Home / รักโบราณ / ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์) / บทที่ 6 ต้นไผ้ที่เริ่มสูงชะลูดกับดอกไม้ทะเลทรายในแดนฮั่น

Share

บทที่ 6 ต้นไผ้ที่เริ่มสูงชะลูดกับดอกไม้ทะเลทรายในแดนฮั่น

กาลเวลาผันผ่าน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเดียวกลายเป็นหลายปี…แผ่นดินจีนเข้าสู่ปีที่สามแห่งรัชศกกว่างเหอ (光和三年) หรือปี ค.ศ. 180 อันเป็นปลายรัชสมัยพระเจ้าเลนเต้ (ฮั่นหลิงตี้) บ้านเมืองภายในยังคงมีปัญหาจากการบริหารโดยเหล่าสิบขันทีที่คอยปิดบังพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าเลนเต้ด้วยอุปเท่ห์เล่ห์กล เหล่าผู้บริสุทธิ์มีใจจงรักในแผ่นดินและราชวงศ์ถูกใส่ร้าย ไม่ตายก็ต้องหลบลี้หนีภัยไปอยู่ที่อื่น ในขณะที่เหล่าคนพาลกลับถูกยกยอและได้ดีโดยที่ไม่มีวี่แววว่ากรรมจะตามทันเลย…

โลกที่ทุกสิ่งกลับตาลปัตรราวกลียุคแบบในเยี่ยงยามนี้ จะดำรงไปอีกนานเท่าใดหนอ?

เอาเป็นว่า…ทุกท่าน เรากลับเข้าเรือนท่านโฮปินและเข้าไปติดตามชีวิตของพระเอกนางเอกของเรากันต่อเถิด ว่าตอนนี้พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่

“กวนอูเอ๊ย…เจ้าอย่าได้ลังเลที่จะฟาดดาบไม้ไปที่อาแชเลย”

ท่านโฮปินซึ่งบัดนี้เริ่มแก่ตัวลงจากช่วงแรกๆ ของเรื่องกำลังจิบชาในขณะที่สั่งให้ศิษย์รัก (และคนที่ท่านผู้ฟังเดาออกว่า…อยากได้อาอูเป็นเขยมาแต่แรก เมี้ยว~) ฟันฟาดลูกสาวตัวเอง! กวนอูที่ได้ยินคำสั่งนั้นชะงักงัน ตัวสั่นเทาน้อยๆมิใช่เพราะกลัวแพ้หรือกลัวเจ็บ แต่เป็นเพราะ…

“ท่านอาจารย์ นาง…นางเป็นลูกท่าน แล้ว…แล้วนางก็เป็นหญิง…”

โฮปินได้ยินประโยคนั้นแทบอยากหัวเราะแล้วร่วงลงจากตั่งไปขำกลิ้งที่พื้น กระนั้น…โฮปินก็รักษากิริยา สั่งสำทับด้วยเสียงและท่าทีเคร่งขรึม

“ในยามสงครามและยามที่โลกไม่สงบ ไม่มีคำว่าชายหรือหญิง เจ้าจงลงมือ…ไม่งั้นก็กลับเรือนเจ้าไป!”

ผู้น้อยแซ่กวนหลับตาแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะลืมตามอง “คู่ต่อสู้” ตรงหน้า…

เด็กหญิงเก้าขวบที่ปาเมล็ดท้อเมื่อสี่ปีก่อน…บัดนี้เติบโตเป็นหญิงสาวผู้โฉมสะคราญเกินเด็กสาวในวัย 13 ปี คือดูเป็นเด็กสาวในวัย 15 หรือ 16 ปีมากกว่า แม้นางตัวเล็กกว่าเขาถึงเท่าตัว แต่หากเขาลองคะเนกับพวกเด็กสาวชาวฮั่นนางอื่นๆ ก็รู้ว่านางตัวสูงกว่าพวกนางเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยกลมกลึงแบบเด็กๆ ในตอนนี้โครงหน้าของนางกลับเริ่มมีความมนๆ รีๆ จนดูโตเกินวัยไปสักหน่อย ดวงตากลมโตที่มีทั้งแววแห่งความสดใสและความลึกลับก็ยิ่งทวีความงดงามอันชวนพิศวงเข้าไปอีก

ไม่รู้ว่านางโตขึ้นเพราะกาลเวลา…หรือเพราะใจเขาเพิ่งจะสังเกต เขาจึงรู้สึกไปอย่างนั้น

