LOGINลมหนาวพัดกรรโชกแรงยิ่งขึ้นที่ลานกว้างหน้าตำหนักหวงจี๋เตี้ยน เกล็ดหิมะที่เคยโปรยปรายเบาบางเริ่มจับตัวหนาขึ้น เปลี่ยนพื้นหินอ่อนสีขาวให้กลายเป็นพรมสีเงินที่เย็นยะเยือก เหล่าขุนนางต่างรีบเร่งเดินก้มหน้าก้มตาฝ่าลมหนาวไปยังรถม้าของตนเพื่อกลับจวน ไม่มีใครอยากรั้งรออยู่ในวังหลวงนานเกินจำเป็น โดยเฉพาะในวันที่บรรยากาศอึมครึมด้วยข่าวสงคราม
ทว่า... ที่เชิงบันไดหยกขาว บุรุษสามคนยืนประจันหน้ากันโดยไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเย็น
องค์ชายห้า จูฉางฮ่าว ยืนยืดอกสง่าผ่าเผย เสื้อคลุมขนสัตว์สีดำราคาแพงระยับตัดกับหิมะขาว ใบหน้าคมเข้มเชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความถือดี สายตาของเขาจ้องมองพี่ชายทั้งสองคนด้วยแววตาที่ผสมปนเปไประหว่างความสมเพชและการเหยียดหยาม
"พี่ใหญ่..." องค์ชายห้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงความนัยที่เชือดเฉือน "วันนี้ท่านไอหนักกว่าทุกวันนะ... ข้าเกรงว่าอากาศหนาวเหน็บและการศึกที่โชซอนจะกระทบกระเทือนสุขภาพท่าน หากทัพต้าหมิงได้รับชัยชนะกลับมาในอีกหลายเดือนข้างหน้า ข้าหวังว่าท่านจะยังมีแรงกายพอที่จะ... อยู่ร่วมฉลองนะพะยะค่ะ"
องค์ชายใหญ่ จูฉางลั่ว หน้าซีดเผือด ร่างกายผอมแห้งสั่นเทาภายใต้เสื้อคลุมตัวหนา เขาไอโขลกๆ ใส่ผ้าเช็ดหน้า ก่อนจะยิ้มแห้งๆ ตอบ "ขอบใจเจ้ามากน้องห้า... แค่กๆ... ข้าเพียงแค่แพ้อากาศเล็กน้อย พักผ่อนสักหน่อยก็คงดีขึ้น"
"หึ พักผ่อนรึ?" องค์ชายห้าแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะหันมาทาง ฉีเฟิง ที่ยืนทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ข้างๆ
"ส่วนน้องสี่... ยินดีด้วยกับตำแหน่งผู้ตรวจการพิเศษ 'จับโจร' ช่างเป็นงานที่เหมาะสมกับคนอย่างเจ้าเสียจริง งานใช้สมองและการทหารปล่อยให้คนมีความสามารถทำเถอะ ส่วนเจ้าก็วิ่งไล่จับหนูสกปรกในตลาดไปพลางๆ... แต่คิดดูอีกที งานนี้คงถูกใจเจ้าไม่น้อยสินะ ได้ออกตรวจตราตอนกลางคืน จะได้มีข้ออ้างไปทำตัวเสเพล เที่ยวเตร่ตามหอนางโลมได้อย่างเปิดเผยโดยไม่มีใครว่า เอาเถอะ... ตั้งใจจับโจรเข้าล่ะ ไว้ถึงเวลาข้าทำการใหญ่สำเร็จเมื่อไหร่ ข้าจะเจียดเศษเบี้ยหวัดให้เจ้าเป็นรางวัลปลอบใจก็แล้วกัน"
คำพูดนั้นเผ็ดร้อนยิ่งกว่าสุราฤทธิ์แรง หวังจะฉีกหน้าฉีเฟิงให้ยับเยินต่อหน้าธารกำนัล
ทว่า... สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงหัวเราะร่า
"ฮ่าๆๆ! พี่ห้าพูดถูกใจข้ายิ่งนัก!" ฉีเฟิงตบเข่าฉาดใหญ่ แล้วกระโดดเข้าไปกอดแขนองค์ชายใหญ่ไว้แน่น ทำตัวเหมือนเด็กที่หาที่พึ่งพิง "ท่านก็รู้ว่าข้าเกลียดเรื่องปวดหัว! ให้ข้าไปวางแผนรบ ข้าคงสั่งถอยทัพตั้งแต่วันแรก สู้ให้ข้าไปเดินเล่นในตลาด หาของอร่อยกิน แล้วแวะจับโจรแก้เบื่อยังดีเสียกว่า จริงไหมพี่ใหญ่?"
