงนี่มีอะไรดีนักท่านอาจารย์จึงเอ็นดูมัน”

“นั่นสิ ข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆ”

“อย่าให้เผลอนะ พวกข้าเล่นมันแน่”

แน่ล่ะว่าเสียงซุบซิบนินทาเมื่อครู่นี้ โฮปินที่ทำทีท่าสบายๆ ทำมีว่าตนมิได้ใส่ใจได้ยินมันอย่างชัดเจน เขารู้มานานแล้วว่าศิษย์กลุ่มนี้เบื้องหน้าทำตัวเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน กระตือรือร้น แต่แท้จริงแล้วพวกเขาล้วนเป็นคนที่ทำดีหวังผล ทำดีเอาหน้า เพื่อกลบเกลื่อนพฤติกรรมเกกมะเหรกเกเรตามกมลสันดานของเด็กไม่เอาไหน ไม่ก็พวกลูกผู้ดีที่ถูกพ่อแม่ปู่ย่าตายายตามใจจนเสียคน ถึงอย่างนั้นด้วยความเป็นครู โฮปินก็มีความหวังน้อยๆ ว่าเด็กๆ เหล่านี้อาจกลับใจได้ในสักวัน และภาวนาว่าขออย่าได้มีคนไม่ดีที่มีอำนาจมากกว่ามาพบกับเด็กๆ กลุ่มนี้เลย…

โฮปินถอนใจก่อนจะหันไปมองศิษย์คนล่าสุดที่กำลังนั่งพัดวี นึกทบทวนถึงช่วงที่ตนเริ่มการเรียนการสอนให้กวนอูซึ่งนับว่าช้ากว่าพวกศิษย์รุ่นก่อนๆ ไปไม่น้อย…แน่ล่ะว่าโฮปินมิได้ให้เขาไปเริ่มเรียนร่วมกับศิษย์คนอื่นๆในทุกวิชาเพราะได้ทราบจากทางบ้านของอีกฝ่ายว่ากวนอูได้รับการศึกษาในระดับพื้นฐานอันมีการอ่านเขียน การคิดคำนวณ และปรัชญาขงจื๊อเบื้องต้นมาแล้ว ถ้าจะให้เรียนร่วมกับศิษย์คนอื่นๆ ก็จะเป็นพวกศาสตร์อื่นๆ อย่างเช่นศาสตร์การต่อสู้ที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อสักครู่

กวนอูเป็นเด็กฉลาด เขารู้ดี แต่ก็มีข้อบกพร่องบางอย่างที่เขาอยากจะปรับปรุงเหมือนกัน แต่ที่แน่ใจที่สุดก็คือเด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กไม่เอาไหนอย่างแน่นอน เพียงแค่ต้อง…รอเวลาให้เด็กคนนี้เติบโต

เขาหรี่ตาอมยิ้มและมองไปที่ศิษย์คนนี้อย่างมีความหวัง สิ่งที่เขาคิดต่อจากนี้ไปก็คือ…

‘เด็กคนนี้ฉลาดทั้งในทางบู๊และบุ๋น เมื่อโตไปจะต้องเป็นยอดคนและเป็นที่พึ่งให้แก่คนที่ฝากชีวิตแก่เขา เราจะขัดเกลาและเจียระไนให้เขาเป็นหยกชิ้นที่ดีและงามพร้อมสำหรับลูกสาวของเราให้จงได้!’

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 25 หนทางที่ยาวไกลกว่าสายเมฆหมอก

