ANMELDENจินเยว่เดินทางมาถึงหน้าบ้านท่านหมอเกาแต่เขาไม่อยู่มีเพียงภรรยาของเขาเท่านั้นที่ออกมาต้อนรับ
“ว่าไงแม่หนูมีธุระอะไรหรือ” เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กสาวหน้าตาน่าเอ็นดูภรรยาของหมอเกาก็เอ่ยทักทายจินเยว่อย่างเป็นมิตร
“ข้าชื่อกู้จินเยว่เจ้าค่ะ ข้านำผลไม้มาให้ ตอบแทนที่คราวก่อนท่านหมอเกาช่วยรักษาข้า” ร่างเล็กพูดพร้อมยื่นแตงโมให้
“นี่มันคือผลไม้อะไรกันป้าไม่เคยเห็นมาก่อน” ภรรยาหมอเการับแตงโมมาและเอ่ยถาม
“มันเรียกว่าแตงโมเจ้าค่ะ เนื้อสัมผัสของมันจะชุ่มฉ่ำและหวานมาก ท่านต้องผ่าแล้วลองกินเนื้อสีแดงๆข้างในอย่าลืมคายเมล็ดมันทิ้งด้วยนะเจ้าคะ” จินเยว่บอกพร้อมรอยยิ้มสดใส
“ขอบใจนะแม่หนู ไว้ข้าจะบอกท่านหมอให้” หญิงชราส่งยิ้มเอ็นดูบนใบหน้าปรากฏรอยเหี่ยวย่นน้อยๆ
หลังจากนั้นจินเยว่ก็เดินไปที่บ้านอีกหลังที่ตั้งไม่ห่างกันมาก บ้านหลังนี้มีขนาดค่อนข้างเล็กแต่ไม่ได้เก่าทรุดโทรมแต่อย่างใด มันเป็นบ้านของอาสี่ของจินเยว่ อาสี่ของนางมีนามว่ากู้ป๋อเหวิน เขาแต่งงานกับภรรยามาได้เกือบปีแล้ว ท่านอาเล็กเป็นคนที่ใจดีที่สุดในบรรดาเหล่าพี่น้องของท่านพ่อของนาง ภรรยาของเขาก็เป็น
คนใจดีเช่นกันพ่อของจินเยว่มีพี่น้องทั้งหมดสี่คนรวมตัวเขาด้วย กู้ซีห่าวเป็นลูกคนที่สอง เขามีน้องสาวหนึ่งคนนางแต่งงานออกไปอยู่บ้านสามีแต่ก็มักจะกลับมาเยี่ยมเยียนครอบครัวบ่อยครั้ง และน้องชายคนสุดท้องก็คือกู้ป๋อเหวิน
อาสี่มักจะไม่ค่อยถูกกับพี่น้องคนอื่นๆยกเว้นกู้ซีห่าว พวกเขามักจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอ เมื่อเขาและภรรยาแต่งกันจึงแยกบ้านออกมาทันทีพวกเขาไม่ค่อยกลับไปเยี่ยมที่บ้านเดิมเท่าไหร่นักหากไม่มีเรื่องจำเป็น
“ท่านอาป๋อเหวินอยู่ไหมเจ้าคะ” นางตะโกนเรียกคนในบ้าน เป็นภรรยาของป๋อเหวินที่เปิดประตูมา
“อาเจ้ายังไม่กลับจากงานเลย เจ้ามีธุระอะไรหรือ”
กู้ป๋อเหวินมีอาชีพเป็นผู้ทำบัญชีให้ภัตตาคารแห่งหนึ่งในตลาด รายได้ของเขาอาจจะไม่มากมายนักแต่สุขสบายกว่าการทำไร่นาแน่นอน ในบรรดาพี่น้องสี่คน
มีแค่พี่ชายคนโตและน้องชายคนเล็กอย่างป๋อเหวินเท่านั้นที่ได้เรียนหนังสือ แต่ กู้จางหย่งหัวไม่ค่อยดีจึงลาออกกลางคันมีแค่กู้ป๋อเหวินที่ได้เรียนจนอ่านออกเขียนได้จินเยว่และภรรยาของกู้ป๋อเหวินมีอายุไม่ห่างกันมากเนื่องจากป๋อเหวินเป็นลูกคนเล็กที่อายุห่างจากพี่ๆของเขาเป็นสิบปี เขาจึงมีอายุมากกว่าจินเยว่แค่สามปีเท่านั้น
“ข้านำแตงโมมาฝากเจ้าค่ะ” จินเยว่ส่งยิ้มให้หญิงสาวตรงหน้า
“เจ้าไปเอามาจากไหน ข้าเคยได้ยินชื่อมันแต่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” เจียลี่ขมวดคิ้ว
พ่อของนางเป็นเคยพ่อค้ามาก่อนเขามักเล่าเรื่องราวของเมืองต่างๆให้
นางฟัง แตงโมนี้เขาก็เคยเล่าว่ามันขึ้นแค่ในเมืองที่ห่างไกลด้วยสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่“ข้าเก็บได้จากปากทางเข้าป่าเจ้าค่ะ”
“งั้นหรือ น่าแปลกจังข้าไม่เคยเห็นมันในเมืองนี้มาก่อน” ถึงจะสงสัยแต่ก็เอื้อมมือมารับไว้
