LOGINความจริงแล้ว...กุ้ยฮวาตั้งใจให้กลิ่นมันหมูเจียวลอยฟุ้งไปทั่วทั้งหมู่บ้าน อยากให้พวกบรรดาป้า ๆ ที่เคยนินททหล่อนลับหลังพากันน้ำลายไหลตายกันให้หมด! ใครใช้ให้พูดจาว่าร้ายหล่อนล่ะ อยากเห็นหล่อนลำบากนักใช่ไหม ? คราวนี้แหละ...จะได้เห็นกันชัด ๆ เลยว่าลูกสะใภ้ของหล่อน ซื้อมันหมูชิ้นใหญ่เบ้อเริ่มกลับมาฝาก!
เมื่อกี้...กุ้ยฮวายังไม่เห็นถุงน้ำตาลทรายแดง ไม่งั้นคงหอบถุงน้ำตาลทรายแดงถุงใหญ่นั้นไปอวดทุกคนพร้อมกับเนื้อไปแล้ว จิ้นอิ๋งยืนมองแม่สามีเจียวมันหมูอยู่ข้างนอก เห็นแม่สามีทำท่าทางตลกก็อดขำไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าแม่สามีของเธอจะมีมุมที่น่ารักแบบนี้เหมือนคนอื่นเขาด้วย
“เอ้อร์เป่า กินนมอร่อยไหมลูก ?” หลังป้อนนมเจ้าตัวเล็กเสร็จ จิ้นอิ๋งจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เจ้าหนูน้อยพยักหน้ารัวแทนคำตอบว่าอร่อยมาก จิ้นอิ๋งนั่งรออยู่นานไม่เห็นลูกชายคนโตกลับมาสักที เธอจึงหันไปถามแม่สามี
“แม่คะ ต้าเป่าไปไหนเหรอคะ ?” กุ้ยหานกำลังคนมันหมูในกระทะ ตอบแบบไม่ใส่ใจนักว่า
“ไม่รู้เหมือนกัน เจ้าเด็กนั่นคงไปวิ่งเล่นอีกแล้วสินะ หนูไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก พอเจ้านั่นได้กลิ่นเนื้อเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็วิ่งกลับมาเองแหละ”
ต้าเป่ายังไม่วิ่งกลับมาที่บ้านด้วยซ้ำ แต่...เหล่าบรรดาป้า ๆ กลับออกันเต็มที่หน้าบ้าน ผู้คนที่นี่...ส่วนใหญ่จะเป็นชาวนากันหมด นาน ๆ ทีถึงจะได้กินเนื้อหมู อาหารขาดแคลนอย่างหนัก พวกเขาจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเนื้อกินกัน
เนื้อสัตว์หลักก็มีแค่ไข่ไก่ ปลากับกุ้งจากลำคลอง แต่...ช่วงนี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยจะดีเท่าไรนัก เพราะรัฐเพิ่งจะมีนโยบายใหม่ห้ามเลี้ยงไก่เกิน 3 ตัวต่อบ้าน ทำให้เนื้อหายากมากขึ้นทุกวัน และมันหมูชิ้นใหญ่ขาววาวแบบนั้นยิ่งหายากเข้าไปใหญ่
แม้พวกเขาจะเคยดูถูกจิ้นอิ๋งมาก่อน แต่ตอนนี้...พวกเขากลับเห็นเธอหอบมันหมูชิ้นใหญ่กลับมาฝากพ่อกับแม่สามี ภาพลักษณ์เดิมที่เคยคิดไว้ก็เริ่มเปลี่ยนไป เธอกลายเป็นลูกสะใภ้ดีเด่นไปโดยปริยาย
กุ้ยฮวาเห็นชาวบ้านมายืนมุงที่หน้าบ้าน ยังรู้สึกไม่พอใจเท่าไรนัก หล่อนก็เลยหยิบถุงน้ำตาลทรายแดงขึ้นมาอวด พลางบ่นแบบโอ้อวดแฝงประชด
“โธ่ ~ หนูนี่จริง ๆ เลยนะอิงอิง จะซื้อน้ำตาลทรายแดงกลับมาให้แม่ทำไมก็ไม่รู้ ทุกคนดูถุงน้ำตาลทรายแดงถุงนี่สิ หนักเกิน 1 ซั่งแน่ ๆ คนแก่ ๆ อย่างฉัน เมื่อไหร่จะกินหมดล่ะเนี่ย”
จิ้นอิ๋งหัวเราะเบา ๆ เธอรู้ว่าแม่สามีกำลังพูดอวดใครอยู่ เธอคลี่ยิ้ม ก่อนจะบอกออกไปว่า
“แม่ก็ค่อย ๆ กินไปก็ได้ค่ะ ถ้ากินหมดแล้ว หนูจะซื้อมาให้อีกนะคะ”
กุ้ยฮวาหยอกล้อลูกสะใภ้เล็ก แอบตีแขนเรียวเบา ๆ สายตาพลางเหลือบไปมองเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ที่ตอนนี้แลดูอิจฉาหล่อนมาก
“คูปองน้ำตาลทรายทรายแดงน่ะ หายากมากใช่ไหมอิงอิง ?”
