Share

บทที่ 7 เรียกค่าชดเชย 1200 หยวน

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-30 19:51:45

“ฉันลองคำนวณดูคร่าว ๆ แล้ว เงินเดือนของคุณ 3 ปี ตกอยู่ที่ 1524 หยวน ฉันก็ไม่ใช่คนโลภอะไรหรอกนะ อย่างไรเสีย...เราก็เคยมีความสุขด้วยกันมาก่อน ฉันหักลบค่าสินสอดค่ากินค่าอยู่ของฉันตลอด 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว น่าจะเหลืออยู่ที่ 1200 หยวน ฉันต้องการเงิน 1200 หยวนจากคุณ”

น้ำเสียงที่เธอพูดคุยกับคนอื่นที่ผ่านมาอ่อนหวานไพเราะ ใครได้ยินต่างรู้สึกรักและเอ็นดู แต่ตอนนี้...พวกเขากลับรู้สึกว่าน้ำเสียงที่เคยไพรเราะไม่ต่างจากมีดคมค่อย ๆ ทรมานพวกเขาอยู่ ทำให้พวกเขารู้สึกเกลียดเธอไม่น้อย

“ฝันไปเถอะ!! แกจะไม่ได้เงินนั่นของลูกชายฉันไปได้ง่าย ๆ หรอก” เฟยเทียนได้ยินซื่อหงบอกแบบนั้นก็เดือดมาก ลุกพรวดจากเก้าอี้ ชี้หน้าก่นด่าเธอไม่หยุด

“แก!! แกต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ เลย!! ฉันให้เงินสินสอดแกตั้ง 188 หยวน!! แต่งงานมาสามปีแกมีลูกให้ตระกูลเหอไม่ได้!! แกยังมีหน้ามาเรียกเงินจากลูกชายฉันมากถึง 1200 หยวนอย่างนั้นหรือ?!! แกเป็นคนขอหย่ากับลูกชายฉันเองนะ!! แกรีดไถเงินจากลูกชายฉันชัด ๆ !!”

เจียวเจี๋ยพ่อของเจียวหมิงได้ยินแบบนั้นก็ตกใจไม่ต่างกัน เงินมากถึง 1200 หยวน ลูกสะใภ้ของเขารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่? ซื่อหงก็รู้ว่าตอนนี้เงินในบ้านของพวกเขามีเงินไม่มากขนาดนั้น กล้าดีอย่างไรถึงได้เรียกเงินจากพวกเขามากถึงขนาดนั้นกัน

เจียวหมิงนิ่งเงียบพลางครุ่นคิด 3 ปีที่พวกเขาสองคนแต่งงานกัน เขาเห็นซื่อหงช่วยงานในบ้านทุกอย่าง เขาคิดอยากจะช่วยคนจน ๆ อย่างเธอแค่ 200-300 หยวนเท่านั้น เจียวหมิงไม่คิดเลยว่าซื่อหงจะกล้าเรียกเงินมากถึง 1200 หยวน เงินจำนวนนี้ตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากขอจากอีกฝ่ายเลย ถ้าเขาเอาเงิน 1200 หยวนนั้นให้เธอ ไม่ต่างจากขายทรัพย์สินในบ้านหมด อะไรกันนะที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปมากขนาดนี้

“ซื่อหง ผมนึกถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเราสองคนหรอกนะ ผมถึงได้ให้คุณเอ่ยปากขอสิ่งที่ต้องการจากผม ผมไม่ได้ให้คุณมารีดไถเงินจากผมนะ คุณเป็นบ้าไปแล้วหรือถึงได้รีดไถเงินจากผมมากขนาดนั้น” หนิงหลวนได้ยินซื่อหงบอกแบบนั้นก็โกรธไม่ต่างจากทุกคน

“ใช่ พี่สะใภ้ ทำไมพี่ถึงทำแบบนั้นกันพี่ชายฉันได้ ต่อให้พี่กับพี่ชายฉันหย่ากันไป ก็ไม่ควรมารีดไถเงินจากพี่ชายฉันแบบนี้นะคะ”