เขาซบหน้าลงกับไหล่ผอมๆ ขององค์ชายใหญ่ แล้วแกล้งทำเสียงอ้อน "พี่ใหญ่ ท่านต้องรักษาสุขภาพให้ดีนะ ถ้าท่านเป็นอะไรไป ใครจะคอยกันท่าเสด็จพ่อให้ข้าเล่า? ข้าไม่อยากทำงานหนัก ข้าอยากเป็นองค์ชายว่างงานไปตลอดชีวิต ท่านต้องอยู่ปกป้องข้านะ!"
องค์ชายใหญ่ยิ้มบางๆ อย่างอ่อนใจ ยกมือลูบหลังน้องชายจอมกะล่อน "เจ้าสี่... เจ้าโตป่านนี้แล้ว ยังทำตัวเป็นเด็กไปได้"
องค์ชายห้ามองภาพนั้นด้วยความรังเกียจ 'คนหนึ่งก็ขี้โรค อีกคนก็เศษสวะ... บัลลังก์มังกรจะตกเป็นของใครได้อีกนอกจากข้า'
ในขณะที่เจ้านายกำลังปะทะคารมกัน อีกด้านหนึ่ง ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ก็เกิดการปะทะที่เงียบเชียบแต่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
จ้าวเหมิง องครักษ์คนสนิทขององค์ชายห้า ชายร่างยักษ์ใบหน้าเหี้ยมเกรียม ยืนกอดอกจ้องมองไปยัง เหลียงเหว่ย องครักษ์ของฉีเฟิง จ้าวเหมิงจงใจแผ่ "จิตสังหาร" อันรุนแรงกดดันเข้าใส่ ราวกับคลื่นที่มองไม่เห็นกระแทกใส่อีกฝ่าย เป็นการข่มขวัญที่ยอดฝีมือมักใช้เพื่อหยั่งเชิง
ทว่า... เหลียงเหว่ยกลับยืนพิงเสาหินอ่อนด้วยท่าทางง่วงงุน หมวกองครักษ์เอียงกะเท่เร่ เขาอ้าปากหาวหวอดใหญ่จนน้ำตาเล็ด แล้วยกนิ้วก้อยขึ้นมาแคะหูอย่างไม่ใส่ใจ "ฮ้าว... เมื่อคืนกินเยอะไปหน่อย ง่วงชะมัด" เหลียงเหว่ยบ่นพึมพำกับตัวเอง โดยไม่สนใจแรงกดดันมหาศาลที่จ้าวเหมิงส่งมาแม้แต่น้อย ราวกับจิตสังหารนั้นเป็นเพียงลมตดที่พัดผ่าน
จ้าวเหมิงคิ้วกระตุก มุมปากสั่นระริกด้วยความหงุดหงิด 'ไอ้หมูนี่... มันโง่จนไม่รู้สึกถึงพลังของข้า หรือว่ามัน... ไม่สิ เป็นไปไม่ได้ องครักษ์ขององค์ชายขยะ ก็ต้องเป็นขยะเหมือนนายมันนั่นแหละ' จ้าวเหมิงคลายจิตสังหารลง แล้วถ่มน้ำลายลงพื้นหิมะด้วยความดูแคลน
"ไปกันเถอะ จ้าวเหมิง!" องค์ชายห้าสะบัดแขนเสื้ออย่างหมดความอดทน ไม่อยากเสียเวลากับคู่พี่น้องที่น่าสมเพชนี้อีก "ข้ามีงานใหญ่ต้องทำ ไม่เหมือนคนบางคนที่ว่างจนต้องไปจับโจร" เขาก้าวขึ้นรถม้าหรูหราที่ประทับตราพยัคฆ์ แล้วสั่งให้คนขับออกรถไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งฝุ่นหิมะฟุ้งกระจาย
เมื่อรถม้าขององค์ชายห้าลับสายตาไป รอยยิ้มโง่เขลาบนใบหน้าของฉีเฟิงก็เลือนหายไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบฉายแววเคร่งขรึม เขาประคององค์ชายใหญ่เดินไปส่งที่รถม้าเก่าๆ อย่างระมัดระวัง