“เจ้ารอตรงนี้ก่อนนะ ข้าฝากของไปให้แม่เจ้าหน่อย” นางเรียกจินเยว่ไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะกลับ
หญิงสาวเดินหายเข้าไปในบ้านสักครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมไข่ในมือสี่ฟอง เจียลี่ยื่นไข่ในมือให้จินเยว่รับไว้
เจียลี่กำชับกับจินเยว่ว่า “เจ้าซ่อนมันให้ดีเล่า ข้ารู้ว่าพวกนั้นให้พวกเจ้ากินแต่ผักใช่หรือไม่ มันอาจจะไม่มากมายแต่เจ้าเก็บไว้เถอะ”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะท่านอาสะใภ้” จินเยว่ขอบคุณพร้อมค้อมหัวให้หลายครั้ง
ถึงนางจะมีมิติวิเศษก็จริงแต่นางไม่มีอะไรจะใส่เข้าไป อยู่บ้านกับข้าวที่ได้รับส่วนใหญ่ก็มีแต่พวกผักนานๆจะมีไข่สักมื้อ ไม่ต้องพูดถึงเนื้อสัตว์ตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้นางไม่ได้กินเนื้อสัตว์สักครั้ง มื้อที่มีไข่ถือเป็นมื้อที่พิเศษอย่างยิ่ง สกุลกู้ไม่ใช่สกุลที่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ยากจนขัดสนดั่งคนอื่นๆ แต่กู้ฮุ่ยชิวที่มีอำนาจรองจากกู้ซีฮันมีใจลำเอียงไปทางลูกชายคนโต มีอะไรก็ให้เขาก่อนลูกคนอื่นๆด้วยหวังพึ่งลูกชายคนโตยามแก่ชรา
“ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าต้องไปช่วยท่านแม่ทำงานต่อ” นางเดินออกมาพอพ้นสายตาก็รีบเอาไข่เข้าไปเก็บในมิติทันที
ณ บ้านสกุลกู้
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารเย็นแล้วจินเยว่และพี่ชายช่วยกันยกอาหารจากในครัวที่แม่พวกเขาพึ่งทำเสร็จมาวางบนโต๊ะ ส่วนของบ้านจินเยว่จะแยกไปกินอีกโต๊ะหนึ่งข้างๆกัน
จินเยว่มองไปรอบห้องเพื่อสำรวจกู้ซีฮันและและกู้ฮุ่ยชิวนั่งที่โต๊ะตัวใหญ่ ใกล้กันมีครอบครัวของลุงใหญ่แต่ไม่พบกู้จางลี่
“จางลี่ไปไหนเสียล่ะซูฮวา” หญิงชราเอ่ยถามสะใภ้ใหญ่
“นางไม่ค่อยสบายเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าเลยให้นางพักอยู่ที่ห้อง” ซูฮวาตอบพลางส่งสายตาโกรธเคืองมาทางจินเยว่ แต่นางก็หาได้สนใจไม่ทำลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่ใช่เรื่องของตนเอง
หญิงชราไม่ได้กล่าวอะไรต่อแค่พยักหน้าสองสามทีและหันมาส่งสายตาเย็นให้หลานสาว
“กินข้าวกันได้แล้ว กับข้าวเย็นหมดแล้ว” ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ
“ถ้ากินข้าวเสร็จแล้วเจ้าเข้าไปหยิบพู่กันให้ปู่หน่อยนะจินเยว่ ข้าจะเขียนจดหมายซะหน่อย” ชายชราหันไปสั่งจินเยว่ที่กำลังใช้ตะเกียบคีบผักขึ้นมา
จินเยว่วางตะเกียบลง หันไปทางอีกโต๊ะ “ได้เจ้าค่ะท่านปู่” ตกปากรับคำแล้วก็หันมากินข้าวต่อ
ร่างเล็กรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไป แค่โดนน้ำราดซูฮวาจะถึงกับจับไข้เลยหรือ บางทีอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น แต่ถึงคิดมากไปตอนนี้นางก็ทำอะไรไม่ได้
ขณะนี้เป็นเวลายามซวี(19:00น.- 20:59น.)แล้ว หลังจากทานข้าวเสร็จ
หนิงเทียนและจินเยว่ก็ไปช่วยกันล้างจานชามก่อนจะกลับไปนอนที่บ้านตัวเอง จินเยว่กำลังใช้หวีสางผมก่อนนอนอยู่หน้ากระจกในหัวก็คิดไปเรื่อยเปื่อยปัง!
