로그인ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนหน้า...
"นี่เจ้า! แม่นางสกปรกตรงนั้นน่ะ! รีบไปอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณเดี๋ยวนี้!" เสียงกูกูไล่ตะเพิดดังไล่หลังมา เสี่ยวอวิ๋นในสภาพมอมแมมเพราะจงใจเอาโคลนป้ายหน้าเดินก้มหน้าก้มตาไปตามทางที่ถูกชี้แบบส่งๆ
นางเดินผ่านสวนหิน เลี้ยวซ้าย จนมาเจอกับเรือนไม้หลังใหญ่ที่มีไอร้อนพวยพุ่งและกลิ่นหอมดอกไม้ ‘โรงอาบน้ำนางกำนัลสมัยนี้หรูหราขนาดนี้เชียวหรือ?’ นางนึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอะใจ เดินดุ่มๆ เข้าไปทันที
ภายในห้องอบอวลไปด้วยไอน้ำหนาทึบ เสี่ยวอวิ๋นวางผ้าเช็ดตัวเก่าๆ ลง เตรียมจะวักน้ำล้างหน้า ซ่า... เสียงน้ำกระเพื่อมไหวพร้อมกับร่างสูงโปร่งของบุรุษหนุ่มที่โผล่พรวดขึ้นมาจากน้ำ ฉีเฟิง เสยผมเปียกน้ำไปด้านหลัง ในมือยังถือเรือไม้ของเล่นลำเล็ก เลิกคิ้วมองผู้บุกรุกด้วยความงุนงง
"เฮ้ย! ใครน่ะ?" "ว้าย!" (ในใจ) แต่ภายนอกเสี่ยวอวิ๋นเพียงแค่ชะงักกึก ยืนตัวแข็งทื่อ
ฉีเฟิงหรี่ตามองผ่านม่านหมอก เห็นสตรีหน้าดำคร่ำเครียดเสื้อผ้าเก่าๆ ยืนจ้องเขาอยู่ "นี่เจ้า... เป็นนักฆ่าหรือ? หรือพวกถ้ำมอง? ถึงข้าจะรู้ตัวว่าข้าหุ่นดีก็เถอะ แต่เจ้าควรจะจ่ายเงินก่อนนะ"
เสี่ยวอวิ๋นตั้งสติได้ นางรีบก้มหน้า "ขออภัย... ข้าน้อยหลงทาง นึกว่าเป็นโรงอาบน้ำรวม" นางหันหลังขวับ เตรียมจะเดินจ้ำอ้าวหนีออกไปให้เร็วที่สุด แต่ทว่า... พื้นหินอ่อนในห้องอาบน้ำนั้นเปียกลื่น แถมรองเท้าผ้าเก่าๆ ของนางก็ขาดจนหาที่ปะไม่เจอ
พรืด!
เท้าของเสี่ยวอวิ๋นลื่นไถลอย่างแรง ด้วยสัญชาตญาณยอดฝีมือ กล้ามเนื้อของนางเกร็งตัวเตรียมจะดีดตัวกลับเพื่อทรงตัวโดยอัตโนมัติ ‘ไม่ได้!’ เสียงในหัวตะโกนก้อง ‘ขืนใช้วิชาตัวเบาตอนนี้ ความแตกแน่!’
นางจึงตัดสินใจ... ปล่อยตัว
"ว้ายยยย!" ตูม!!
ร่างบางร่วงลงไปในสระน้ำเต็มรัก น้ำแตกกระจายเปียกไปทั่วพื้น รวมถึงกระเซ็นใส่หน้าฉีเฟิงจนเปียกโชก เสี่ยวอวิ๋นตะเกียกตะกายโผล่พ้นน้ำขึ้นมา สภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ ผมเผ้าเปียกลู่แนบหน้า คราบโคลนที่พอกไว้ถูกน้ำชะล้างออกไปเกือบหมด เผยให้เห็นผิวขาวผ่องและดวงตาคมกริบที่ดู "นิ่งสนิท" ผิดกับคนที่เพิ่งตกน้ำ
ฉีเฟิงยกมือเช็ดน้ำออกจากหน้า มองดูสภาพทุลักทุเลของนางแล้วหลุดขำก๊าก "ฮ่าๆๆๆ! เจ้าเป็นตัวตลกมาจากคณะไหนเนี่ย? เดินยังไงให้ตกน้ำต่อหน้าต่อตาข้า!"
