LOGINกุ้ยฮวามองเด็ก ๆ นั่งกินกากหมูอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ แต่ตนก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก กลัวจะถูกลูกสะใภ้คนเล็กต่อว่าหาว่าตนใจแคบ จิ้นอิ๋งเห็นสายตานั้นก็เข้าใจได้ทันที พอแจกกากหมูให้เด็ก ๆ จนครบทุกคนแล้ว เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า
“แม่คะ ที่เหลือเก็บไว้ผัดผักนะคะ ใส่นิดเดียวก็หอมแล้ว” คำพูดนั้นทำให้กุ้ยฮวาถอนหายใจอย่างโล่งอก ยิ้มออกทันที
“ได้ ๆ เดี๋ยวแม่นำกากหมูพวกนี้ไปเก็บก่อนนะ” พูดจบ...กุ้ย ฮวาก็คีบกากหมูอีกชิ้นใส่ปากต้าเป่า แล้วหันไปถามลูกสะใภ้เล็กด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีว่า
“อิงอิง เที่ยงนี้เรากินเกี๊ยวกันดีไหมลูก ?” จิ้นอิ๋งคลี่ยิ้มบาง พลางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยตอบว่า
“ในกระทะมีแต่น้ำมันหมูเต็มไปหมดเลยค่ะ หนูว่าทำผัดผักกินกับหมั่นโถวดีกว่านะคะ”
“ดี ๆ” กุ้ยฮวาพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของลูกสะใภ้เล็ก ในใจแอบคิดว่าลูกสะใภ้คนนี้ช่างรู้จักใช้ชีวิตจริง ๆ ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินตัว กุ้ยฮวาเดินไปหยิบเอาแป้งข้าวโพดมาเตรียมทำหมั่นโถว ส่วนจิ้นอิ๋งก็หันไปเล่นกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า
“ต้าเป่า ปกติลูกชอบไปเล่นแถวไหนลูก ? แม่กลัวหนูจะวิ่งเล่นใกล้แม่น้ำ ที่ตรงนั้นอันตรายมากเลยนะ”
ยังไม่ทันที่ต้าเป่าจะเอ่ยตอบ เด็กชายอีกคนที่เพิ่งได้กากหมูไปกินก็พูดแทรกขึ้นว่า
“น้าไม่ต้องห่วงหรอกครับ พวกผมไม่ไปเล่นแถวริมธารหรอกครับ พวกผมแค่ไปขุดไส้เดือนมาให้ไก่กินเฉย ๆ” ต้าเป่าพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยเสริม
“ใช่ครับแม่ ผมไม่ลงไปเล่นน้ำที่ริมธารหรอกครับ”
“ดีแล้วลูก” จิ้นอิ๋งพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะกวาดตามองไปรอบ ๆ บ้านเพื่อสำรวจว่ามีของใช้จำเป็นอะไรขาดไปบ้าง ดูเหมือน...ของใช้ที่จำเป็นแทบไม่มีให้ใช้เลย
ก่อนที่จะมาที่นี่...จิ้นอิ๋งไม่ได้หยิบเอาของในระบบออกมามากนัก มีแค่สบู่ 2 ก้อน ก้อนหนึ่งใช้สำหรับอาบน้ำ อีกก้อนใช้สำหรับล้างมือ
“แม่คะ หนูจะวางสบู่สองก้อนนี้ไว้ที่ห้องนะคะ ก้อนสีน้ำเงินให้พี่น้องใช้ตอนอาบน้ำ ส่วนก้อนสีขาวใช้ล้างมือค่ะ”
กุ้ยฮวาแอบคิด...คนในเมืองนี่ละเอียดจริง ๆ เลย ถึงกับแยกสบู่อาบน้ำกับสบู่ล้างมือเลยหรือ ? แต่...กุ้ยฮวาก็พยักหน้ารับไม่แสดงสีหน้าใด ๆ
“อืม วางไว้ตรงนั้นเถอะ”
“เด็ก ๆ จำไว้นะ ก่อนกินข้าวต้องล้างมือ ใช้สบู่ก้อนนี้ล้างด้วย จะได้สะอาด ไม่มีแมลง เข้าใจไหม ?”