เสียงดังออกมาจากห้องของกู้ซีฮันและภรรยา ตามมาด้วยเสียงเดินกระแทกเท้าดังๆมาทางห้องของจินเยว่ ภายในใจของจินเยว่สั่นระรัวเหมือนมันกำลังเตือนนางว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น
บทที่ 82 รักษาหลังจากที่พูดคุยอยู่กับมารดาของเยี่ยนเฉินอยู่นานสองนานก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับแล้ว เยี่ยนเฉินมายืนส่งร่างเล็กขึ้นรถม้า“ที่จริงข้าคิดว่าข้าพอจะมีทางช่วยมารดาของท่านได้นะเจ้าคะ” จินเยว่ไม่แน่ใจนักว่าจะบอกเขาดีไหม เจียวเจี้ยอาจจะไม่อยากให้นางบอก“จริงหรือ!” แววตาของเขามีความหวังขึ้นมา“ข้าก็ไม่แน่ใจนะเจ้าคะว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่”“บอกมาเถอะ ให้ทำอะไรข้าก็ยอม”“เจียวเจี้ยเขาสามารถรักษาสิ่งมีชีวิตได้ เขาเคยช่วยชีวิตข้าไว้ครั้งหนึ่งแต่ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถรักษามารดาของท่านได้หรือไม่ และอีกอย่างคือท่านจะต้องขอให้เขาช่วยเองเพราะข้าไม่อยากบังคับลูก”“ขอบใจมากนะ ข้าจะลองไปขอร้องเขาดู แต่หากเขาไม่เต็มใจข้าก็จะไม่รบเร้าให้รำคาญใจ”“ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”จินเยว่ขึ้นรถม้าของจวนแม่ทัพเพื่อกลับไปยังตำหนักของชินอ๋อง ในหัวก็ผุดความคิดขึ้นมามากมาย ทำไมอยู่ดีๆมารดาของเยี่ยนเฉินถึงล้มป่วยมาหลายปี ทำไมหมอถึงรักษาไม่ได้ มีแต่เรื่องน่าสงสัยเต็มไปหมดเมื่อมาถึงตำหนักจินเยว่ก็เข้าไปในมิติและนำเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวออกมาจำนวนหนึ่ง เจียวเจี้ยลงมือช่วยมารดาของเขาขุดดินและทำการหยอดเมล็ดพันธุ์เ
บทที่ 81 กล่าวหาลอยๆ“ไม่เห็นต้องขู่กันเลย ข้าก็เป็นลูกขุนนางคนหนึ่งไม่ใช่สามัญชนทั่วไปที่จะให้ท่านมาขู่เข็ญได้ง่ายดายเช่นนี้” เรื่องมาถึงจุดนี้แล้วนางก็คงจะถอยไม่ได้เยี่ยนเฉินกัดฟันกรอด แม่นางผู้นี้นี่เป็นอะไรกันถึงได้พลิกลิ้นได้ถึงเพียงนี้ เขากำลังจะพูดตอกกลับไปแต่จินเยว่จับแขนเขาไว้คล้ายห้ามปราม“ไม่ทราบว่ามีหลักฐานไหมเจ้าคะว่าข้าแย่งคนรักขององค์หญิงสิบสี่มา หรือแค่หลักฐานอะไรสักอย่างก็ได้เจ้าค่ะว่าองค์หญิงทรงคบหาดูใจกับท่านแม่ทัพอยู่” จินเยว่แบมือไปตรงหน้าสตรีผู้นั้นด้วยท่าทางยียวน“ข้าจะไปมีได้อย่างไร” นางขึ้นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ ต่อให้จินเยว่เป็นหลานสาวท่านอ๋องแต่บิดาของนางก็เป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดา ถ้าวัดกันตอนนี้นางมีฐานะสูงกว่าเสียอีก“ท่านกำลังบอกข้าว่าท่านไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างแต่ท่านกล้าใส่ร้ายว่าข้าแย่งคนรักของคนอื่นมาหรือเจ้าคะ”สตรีผู้นั้นเริ่มตัวสั่นด้วยความอาย นางสอดส่องสายตามองหาองค์หญิงสิบสี่อย่างขอความช่วยเหลือ แต่องค์หญิงเข่อซิงกลับหนีไปแล้วจริงๆ“นี่ครอบครัวของท่านไม่ได้มีความแค้นอะไรกับท่านอ๋องใช่ไหมเจ้าคะ”“เจ้าพูดเรื่องอะไรของเจ้า”“เราไม่รู้จักกันและไม่เ