"พี่ใหญ่..." ฉีเฟิงกระซิบเสียงเบาขณะช่วยพยุงพี่ชายขึ้นบันไดรถม้า น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่การอ้อนแบบเด็กๆ แต่เป็นน้ำเสียงของน้องชายที่ห่วงใยพี่ชายจริงๆ "ยาที่หมอหลวงจัดให้ อย่าลืมเสวยให้ตรงเวลา... และช่วงนี้ งดรับของว่างจากตำหนักอื่น ไม่ว่าใครจะส่งมา แม้แต่... คนที่ท่านคิดว่าไว้ใจได้"
องค์ชายใหญ่ชะงัก เท้าที่กำลังก้าวขึ้นรถหยุดนิ่ง เขาหันมาสบตาฉีเฟิง ดวงตาที่อ่อนล้าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "เจ้าสี่... เจ้า..."
"ไปเถอะพะยะค่ะ อากาศเย็น เดี๋ยวจะป่วยหนักกว่าเดิม" ฉีเฟิงตัดบท กลับมายิ้มกว้างแบบกวนๆ อีกครั้ง "แล้วอย่าลืมส่งขนมกุ้ยฮวาอร่อยๆ จากตำหนักท่านมาให้ข้าบ้างล่ะ ข้าจะรอ!"
องค์ชายใหญ่ถอนหายใจยาว พยักหน้าเบาๆ แล้วก้าวเข้าไปในรถม้า
ฉีเฟิงยืนมองรถม้าของพี่ชายเคลื่อนตัวออกไปท่ามกลางพายุหิมะ จนกระทั่งลับสายตา เหลียงเหว่ยเดินลากขาเข้ามายืนข้างหลังนายเหนือหัว ท่าทางง่วงงุนเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงความคมเข้ม
"จ้าวเหมิงผู้นั้น... ฝีมือพัฒนาขึ้นขอรับ" เหลียงเหว่ยกล่าวเสียงเรียบ "จิตสังหารรุนแรงขึ้นมาก สงสัยคงได้อาจารย์ดี หรือไม่ก็... ไปฝึกวิชาสายมารมา"
"หมาที่เห่าเสียงดัง มักไม่น่ากลัวเท่าหมาที่แอบกัดเงียบๆ" ฉีเฟิงเปรยเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับ "ไปกันเถอะเหลียงเหว่ย กลับตำหนักไปเตรียมตัว... เรามีนัดเดทกับโจรร้าย' และ…
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากขององค์ชายสี่อีกครั้งฉีเฟิง, เสี่ยวอวิ๋น, และเหลียงเหว่ยซุ่มโป่งรออยู่ใกล้ปากทางลับริมแม่น้ำฮวงโห ความมืดยามราตรีปกคลุมท่าเรือลับแห่งนี้อย่างหนาหนัก แสงจันทร์สีเงินแผ่วเบาสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ดั่งแผ่นกระจกดำมะเมื่อมที่สะท้อนเงาโกดังไม้ผุพังเรียงรายริมฝั่ง บรรยากาศเย็นยะเยือก ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวรอคอยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา โกดังเก่าแก่บางแห่งประตูเปิดอ้า เผยให้เห็นกองกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้างปกคลุมด้วยฝุ่นและใยแมงมุม เรือสินค้าขนาดเล็กผูกไว้กับหลักไม้ ลอยเอื่อย ๆ ตามกระแสน้ำ โคมไฟริบหรี่แกว่งไกวไปตามลม สร้างเงายาววูบไหวราวกับผีพรายที่กำลังแฝงตัวรอจังหวะโจมตี หนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา เสียงกรอบแกรบดังแผ่วเบา ท่าเรือแห่งนี้ไม่ใช่แค่จุดจอดเรือ แต่เป็นดั่งประตูสู่อาชญากรรมที่ซ่อนเร้นไว้ใต้ความสงบผิวเผินปากทางลับที่เหลียงเหว่ยค้นพบซ่อนตัวห่างจากท่าเรือหลักไม่มากนัก เพียงไม่กี่ช่วงตึก ในพุ่มไม้หนาทึบริมฝั่งน้ำ ที่ซึ่งหินผาและรากต้นไม้เกาะเกี่ยวกันจนมองเห็นไ