เสี่ยวอวิ๋นยืนแช่น้ำอยู่ระดับอก นางไม่กรีดร้อง ไม่โวยวาย และไม่แสดงท่าทีเขินอายที่อยู่ต่อหน้าชายเปลือยท่อนบน นางเพียงแค่ปาดน้ำออกจากหน้า แล้วมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า "พื้นลื่นเจ้าค่ะ" นางตอบสั้นๆ ราวกับรายงานดินฟ้าอากาศ
ฉีเฟิงชะงักเสียงหัวเราะ เขาจ้องมองใบหน้าที่เริ่มสะอาดสะอ้านของนาง ‘ฮะ... ผู้หญิงคนนี้แปลกชะมัด ตกน้ำขนาดนี้ยังทำหน้านิ่งเป็นรูปปั้น แถมไม่กลัวข้าสักนิด’ เขาว่ายน้ำเข้ามาใกล้ๆ ยื่นหน้าเข้าไปมอง "นี่เจ้า... ไม่ตกใจหน่อยรึ? ข้าเป็นผู้ชายนะ แถมเจ้ายังเปียกไปทั้งตัว..."
"ตกใจไปเสื้อผ้าก็ไม่แห้งเจ้าค่ะ" เสี่ยวอวิ๋นตัดบท นางค่อยๆ ปีนขึ้นจากสระอย่างทุลักทุเล (แกล้งทำท่าหนักตัว) เสื้อผ้าเปียกแนบเนื้อทำให้เคลื่อนไหวลำบาก "ข้าน้อยขอตัว"
นางประสานมือคารวะแบบลวกๆ น้ำหยดติ๋งๆ ตลอดทาง แล้วเดินย่ำเท้าเปียกๆ ออกจากห้องไป ทิ้งรอยเท้าไว้เป็นทางยาว
ฉีเฟิงมองตามหลังนางไป อ้าปากค้างเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก เขายกเรือไม้ของเล่นขึ้นมาดู "ตกน้ำเสียงดังขนาดนั้น แต่หน้าไม่เปลี่ยนสีสักนิด..." "แถมตาดุนั่น... อย่างกับแม่เสือ"
"น่าสนใจ... นางกำนัลใหม่คนนี้ น่าแกล้งชะมัด"
ณ ชานเมืองหลวงที่ห่างไกลจากแสงไฟและความวุ่นวายของตลาดโต้รุ่ง ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าละเมาะ หลังคากระเบื้องแตกหักเสียหายจนแสงจันทร์สาดส่องลงมาได้ รูปปั้นเทพเจ้าภายในผุกร่อนเหลือเพียงครึ่งตัว บรรยากาศโดยรอบวังเวงและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและซากไม้ผุแต่ในค่ำคืนนี้ ศาลเจ้าร้างกลับไม่ได้ไร้ซึ่งผู้คนภายใต้เงาของรูปปั้นเทพเจ้าองค์ใหญ่ มีร่างในชุดดำรัดกุมสี่ร่างยืนประจำการอยู่อย่างเงียบเชียบ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืด สามคนในนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณประตูทางเข้าที่พังทลาย มือวางทาบด้ามดาบด้วยท่าทีระแวดระวังส่วนร่างที่สี่... ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าแท่นบูชาที่ว่างเปล่า ร่างนี้ดูเพรียวบางกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย สวมชุดดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำผืนบาง เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่คมกริบที่ส่องประกายวาววับในความมืด ราวกับตาของเหยี่ยวรัตติกาลแม้จะยืนอยู่นิ่งๆ แต่บรรยากาศรอบตัวคนผู้นี้กลับแผ่รังสีแห่งอำนาจที่ทำให้ลูกน้องทั้งสามไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นที่ด้านนอก ก่อนที่เงาร่าง
ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนและความอร่อยของเกี๊ยวกุ้ง เสี่ยวอวิ๋นแสร้งทำเป็นก้มหน้าซดน้ำซุป แต่สายตาอันคมกริบลอบมองเงาสะท้อนเลือนรางบนช้อนโลหะในมือ ที่มุมตึกฝั่งตรงข้าม หลังแผงขายผ้าแพร... มีเงาร่างตะคุ่มของชายสวมหมวกปีกกว้างยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น แต่สิ่งที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ คือประกายสังหารที่แผ่ออกมาจางๆ และมือขวาที่วางทาบอยู่บนด้ามดาบตลอดเวลา"อิ่มแล้วหรือ?" ฉีเฟิงเอ่ยถามเมื่อเห็นนางวางตะเกียบลง ทั้งที่ยังกินไม่หมด "เสียดายของนะ ถ้าไม่กิน ข้าจะแย่งกลับคืนมาแล้วนะ"องค์ชายสี่สังเกตุเห็นแล้ว ฉีเฟิงชะงักตะเกียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาคีบหมูเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อด้วยท่าทีสบายอารมณ์เหมือนเดิม แต่ดวงตาขี้เล่นคู่นั้นกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว...ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับร่างตุ้ยนุ้ยและร่างผอมเกร็งในชุดเครื่องแบบกรมเมืองสีน้ำเงิน "เจ้าอ้วนกับเจ้าผอม" คู่เดิมที่เพิ่งจะไล่พวกเขาออกมา กำลังเดินวนเวียนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่หน้าร้านขายซาลาเปาถัดไปไม่ไกลมุมปากของฉีเฟิงกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "อืม... ดูท่าคืนนี้มื้อดึกของเราจะย่อยยากเสียแล้วสิ" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะวา
"เกือบไปแล้วนะเนี่ย... โชคดีที่ข้าไหวพริบดี ว่าแต่... ท่านตัวหอมเหมือนกันนะเนี่ย แม่นางเสี่ยว..."ปึก!ยังไม่ทันที่ฉีเฟิงจะพูดจบ ท่อนไม้ไผ่ในมือเสี่ยวอวิ๋นก็กระแทกเข้าที่ปลายเท้าของเขาอย่างจัง ไม่แรงถึงขั้นกระดูกหัก แต่ก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดฉีเฟิงยิ้มแหยๆ ยกมือยอมแพ้ แต่แววตายังคงพราวระยับด้วยความขบขัน "ข้าช่วยท่านไว้นะ! นั่นเรียกว่าการแสดงชั้นยอด... เอาน่าๆ อย่าเพิ่งโกรธ รีบไปกินบะหมี่กันเถอะ ข้าหิวจนตาลายเห็นไม้ไผ่เป็นน่องไก่แล้วเนี่ย!"เขาไม่รอให้นางด่าซ้ำ รีบเดินนำลิ่วไปที่ร้านบะหมี่ทันที เสี่ยวอวิ๋นมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป นางกำไม้ไผ่ในมือแน่น อยากจะหวดลงบนหัวเขาสักทีให้หายแค้น... แต่สุดท้าย มุมปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น‘คนกะล่อน...’ดูเหมือนราตรีนี้จะสว่างไสวในบัดดลสำหรับนาง"เถ้าแก่! บะหมี่เกี๊ยวกุ้งชามใหญ่พิเศษ! เพิ่มหมูแดง เพิ่มผัก เพิ่มไข่ต้ม! เอาแบบที่กินแล้วอิ่มไปถึงชาติหน้าเลยนะ!"เสียงสั่งอาหารอันดังลั่นของฉีเฟิงเรียกสายตาของลูกค้าโต๊ะข้างๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียว เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะหันมาพยักพเยิดหน้าให้เสี่ยวอวิ๋น "แล้วของแ
เสียงบันไดไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการก้าวเท้าของเสี่ยวอวิ๋น นางกระชับท่อนไม้ไผ่ในมือแน่น สายตากวาดมองไปรอบโถงชั้นล่างของโรงเตี๊ยมที่เงียบสงัด มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ที่แขวนอยู่หน้าประตูทางเข้าแต่ทว่า... ความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยร่างของใครบางคน"ดึกดื่นป่านนี้ แม่นางเสี่ยวอวิ๋นยังไม่หลับไม่นอน หรือว่าตื่นเต้นกับที่นอนใหม่จนข่มตาไม่ลง?"น้ำเสียงยียวนที่คุ้นหูดังขึ้นจากราวระเบียงหน้าโรงเตี๊ยม องค์ชายสี่ หรือคุณชายฉีเฟิงนั่งห้อยขาอยู่ตรงนั้นอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือหญ้าแห้งก้านหนึ่งแกว่งเล่นไปมา ราวกับว่าเขานั่งรอเวลานี้มานานแล้ว เขาหันมามองท่อนไม้ไผ่ในมือนาง พลางเลิกคิ้วสูงทำหน้าตาตื่นตระหนกแบบเสแสร้ง "โอ้โห... ถือไม้เล่มยาวลงมาด้วย จะเอาไปตีสุนัขที่ไหน หรือกะจะเอามาตีโจรดอกเหมยแถวนี้กัน?"