บทที่ 80 ข่าวลือแพร่สะพัดณ จวนเสนาบดีหวังบริเวณห้องรับรองของจวนได้รับการตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์และผ้าหลากสี เสนาบดีหวังจัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นมาเพื่อฉลองที่หลานชายของเขาสอบจอหงวนได้อันดับต้นๆหลังจากที่พากเพียรร่ำเรียนมาหลายปีงานเลี้ยงถูกแบ่งเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งสตรีก็จะประกอบไปด้วยเหล่าคุณหนูจากหลายตระกูลและบรรดาฮูหยิน ส่วนฝั่งบุรุษก็จะมีทั้งคุณชายและขุนนางหลายคน“ยินดีด้วยนะเสนาบดีหวัง หลานชายของท่านนี่เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ ปู่ของเขาเก่งอย่างไรหลานก็เป็นเช่นนั้น”“ขอบใจๆ” แขกในงานหลายคนต่างเดินเข้าร่วมแสดงความยินดีกับเขา“ท่านโชคดีจริงๆที่มีหลานชายว่านอนสอนง่าย ไม่เหมือนลูกชายข้าวันๆเอาแต่ทำตัวลอยไปลอยมาไม่เป็นหลักเป็นแหล่งเสียที” เสนาบดีเฉินจับมือแสดงความยินดีกับเขา“เสนาบดีเฉินไม่ต้องกังวลไป หนุ่มสาวสมัยนี้ก็รักอิสระเช่นนี้แหละเดี๋ยวพอถึงเวลาเขาก็จะรู้เองว่าอะไรควรอะไรไม่ควร”เสนาบดีเฉินคือปู่ของเฉินจือหาน เขาต้องผิดหวังกับบุตรชายคนโตหรือก็คือพ่อของจือหานมาครั้งหนึ่งแล้ว บุตรชายผู้นั้นไม่ยอมรับตำแหน่งขุนนางที่เขามอบให้แล้วยังจะคิดตีปีกหนีไปอยู่เมืองอื่นอีก เสนาบดีเฉินจึงได้บ
บทที่ 79 ร้านฟาไฉ “ท่านยายให้คนไปตามข้ามามีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ” “เจ้าชอบการค้าขายใช่หรือไม่” “เพคะ” จินเยว่เอียงคอด้วยความสงสัย “ยายว่าจะยกร้านเครื่องประทินโฉมของยายให้เจ้าดีหรือไม่” พระชายามองหลานสาวด้วยความเอ็นดู ร้านเครื่องประทินโฉมนี้เป็นร้านที่ท่านอ๋องมอบให้นางตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ตอนนี้นางรู้สึกว่าตัวเองก็แก่ชรามากแล้วควรส่งต่อให้ลูกหลานได้ดูแลต่อเสียที นางไม่อยากให้ร้านที่นางรักต้องตายไปพร้อมกับตนเอง “ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะข้าเกรงใจ” จินเยว่ยังคงใช้การพูดคุยแบบสามัญชนทั่วไปกับชินอ๋องและพระชายาของเขาเพราะทั้งคู่ขอไว้ เพียงแต่ถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่นจะต้องใช้คำพูดให้ถูกต้อง “รับไปเถอะ ร้านนี้ยายรักมันมากและยายก็แก่มากแล้วคงดูแลไม่ไหว” จินเยว่ต้องคิดหนักกับคำขอของอีกฝ่าย นางไม่อยากได้ของที่ไม่ได้สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่นี่เป็นสิ่งที่คนในครอบครัวของนางเป็นผู้มอบให้ หากรับไว้ก็คงจะไม่เสียหายอะไร “แต่อีกไม่กี่วันข้าก็ต้องกลับเมืองเฉิงกงแล้วนะเจ้าคะ” “ไม่ต้องกังว