ซื่อหงรู้ว่าเงินจำนวน 1200 หยวนนั้นไม่ใช่จำนวนเงินน้อย ๆ แต่เธอก็ควรที่จะได้เงินนั้นมาไม่ใช่หรือ? ทนเป็นวัวเป็นควายในบ้านหลังนี้มานาน 3 ปี เธอเห็นว่าเงิน 1200 หยวนนั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับสิ่งที่คนในบ้านนี้ทำไว้กับเธอ ซื่อหงรู้ว่าพวกเขาจะต้องไม่ยอม เธอก็ไม่ได้พูดอะไร ไล่สายตามองหน้าทีละคน

“3 ปีที่ผ่านมางานในบ้านฉันก็เป็นคนทำทั้งหมด กับข้าวฉันก็เป็นคนทำไม่เคยละเลยต่อหน้าที่ของตัวเอง เสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่ในตอนนี้ฉันก็เป็นคนตัดเย็บให้ รองเท้าฉันก็เป็นคนซื้อให้ เป็นคนซ่อมให้ ‘เหอฟางซิน’ คลอดลูกฉันก็เป็นคนไปดูแล ปิ่นปักผมที่อยู่บนศีรษะของหนิงหลวนในตอนนี้ฉันก็เป็นคนซื้อให้ ฉันอยู่ที่นี่เป็นวัวเป็นควายรับใช้ทุกคนไม่ต่างจากทาสคนหนึ่ง ทุกคนเอาเรื่องของฉันออกไปพูดข้างนอกทำลายชื่อเสียงฉันจนป่นปี้ไม่มีอะไรดี หาว่าฉันมีลูกให้ตระกูลเหอไม่ได้ ตอนนี้ฉันอยากหย่า อยากคืนอิสระให้เจียวหมิง ต้องการเงินค่าชดเชย ทำไมฉันถึงเรียกร้องไม่ได้ล่ะ? ”

“แกอยากจะได้เงินจากตระกูลเหออย่างนั้นหรือ?!! รอให้ฉันตายก่อนเถอะ!! ต่อให้ฉันตายไปแกก็ไม่มีวันได้เงินของพวกฉันหรอก!!” เฟยเทียนแผดเสียงดัง เจียวเจี๋ยเห็นแบบนั้นก็รีบเตือนภรรยา

“พูดเบา ๆ หน่อย อย่าได้โกรธไปเลยนะ” เฟยเทียนผลักเจียวเจี๋ยออกห่าง ตอนนี้หล่อนอยากจะกระโจนเข้าไปบีบคอซื่อหงจริง แต่ก็ต้องพยายามข่มอารมณ์โกรธไว้

“คุณไม่ได้ยินหรือว่านังนั่นต้องการเงิน 1200 หยวนน่ะ ไม่ใช่ 100 หยวนนะ คุณจะให้ฉันไม่โกรธได้อย่างไร” ซื่อหงเหยียดยิ้มที่มุมปาก

“เพราะแบบนี้...ถึงอยากให้อย่างนั้นหรือ? ” เจียวหมิงรู้สึกปวดหัวกับเรื่องในตอนนี้มาก

ซื่อหงแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ดูแลแม่สามี รักน้องสาวของสามี มันคือสิ่งที่เธอควรจะทำไม่ใช่หรือ? เขาให้เธอกินดีอยู่ดี ซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้เธอใส่ ไม่เคยทำให้เธอขายหน้า ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็บอกว่าเธอได้แต่งงานกับครอบครัวสามีที่ดีไม่ใช่หรือ? เรื่องที่เธอมีลูกให้เขาไม่ได้ก็คือเรื่องจริง ทำไมเธอถึงคิดว่าพวกเขาทำลายชื่อเสียงของเธอล่ะ?

ก่อนหน้านั้นซื่อหงไม่ได้เป็นคนแบบนี้ เธอคือผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง อ่อนโยนจิตใจดี ต่อให้ดุด่าต่อว่าเธอก็ไม่เคยโต้งเถียงกลับ เจียวหมิงไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าอะไรที่ทำให้ซื่อหงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้?