หลังจากฝ่าความโกลาหลในหอเมามายออกมาได้ ฉีเฟิง เสี่ยวอวิ๋น ก็ไม่รอช้า พากันย่องมุ่งหน้าสู่ท่าเรือลับตามรหัสในกระดาษที่เหลียงเหว่ยยัดให้ ราตรีกาลยามนี้เมืองหลวงเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมพัดใบไม้และเสียงคลื่นแม่น้ำฮวงโหกระทบฝั่งแผ่วเบา แต่ลึกเข้าไปในความเงียบนั้น ยังแฝงด้วยกลิ่นอายของการทรยศและแผนการมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามาท่าเรือลับแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ห่างจากท่าเรือหลักไม่ไกลนัก เป็นจุดที่เรือสินค้าขนาดเล็กจอดเทียบท่าโดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจตรา ยามค่ำคืน ท่าเรือดูวังเวงยิ่งนัก แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ดำมืดราวหมึกพู่กัน โกดังไม้เก่าแก่เรียงรายริมฝั่ง บางแห่งประตูผุพังเปิดอ้าเผยให้เห็นกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรือเก่า ๆ ลอยล่องเอื่อย ๆ ผูกไว้กับหลักไม้ บางลำมีโคมไฟริบหรี่แขวนโหนแกว่งไกวไปตามลม เงาร่างของหนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา บรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงด้วยความลึกลับ เหมาะแก่การลักลอบทำธุรกรรมมืดยิ่งนัก ปากทางลั
เหลียงเหว่ยย่อตัวลง ตรวจสอบรอยเท้าและรอยลากกล่องบนพื้นชื้น ชัดเจนว่ามีการขนย้ายเมื่อไม่นานนี้ เขาจดรหัสลับและแผนที่คร่าว ๆ ลงบนกระดาษแผ่นเล็กอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย่องออกจากอุโมงค์อย่างแผ่วเบา ร่างยักษ์ใหญ่เคลื่อนไหวราวกับเงา ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าหรือลมหายใจที่ดังพอให้ใครสังเกตเห็น เช่นเคยที่เขาทำภารกิจลับสำเร็จโดยไร้ร่องรอยด้านบน ในโถงหอเมามายที่ยังคงโกลาหลจากเงินที่ฉีเฟิงโปรย เหลียงเหว่ยโผล่ขึ้นมาจากมุมมืดอย่างแนบเนียน เขาเดินตรงไปหาฉีเฟิงที่กำลังแกล้งเมาอยู่กับเสี่ยวอวิ๋น ท่ามกลางฝูงชนที่กรูกันแย่งเงิน มือหนาของเขาล้วงกระดาษแผ่นนั้นยัดเข้าไปในอกเสื้อขององค์ชายอย่างรวดเร็วและแนบเนียน ไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่เงาฉีเฟิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงกระดาษในอกเสื้อ เขาล้วงออกมาดูอย่างลับ ๆ ยิ้มมุมปากกว้าง "ดีมาก... เหล่าเหลียงไม่เคยทำให้ข้าผิดหวัง" เขาหันไปมองเสี่ยวอวิ๋นที่ยังแกล้งเอนตัวพิงไหล่เขาเพื่อให้ดูสมจริง "เสี่ยวอวิ๋น... เราชนะแล้วครึ่งทาง"แต่ก่อนที่เธอจะตอบ ฝูงชนที่เมามายก็เริ่มเบียดเข้ามาใกล้เพื่อแย่งเงินที่เหลือ เสี่ยวอวิ๋นถูกเบียดจนเซเข้าไปในอ้อมแขนของฉีเฟิงเต็ม ๆ ร่างเพรียวบ
ถึงตอนนี้แล้ว ฉีเฟิงก็ไม่รอช้า เขาหันไปมองเหลียงเหว่ยด้วยแววตาคมกริบ "เหล่าเหลียง... เจ้าจงไปหาเส้นทางลับในบ่อนแหเงินให้ได้ก่อนเที่ยงคืน คนคุ้มกันบ่อนส่วนใหญ่ไม่อยู่เพราะถูกเจ้าทุบปางตายไปเมื่อคืน แถมกวนซานยังรู้เรื่องแล้ว พวกมันต้องรีบย้ายเงินแน่... เจ้าเป็นคนหาทางลับและสืบข่าว ใช้สัญชาตญาณเฉียบคมของเจ้าสิ ห้ามพลาด!"เหลียงเหว่ยพยักหน้ารับคำหนักแน่น "รับทราบขอรับคุณชาย... ข้าจะหาเส้นทางลับนั้นให้เจอให้ได้" เขาหันหลังเดินออกจากโถงทันที ร่างยักษ์ใหญ่หายลับไปในแสงแดดยามเช้า ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ดังก้องฉีเฟิงหันมาหาเสี่ยวอวิ๋น ยิ้มเจ้าเล่ห์ตามสไตล์ "ส่วนเรา... ต้องแกล้งไปเที่ยวหอเมามายใกล้บ่อนแหเงิน ทำทีเป็นคู่รักเมาเหล้าเพื่อเบี่ยงเบนสายตาและแอบฟังข่าวจากพวกพ่อค้า ถ้าพวกโจรดอกเหมยรู้เส้นทางลับนี้จริง เราก็จะได้ยินพวกมันคุยกันแน่... พร้อมไหม เสี่ยวอวิ๋น?"เสี่ยวอวิ๋นเลิกคิ้วสูง หน้าแดงระเรื่อด้วยความอายแต่แกล้งทำเป็นเย็นชา "ข้าไม่ใช่เด็ก... แต่ถ้าต้องแกล้งเป็นคู่รักกับท่าน ข้าต้องทำยังไงไม่ให้ดูปลอม? อย่าบอกนะว่าต้องโอบกอดกัน..." นางหันหน้าหนี แต่ในใจเต้นแรงกับไอเดียนี้ฉีเฟิงหัวเร
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องลงมายังลานฝึกยุทธของกรมเมืองแต่ทว่า... บรรยากาศในเช้านี้กลับผิดแปลกไปจากทุกวันอย่างสิ้นเชิงปกติแล้วเวลานี้ควรจะอื้ออึงไปด้วยเสียงตะโกนฝึกซ้อม เสียงดาบปะทะกัน และเสียงฝีเท้าของเหล่ามือปราบที่วิ่งวุ่นเตรียมออกตรวจตรา แต่เช้านี้... ทุกอย่างกลับเงียบกริบราวกับป่าช้า ลานฝึกว่างเปล่า โต๊ะทำงานหลายตัวไร้คนจับจอง มีเพียงลมหนาวพัดใบไม้แห้งกลิ้งผ่านไปมา"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" ฉีเฟิงเดินก้าวเข้ามาในโถงบัญชาการ กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง "ทำไมวันนี้กรมเมืองถึงเงียบเป็นเป่าสากแบบนี้? หรือว่ามีวันพิเศษที่ข้าไม่รู้?"