นางระบำ: “แหม~เจ้าบรรยายรูปโฉมโนมพรรณของนางเสียหยดย้อยเลยนะ แมวดำแห่งเสียนหลอ!” หามิได้ๆ ข้าก็แค่…บรรยายไปตามเนื้อผ้าแหละแม่นาง แผลบๆ (เอาอุ้งมือมาเลียตามแบบฉบับนางแมว)

“พี่กวน! จะตีก็รีบตีนะพี่!” เสียงของเจ้าหล่อนที่บัดนี้ไม่ใช่เสียงแหลมเล็กแบบเด็กๆ แต่เป็นเสียงหวานใสอย่างที่คนวัยสาวมีกันทำลายความสงบก่อนหน้า…และเหมือนเป็นคำท้าทายให้กวนอูเอาจริงซะที!

หนุ่มหน้าแดงกัดฟัน กำดาบไม้ก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาเด็กสาว ยกดาบขึ้นหมายปะทะ หากทว่าเด็กสาวนั้นกลับพลิกแพลงตั้งรับกลับ พลิกข้อมือไวเสียจนเห็นเพียงเงาดาบไม้สะบัดไปไวๆ เสียงกระทบดัง เพี๊ยะ! สั้น ๆ แต่คมกริบ ไม่เพียงแค่ปะทะแต่นางรับไว้ได้หมดอย่างที่เขาไม่ทันตั้งตัว

ดวงตาของมานพหนุ่มเบิกกว้างในเสี้ยววินาที มิใช่เพราะนางรับมือได้ แต่เพราะเขารู้แล้วว่า นางไม่ต้องการให้เขาออมมือเลยแม้แต่นิดเดียว

“ไม่ทันไรพี่ก็จะแพ้ข้าซะแล้ว!”

“ข้ายังไม่ล้มซะหน่อย อย่าด่วนตัดสินไปก่อนสิ”

เด็กสาวยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นอย่างคนที่กำลังสนุก “งั้นข้าจะรอดูตอนพี่ล้ม…แบบงาม ๆ เลย~” เขาไม่ได้ตอบทันที แต่ดาบไม้ในมือกลับตวัดอย่างมีจังหวะ ถ้าเขาแพ้…ก็ขอให้เขาแพ้ให้นางจำได้ก็แล้วกัน

หากเขาเป็นต้นไผ่ที่เพิ่งเติบโตจากหน่ออ่อน ที่กำลังรับสายลมแรงแห่งพายุ และทุกๆ สถานการณ์ที่ไหลเข้ามาปะทะแต่ไม่เคยหักโค่น

…นางก็คือดอกไม้งามจากทะเลทรายในแดนตะวันตกที่เกิดและเติบโตในแดนฮั่น ทรหดอดทนได้แม้ในที่ที่มิใช่ของตน

ท่านโฮปินมองดูการต่อสู้ระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมยินดี ไม่ว่าจะกับชายที่เขาเจียระไนอย่างดีมาแต่ครั้งกระโน้นหรือลูกสาวคนงามที่เขาถ่ายทอดทุกสรรพศาสตร์ให้นางตั้งแต่เล็กแต่น้อย

ในดวงตาคู่นั้น ไม่ได้มีแต่เพียงความเป็นครูที่ชื่นชมในตัวศิษย์ที่มาได้ไกลเพียงนี้ หากแต่มีความเป็นพ่อผู้วางใจว่าลูกสาวของตนจะไม่ตกอยู่ในมือคนพาล ไม่ว่าจะด้วยการปกป้องตนเองด้วยตนเองหรือการปกป้องจากอ้อมแขนอันแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มคนนั้น…

…และชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านางในวันนี้ก็คือชายที่เขาเฝ้าฝึกให้ยืนตรงนี้มาตลอด

สิ่งที่เขาเห็นไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงยุทธ์ แต่เป็นเหมือนส่วนผสมที่ลงตัวของศาสตร์และศิลป์ เป็นหยินและหยางที่ลงตัวโดยสมบูรณ์ ไม่มีอะไรให้ติเลย แม้ข้อบกพร่องสักนิดก็ไม่มีให้เห็น

‘อีกไม่นาน…อีกไม่นาน’ เขารำพึงกับตนในใจและยิ้มน้อยๆ ด้วยความสุขของผู้เป็นอาจารย์และพ่อที่ความสำเร็จ…ใกล้เข้ามาทุกทีและทุกที