“แม่ผมพูดถูก ผมให้คุณพูดอีกที สิ่งที่คุณต้องการจากผมคือเงิน 1200 หยวนไม่ใช่ 100 หยวนใช่ไหม? อีกอย่าง...คุณแต่งงานเข้ามาอยู่ในตระกูลเหอ เรื่องดูแลทุกคนในบ้านคือสิ่งที่ควรทำ คุณมีลูกให้ผมไม่ได้ก็คือเรื่องจริง จุดประสงค์ของคุณคืออะไรกันแน่? หรือว่าคุณไม่อยากหย่ากับผม? ”

“อย่าคิดมากไปสิคะ ฉันต้องการหย่ากับคุณจริง ๆ และยังต้องการเงินที่ฉันควรจะได้ด้วยค่ะ อีกเรื่องหนึ่ง...เรื่องที่ฉันมีลูกให้คุณไม่ได้ไม่ได้อยู่ที่ฉันค่ะ มันอยู่ที่คุณต่างหาก คราก่อนหมอก็ได้บอกให้เราสองคนเข้าไปตรวจร่างกายแล้ว แต่คุณกลับไม่ยอมตรวจเอง เพราะคุณรู้ใช่ไหมคะว่าคุณมีลูกไม่ได้ คุณถึงได้ให้ฉันเป็นคนแบกรับเรื่องนี้แทน แล้วให้ทุกคนมาโทษที่ฉันหมด”

“ซื่อหง!!” เจียวหมิงตะคอกด้วยความโกรธ เรื่องนี้มันคือเรื่องของศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย เขาจะปล่อยให้ผู้หญิงดูถูกเขาแบบนี้ได้อย่างไร

“นังบ้านี่!! อย่าคิดที่จะเปลี่ยนเรื่องแล้วใส่ร้ายฉันแบบนี้!! ตอนนี้ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอคิดที่จะทำอะไร!! ถ้าหย่ากันจริง ๆ ฉันยินดีให้เงินชดเชยแก่เธอ!! แต่ต้องไม่เกิน 300 หยวน!! ถ้าคิดอยากจะได้เงิน 1200 หยวนก็ฝันไปเถอะ!!”

ซื่อหงรู้ว่าเจียวหมิงไม่เชื่อหรอกว่าตัวเขาเองมีปัญหา แต่เรื่องหย่านี้เธอจะปล่อยให้ยืดเยื้อไม่ได้ แล้วเธอก็ไม่อยากอธิบายอะไรให้มากความและยิ่งไม่อยากโต้งเถียงอะไรกับคนในบ้านเหอด้วย ซื่อหงทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร สายตาเย็นชาจ้องหน้าเจียวหมิงไม่ละสายตา

“คุณไม่อยากชดเชยให้ฉันก็ไม่เป็นไรค่ะ เฮ้อ ~ ฉันคงต้องนำเรื่องนี้ไปพูดกับจูโม่วหลีแล้ว”

คำพูดจากปากของซื่อหงทำให้บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบสงบ ครู่นั้นไม่รู้ว่าเจียวหมิงคิดอะไรอยู่ อยู่ ๆ เขาก็วิ่งออกจากเรือนใหญ่ไป ทุกคนในบ้านเหอเห็นเจียวหมิงวิ่งออกไปข้างนอกพวกเขาก็เลิ่กลั่กมองหน้ากันไปมา เฟยเทียนรีบตะโกนถาม

“หมิงเอ๋อร์ ลูกไปไหนน่ะ? ” เจียวหมิงไม่เอ่ยตอบ รีบวิ่งไปที่ห้องนอน เฟยเทียนไม่ได้คำตอบจากลูกชายก็เดินไปบีบแขนซื่อหงอย่างแรง

“จูโม่วหลีคือใครหรือ? ” ซื่อหงสะบัดแขนออกอย่างแรง ก่อนจะหันไปเหยียดยิ้มให้กับแม่สามีที่แสนดี

“แม่ก็ไปถามลูกชายของแม่เองสิคะ ฉันคิดว่าเรื่องของเจียวหมิงจะทำให้แม่คาดไม่ถึงค่ะ” เฟยเทียนเห็นสีหน้าของลูกชายเมื่อครู่ หล่อนก็สงสัยว่าต้องใช่เรื่องไม่ดีแน่