บทที่ 78 จูถิงฟาง ณ ร้านต้าลี่ กู้เจียวจิ้นต้องเริ่มเรียนรู้วิธีการดำเนินกิจการทั้งหมดของน้องสาวเขาภายในเวลาอันสั้น ถึงนางจะมีบันทึกวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆไว้ให้เขา แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆจะมานั่งเปิดตำรากันตลอดก็คงจะไม่ได้ “เจียวจิ้น! โต๊ะนั้นเรียกคิดเงิน” จูถิงฟางตะโกนเรียกเขา “กำลังไป” ในร้านต้าลี่วันนี้ก็คนเยอะเหมือนทุกวัน เจียวจิ้นต้องใช้ความพยายามในการปรับตัวสูงมาก เขาไม่มีเวลาให้เรียนรู้มากนักจึงต้องอาศัยการทำงานจริง “ทั้งหมดหนึ่งร้อยอีแปะขอรับ” เจียวจิ้นบอกลูกค้าด้วยความสุภาพ “ทำไมแพงจังล่ะเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว” ชายวัยกลางคนที่เจียวจิ้นคาดว่าน่าจะเป็นพ่อของเด็กๆอีกสองคนที่นั่งข้างกันโวยวายขึ้นมา ลูกค้าในร้านมองมาที่เขาเป็นตาเดียว “ข้าต้องขออภัยด้วยนะขอรับ ตอนพวกท่านสั่งอาหารเสี่ยวเอ้อของเราได้แจ้งราคาไหมขอรับ” เขาพยายามใจเย็นให้ถึงที่สุดอย่างไรนี่ก็คือลูกค้า “แจ้งแล้วอย่างไร ถึงอย่างไรมันก็แพงเกินไปอยู่ดี” เขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้แต่เสียงดังเรียกร้องความสนใจของลูกค้าคนอื่น
บทที่ 77 หมู่บ้านบนเขา ทหารหลายสิบคนถูกเรียกตัวด่วนโดยท่านแม่ทัพของพวกเขา เยี่ยนเฉินได้รับรายงานว่ามีโจรดักซุ่มโจมตีหมู่บ้านบนเขาเพื่อบุกเข้าไปปล้น ตอนนี้ชาวบ้านถูกพวกมันกักขังไว้เขาจึงต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือ “ท่านแม่ทัพ! ท่านรอทหารที่เหลือมาสมทบเถอะขอรับ” จุนเฟิงเอ่ยเตือนเขา ทหารเพียงเท่านี้จะไปช่วยชาวบ้านได้อย่างไร “ให้พวกเขาตามไปทีหลังแล้วกัน กว่าจะรอรวมพลได้คงไม่เหลือชาวบ้านให้เราช่วยเหลือได้แล้ว” เขากล่าวเสียงเย็น เยี่ยนเฉินเร่งความเร็วของม้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บนหมู่บ้านมีแต่คนแก่กับเด็กทั้งนั้นพวกเขาจะช่วยเหลือตัวเองได้อย่างไร จุนเฟิงหมดปัญญาจะรั้ง เยี่ยนเฉินมักใจร้อนวู่วามเช่นนี้ตลอด เมื่อเขาได้รับภารกิจมาเขาก็จะต้องเร่งทำมันให้สำเร็จลุล่วงให้เร็วที่สุด โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่อยู่ตรงหน้า เบื้องหน้าของพวกเขาคือหมู่บ้านขนาดเล็ก บ้านหลายหลังถูกไฟเผามอดไหม้จนเหลือแต่ซาก เยี่ยนเฉินกัดฟันกรอด มือแกร่งกำดาบแน่น เขากระโดลงจากหลังม้าและเดินลัดเลาะเข้าไปในหมู่บ้าน “แล้วเราจะทำอย่างไรกับชาวบ้านพวกนี้ล่ะพี่ใหญ่” เสียงหน