การฝึกในช่วงเช้านั้นจบลงโดยที่ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ นอกจากทั้งสองคนต่างมีฝีมือสูสีกัน แล้วต่างฝ่ายก็แยกย้ายไปทำกิจของตนต่อ

กวนอูก็ยังคงทำหน้าที่ของ “ศิษย์ก้นกุฏิ” ของท่านอาจารย์ต่อไป คือการช่วยงานบ้านต่างๆ ในเรือนและบริเวณโรงเรียนเหมือนเมื่อคราวที่ตนอายุ 14 ปี โดยไม่บ่นและไม่อนาทรร้อนใจต่อความเหนื่อยหนัก ด้วยว่าเขาคงชินไปเสียแล้ว อีกทั้งกำลังตนก็กล้าแข็งกว่าคนธรรมดานัก ถึงจะถูกพวกศิษย์เกเรตามตอแยบ้างแต่เมื่อเทียบกับคราวที่เขาถูกพวกของลิสงผลักจนถังน้ำหล่นลงพื้นก็นับว่าเบากว่าครั้งนั้นก่อนมากโข

ส่วนอาแช…ก็ยังคงขลุกตัวอยู่แต่ในโรงหมอยา บดย่าด้วยโม่หินอย่างชำนาญราวกับเย็บปักถักร้อย บางทีนึกเบื่อๆ ก็แอบเอาเครื่องยาต่างๆ มาผสมเพื่อทดลองผลิตสูตรยาเอง (ไม่ต้องห่วงนะท่านทั้งหลาย นางไม่บ้าบิ่นพอจะเอาไปทดลองกับใครมั่วๆ หรอกน่า…เชื่อข้าไหม? เชื่อข้าไหมล่ะ? เชื่อเถอะ เชื่อเถอะ เชื่อเถอะ!) บางคราเบื่อห้องยาก็จะเข้าห้องนอนตัวเองแล้วสวดมนต์เงียบๆ แต่สักพัก…ก็นอนเล่นจ้องเพดานเพราะเบื่อ

คนหนึ่ง…เป็นต้นไผ่ที่กำลังจะเติบโตรอรับลมแรงในภายหน้า อีกคนหนึ่ง…คือดอกไม้ที่ไม่เคยรู้จักดินแดนที่บรรพชนได้จากมา

ต่างฝ่าย ต่างหยั่งรากลงบนผืนดินเดียวกันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว…ว่าฤดูกาลของพวกเขากำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้ ฤดูกาลซึ่งผู้คนเรียกมันว่า “ความรัก”

วันต่อมา…อาแชสาวน้อยจอมแก่นกำลังเดินทางเพื่อจะเข้าป่าไผ่ไปหาเก็บตัวยาที่นางอยากได้มาทดลอง โดยที่นางไม่ลืมที่จะนัดแนะพี่กวนให้ตามไปด้วย (เพื่อความปลอดภัย ถึงนางจะมั่นใจว่าตัวเองเอาอยู่ก็ตามแต่ขัดพ่อไม่ได้ที่อยากให้พี่กวนคอยปกป้องนางเสมอๆ) นางตระเตรียมทุกอย่าง และแต่งกายให้พร้อมสำหรับการเดินป่าในครั้งนี้

นางตั้งใจว่า…จะไม่นึกซนไปปีนต้นไม้แบบตอนที่นางในวัยเก้าขวบปีนต้นสนจนกิ่งหักอีกแล้ว (แต่นางก็ไม่โทษตัวเองหรอกนะ เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์ตอนนั้น…นางคงไม่พบพี่กวนหรอก!) และ…นางจะพยายามหาทั้งดอก ผล กิ่ง ใบ ไปยันรากไม้ที่มีประโยชน์พอจะทำยาได้

เอาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าในโลกนี้น่ะ…มันยังจะมีอะไรที่ทำยาหรือทำประโยชน์ใดไม่ได้อีก!