“เพื่อนร่วมงานหนูพอจะมีคนรู้จักที่มีคูปองน้ำตาลทรายแดงอยู่ค่ะ ถ้าต้องการอยากจะใช้คูปองเมื่อไหร่ หนูก็พอจะหาได้ ไม่ว่าจะเป็นคูปองน้ำตาลทรายแดงหรือคูปองอะไรก็ตาม ไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ”
จิ้นอิ๋งพูดลอย ๆ เพราะยังไงลูกสองคนของเธอก็อยู่บ้านนี้ ต่อไปเธอคงต้องซื้อของกลับมาที่นี่บ่อย ๆ อยู่แล้ว เพื่อนบ้านคนนั้นได้ยินสิ่งที่กุ้ยฮวาพูดก็รีบเอ่ยขึ้น
“กุ้ยฮวา ~ ลูกสะใภ้สี่ฉันใกล้คลอดแล้ว ฉันกำลังกลุ้มใจ ไม่รู้จะไปหาน้ำตาลทรายแดงจากที่ไหน เธอแบ่งน้ำตาลทรายแดงให้ฉันหน่อยได้ไหม ?”
กุ้ยฮวาหันไปมองลูกสะใภ้เล็กอย่างลังเล จิ้นอิ๋งคลี่ยิ้มก่อนจะเอ่ยบอก
“แม่จะมองหนูทำไมล่ะคะ ? น้ำตาลทรายแดงนั่นหนูให้แม่แล้ว เป็นของแม่ค่ะ แม่อย่าแบ่งให้คนอื่นเยอะก็พอ หนูเอามาให้แม่ไว้บำรุงสุขภาพนะคะ”
“งั้น...แม่แบ่งให้เพื่อนบ้านสัก 5 ช้อนก็พอเนอะ”
“แล้วแต่แม่เลยค่ะ” กุ้ยฮวาแบ่งน้ำตาลทรายแดงให้เพื่อนบ้านคนนั้น 5 ช้อน ซึ่งก็ถือว่าเยอะมากแล้ว เพื่อนบ้านคนนั้นรีบกลับไปที่บ้านนำถ้วยและเงินมาให้กุ้ยฮวาด้วยความซาบซึ้ง
“แม่เก็บเงินนี้ไว้ใช้เถอะค่ะ หนูยังมีเงินเดือนอยู่” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ตกอยู่ในสายตาของเหล่าป้า ๆ เพื่อนบ้านเต็ม ๆ ในใจพวกเขาเริ่มรู้สึกอิจฉากุ้ยฮวาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่คิดว่ากุ้ยฮวาจะโชคดีขนาดนี้
ครู่นั้น...ต้าเป่าก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาที่บ้าน อย่างที่แม่สามีพูดไว้ไม่มีผิด เจ้าตัวได้ยินคนแถวบ้านบอกว่าแม่กลับมาแล้ว แถมยังหิ้วมันหมูก้อนโตกลับมาด้วย เจ้าต้าเป่าก็รีบแจ้นกลับมาแทบไม่ทัน
พอวิ่งมาถึงที่หน้าบ้าน...กลิ่นหมูเจียวหอมฟุ้งก็ลอยเตะจมูกดวงตากลมโตถึงกับลุกวาว เจ้าต้าเป่ารีบวิ่งไปหาผู้เป็นแม่ทันที แล้วเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“แม่ครับ เนื้อหมูนี่แม่ซื้อมาให้พวกผมกินใช่ไหมครับ ?” จิ้น อิ๋งกำลังอุ้มเจ้าเอ้อร์เป่าอยู่ พอเห็นเจ้าต้าเป่าวิ่งมา เธอก็รีบวางเจ้าเอ้อร์เป่าลง ก่อนจะหันมาอุ้มเจ้าต้าเป่าแทน
เธอมองสำรวจใบหน้าเจ้าต้าเป่าอยู่นาน แม้เธอจะไม่เคยเลี้ยงเจ้าต้าเป่าเอง แต่โครงหน้าของเจ้าต้าเป่าก็มีส่วนคล้ายเธอเหมือนกัน ยิ่งดู...เจ้าต้าเป่าก็ยิ่งเหมือนเหวินหง แต่...เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก เพราะในใจของจิ้นอิ๋งตอนนี้กำลังเปี่ยมไปด้วยความสุข
“ใช่ แม่ซื้อมาฝากลูก ๆ ไง แล้วนี่ไปวิ่งเล่นที่ไหนมาล่ะ แม่กลับบ้านมาตั้งนานแล้วไม่เห็นหนูเลย”
“ผมไปจับไส้เดือนมาครับ คุณย่าไม่ได้บอกว่าแม่จะกลับมาวันนี้ ถ้าผมรู้ ผมจะอยู่รอแม่ที่บ้านครับ”
ต้าเป่าเอ่ยตอบเสียงใส...แม้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะเกลียดลูกตัวเอง เย็นชากับเด็ก ๆ มากก็เถอะ แต่เด็กก็คือเด็ก พวกเขาเกิดมาผูกพันกับแม่โดยสัญชาตญาณ ต่อให้แม่เย็นชากับพวกเขาแค่ไหน พวกเขาก็ไม่เคยเกลียดแม่ของตัวเอง เด็กทั้งสองรอวันที่แม่กลับมาเยี่ยมพวกเขาเสมอ
แม้แต่ตอนที่แม่พวกเขากลับมามือเปล่า สองพี่น้องก็ยังดีใจไม่แพ้กัน แต่ครั้งนี้...แม่กลับมาพร้อมเนื้อหมู ทำให้ต้าเป่าได้รับสายตาอิจฉาจากเด็กคนอื่นเต็มไปหมด
“วันนี้แม่เปลี่ยนเวรกับเพื่อนที่ทำงาน เลยกลับมาก่อนน่ะ ย่าของลูกเองก็ไม่รู้ว่าแม่จะกลับมาเยี่ยมพวกหนู” ครู่นั้น...เจ้าต้าเป่าก็ทำจมูกฟุดฟิดตามกลิ่นหอม
“แม่ครับ ~ กลิ่นเนื้อที่แม่ซื้อมาหอมมากเลย”
“ถ้าลูกชอบ เดี๋ยวคราวหน้าแม่กลับมา แม่จะซื้อเนื้อมาฝากอีกนะ”
จิ้นอิ๋งพูดพลางลูบหน้าลูกชายอย่างเอ็นดู เจ้าหนูน้อยหน้าแดงเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มแฉ่งออกมาด้วยความดีใจ ลึก ๆ แล้วเขารู้สึกได้ว่า...วันนี้แม่ดูอบอุ่นกับเขาเป็นพิเศษ
“ไปขอกากหมูกับย่ากินสิ” พอเจ้าต้าเป่าได้ยินก็ไม่รอช้า รีบวิ่งเข้าครัวไปหาผู้เป็นย่าทันที
“ย่าครับ ผมอยากกินกากหมู”
“ใจเย็น ๆ ย่ายังเจียวไม่เสร็จเลย” กุ้ยฮวายืนเจียวมันหมูอยู่สักพัก ไม่นานก็เจียวเสร็จเรียบร้อย
กุ้ยฮวาตักน้ำมันหมูใส่ขวดเก็บไว้ใช้ ส่วนกากหมูก็แยกใส่ถ้วยเตรียมไว้ให้เด็ก ๆ กินเล่น ปกติแล้ว...กุ้ยฮวาจะเป็นคนประหยัดมาก กากหมูพวกนี้ตนจะเก็บไว้ใส่ผัดผักทีละนิด จะช่วยให้กับข้าวหอมขึ้นมาก แต่วันนี้...ลูกสะใภ้เล็กเป็นคนซื้อมันหมูมาให้ ตนจึงยอมให้เด็ก ๆ กิน
จิ้นอิ๋งกินกากหมูไปแค่คำเดียว เอ้อร์เป่ายังเล็กกินของพวกนี้ไม่ได้ ส่วนต้าเป่านั้น...ไม่สนอะไรทั้งสิ้น กินอย่างเอร็ดอร่อย อยู่ข้างนอก...ไม่รู้ว่าเด็ก ๆ วิ่งมาจากไหน มายืนรอที่หน้าบ้านเต็มไปหมด กลิ่นมันหมูหอมขนาดนี้ ใครจะทนอยู่เฉยได้ล่ะ จิ้นอิ๋งเห็นแบบนั้นก็ได้โบกมือเรียกเด็ก ๆ มากินกากหมูด้วยกัน
“มาเถอะเด็ก ๆ เข้ามากินกากหมูด้วยกันสิ” จิ้นอิ๋งกวาดสายตามองดูเด็ก ๆ แต่ละคน เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ดูเก่าแทบมองไม่ออกว่าสีอะไร ผิวคล้ำแดด ดูก็รู้ว่าฐานะทางบ้านไม่ได้ดีนัก พอเด็ก ๆ เดินผ่านรั้วบ้านเข้ามา จิ้นอิ๋งก็ได้หยิบเอากากหมูให้เด็ก ๆ กินกันคนละชิ้น