“ในท้องเรามีแมลงด้วยเหรอครับแม่ ?” ต้าเป่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวาดผวา จิ้นอิ๋งเกือบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่แล้ว เด็กยังไงก็คือเด็ก หลอกแค่นี้ก็เชื่อ
“มีสิ ลี่ซื่อโถวเคยกินลูกอมแล้วท้องเสียด้วยนะ” เด็กอีกคนรีบเสริม
“ใช่ ๆ ต้องมีแมลงแน่ ๆ เลย” เด็กคนอื่นพยักหน้าคล้อยตามกันเป็นแถว
“งั้นผมจะล้างมือทุกวันเลยครับแม่” ต้าเป่าพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น จิ้นอิ๋งหัวเราะเบา ๆ พลางลูบศีรษะลูกไปมาด้วยความเอ็นดู
“ดีมากลูก ล้างมือก่อนกินข้าว ร่างกายเราจะได้แข็งแรง” ต้าเป่ายิ้มกว้าง มองแม่อย่างชื่นชม วันนี้เขารู้สึกว่าแม่ของเขาน่ารักเป็นพิเศษ
พอถึงเที่ยง...จิ้นอิ๋งมองนาฬิกาแล้วบอกกับเด็ก ๆ “เด็ก ๆ ถึงเวลาทานข้าวแล้ว กลับบ้านไปทานข้าวกันได้แล้ว”
เด็ก ๆ แยกย้ายกันกลับบ้าน เด็กบางคนวิ่งไปบอกพ่อแม่พวกเขาด้วยความตื่นเต้นว่า
“แม่ของต้าเป่าแบ่งกากหมูให้พวกผมกินด้วยนะครับ กากหมูอร่อยมากเลย”
เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านประหลาดใจกันมาก ลูกสะใภ้มาจากเมืองใหญ่บ้านหานที่เคยเย่อหยิ่งนักหนา ยอมแบ่งกากหมูให้เด็ก ๆ กินงั้นหรือ ? ฟังแล้วแปลก ๆ อย่างไรไม่รู้ จิ้นอิ๋งไม่รู้ว่าชาวบ้านกำลังซุบซิบนินทาเรื่องของเธออยู่ เธอปล่อยให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่นด้วยกัน แล้วเดินไปที่ครัวช่วยแม่สามีทำกับข้าว แต่แม่สามีกลับไม่ยอมให้เธอช่วย
“พักแป้งอีกนิดก็ได้แล้ว จิ้นอิ๋งลูก ลูกไปเล่นกับเด็ก ๆ เถอะ งานในครัวเดี๋ยวแม่ทำเอง แม่ทำไม่นานหรอก”
กุ้ยฮวาพูดจบก็ออกไปสวนหลังบ้าน เก็บผักสดกลับมาเต็มตะกร้า จิ้นอิ๋งเห็นแบบนั้นก็เดินตามไปช่วยแม่สามีเก็บผักอีกแรงระหว่างนั้น...สองแม่ลูกก็พูดคุยกันไปเรื่อย ๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นจนกุ้ยฮวารู้สึกปลื้มใจ
ด้านต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ยังคงเล่นกันสนุกสนาน พวกเขาหัวเราะเฮฮา พลางหันไปมองแม่เป็นระยะ แล้วก็ใช้หนังสติ๊กยิงแมลงเล่นอย่างร่าเริง...