‘จำไว้นะอาแช…ทุกสิ่งบนโลกนี้มีประโยชน์เสมอ แม้แต่สิ่งที่เล็กที่สุดหรือไร้ค่าในสายตาคนทั่วไปก็ตาม’ คือสิ่งที่บิดาของนางสอนเอาไว้เมื่อนางเริ่มฝึกปรุงยาตอนเล็กๆ และนางก็จำได้ไม่มีลืมแม้จนทุกวันนี้

จังหวะที่นางก้าวพ้นจากอาณาเขตเรือนตนเอง นางไม่คิดหรอกว่าพวกหนุ่มๆ ที่เป็นศิษย์ของพ่อจะคิดอะไร เพราะนางคิดเสมอว่าพวกนั้นน่ะก็มองนางเป็นแค่ลูกของอาจารย์ ไม่ก็เด็กแสบคนหนึ่งเท่านั้น พลางคะนึงคิดไปว่าเมื่อเจอพี่กวนแล้ว จะชวนคุยเรื่องใดดี หรือจะแกล้งเย้าแหย่เล่นแบบเมื่อคราวยังเด็กๆ คิดไปก็อมยิ้มแก้มแทบปริ จนกระทั่ง…ใครที่นางไม่อยากพบไม่อยากเจอปรากฏตัวด้วยวิธี…จับข้อมือนางโดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ

“อาแช…เจ้าโตขึ้นมากนะ” ลิสง ศิษย์ของท่านพ่อซึ่งบัดนี้มีอายุราวๆ 22 ปี ทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แต่ในใจของดรุณีแซ่โฮไม่รู้สึกแบบนั้นเลย นางกลับรู้สึกถึงการคุกคามจากสายตาที่เขามองมาที่นางอย่างชัดเจน

“ปล่อยข้านะ…” นางพยายามทำใจดีสู้เสือ บอกให้เขาหยุดด้วยเสียงเรียบๆ แต่มันไม่ได้ผลสำหรับคนที่ภายในมืดบอดและปิดบังมันด้วยเปลือกแห่งวิญญูชนและคนดีแบบปลอมๆ “ทำไมล่ะ? หรือว่าเจ้า…มีคนที่ชอบแล้ว? อย่าบอกนะว่าเป็นไอ้เด็กหน้าแดงนั่น?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มยียวนขึ้น “ข้ายังจำได้นะ ว่าก่อนที่ข้าจะกลับไปในตอนนั้น เจ้าในวัยเก้าขวบหันมาแลบลิ้นใส่แล้วพูดว่า ‘คนที่แกล้งพี่กวน คือข้าเท่านั้น!’ ข้านี่…รู้สึกเอ็นดูสุดๆ ไปเลย”

“ไอ้ขี้ข้านั่นมีดีอะไรหรือขอรับคุณหนู? สู้ลูกพี่พวกเราไม่ได้ร๊อกกกก” พรรคพวกคนหนึ่งเย้า

“มันเป็นลูกผู้ดี แต่ก็ใกล้ตกอับเต็มทนแล้วล่ะ” อีกคนเย้ย

“คุณหนูไม่ลองเบนเข็มมาหาพี่ลิสงเล่าขอรับ? ลูกนายอำเภอเชียวนา~”

อาแชเริ่มหัวเสียเต็มทน พยายามสะบัดแขนแม้เขายังคงจับไม่ปล่อย “ปล่อยข้านะ! ข้าจะไปแล้ว! ปล่อย!”

พวกมัน…ข้าขอเรียกไอ้พวกเด็กนรกเหลือขอนี่ว่าพวกมัน ล้อมหน้าล้อมหลังนาง กลางวันแสกๆ ที่หน้าสถานศึกษาและในอาณาบริเวณของอาจารย์ที่พวกมันทั้งเคารพแต่ก็มิวายจะซุบซิบนินทาในฐานะคนนอก ซ้ำยังเคยขู่ในตอนนั้นว่า หากอาแชพูดจาไม่ดีใส่ลูกพี่ของมัน “ท่านอาจารย์” นี่แหละจะเดือดร้อนจากนายอำเภอ ซึ่งเป็นพ่อของลูกพี่แบบไอ้ลิสงคนนั้น

ข้า…ข้าเกลียดนัก ไอ้การกระทำแบบนี้ ท่านผู้ฟังเอ๋ย

ถ้าข้าอยู่ตรงนั้น…ข้า…อยากเอากรงเล็บไปฉีกเนื้อเถือหนังพวกมันนัก!