เมื่อก่อน…ตอนที่มี่อวี้ยังใช้ชีวิตอยู่กับจางเซิ่ง หล่อนเคยขนของจากบ้านเขาไปไม่น้อย พอได้ข่าวว่า…ตอนนี้จางเซิ่งหายดีแล้ว ขาที่เคยหักก็กลับมาเดินได้ปกติ และเขายังกลับไปทำงานขับรถได้ แบบนี้...ถ้าคิดจะกลับไปแต่งงานใหม่กับเขา ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่างไร…จางเซิ่งก็เคยรักหล่อนมาก ทั้งสองยังมีลูกสาวด้วยกันอีกหนึ่งคนถ้าเป็นคนอื่น…คงคิดว่าจางเซิ่งต้องกลับไปหามี่อวี้แน่ ๆ เพราะแบบนี้…บ้านหยางก็ได้พาญาติ ๆ แห่ไปดักรอสามีมี่อวี้ที่หน้าบ้าน อ้างว่ามาทวงความยุติธรรม สุดท้าย…ก็ทำเรื่องหย่ากับสามีคนที่สองได้สำเร็จ หลังจากนั้น…แม่ของมี่อวี้ก็ได้ส่งมี่อวี้กลับไปที่บ้านจางเซิ่ง ยังแนะนำให้มี่อวี้โยนความผิดเรื่องหย่าร้างทั้งหมดให้ครอบครัวหยาง บอกว่า…หล่อนโดนแม่บังคับให้แต่งงานกับคนอื่นแม้แต่แม่หยางเองก็รู้สึกเสียดายลูกเขยอย่างจางเซิ่ง แต่หลังจากเห็นว่าจางเซิ่งจริงใจขนาดไหน ถึงได้รู้ว่า…คนดี ๆ อย่างจางเซิ่งหาได้ไม่ง่าย มี่อวี้ผ่านอะไรมามาก ก็มองครอบครัวถูเปลี่ยนไปต่างจากเดิม หล่อนเริ่มคิดถึงจางเซิ่ง ชายผู้เคยดูแลหล่อนอย่างทะนุถนอมราวกับของมีค่า แม่บอกให้หล่อนตามสืบเรื่องของจางเซิ่งว่าเขาเลิกงานกี่โมง แล
โม่หวังเฉิง…ปีนี้เพิ่งอายุ 18 เขากำลังนั่งรถไฟเพื่อเดินทางเข้ากองทัพ ระหว่างที่เผลอหลับอยู่บนรถไฟนั้น เขากลับฝันเห็นตัวเองในวัย 12 อีกครั้ง ในฝัน…เขากลับไปเป็นเด็กชายที่ยังไร้เดียงสา ความคิดยังไม่โตเต็มวัย ยังเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าตัวเองยิ่งใหญ่รองจากสวรรค์ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เขาทำไม่ได้เขาในวัยนั้นเคยเดินตามกลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมไม่ดี ทำเรื่องเลวร้ายโดยเข้าใจว่าตัวเองทำเพื่อความถูกต้อง ตอนแรก…เขาก็ยังมีความกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อคบกับพวกนั้นนานเข้า ก็ค่อย ๆ เรียนรู้พฤติกรรมไม่ดีและเริ่มเลียนแบบ เขาทำเรื่องผิดมากมาย และยังคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยซ้ำแล้วสุดท้ายเป็นยังไงน่ะเหรอ ? เขาถูกแทงเข้าอย่างจัง แม้จะไม่เสียชีวิตในตอนนั้น แต่เพราะก่อเรื่องไว้มาก ในที่สุด…ก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ถูกส่งเข้าคุก และจบชีวิตลงในนั้น ความฝันนั้นสมจริงเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน พอเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย ภาพในฝันยังคงชัดเจนจนเขารู้สึกกลัวแม้จะลืมตาแล้วตอนนี้เขาอายุ 18 แล้ว ช่วงหลายปีที่ผ่านมา…ทางบ้านก็ดีขึ้น และเขาเองก็ใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น รูปร่างสูงถึง 182 เซนติเมตร หน