“เธอทำอะไรลูกชายฉัน? เธอคิดที่จะทำอะไรลูกชายฉันกันแน่? ” ซื่อหงไม่อยากจะอธิบายอะไรให้มากความ เรื่องเธอให้ความสนใจในตอนนี้ก็คือเรื่องหย่าและเรื่องเงินเท่านั้น

“ฉันก็แค่อยากจะหย่ากับเจียวหมิงก็แค่นั้นเอง อีกอย่าง...ฉันต้องการเงิน เงินชดเชยน่ะ”

“ลูกคนเดียวเธอยังมีให้ลูกชายฉันไม่ได้!! จะต้องการค่าชดเชยอะไร? ฝันไปเถอะ!!”

สิ้นประโยค ซื่อหงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งกลับมา พอหันกลับไปดูก็เห็นเจียวหมิง สีหน้าของเขาไม่ค่อยดีเท่าไร ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูดอะไร เจียวหมิงก็เดินมาคว้าข้อมือเล็กไว้

“ซื่อหง เธอแตะของที่ไม่ควรแตะเข้าแล้ว”

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!”

“ตามฉันมา!!” พูดจบ ไม่รอให้เธอได้พูดอะไรเขาก็รีบลากเธอมาที่ห้อง เจียวหมิงพยายามข่มอารมณ์โกรธไว้ ดวงตาแดงก่ำจ้องหน้าเรียวสวยเขม็ง

“เธอเอาจดหมายของฉันไปใช่ไหม? ”

“ใช่ จดหมายทั้งหมดของคุณกำลังอยู่ที่ฉัน อย่าคิดที่จะทำอะไรฉันล่ะ หึ ~” เจียวหมิงพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าซื่อหงแล้วยื่นมือไปตรงหน้าเธอ

“คืนจดหมายมาให้ผมเถอะนะ” เห็นสีหน้าปกติไม่สำนึกผิดของเขาแล้ว ซื่อหงก็แค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ภรรยาจับได้ว่าตนมีชู้ เขากลับไม่รู้สึกใด ๆ เลย

“ตอนนี้จดหมายไม่ได้อยู่ที่ฉัน รอให้เราสองคนหย่ากันก่อนแล้วฉันจะคืนให้นะ” เจียวหมิงไม่คิดว่าเพราะความรักที่มีให้โม่วหลี จะทำให้นำภัยมาสู่ตน เขาเดินขยับเข้าไปใกล้เธอ

“หยางซื่อหง คุณทำเกินไปแล้วนะ สิ่งที่คุณต้องการคือ 1200 หยวนไม่ใช่ 100 หยวน สามปีมานี้จะหยิบจับอะไรก็ใช้เงินทั้งนั้น ตอนนี้ผมจะเอาเงิน 1200 หยวนจากที่ไหนมาให้คุณ”

ตอนนี้ซื่อหงไม่ได้สนใจว่าในบ้านเหอมีเงินเท่าไร แต่...ที่เธอรู้คือเจียวหมิงเป็นพนักงานขับรถมา 7 ปีแล้ว แต่ละปีทางเขตจะมีเงินนอกอีกมากมาย เธอรู้ว่าจะต้องมีเงินที่เก็บไว้ที่ธนาคารรัฐ ซื่อหงจะไม่มีทางยอม เธอจะต้องเรียกเงินนั้นมาให้ได้

“ฉันหักลบค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายของฉันแล้ว สามปีที่ผ่านมาใช่ว่าฉันจะไม่ตอบแทนอะไร 1200 หยวนไม่เยอะไปหรอก คุณคงเข้าใจนะ”

เจียวหมิงเห็นซื่อหงไม่ยอม ยังคงยื่นกรานคำเดิมที่จะเรียกค่าชดเชย 1200 หยวนให้ได้ เขาก็โกรธหน้าดำหน้าแดง แต่...พอนึกถึงเรื่องจดหมายนั้นที่กำลังอยู่ที่เธอ เขาก็ไม่อาจทำอะไรเธอได้ เขาหันไปรินน้ำให้เธอดื่มแทน