เสี่ยวอวิ๋นชะงักฝีเท้า นางถอนหายใจเบาๆ โดยไม่ปิดบังความรำคาญ "ข้าจะเอาไปไล่แมลงรำคาญ... ที่ชอบส่งเสียงหึ่งๆ"ฉีเฟิงหัวเราะร่า ไม่สะทกสะท้านกับคำเหน็บแนม เขาดีดตัวลงจากราวระเบียงมายืนขวางหน้านางอย่างคล่องแคล่ว แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าสลด คอตก ไหล่ห่อ ดูน่าสงสารราวกับลูกหมาตกน้
ภายในห้องพัก "หงส์เหิน" ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังดูหรูหราเกินจริงไปมากเมื่อเทียบกับสภาพห้อง ผนังไม้เก่าคร่ำคร่ามีรอยปลวกแทะ ฟูกนอนที่ดูแข็งกระด้าง และหน้าต่างบานพับที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ลมพัดผ่านเสี่ยวหลิงเดินวนไปวนมาอยู่กลางห้องอย่างไม่เป็นสุข นางบิดผ้าเช็ดหน้าในมือจนแทบจะขาดวิ่น ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุดราวกับนกกระจอกแตกรังเสี่ยวอวิ๋นนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ท่วงท่าสง่างามขัดกับสภาพห้อง นางค่อยๆ วางถ้วยชาที่มีรอยบิ่นลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในบ่อนเสี่ยวหลิงนั้น เดิมทีเป็นเพียงเด็กสาวจากบ้านป่าควนเขาที่ถูกกรมสนมคัดตัวเข้ามาฝึกฝนในวังหลวงตั้งแต่วัยเยาว์ ชีวิตของนางไม่ได้มีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นใหญ่เป็นโต หรือกอบกู้แผ่นดินแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ ให้ทนอยู่ในกฎระเบียบอันเคร่งครัดได้ คือภาพฝันถึงวันที่นางจะได้ปลดภาระ กลับไปสู่อ้อมกอดของบิดามารดาผู้แก่ชราที่รอคอยอยู่บ้านเกิด นางวาดหวังไว้เพียงว่าจะเก็บเงินสักก้อน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข แต่ความบ้าบิ่นล้างผลาญของฉีเฟิงในวันนี้ กลับทำให้นางรู้
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงในสายตาของเหลียงเหว่ยคำร่ำลือที่ว่าเขาเป็นศิษย์ฆราวาสที่โดดเด่นที่สุดในรอบห้าสิบปีของวัดเส้าหลินนั้น... มิใช่สมญานามที่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือการจับฉลากภาพความทรงจำอันโหดร้ายผุดขึ้นมาในหัว... ภาพของด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำด่านสุดท้ายก่อนลงจากเขา พลองทองแดงสิบแปดด้ามที่หุ้มด้วยลมปราณอันเกรี้ยวกราด พุ่งเข้าใส่จุดตายทั้งสิบแปดจุดบนร่างกายเขาพร้อมกันในเวลาเดียว ไร้ซึ่งช่องว่างให้หลบหนี ไร้ซึ่งโอกาสให้หายใจ ในวันนั้น เขาไม่ได้รอดมาได้ด้วยการหลบหลีกแต่เขารอดมาได้ด้วยการ ยืนหยัดและทำลายพายุพลองเหล่านั้นด้วยร่างกายและจิตวิญญาณที่แกร่งกว่าเหล็กไหล!เมื่อเทียบกับความกดดันดุจภูผาถล่มทับในวันนั้น... หมัดคู่ของจ้าวเหมิงในตอนนี้ ก็เปรียบเสมือนเพียงก้อนกรวดที่ร่วงลงมาจากหน้าผาเท่านั้นเหลียงเหว่ยลืมตาโพลง! ประกายตาสาดแสงเจิดจ้าราวกับราชสีห์ตื่นจากจำศีล เขาไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว แต่กลับก้าวเท้าถอยหลังเพียงหนึ่งช่วงตัวเพื่อตั้งหลัก เกร็งลมปราณพุทธคุณคุ้มครองกายจนเสื้อผ้าป่องพองออก สองมือกระชับฝักดาบแน่น แล้วฟาดสวนขึ้นไปในแนวเฉียงด้วยท่วงท่าที่