“ฉันรักคุณนะ ฉันจะพาครอบครัวเราย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่งค่ะ”วันต่อมา…จิ้นอิ๋งตื่นแต่เช้ามืด ก่อนจะไปตามหาโส่วเจียที่แผนกซ่อมบำรุง นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของเธอ เป็นเส้นทางที่เธอเลือกเอง และเธอจะพาคู่หูของเธอติดตามเธอไปทุกที่ โส่วเจียจะได้เปิดหูเปิดตา และเส้นทางข้างหน้า คืออนาคตของทุกคน…หมู่บ้านอู่ซิง…นับเป็นทีมผลิตที่ก้าวหน้าเร็วที่สุดในอำเภอ เดิมที…ที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร จะบอกว่าดีก็ไม่มีจุดแข็ง จะบอกว่าแย่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ชาวบ้านก็แค่ทำงานขยันขันแข็ง พอประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี หมู่บ้านอู่ซิงกลับกลายเป็นที่รู้จักทั้งอำเภอทุกครั้งที่มีการประชุมประจำอำเภอ หัวหน้าหมู่บ้านอู่ซิงจะได้ขึ้นเวทีใหญ่ พูดปลุกขวัญและให้กำลังใจชาวบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านจากหมู่บ้านอื่นที่ไม่ค่อยถูกชะตากับเขา พอเห็นเขายืนอย่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าเปี่ยมพลัง กลับรู้สึกไม่ชอบขี้หน้า แต่…ลึก ๆ ก็อดชื่นชมไม่ได้ เพราะพวกเขาเองก็อยากได้โอกาสนั้นบ้าง ทว่า…ไม่มีผลงานอย่างเขา ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีหลายปีที่ผ่านมา…รายได้หลักของหมู่บ้านอู่ซิงมาจากผักป่า พวกเขารู้จักวิธีเก็บและดูแลอย่างเป็นระบบ
หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยบอกพลางอธิบายว่า เขาเองเก็บไว้เล่มหนึ่ง และสะใภ้ใหญ่ของบ้านหานก็เก็บไว้อีกหนึ่งเล่ม ส่วนเรื่องรายรับรายจ่ายนั้น โส่วไห่เป็นคนบันทึกไว้ แต่…สมุดบัญชีสะใภ้ใหญ่จะเป็นคนเก็บไว้ ซึ่งก็ไม่แปลก…เพราะตอนนี้ฟาร์มไก่ อยู่ภายใต้การดูแลของเหล่าสะใภ้บ้านหาน จินอิ๋งก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แค่ยืนฟังเฉย ๆหลังจากคุยเรื่องสำคัญกับหัวหน้าหมู่บ้านเสร็จ เธอกับน้าฟางก็พากันเดินออกมา เธอบอกให้น้าฟางกลับบ้านไปก่อน ส่วนเธอเองจะแวะไปหาพวกพี่สะใภ้ที่บ้านหานก่อน แต่…พอมาถึงไม่เห็นมีใครอยู่บ้านเลย เธอหันไปเห็นโส่วชุ่ยเด็กหญิงตัวน้อยลูกของพี่ชายสาม กำลังนั่งเล่นอยู่“โส่วชุ่ย” จิ้นอิ๋งเอ่ยเรียก โส่วชุ่ยอายุ 7 ขวบ แต่…เป็นเด็กหัวไว ฉลาดมาก ทำงานบ้านเป็นแล้ว หนูน้อยชอบอาสะใภ้เล็กคนนี้มาก พอเห็นจิ้นอิ๋งมาหาก็รีบวิ่งเข้าไปหา“อาสะใภ้เล็กมาแล้วเหรอคะ”“ใช่จ้ะ อากลับมาดูงานน่ะ” จิ้นอิ๋งคลี่ยิ้มแล้วล้วงเอาลูกอมในกระเป๋าออกมาให้โส่วชุ่ย“ทุกคนอยู่ที่ฟาร์มไก่กันเหรอ ?” โส่วชุ่ยมีท่าทางเขินอายเล็กน้อย แต่…ก็ยื่นมือมารับลูกอมไป“ค่ะ พ่อกับแม่หนูก็อยู่ที่นั่นค่ะ”“อายังไม่รู้เลยว่าฟาร์มไก่อยู่ตรงไหน หนูพาอาไปที