แต่…โชคดีที่ในครานั้น บุคคลที่นางปรารถนาให้ปรากฏตน บุคคลที่นางได้นัดหมายไว้แล้ว…เขามาถึงแล้ว ราวแสงตะวันในยามเช้าที่ทำลายความมืด ราวกับห่าฝนที่ดับภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นในหัวใจของเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งในโลกที่ชายดูราวจะครอบครองทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตของนาง

“หยุด…”

“พี่กวน!” เด็กสาวร้องลั่นเมื่อเขาคนนั้นเดินมาจากอีกทาง หัวใจพองโต ทั้งรู้สึกดีใจและรู้สึกว่าความไม่ปลอดภัยที่กำลังเกิดขึ้น…น่าจะพ้นไปจากนางแล้วในวินาทีนี้ ความรู้สึก…มันมากจนทำนางน้ำตาคลอ

พลพรรคหนุ่มพาลพากันเงียบกริบ เพราะคนอย่างกวนอู…แม้ไม่ออกหมัด ไม่ง้างปากด่าว่า ก็ทำให้บรรยากาศหนาวยิ่งกว่าน้ำจากในบ่อหรือหิมะในเหมันต์ฤดู ลิสงเอง…ก็รับรู้ได้ถึงแรงกดที่ข้อมือที่เด็กหนุ่มคนนั้นบีบเมื่อตอนที่ยังอายุ 14 ปีไม่มีลืมเลือน

ดวงตางามดุจหงส์ในยามสงบของมานพหนุ่มแซ่กวน ในบางครา อาจแปรเปลี่ยนเป็นดวงตาของเหยี่ยวหรือแม้แต่หมาป่า…ที่พร้อมจะขย้ำใครหน้าในก็ตามที่กล้ามาทำร้ายตน หรือผู้ที่ตนคิดว่าสำคัญราวชีวิต

แล้วเขาก็…ยอมปล่อยมือนาง แต่มิวายจะผลักไสจนอาแชเกือบล้ม

ไม่รู้ว่าเพราะโกรธที่นางไม่ยอมรับเขา …หรือเพราะอับอายที่คนที่เขาดูถูกว่า “โง่” “เป็นขี้ข้า” “เป็นลูกผู้ดีใกล้ตกอับ” คนนี้ น่าจะเป็นฝ่ายที่ได้ใจทั้งอาจารย์และลูกสาวของอาจารย์ที่ตนฝันใฝ่จะได้ปองมากกว่าตนเอง

“ไปก็ได้…แต่อย่าคิดว่าข้าจะยอมแพ้ง่ายๆ ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก”

อาแชมองพวกเด็กเกเรกลุ่มนั้นจนลับตา อยากจะลืมแต่ร่างกายและสมองเหมือนทำงานสวนทาง ตัวนิ่งไม่ไหวติง ภาพความเสียหายแม้เล็กน้อยแต่ประทับติดในมโนสำนึกจนนางรู้สึกขยะแขยง

จนเขาคนนั้น…ลูบหัวนาง เหมือนตอนที่นางร้องไห้คิดถึงแม่ในคราวนั้น คราวที่นางโม่ยาจะเอาไปถวายท่านไต้ซือเภาเจ๋ง เมื่อสี่ปี่ก่อน

“เรา…ไปกันเถอะ อาแช”

“อื้อ…”

โอ้ เจ้าดวงดอกไม้แห่งแดนตะวันตก

โอ้ เจ้าหน่อไผ่ที่เพิ่งเติบโตจนสูงชะลูด

จงเดินเคียงข้างกัน อย่าปล่อยมือ อย่าทอดทิ้งกันและกันเลยหนาเจ้า

เพราะโลกนี้…ช่างโหดร้ายยิ่งกว่าพายุที่โหมกระหน่ำ

แต่หากเจ้าทั้งสองเติบโตและฝ่าพายุนั้นไปพร้อมกันได้

จักไม่มีสิ่งใดพรากเจ้าทั้งคู่จากกัน

แม้ด้วยโชคชะตา

แม้ด้วยไฟสงคราม

แม้ด้วยความตาย

เดินทางเถิด เจ้าดวงดอกไม้ผู้ไม่เคยหวั่นไหว

เดินทางเถิด เจ้าหน่อไผ่ผู้ไม่เคยหักโค่น

และหากวันหนึ่งโลกนี้มิอาจเอื้อให้พวกเจ้าได้อยู่เคียงข้างกันตลอดไป

ขอให้พวกเจ้าจำให้ขึ้นใจว่า…ในทุกภพที่ยังต้องเวียนว่าย

เจ้าจะยังจำเสียงกู่ของกันและกันได้เสมอ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 25 หนทางที่ยาวไกลกว่าสายเมฆหมอก