“ตอนนี้ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้นจริง ๆ หลายปีมานี้ผมต้องนำเงินไปใช้กับอะไรบ้างใช่ว่าคุณจะไม่รู้ อีกอย่าง...สองปีมานี้ผมสูญเสียเงินกับยาบำรุงร่างกายคุณไม่น้อย คุณลดเหลือสัก 500 หยวนจะได้ไหม? ”

“ไม่ได้!!” ซื่อหงไม่อยากพูดอะไรแล้ว ที่ผ่านมาเงินที่เขานำไปใช้จ่ายไม่ได้เกี่ยวกับเธอ เรื่องยาบำรุงร่างกายก็เป็นเพราะเขาเอง ไม่ได้เป็นเพราะเธอ เงินค่ายานี่เธอยังไม่ได้คิดเลยนะ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 15 พี่สะใภ้ผู้โลภมาก

    ซื่อหงเดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนเป็นแม่ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง“ตอนที่พี่จินเกอประสบอุบัติเหตุ ฉันต้องหยุดเรียนเพื่อมาดูแลพี่เขา ฉันช่วยงานพ่อกับแม่ดูแลพี่จินเกอและซื่อหลิน ฉันตามพ่อกับแม่ไปทำงานที่ทุ่ง เรือนที่เราอยู่ตอนนี้ฉันก็มีส่วนร่วมหาเงินมาช่วยสร้างเรือนหลังนี้ เพราะเหตุใดกัน? ฉันหย่ากับเจียวหมิงแม่ถึงตัดขาดความสัมพันธ์กับฉัน ฉันควรจะได้อยู่ที่เรือนหลังนี้สิ”เมื่อคราที่เธอยังเด็ก พี่ชายโชคไม่ดีประสบอุบัติเหตุ ซื่อหงคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ เมื่อชาติที่แล้วใครพูดอะไรเธอก็เชื่อฟังไม่เคยขัด เธอทำดีคอยช่วยเหลือทุกคนในบ้าน ทำไมตอนนี้เธอถึงอาศัยอยู่ในเรือนนี้ไม่ได้กันเล่า?“ถ้าแม่รู้สึกว่าการที่ฉันหย่ากับเจียวหมิงทำให้ตระกูลหยางอับอายขายขี้หน้า ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันกับแม่ก็ไปป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าแม่อยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันเหมือนอย่างที่แม่ต้องการ!!”ซื่อหงไม่ได้ประชดประชันแม่แต่อย่างใด เพราะเธอรู้ว่าผู้ชายในบ้านหลังนี้อ่อนแอปวกเปียกแค่ไหน พ่อกับพี่ชายไม่มีความเป็นผู้นำและยังเป็นคนโลภมากชอบเอาแต่ได้ ก่อนหน้านั้นแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้กลับม

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 14 ไม่สนอะไรทั้งนั้น

    ผู้คนที่นี่ต่างก็กลัวอับอายขายขี้หน้ากันหมด พวกเขาจะไม่สนว่าลูกสาวจะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้ซื่อหงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับแม่ พูดไปแม่ก็ไม่มีวันฟังคำพูดจากปากเธออยู่แล้ว เพราะเธอได้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรในบ้านหลังนี้อีกต่อไป การหย่าร้างเป็นเรื่องใหญ่ ลูกสาวบ้านไหนแต่งงานออกเรือนไปแล้วเกิดหย่ากับสามีจะทำให้ตระกูลอับอายขายขี้หน้าต่อให้พวกเธออธิบายเหตุผลก็ไม่มีใครฟัง ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนเหล่านั้นได้ เมื่อชาติที่แล้วเธอก็เคยอธิบายให้ผู้คนที่นี่ฟังแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคนเดียว ซื่อหงสูดหายใจเข้าลึก ๆ นึกถึงคำพูดของแม่เมื่อชาติที่แล้วที่ได้พูดไว้กับเธอ“คนอื่นนำเรื่องนี้ไปนินทาแล้วทำไมเหรอคะ? อดทนแล้วทุกอย่างจะผ่านไป อย่างไรเสียคำพูดของคนพวกนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราแย่ลงได้ นี่คือคำพูดก่อนหน้านั้นที่แม่ได้พูดกับฉัน แม่ไม่อยากให้ฉันหย่ากับเจียวหมิงถึงได้บอกแบบนั้น วันนี้ฉันจะใช้คำพูดที่แม่เคยพูดไว้กับฉันเตือนสติแม่ค่ะ”“นี่แก!!” คำพูดจุกอยู่ที่คอทำให้ฮุ่ยหนิงถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหน้านั้นหล่อนได้พูดกับลูกสาวแบบนั้นจริง ๆ แต่...ตอนนี้กับตอนนั้นมีอะไรที่ไ