สำหรับจิ้นอิ๋งแล้ว…จางเซิ่งคือเพื่อนร่วมงานของเหวินหงก็จริง แต่…ถ้าจะให้มาเป็นสามีของพี่สาวเธอยังมีอีกหลาย ๆ อย่างที่ยังไม่ชัดเจนและน่าสงสัยอยู่ เพราะฉะนั้น…การแต่งงานครั้งที่สองของพี่สาวเธอจะพังพินาศไม่ได้ ต้องเลือกให้ดี ดูให้แน่ใจเสียก่อนหลังจากอาบน้ำเสร็จ…จิ้นอิ๋งก็เดินออกมาจากโรงอาบน้ำ เห็นสามพ่อลูกกำลังรอเธออยู่พอดี เธอเอาตะกร้าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแขวนไว้บนรถจักรยานก่อนจะขึ้นนั่งแล้วปั่นกลับบ้านไปด้วยกัน ตอนนี้ฟ้าก็เริ่มมืดมากแล้ว ระหว่างทางกลับบ้าน ต้าเป่าก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“พ่อครับ คืนนี้ผมกับเอ้อร์เป่าจะนอนกับแม่ พ่อห้ามอุ้มผมกับน้องไปนอนที่ห้อง ย่านะครับ”“อืม” พอได้คำตอบที่ต้องการ ต้าเป่าก็ยิ้มร่า แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้พ่อกับแม่ฟัง จิ้นอิ๋งเช็ดผมไปพลางฟังลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียนไปด้วย ปกติแล้ว…สองพี่น้องมักจะเข้านอนเร็ว แต่…เพราะคืนนี้แม่กลับมา สองพี่น้องจึงยังไม่นอน เวลาล่วงเลยมาถึงสามทุ่มต้าเป่าเอ้อร์เป่าถึงยอมนอนทั้งสองห่างกันนาน เหมือนยิ่งจุดไฟในหัวใจคู่สามีภรรยา ทั้งคู่ต่างโหยหากันและกัน แต่…เต็มเปี่ยมไปด้วยความร้อนแรงจนเผลอลืมไปว่า ยังมีเจ้าก
เหล่าพี่น้องบ้านหาน พอรู้เรื่องก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถึงพ่อแม่เด็กจะถูกขับไล่ออกจากตระกูล แต่…โส่วกังก็ยังเป็นหลานแท้ ๆ และปู่ก็ยังเป็นปู่แท้ ๆ ของเขา จะปล่อยให้หลานตัวเองถอนหญ้ากินประทังชีวิตได้ยังไง ส่วนเรื่องที่เหวินเหลียวแอบขโมยเงินไปเล่นพนันจนหมดตัวนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการได้ง่าย ๆ เพราะสะใภ้หกยืนกรานให้เขาเอาเงินมาคืน ไม่อย่างนั้น…เรื่องนี้จบไม่สวยแน่แต่ละวันมีแต่เรื่องให้ปวดหัว ไม่มีแม้แต่นาทีเดียวที่บ้านจะสงบ เช้าวันนั้น…เหวินเหลียวทุบข้าวของในบ้านก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากบ้านไป ส่วนสะใภ้หก… ร้องไห้จนน้ำตาแห้ง ได้แต่นั่งมองบ้านที่กลายเป็นเศษซากขยะ และในหัวก็หวนนึกถึงคำเตือนของแม่ตัวเอง‘ลูกดูตัวเองตอนนี้สิ กลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ ถ้ามันทนไม่ไหวจริง ๆ ก็หย่ากับไอ้เหวินเหลียวซะเถอะ อย่าไปใช้ชีวิตกับผู้ชายเฮงซวยพรรค์นั้นเลย อดมื้อกินมื้อยังไม่พอ ยังมาถูกมันซ้อมอีก อีกอย่าง…ลูกก็ตัดขาดกลับบ้านหานแล้วไม่ใช่หรือ ? จะทนใช้ชีวิตอยู่กับไอ้เหวินเหลียวอีกทำไม ?’ตอนแรก…สะใภ้หกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่…คำพูดของแม่หล่อนกลับผุดเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน บางความคิดก็ไม่อาจสลัดมันทิ้งได้ แ