    กวนเต็งเชี้ยงมองภาพที่อยู่ในบ้านเรือนอันพังทลายด้วยแววตาที่เบิกกว้างและหัวใจที่เริ่มสั่นสะท้าน ลิสง รุ่นพี่อันธพาลที่สั่งการให้ลูกน้องผลักร่างบิดามารดาตกลงไปในบ่อน้ำหลังบ้านและพยายามจะล่วงเกินภรรยาของเขา บัดนี้กลายเป็นเพียงซากร่างที่แทบจะแหลกเละจากการจับเหวี่ยงไปฟาดกำแพงและเสาเรือน ตายไปในสภาพที่สมควรแก่บาปที่มันได้ก่อไว้กับชาวบ้านและสกุลกวนในค่ำคืนนี้ ไม่ไกลออกไปคือศพที่กองพะเนินของบรรดาลูกน้องที่ตามติดมาจากเรือนของนายอำเภอผู้เป็นบิดาของลิสง สภาพไม่ต่างกับนายของพวกมัน หรือบางที…ก็อาจจะแย่กว่า กลิ่นของความตายลอยมาแตะจมูกเขาจนเขาเริ่มกระอักกระอ่วน รู้ตัวอีกทีก็รีบเอามือที่ยังเปื้อนเลือดกุมปาก วิ่งไปด้านนอกเรือนแล้วขย้อนเอาอาหารออกมาจนแสบท้องไปหมด ‘มันถูกแล้ว…ที่เจ้าทำมันถูกแล้ว กวนอู…พวกมันสมควรตาย!’ เสียงของสัญชาตญาณตะโกนก้องในที่ที่มีเขาเท่านั้นที่ได้ยิน ‘ไม่…ต่อให้คนคนหนึ่งจะชั่วร้ายจนสมควรตาย…แต่เราไม่ใช่เพชฌฆาต! นี่มัน…นี่มันผิด! ผิดต่ออาญาบ้านเมือง! ผิดต่อศีลธรรม!’ เสียงของเหตุผลดังขึ้นโต้ตอบ เต็งเชี้ยงลุกขึ้น วิ่งไปที่ตุ่มน้ำซึ่งตั้งอยู่ข้างครัว ยกฝาแล้วเอากระบวยวักตักน้ำ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 24 คืนที่ฟ้าอาบย้อมด้วยเลือด

    “อะไรนะ?!” นายอำเภอแห่งฮอตังเอ็ดตะโร ในขณะที่บุตรชายสุดสวาทกึ่งนั่งกึ่งนอนให้คนใช้ทำแผลให้ “ไอ้เจ้าลูกผู้ดีตกอับนั่นมันทำร้ายเจ้ารึ?!” “โอ๊ย! ใช่น่ะสิ ท่านพ่อ!” ลิสงตอบบิดาพร้อมๆ กับโอดโอยจากความเจ็บที่มาจากการต่อสู้เมื่อวาน “ข้าชักจะทนมันไม่ไหวแล้วนะ! ไม่รู้ว่าฟ้าจะส่งมันมาเกิดทำไม?!” นายอำเภอแซ่ลิเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ตรึกตรองแผนการชั่วร้ายบางอย่างในใจ ก่อนจะเดินมาที่ตั่งไม้ที่บุตรชายกำลังนอนแซ่วอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากไล่พวกคนใช้ “พวกเจ้าทั้งหมดออกไป! ข้าจะคุยกับลูกสงตามลำพัง!” “เอ่อ แต่ว่า…” “ข้าสั่งก็รีบๆ ไปสิ!” “ข…ขอรับ” ครั้นเหล่าบ่าวไพร่หลีกตัวออกจากตรงนั้นไป สองพ่อลูกก็กระซิบกระซาบแผนการทันที “ส่งคนไปจับพวกมัน ไม่ว่าจะกวนอี้พ่อของมัน แม่มัน รวมถึงลูกเมียมันสิ แล้วลูกสงจะทำอะไรก็เรื่องของลูกแล้ว” “แต่ท่านพ่อ บุกไปดุ่มๆ ไม่ได้นา” “พ่อก็จะให้คนของเราทำทีว่ามาตามตัวโจรที่หลบหนี แล้วพอเราหาไม่เจอ…ค่อยยัดข้อหาว่าให้ที่กบดานไม่ก็ช่วยโจรหลบหนี” “โอ้โห! ล้ำเลิศจริงๆ! งั้นคราวนี้ข้าขอนำคนไปนะ!” “อืม ตามใจเจ้าเถอะ” ท่านทั้งหลาย ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่องต่อไป ใครในที่นี้เคยฝันบ้าง? ย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 23 ความอดทนที่เริ่มหมดลงไป