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 13 เข้าใจกันและกัน

    มู่เหยียนเป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่ ภายนอกดูเย็นชาน่ากลัว มองยังไงก็เหมือนคนไม่น่าเข้าใกล้ แต่...พอเขาได้ยิ้มแล้วละก็ ใบหน้าที่เยือกเย็นนั้นก็จะมีความอ่อนโยนขึ้น ทำให้เขาดูไม่ได้แย่ในสายตาของเธอ ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้ม ดูเหมือนเรื่องที่เธอขอร้องเขานั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ซื่อหงเห็นเขาแตกต่างจากเมื่อครู่ก็รู้สึกโล่งอก เขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด“เอาเป็นว่าคุณเห็นด้วยกับฉันนะคะ” นัยน์ตาเรียวคมมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เป็นประกายเหมือนกับดวงดาวในยามค่ำคืน หัวใจของเขาพลันเต้นแรงรัวเร็ว“คุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ผมคือทหารทำงานในค่าย ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่”ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนว่ามู่เหยียนเขาคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ภายในใจก็แอบเป็นกังวลเล็กน้อย“แล้ว...คุณจะเอายังไงต่อคะ? จะเปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคนเหรอคะ? ”มู่เหยียนแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาจะไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคน เขาอยากจะเห็นโม่วหลีและเจียวหมิงแต่งงานกัน อยากจะให้สองคนนั้นได้รู้ซึ้งถึงความรักที่พวกเขาปรารถนา มู่เหยียนอยากจะเห็นเจียวหมิงตกอยู่ในสภาพที่ลำบากใจเมื่อเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ มีเพียงความวิตกกังวลและความกลัวเท

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 12 ขอร้องอีกฝ่าย

    เมื่อเช้านี้...เธอเพิ่งจะเจอมู่เหยียนที่อำเภอ พอกลับมาที่นี่ก็รู้ว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นนอกจากมู่เหยียนแล้ว เธอนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นฝีมือใคร ตอนแรก...ซื่อหงคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้แล้วเสียอีก ใครจะไปคิดว่าเขาก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันและเขาก็คิดที่จะไม่ปล่อยเจียวหมิงไปตั้งแต่แรกได้ยินว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย เธอก็ดีใจมาก อย่างน้อยคนคนนั้นก็ได้ช่วยเอาคืนเจียวหมิงให้เธอ แต่พอได้ยินว่าเจียวหมิงแขนขาหักต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกนานหลายวัน ซื่อหงก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา ถ้าเจียวหมิงนอนที่โรงพยาบาลแล้วเรื่องหย่าล่ะ?ซื่อหงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ สิ่งที่เธอจนใจคือเรื่องเงินต่างหากล่ะ ถ้าเกิดมู่เหยี่ยนนำเรื่องนี้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องของเจียวหมิงถูกเปิดเผย แล้วเงินที่เหลือของเธอล่ะ? เมื่อนึกถึงเงินที่เหลือที่ยังไม่ได้จากเจียวหมิงแล้ว ซื่อหงไม่ไปเยี่ยมเจียว หมิงที่โรงพยาบาลอีก ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านจงโหวแทนซื่อหงรู้แค่ว่าหมู่บ้านจงโหวอยู่ห่างจากเขตชุมชนไม่ไกลเท่าไรนัก แต่เธอก็ไม่เคยไปที่หมู่บ้านจงโหวมาก่อน เธอวิ่งจากเขตมาที่นี่ก็นานเกือบครึ่งชั่