ถึงเที่ยง...บรรดาผู้ชายบ้านหานเลิกงานเดินกลับบ้าน ระหว่างทาง...ก็ได้ยินข่าวลือแพร่สะพัดว่าภรรยาของลูกชายคนเล็กกลับมาเยี่ยมบ้าน แถมยังหอบมันหมูก้อนโตติดมือมาด้วย หานจิ้งไม่แสดงสีหน้าใด ๆ สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ จนกระทั่งเดินเข้าไปในบ้าน ก็ได้ยินเสียงของลูกสะใภ้เล็กดังแว่วมา
“พ่อคะ กลับมาแล้วเหรอคะ ?” หานจิ้งชะงักไปเล็กน้อยเพราะที่ผ่านมาลูกสะใภ้คนนี้ไม่เคยเอ่ยทักตนด้วยน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน จิ้นอิ๋งเห็นสีหน้าประหลาดใจของพ่อสามีก็ไม่เอ่ยอะไร เธอหันไปคุยกับแม่สามีแทน
“แม่คะ พ่อกลับมาแล้ว ทานข้าวกันเถอะค่ะ”
“ไป ๆ ทานข้าวกัน” กุ้ยฮวายิ้มกว้าง เดินเข้าไปจัดโต๊ะทันที
มื้อเที่ยงวันนี้มีไม่กี่อย่าง มีซุปเนื้อ ไข่ผัดมมะเขือเทศ ผัดผักกาดขาวใส่กากหมู และหมั่นโถวเป็นจานหลัก ถือว่าเป็นมื้อที่จัดเต็มที่สุด หากเป็นวันธรรมดา...พ่อกับแม่สามีของจิ้นอิ๋งคงไม่กล้าทำอาหารเยอะขนาดนี้หรอก
“พ่อคะ ทานเยอะ ๆ นะคะ” จิ้นอิ๋งพูดพลางตักซุปใส่ถ้วยให้พ่อสามี ในซุปนั้นยังมีกากหมูด้วย
หานจิ้งพยักหน้าเบา ๆ ไม่พูดไม่จาอะไร นั่งไปได้สักพัก...หานจิ้งก็ลุกจากเก้าอี้เดินไปที่ครัว ก่อนจะโน้มหน้าไปกระชิบถามกุ้ย ฮวาผู้เป็นภรรยาด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล
“สะใภ้เล็กเรามีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือเปล่า ?” ผู้เป็นภรรยาได้ยินแบบนั้นถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
“อิงอิงไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอก สะใภ้เล็กเราน่าจะคิดได้แล้วแหละถึงได้ทำดีกับเรา”
เมื่อครู่จิ้นอิ๋งยังตักซุปให้ตนอยู่เลย แถมยังบอกให้กินเยอะ ๆ ด้วย กุ้ยฮวารู้สึกอบอุ่นจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ จึงเล่าเรื่องราวในวันนี้ให้สามีฟัง
“อิงอิงเล่าว่าเพื่อนที่ทำงานเล่าเรื่องแม่สามีให้ฟัง อิงอิงก็เลยนึกถึงฉันขึ้นมา กลับมาคราวนี้ไม่ได้หอบแค่มันหมูนะ ยังหอบน้ำตาลทรายแดงตั้งหนึ่งชั่งมาไว้ให้ฉันชงดื่มบำรุงร่างกายด้วย ยังมีข้าวต้มหม้อใหญ่ อิงอิงบอกให้เราเก็บไว้กินตอนเย็น เห็นไหมล่ะ สะใภ้เล็กเราใส่ใจเราขนาดไหน” หานจิ้งยังคงลังเล ไม่อยากจะเชื่อว่าลูกสะใภ้เล็กจะคิดได้
“แน่ใจนะว่าไม่มีอะไรแอบแฝง ?”
“ไม่มีหรอก คุณอย่าคิดอะไรแบบนั้นสิ” กุ้ยฮวาแกล้งเอ็ดผู้เป็นสามีเบา ๆ
หานจิ้งเงียบไปไม่กล้าพูดอะไรอีก ลึก ๆ ก็รู้สึกโล่งอกที่สะใภ้เล็กคิดได้ หากในอนาคตลูกชายเล็กจะกลับมาอยู่ที่นี่และลูกสะใภ้รับพ่อแม่สามีจน ๆ แบบนี้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย...
ทางด้านจิ้นอิ๋ง...เธอกำลังนอนเล่นอยู่ในห้องกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า เด็ก ๆ ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะวันนี้แม่กลับมาเยี่ยมพวกเขา แถมยังอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาด้วย จิ้นอิ๋งเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ตัว เมื่อลืมตาขึ้นอีกทีก็พบว่าเป็นเวลาบ่ายสองกว่าแล้ว