    ลิสงบุตรนายอำเภอเหล่มองโฮแชง้วย แล้วก็ศิษย์น้องแบบเต็งเชี้ยง ก่อนจะหันเหสายตามาที่…อาเป๋งที่กำลังกอดมารดาตัวสั่น ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้หรือเสียงอ้อแอ้ใดๆ ออกมาจากปากของเด็กชายเลย “เจ้า…” โฮแชง้วยกอดลูกแน่นขึ้น “มาที่นี่มีจุดประสงค์ใดกันแน่?” ลิสงไม่ตอบแต่ถามนางกลับไป “นั่นลูกสาวเจ้าหรือ? น่ารักน่าเอ็นดู” ว่าจบก็เอี้ยวตัวเพื่อจะจับแก้มเด็กนั้น แต่เต็งเชี้ยงขยับตัวมาขวางทาง พร้อมกับจ้องมองลิสงกลับไปด้วยดวงตาที่เริ่มดุดันทีละน้อยๆ “นั่นลูกชายข้า…อาเป๋ง” เต็งเชี้ยงตอบห้วนๆ โฮแชง้วยกระชับลูกชายในอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม ในขณะที่พ่อหนูน้อยอาเป๋งจะเอาหน้าซุกอกแม่แนบแน่น แนบแน่นพอที่จะทำให้ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงหายใจถี่ๆ ของอาเป๋ง ราวกับเสียงกระซิบจากหัวใจน้อยๆ ที่สั่นกลัว เสียงกระซิบนั้น หากอาเป๋งในวัยหนึ่งเดือนพูดได้ ก็คงจะเป็น “แม่จ๋า…ลุงคนนี้เป็นคนใจร้าย ข้ากลัว” ตึก…ตึก…ตึก… “ลิสง…” เป็นท่านโฮปินที่เดินมาหา เขาไม่ได้ยิ้ม สีหน้ามีความกังวลน้อยๆ แต่ท่าทีหนักแน่นกว่าทุกวัน วินาทีนั้นเอง ทุกคนรู้ได้ทันทีว่า…ท่านโฮปิน ผู้ที่เป็นอาจารย์ของกวนเต็งเชี้ยงและลิสง ไม่ได้มาแบบคนใจดีหรือคนที่หย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 22 โลกทั้งใบของผู้เป็นดั่งพระเจ้าทั้งสอง

    มีใครคนหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพอาจมิได้อยู่บนฟ้า ไม่ได้ประทับในทิพย์พิมานสถานอันตระการ แวดล้อมด้วยเหล่าเทพยดาที่คอยเปล่งเสียงสรรเสริญสดุดี…แต่พระเป็นเจ้าอาจสถิตอยู่ในกายของมนุษย์คู่หนึ่ง มนุษย์ที่มีชื่อเรียกขานว่า “พ่อ” และ “แม่” นั้นแล คือพระเจ้าของลูก ภรรยาข้าหลวง : “ข้าชักสนใจเสียแล้วสิ กวนกงและพระแม่หูเยว่…เมื่อได้เป็นบิดามารดาของกวนเป๋งแล้ว พวกเขาจะทำหน้าที่ของ ‘พระเจ้า’ ได้อย่างไรกันนะ?” พระธุดงค์ : “จงเล่ามาเถิดคุณโยมแมวดำ…จงเล่าเรื่องอันควรค่าแก่การบอกกล่าว…เรื่องของผู้เป็นดังพรหมผู้สร้าง” ได้เลยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง หนูน้อยผู้มีนามว่ากวนเป๋ง หรือที่ทุกคน ณ ขณะนั้นเรียกว่า “อาเป๋ง” เกิดมาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ แลดูบอบบางดั่งดอกไม้ที่ผลิบานกลางลมหนาว แต่อาเป๋งกลับร้องไห้เสียงดังนับแต่วินาทีที่พ้นจนจากครรภ์มารดา เป็นอาณัติสัญญาว่าเด็กชายคนนี้มีสุขภาพแข็งแรงและมีโอกาสรอดจนพ้นวัยแบเบาะ หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงช่วงวัยรุ่นเลยก็ได้ และบางที…นี่อาจเป็นเหมือนลางบอกเหตุถึงภาระและโชคชะตาที่ใหญ่ยิ่ง สำคัญและหนักหนาที่จะมาถึงในอนาคตที่มิอ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 21 ผู้ยังหัวใจให้เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี

    กล่าวกันว่า…มีนรกขุมหนึ่งที่ชื่อว่า “ปุตตะ” ดินแดนของผู้ที่ไร้บุตรหลานสืบสกุล ที่ที่หญิงชายส่งเสียงโหยหวนและหลั่งน้ำตาเพราะไม่มีใครทำพลีกรรมส่งมาให้ในเมืองผี และที่ที่มีแต่ไฟคือความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวลุกโชนอยู่อย่างมิเคยหยุดหย่อน แมวดำเซ่อๆ ตัวนี้ไม่รู้หรอกว่านรกนี้มีจริงไหม แต่ที่รู้แน่ๆ นรกที่แท้จริงนั้นคือความร้อนรุ่มในอกของสามีภรรยาผู้ไร้ซึ่งบุตรอันเป็นสร้อยทองคล้องใจ บุตรซึ่งจะเกิดมาแล้วทำให้ชีวิตของผู้ครองเรือนสมบูรณ์ เป็นผู้ดำรงสกุลให้ไม่ขาดสูญ และที่สุดคือเป็นหลักพึ่งพิงในยามบั้นปลายของชีวิต เช่นนี้แหละ โบราณท่านจึงเรียกลูกหรือบุตรว่า “ผู้ทำลายนรกปุตตะ” หรือก็คือ “ผู้ยังหัวใจอันว้าเหว่ของบิดามารดาให้เต็ม” ในสมัยที่ผู้คนยังอยู่กับธรรมชาติ ไม่เสพติดความหวือหวาฟู่ฟ่าแห่งเมืองใหญ่และมายาที่ไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่เด็กที่เล็กที่สุดยังรู้ว่าเมื่อฝนตก กล้าในน้าก็จะงอกขึ้น สารัตถะเช่นนั้น เต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยต่างรู้ดี และยังมีตัวอย่างอื่นๆ ให้เห็น ให้เปรียบเปรยหรือชวนให้ย้อนกลับมานึกถึงมนุษย์แบบตน กวนเต็งเชี้ยงจำได้ว่าเมื่อคราวที่ภรรยาตั้งครรภ์คือช่วงที่เริ่มทำนา ก่อนหน้านี้อีกหลา

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 20 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

    นับแต่วันแต่งงานของคนทั้งสอง ชีวิตสมรสในเบื้องตนของกวนเต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยก็ดูราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ มากีดกั้นความสุขตามประสาชายหญิงที่เพิ่งแต่งงาน มีคำเล่าลือจากพวกบ่าวไพร่ไม่ว่าจะจากปากของบ่าวไพร่จากเรือนสกุลกวนหรือบ่าวสกุลโฮก็ตาม ที่ยืนยันความผูกพันอันแนบแน่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามันได้ดีเยี่ยม “แค่คืนส่งตัว คุณชายกับคุณหนูก็ไม่ออกจากหอถึงสามวันสามคืนเลย แกเอ๊ย! ไม่อยากนึก!” “นี่ๆ เวลาไปเยี่ยมเรือนเดิมของคุณหนูก็เหมือนกัน! คุณชายเขยของนายท่านบ้านข้านี่ชอบหายเข้าห้องนอนคุณหนูไปเป็นวันๆ เลยนะ! ฮิๆ!” บางคราอย่างตอนอาบน้ำ พวกสาวใช้ก็ต้องเขินกันให้ควั่กเพราะคุณหนูของพวกนางมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ ตามเนื้อตัวขาวผ่อง ซึ่งร่องรอยนั่นมิใช่ร่องรอยจากการตบตี แต่เป็นร่องรอยที่…ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ว่ามีที่มาจากสิ่งไร ในขณะที่คุณชายของบ้านแบบเต็งเชี้ยงดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ ยกเว้นแค่ตอนที่แม่นมบ่นว่า “แม่โว้ย! คุณชายของบ่าวไปโดนแมวตัวไหนข่วนแขนกันนะ! จับได้แม่จะตีให้หลังหักเลย!” นั่นแหละที่ทำให้เต็งเชี้ยงถึงกับสะอึกและกระแอมไอไปสองสามรอบเลยทีเดียว ‘แม่นม…ไม่ใช่แมว…เมียข้าข่วนแขนตอน…เอ่อ…’ เขาคิดได้แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status