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 11 นี่เพิ่งจะเริ่มต้น

    “ผมก็ต้องไปทำธุระของผมเหมือนกันครับ หวังว่าเรื่องของพวกเราสองคนจะราบรื่นนะครับ”ซื่อหงจะต้องทำสมุดเงินเก็บพอดี ไม่รู้ว่าจะบอกลาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร ดีที่เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกลาเธอก่อน“ค่ะ หวังว่าเรื่องของพวกเราจะราบรื่น” เห็นร่างบางเดินจากไปแล้ว มู่เหยียนถึงถอนหายใจโล่งอกเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอแล้ว นัยน์ตาดำขลับก็พลันหม่นแสง หลังจากนั้นมู่เหยียนก็มุ่งหน้าไปที่ที่เจียวหมิงเดินหายไปเมื่อครู่ เส้นทางตรงหน้าไปที่คณะปฏิวัติที่เขาคุ้นเคย สำนักงานใหญ่ต่างรวมอยู่ที่นั่นหมด เจียวหมิงอยากจะยื่นหนังสือสำคัญจะต้องไปที่นั่นมู่เหยียนเดินเข้าไปในคณะปฏิวัติ เขาเดินดูรอบ ๆ ถึงเห็นเจียวหมิงไปยืนที่แผนกจราจร เขาไม่อาจเดินเข้าไปลากเจียว หมิงออกมาได้ ได้แต่ยืนรออยู่ตรงนั้น สุดท้าย...มู่เหยียนก็เห็นเจียวหมิงเดินออกมาพร้อมกับกระดาษสำคัญในมือ ริมฝีปากหนาผลิยิ้มไม่หุบ เขาเดินไปหยิบเอากระสอบที่หาได้แถวนั้นติดมือมาด้วยมู่เหยียนเห็นว่า...หลังจากที่เจียวหมิงเดินออกมาจากอาคารคณะปฏิวัติ เขาไม่ได้ไปหาโม่วหลีในทันที แต่กลับเดินไปที่ร้านอาหารรัฐซื้อข้าวมาสองกล่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้แล้วว่าเ

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 10 มันคือพรมลิขิต

    เจียวหมิงยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ซื่อหงก็รีบเอ่ยแทรก “เรื่องนั้นพวกเราสองคนคุยกันแล้วค่ะ พวกเราจะแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรม ในอนาคตพวกเราจะไม่นำเรื่องนี้มารบกวนอาหรอกนะคะ อาไม่ต้องห่วงค่ะ”เจียวหมิงได้ยินคำว่ายุติธรรม เขาก็โกรธซื่อหงมาก เธอหน้าด้านหน้าทนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน รีดไถเงินจากเขาตั้ง 1200 หยวน หน้าไม่อายกล้าพูดว่าแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรมได้อย่างไร ต่อให้โกรธมากแค่ไหนก็ตาม เจียวหมิงก็พูดอะไรไม่ได้ จางหย่งซักถามพวกเขาสองคนไม่หยุด เขาเริ่มจะหมดความอดทนก็ได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไร“ทีนี้อาประทับตราได้หรือยัง? ” จางหย่งถามพวกเขานานเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รู้ว่าพวกเขาอยากจะหย่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีใครบังคับ ต่อให้พยายามเตือนให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม ก็คงจะเตือนพวกเขาสองคนไม่ได้ จางหย่งได้แต่ถอนหายใจแรง“เอาละ ที่ผ่านมาฉันก็เตือนพวกเธอสองคนมาโดยตลอด พวกเธอสองคนทะเลาะกันมานานเป็นปีแล้ว ก็คงคิดมาดีแล้วสินะ ในเมื่อพวกเธอสองคนอยากจะหย่า ฉันก็ไม่มีความคิดเห็นใด ๆ อีก” พูดจบ จางหย่งก็เปิดลิ้นชักนำตราประทับออกมา“เรื่องทรัพย์สิน ถ้าตอนนั้นพวกเธอสองคนอยากจะให้คนไปเป็

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status