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากำลังเล่นกันในลานบ้าน ส่วนกุ้ยฮวาก็นั่งตอกส้นรองเท้าอยู่ใกล้ ๆ พอเห็นเธอตื่น ก็หันมาทักด้วยรอยยิ้มหวาน
“อิงอิง ตื่นแล้วเหรอลูก ? จะนอนต่ออีกหน่อยก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูนอนพอแล้ว อีกเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้วค่ะ ถ้ากลับช้ากลัวฟ้าจะมืดค่ะแม่”
จิ้นอิ๋งเอ่ยบอกพลางตักน้ำมาล้างหน้า ทันใดนั้น...ต้าเป่าก็วิ่งเข้ามากอดขาเธอไว้แน่น สีหน้าและแววตาแลดูเศร้ามาก
“แม่จะกลับจริง ๆ เหรอครับ ?” เธอมองใบหน้าลูกชายอย่างอ่อนโยน พลางหยิบเอาผ้ามาชุบน้ำเช็ดหน้าเจ้าต้าเป่าเบา ๆ
“แม่ต้องกลับไปทำงานน่ะ กลับมาคราวหน้า แม่จะพาหนูไปดูโรงเรียน ถ้าทางโรงเรียนรับหนูกับน้องเข้าเรียน แม่จะกลับมารับหนูกับน้องไปอยู่ด้วยกันนะ”
“อิงอิง ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ลูกตั้งใจทำงานของลูกไปเถอะ แม่จะดูแลเด็ก ๆ เอง”
เมื่อก่อน…ตอนที่มี่อวี้ยังใช้ชีวิตอยู่กับจางเซิ่ง หล่อนเคยขนของจากบ้านเขาไปไม่น้อย พอได้ข่าวว่า…ตอนนี้จางเซิ่งหายดีแล้ว ขาที่เคยหักก็กลับมาเดินได้ปกติ และเขายังกลับไปทำงานขับรถได้ แบบนี้...ถ้าคิดจะกลับไปแต่งงานใหม่กับเขา ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่างไร…จางเซิ่งก็เคยรักหล่อนมาก ทั้งสองยังมีลูกสาวด้วยกันอีกหนึ่งคนถ้าเป็นคนอื่น…คงคิดว่าจางเซิ่งต้องกลับไปหามี่อวี้แน่ ๆ เพราะแบบนี้…บ้านหยางก็ได้พาญาติ ๆ แห่ไปดักรอสามีมี่อวี้ที่หน้าบ้าน อ้างว่ามาทวงความยุติธรรม สุดท้าย…ก็ทำเรื่องหย่ากับสามีคนที่สองได้สำเร็จ หลังจากนั้น…แม่ของมี่อวี้ก็ได้ส่งมี่อวี้กลับไปที่บ้านจางเซิ่ง ยังแนะนำให้มี่อวี้โยนความผิดเรื่องหย่าร้างทั้งหมดให้ครอบครัวหยาง บอกว่า…หล่อนโดนแม่บังคับให้แต่งงานกับคนอื่นแม้แต่แม่หยางเองก็รู้สึกเสียดายลูกเขยอย่างจางเซิ่ง แต่หลังจากเห็นว่าจางเซิ่งจริงใจขนาดไหน ถึงได้รู้ว่า…คนดี ๆ อย่างจางเซิ่งหาได้ไม่ง่าย มี่อวี้ผ่านอะไรมามาก ก็มองครอบครัวถูเปลี่ยนไปต่างจากเดิม หล่อนเริ่มคิดถึงจางเซิ่ง ชายผู้เคยดูแลหล่อนอย่างทะนุถนอมราวกับของมีค่า แม่บอกให้หล่อนตามสืบเรื่องของจางเซิ่งว่าเขาเลิกงานกี่โมง แล
โม่หวังเฉิง…ปีนี้เพิ่งอายุ 18 เขากำลังนั่งรถไฟเพื่อเดินทางเข้ากองทัพ ระหว่างที่เผลอหลับอยู่บนรถไฟนั้น เขากลับฝันเห็นตัวเองในวัย 12 อีกครั้ง ในฝัน…เขากลับไปเป็นเด็กชายที่ยังไร้เดียงสา ความคิดยังไม่โตเต็มวัย ยังเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าตัวเองยิ่งใหญ่รองจากสวรรค์ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เขาทำไม่ได้เขาในวัยนั้นเคยเดินตามกลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมไม่ดี ทำเรื่องเลวร้ายโดยเข้าใจว่าตัวเองทำเพื่อความถูกต้อง ตอนแรก…เขาก็ยังมีความกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อคบกับพวกนั้นนานเข้า ก็ค่อย ๆ เรียนรู้พฤติกรรมไม่ดีและเริ่มเลียนแบบ เขาทำเรื่องผิดมากมาย และยังคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยซ้ำแล้วสุดท้ายเป็นยังไงน่ะเหรอ ? เขาถูกแทงเข้าอย่างจัง แม้จะไม่เสียชีวิตในตอนนั้น แต่เพราะก่อเรื่องไว้มาก ในที่สุด…ก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ถูกส่งเข้าคุก และจบชีวิตลงในนั้น ความฝันนั้นสมจริงเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน พอเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย ภาพในฝันยังคงชัดเจนจนเขารู้สึกกลัวแม้จะลืมตาแล้วตอนนี้เขาอายุ 18 แล้ว ช่วงหลายปีที่ผ่านมา…ทางบ้านก็ดีขึ้น และเขาเองก็ใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น รูปร่างสูงถึง 182 เซนติเมตร หน
“ฉันรักคุณนะ ฉันจะพาครอบครัวเราย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่งค่ะ”วันต่อมา…จิ้นอิ๋งตื่นแต่เช้ามืด ก่อนจะไปตามหาโส่วเจียที่แผนกซ่อมบำรุง นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของเธอ เป็นเส้นทางที่เธอเลือกเอง และเธอจะพาคู่หูของเธอติดตามเธอไปทุกที่ โส่วเจียจะได้เปิดหูเปิดตา และเส้นทางข้างหน้า คืออนาคตของทุกคน…หมู่บ้านอู่ซิง…นับเป็นทีมผลิตที่ก้าวหน้าเร็วที่สุดในอำเภอ เดิมที…ที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร จะบอกว่าดีก็ไม่มีจุดแข็ง จะบอกว่าแย่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ชาวบ้านก็แค่ทำงานขยันขันแข็ง พอประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี หมู่บ้านอู่ซิงกลับกลายเป็นที่รู้จักทั้งอำเภอทุกครั้งที่มีการประชุมประจำอำเภอ หัวหน้าหมู่บ้านอู่ซิงจะได้ขึ้นเวทีใหญ่ พูดปลุกขวัญและให้กำลังใจชาวบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านจากหมู่บ้านอื่นที่ไม่ค่อยถูกชะตากับเขา พอเห็นเขายืนอย่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าเปี่ยมพลัง กลับรู้สึกไม่ชอบขี้หน้า แต่…ลึก ๆ ก็อดชื่นชมไม่ได้ เพราะพวกเขาเองก็อยากได้โอกาสนั้นบ้าง ทว่า…ไม่มีผลงานอย่างเขา ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีหลายปีที่ผ่านมา…รายได้หลักของหมู่บ้านอู่ซิงมาจากผักป่า พวกเขารู้จักวิธีเก็บและดูแลอย่างเป็นระบบ
หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยบอกพลางอธิบายว่า เขาเองเก็บไว้เล่มหนึ่ง และสะใภ้ใหญ่ของบ้านหานก็เก็บไว้อีกหนึ่งเล่ม ส่วนเรื่องรายรับรายจ่ายนั้น โส่วไห่เป็นคนบันทึกไว้ แต่…สมุดบัญชีสะใภ้ใหญ่จะเป็นคนเก็บไว้ ซึ่งก็ไม่แปลก…เพราะตอนนี้ฟาร์มไก่ อยู่ภายใต้การดูแลของเหล่าสะใภ้บ้านหาน จินอิ๋งก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แค่ยืนฟังเฉย ๆหลังจากคุยเรื่องสำคัญกับหัวหน้าหมู่บ้านเสร็จ เธอกับน้าฟางก็พากันเดินออกมา เธอบอกให้น้าฟางกลับบ้านไปก่อน ส่วนเธอเองจะแวะไปหาพวกพี่สะใภ้ที่บ้านหานก่อน แต่…พอมาถึงไม่เห็นมีใครอยู่บ้านเลย เธอหันไปเห็นโส่วชุ่ยเด็กหญิงตัวน้อยลูกของพี่ชายสาม กำลังนั่งเล่นอยู่“โส่วชุ่ย” จิ้นอิ๋งเอ่ยเรียก โส่วชุ่ยอายุ 7 ขวบ แต่…เป็นเด็กหัวไว ฉลาดมาก ทำงานบ้านเป็นแล้ว หนูน้อยชอบอาสะใภ้เล็กคนนี้มาก พอเห็นจิ้นอิ๋งมาหาก็รีบวิ่งเข้าไปหา“อาสะใภ้เล็กมาแล้วเหรอคะ”“ใช่จ้ะ อากลับมาดูงานน่ะ” จิ้นอิ๋งคลี่ยิ้มแล้วล้วงเอาลูกอมในกระเป๋าออกมาให้โส่วชุ่ย“ทุกคนอยู่ที่ฟาร์มไก่กันเหรอ ?” โส่วชุ่ยมีท่าทางเขินอายเล็กน้อย แต่…ก็ยื่นมือมารับลูกอมไป“ค่ะ พ่อกับแม่หนูก็อยู่ที่นั่นค่ะ”“อายังไม่รู้เลยว่าฟาร์มไก่อยู่ตรงไหน หนูพาอาไปที