    กวนเต็งเชี้ยงมองภาพที่อยู่ในบ้านเรือนอันพังทลายด้วยแววตาที่เบิกกว้างและหัวใจที่เริ่มสั่นสะท้าน ลิสง รุ่นพี่อันธพาลที่สั่งการให้ลูกน้องผลักร่างบิดามารดาตกลงไปในบ่อน้ำหลังบ้านและพยายามจะล่วงเกินภรรยาของเขา บัดนี้กลายเป็นเพียงซากร่างที่แทบจะแหลกเละจากการจับเหวี่ยงไปฟาดกำแพงและเสาเรือน ตายไปในสภาพที่สมควรแก่บาปที่มันได้ก่อไว้กับชาวบ้านและสกุลกวนในค่ำคืนนี้ ไม่ไกลออกไปคือศพที่กองพะเนินของบรรดาลูกน้องที่ตามติดมาจากเรือนของนายอำเภอผู้เป็นบิดาของลิสง สภาพไม่ต่างกับนายของพวกมัน หรือบางที…ก็อาจจะแย่กว่า กลิ่นของความตายลอยมาแตะจมูกเขาจนเขาเริ่มกระอักกระอ่วน รู้ตัวอีกทีก็รีบเอามือที่ยังเปื้อนเลือดกุมปาก วิ่งไปด้านนอกเรือนแล้วขย้อนเอาอาหารออกมาจนแสบท้องไปหมด ‘มันถูกแล้ว…ที่เจ้าทำมันถูกแล้ว กวนอู…พวกมันสมควรตาย!’ เสียงของสัญชาตญาณตะโกนก้องในที่ที่มีเขาเท่านั้นที่ได้ยิน ‘ไม่…ต่อให้คนคนหนึ่งจะชั่วร้ายจนสมควรตาย…แต่เราไม่ใช่เพชฌฆาต! นี่มัน…นี่มันผิด! ผิดต่ออาญาบ้านเมือง! ผิดต่อศีลธรรม!’ เสียงของเหตุผลดังขึ้นโต้ตอบ เต็งเชี้ยงลุกขึ้น วิ่งไปที่ตุ่มน้ำซึ่งตั้งอยู่ข้างครัว ยกฝาแล้วเอากระบวยวักตักน้ำ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 24 คืนที่ฟ้าอาบย้อมด้วยเลือด

    “อะไรนะ?!” นายอำเภอแห่งฮอตังเอ็ดตะโร ในขณะที่บุตรชายสุดสวาทกึ่งนั่งกึ่งนอนให้คนใช้ทำแผลให้ “ไอ้เจ้าลูกผู้ดีตกอับนั่นมันทำร้ายเจ้ารึ?!” “โอ๊ย! ใช่น่ะสิ ท่านพ่อ!” ลิสงตอบบิดาพร้อมๆ กับโอดโอยจากความเจ็บที่มาจากการต่อสู้เมื่อวาน “ข้าชักจะทนมันไม่ไหวแล้วนะ! ไม่รู้ว่าฟ้าจะส่งมันมาเกิดทำไม?!” นายอำเภอแซ่ลิเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ตรึกตรองแผนการชั่วร้ายบางอย่างในใจ ก่อนจะเดินมาที่ตั่งไม้ที่บุตรชายกำลังนอนแซ่วอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากไล่พวกคนใช้ “พวกเจ้าทั้งหมดออกไป! ข้าจะคุยกับลูกสงตามลำพัง!” “เอ่อ แต่ว่า…” “ข้าสั่งก็รีบๆ ไปสิ!” “ข…ขอรับ” ครั้นเหล่าบ่าวไพร่หลีกตัวออกจากตรงนั้นไป สองพ่อลูกก็กระซิบกระซาบแผนการทันที “ส่งคนไปจับพวกมัน ไม่ว่าจะกวนอี้พ่อของมัน แม่มัน รวมถึงลูกเมียมันสิ แล้วลูกสงจะทำอะไรก็เรื่องของลูกแล้ว” “แต่ท่านพ่อ บุกไปดุ่มๆ ไม่ได้นา” “พ่อก็จะให้คนของเราทำทีว่ามาตามตัวโจรที่หลบหนี แล้วพอเราหาไม่เจอ…ค่อยยัดข้อหาว่าให้ที่กบดานไม่ก็ช่วยโจรหลบหนี” “โอ้โห! ล้ำเลิศจริงๆ! งั้นคราวนี้ข้าขอนำคนไปนะ!” “อืม ตามใจเจ้าเถอะ” ท่านทั้งหลาย ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่องต่อไป ใครในที่นี้เคยฝันบ้าง? ย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 23 ความอดทนที่เริ่มหมดลงไป