สำหรับจิ้นอิ๋งแล้ว…จางเซิ่งคือเพื่อนร่วมงานของเหวินหงก็จริง แต่…ถ้าจะให้มาเป็นสามีของพี่สาวเธอยังมีอีกหลาย ๆ อย่างที่ยังไม่ชัดเจนและน่าสงสัยอยู่ เพราะฉะนั้น…การแต่งงานครั้งที่สองของพี่สาวเธอจะพังพินาศไม่ได้ ต้องเลือกให้ดี ดูให้แน่ใจเสียก่อนหลังจากอาบน้ำเสร็จ…จิ้นอิ๋งก็เดินออกมาจากโรงอาบน้ำ เห็นสามพ่อลูกกำลังรอเธออยู่พอดี เธอเอาตะกร้าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแขวนไว้บนรถจักรยานก่อนจะขึ้นนั่งแล้วปั่นกลับบ้านไปด้วยกัน ตอนนี้ฟ้าก็เริ่มมืดมากแล้ว ระหว่างทางกลับบ้าน ต้าเป่าก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“พ่อครับ คืนนี้ผมกับเอ้อร์เป่าจะนอนกับแม่ พ่อห้ามอุ้มผมกับน้องไปนอนที่ห้อง ย่านะครับ”“อืม” พอได้คำตอบที่ต้องการ ต้าเป่าก็ยิ้มร่า แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้พ่อกับแม่ฟัง จิ้นอิ๋งเช็ดผมไปพลางฟังลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียนไปด้วย ปกติแล้ว…สองพี่น้องมักจะเข้านอนเร็ว แต่…เพราะคืนนี้แม่กลับมา สองพี่น้องจึงยังไม่นอน เวลาล่วงเลยมาถึงสามทุ่มต้าเป่าเอ้อร์เป่าถึงยอมนอนทั้งสองห่างกันนาน เหมือนยิ่งจุดไฟในหัวใจคู่สามีภรรยา ทั้งคู่ต่างโหยหากันและกัน แต่…เต็มเปี่ยมไปด้วยความร้อนแรงจนเผลอลืมไปว่า ยังมีเจ้าก
เหล่าพี่น้องบ้านหาน พอรู้เรื่องก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถึงพ่อแม่เด็กจะถูกขับไล่ออกจากตระกูล แต่…โส่วกังก็ยังเป็นหลานแท้ ๆ และปู่ก็ยังเป็นปู่แท้ ๆ ของเขา จะปล่อยให้หลานตัวเองถอนหญ้ากินประทังชีวิตได้ยังไง ส่วนเรื่องที่เหวินเหลียวแอบขโมยเงินไปเล่นพนันจนหมดตัวนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการได้ง่าย ๆ เพราะสะใภ้หกยืนกรานให้เขาเอาเงินมาคืน ไม่อย่างนั้น…เรื่องนี้จบไม่สวยแน่แต่ละวันมีแต่เรื่องให้ปวดหัว ไม่มีแม้แต่นาทีเดียวที่บ้านจะสงบ เช้าวันนั้น…เหวินเหลียวทุบข้าวของในบ้านก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากบ้านไป ส่วนสะใภ้หก… ร้องไห้จนน้ำตาแห้ง ได้แต่นั่งมองบ้านที่กลายเป็นเศษซากขยะ และในหัวก็หวนนึกถึงคำเตือนของแม่ตัวเอง‘ลูกดูตัวเองตอนนี้สิ กลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ ถ้ามันทนไม่ไหวจริง ๆ ก็หย่ากับไอ้เหวินเหลียวซะเถอะ อย่าไปใช้ชีวิตกับผู้ชายเฮงซวยพรรค์นั้นเลย อดมื้อกินมื้อยังไม่พอ ยังมาถูกมันซ้อมอีก อีกอย่าง…ลูกก็ตัดขาดกลับบ้านหานแล้วไม่ใช่หรือ ? จะทนใช้ชีวิตอยู่กับไอ้เหวินเหลียวอีกทำไม ?’ตอนแรก…สะใภ้หกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่…คำพูดของแม่หล่อนกลับผุดเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน บางความคิดก็ไม่อาจสลัดมันทิ้งได้ แ