    ลิสงบุตรนายอำเภอเหล่มองโฮแชง้วย แล้วก็ศิษย์น้องแบบเต็งเชี้ยง ก่อนจะหันเหสายตามาที่…อาเป๋งที่กำลังกอดมารดาตัวสั่น ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้หรือเสียงอ้อแอ้ใดๆ ออกมาจากปากของเด็กชายเลย “เจ้า…” โฮแชง้วยกอดลูกแน่นขึ้น “มาที่นี่มีจุดประสงค์ใดกันแน่?” ลิสงไม่ตอบแต่ถามนางกลับไป “นั่นลูกสาวเจ้าหรือ? น่ารักน่าเอ็นดู” ว่าจบก็เอี้ยวตัวเพื่อจะจับแก้มเด็กนั้น แต่เต็งเชี้ยงขยับตัวมาขวางทาง พร้อมกับจ้องมองลิสงกลับไปด้วยดวงตาที่เริ่มดุดันทีละน้อยๆ “นั่นลูกชายข้า…อาเป๋ง” เต็งเชี้ยงตอบห้วนๆ โฮแชง้วยกระชับลูกชายในอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม ในขณะที่พ่อหนูน้อยอาเป๋งจะเอาหน้าซุกอกแม่แนบแน่น แนบแน่นพอที่จะทำให้ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงหายใจถี่ๆ ของอาเป๋ง ราวกับเสียงกระซิบจากหัวใจน้อยๆ ที่สั่นกลัว เสียงกระซิบนั้น หากอาเป๋งในวัยหนึ่งเดือนพูดได้ ก็คงจะเป็น “แม่จ๋า…ลุงคนนี้เป็นคนใจร้าย ข้ากลัว” ตึก…ตึก…ตึก… “ลิสง…” เป็นท่านโฮปินที่เดินมาหา เขาไม่ได้ยิ้ม สีหน้ามีความกังวลน้อยๆ แต่ท่าทีหนักแน่นกว่าทุกวัน วินาทีนั้นเอง ทุกคนรู้ได้ทันทีว่า…ท่านโฮปิน ผู้ที่เป็นอาจารย์ของกวนเต็งเชี้ยงและลิสง ไม่ได้มาแบบคนใจดีหรือคนที่หย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 22 โลกทั้งใบของผู้เป็นดั่งพระเจ้าทั้งสอง

    มีใครคนหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพอาจมิได้อยู่บนฟ้า ไม่ได้ประทับในทิพย์พิมานสถานอันตระการ แวดล้อมด้วยเหล่าเทพยดาที่คอยเปล่งเสียงสรรเสริญสดุดี…แต่พระเป็นเจ้าอาจสถิตอยู่ในกายของมนุษย์คู่หนึ่ง มนุษย์ที่มีชื่อเรียกขานว่า “พ่อ” และ “แม่” นั้นแล คือพระเจ้าของลูก ภรรยาข้าหลวง : “ข้าชักสนใจเสียแล้วสิ กวนกงและพระแม่หูเยว่…เมื่อได้เป็นบิดามารดาของกวนเป๋งแล้ว พวกเขาจะทำหน้าที่ของ ‘พระเจ้า’ ได้อย่างไรกันนะ?” พระธุดงค์ : “จงเล่ามาเถิดคุณโยมแมวดำ…จงเล่าเรื่องอันควรค่าแก่การบอกกล่าว…เรื่องของผู้เป็นดังพรหมผู้สร้าง” ได้เลยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง หนูน้อยผู้มีนามว่ากวนเป๋ง หรือที่ทุกคน ณ ขณะนั้นเรียกว่า “อาเป๋ง” เกิดมาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ แลดูบอบบางดั่งดอกไม้ที่ผลิบานกลางลมหนาว แต่อาเป๋งกลับร้องไห้เสียงดังนับแต่วินาทีที่พ้นจนจากครรภ์มารดา เป็นอาณัติสัญญาว่าเด็กชายคนนี้มีสุขภาพแข็งแรงและมีโอกาสรอดจนพ้นวัยแบเบาะ หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงช่วงวัยรุ่นเลยก็ได้ และบางที…นี่อาจเป็นเหมือนลางบอกเหตุถึงภาระและโชคชะตาที่ใหญ่ยิ่ง สำคัญและหนักหนาที่จะมาถึงในอนาคตที่มิอ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 21 ผู้ยังหัวใจให้เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี

    กล่าวกันว่า…มีนรกขุมหนึ่งที่ชื่อว่า “ปุตตะ” ดินแดนของผู้ที่ไร้บุตรหลานสืบสกุล ที่ที่หญิงชายส่งเสียงโหยหวนและหลั่งน้ำตาเพราะไม่มีใครทำพลีกรรมส่งมาให้ในเมืองผี และที่ที่มีแต่ไฟคือความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวลุกโชนอยู่อย่างมิเคยหยุดหย่อน แมวดำเซ่อๆ ตัวนี้ไม่รู้หรอกว่านรกนี้มีจริงไหม แต่ที่รู้แน่ๆ นรกที่แท้จริงนั้นคือความร้อนรุ่มในอกของสามีภรรยาผู้ไร้ซึ่งบุตรอันเป็นสร้อยทองคล้องใจ บุตรซึ่งจะเกิดมาแล้วทำให้ชีวิตของผู้ครองเรือนสมบูรณ์ เป็นผู้ดำรงสกุลให้ไม่ขาดสูญ และที่สุดคือเป็นหลักพึ่งพิงในยามบั้นปลายของชีวิต เช่นนี้แหละ โบราณท่านจึงเรียกลูกหรือบุตรว่า “ผู้ทำลายนรกปุตตะ” หรือก็คือ “ผู้ยังหัวใจอันว้าเหว่ของบิดามารดาให้เต็ม” ในสมัยที่ผู้คนยังอยู่กับธรรมชาติ ไม่เสพติดความหวือหวาฟู่ฟ่าแห่งเมืองใหญ่และมายาที่ไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่เด็กที่เล็กที่สุดยังรู้ว่าเมื่อฝนตก กล้าในน้าก็จะงอกขึ้น สารัตถะเช่นนั้น เต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยต่างรู้ดี และยังมีตัวอย่างอื่นๆ ให้เห็น ให้เปรียบเปรยหรือชวนให้ย้อนกลับมานึกถึงมนุษย์แบบตน กวนเต็งเชี้ยงจำได้ว่าเมื่อคราวที่ภรรยาตั้งครรภ์คือช่วงที่เริ่มทำนา ก่อนหน้านี้อีกหลา

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 20 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

    นับแต่วันแต่งงานของคนทั้งสอง ชีวิตสมรสในเบื้องตนของกวนเต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยก็ดูราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ มากีดกั้นความสุขตามประสาชายหญิงที่เพิ่งแต่งงาน มีคำเล่าลือจากพวกบ่าวไพร่ไม่ว่าจะจากปากของบ่าวไพร่จากเรือนสกุลกวนหรือบ่าวสกุลโฮก็ตาม ที่ยืนยันความผูกพันอันแนบแน่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามันได้ดีเยี่ยม “แค่คืนส่งตัว คุณชายกับคุณหนูก็ไม่ออกจากหอถึงสามวันสามคืนเลย แกเอ๊ย! ไม่อยากนึก!” “นี่ๆ เวลาไปเยี่ยมเรือนเดิมของคุณหนูก็เหมือนกัน! คุณชายเขยของนายท่านบ้านข้านี่ชอบหายเข้าห้องนอนคุณหนูไปเป็นวันๆ เลยนะ! ฮิๆ!” บางคราอย่างตอนอาบน้ำ พวกสาวใช้ก็ต้องเขินกันให้ควั่กเพราะคุณหนูของพวกนางมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ ตามเนื้อตัวขาวผ่อง ซึ่งร่องรอยนั่นมิใช่ร่องรอยจากการตบตี แต่เป็นร่องรอยที่…ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ว่ามีที่มาจากสิ่งไร ในขณะที่คุณชายของบ้านแบบเต็งเชี้ยงดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ ยกเว้นแค่ตอนที่แม่นมบ่นว่า “แม่โว้ย! คุณชายของบ่าวไปโดนแมวตัวไหนข่วนแขนกันนะ! จับได้แม่จะตีให้หลังหักเลย!” นั่นแหละที่ทำให้เต็งเชี้ยงถึงกับสะอึกและกระแอมไอไปสองสามรอบเลยทีเดียว ‘แม่นม…ไม่ใช่แมว…เมียข้าข่วนแขนตอน…เอ่อ…’ เขาคิดได้แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status