นายกองคนหนึ่งที่นั่งเฝ้าเวรอยู่ รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทางกระย่องกระแย่ง แขนข้างหนึ่งมีผ้าพันแผลพันไว้ลวกๆ "ระ... เรียนคุณชาย.. เอ่อ... วันนี้มือปราบกว่าครึ่งกรมพร้อมใจกันลาป่วยและลากิจขอรับ""พร้อมกันครึ่งกรมเนี่ยนะ?" คิ้วเรียวของเสี่ยวอวิ๋นขมวดมุ่น "โรคระบาดหรือไง?""เอ่อ... จะว่าอย่างนั้นก็... ก็คงได้ขอรับ" นายกองตอบอึกอัก ไม่กล้าสบตาเหลียงเหว่ยฉีเฟิงหรี่ตามองนายกองคนนั้น สังเกตเห็นรอยช้ำม่วงคล้ำที่โผล่พ้นขอบเสื้อ และท่าทางการเดินที่ดูขัดยอก สมองอันปราดเ
หลังจากแยกทางกับกวนซานและส่งตัวจูเอ๋อร์ไปแล้ว ทั้งสามคนก็เดินเท้ากลับไปยังกรมเมือง ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาลอากาศยามดึกเริ่มเย็นลง น้ำค้างเริ่มจับตัวบนยอดหญ้า ฉีเฟิงเดินเอามือไพล่หลัง ฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดีที่ภารกิจลุล่วง (และรอดตายจากท่านลุงกวนมาได้) ส่วน เหลียงเหว่ย เดินรั้งท้ายด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมผิดปกติ รอยฟกช้ำตามตัวเริ่มปรากฏชัดขึ้น แต่ดูเหมือนจิตใจเขาจะล่องลอยไปที่อื่น"นี่... พี่ชายเหลียง" จู่ๆ ฉีเฟิงก็หยุดเดิน แล้วหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ถามจริงๆ เถอะ... ตอนที่ข้าแอบหนีออกมา แล้วปล่อยให้เจ้าเฝ้าหน้าห้องอยู่นั่นน่ะ... เจ้าได้ใช้เวลาช่วงนั้น 'คุ้มค่า' หรือไม่?"เหลียงเหว่ยสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองเจ้านายด้วยความงุนงง "คุ้มค่า? หมายถึงอะไรหรือขอรับ? ข้าก็นั่งขัดดาบเฝ้าระวังภัยให้ท่าน...พอทราบว่าท่านหายไปก็ตามหาให้วุ่นวาย" "โธ่... อย่ามาทำไขสือ" ฉีเฟิงยิ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์เป็นประกาย "ข้ารู้นะว่าตอนที่ข้าไม่อยู่ แม่นางเสี่ยวหลิงนางแวะเวียนเอาซาลาเปามาส่งให้เจ้าตั้งหลายรอบ... แหม บรรยากาศหน้าห้องเงียบๆ สองต่อสอง... ได้คุยกระหนุงกระหนิง หรือได้จ้องตากันบ
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ ร้านเหล้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากบ่อนเบ็ดเงินออกไปหลายช่วงตึก ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในตรอกลึก บรรยากาศเงียบสงบและมืดสลัว มีเพียงแสงเทียนวูบไหวบนโต๊ะไม้เก่าๆ ลูกค้าบางตาจนแทบจะนับหัวได้ เหมาะแก่การเจรจาความลับเป็นที่สุดกวนซานนั่งจิบสุรารสแรงด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้จะอยู่ในร้านซอมซ่อ แ
ฉีเฟิงหอบหิ้วถุงเงินใบเขื่องพร้อมกับจูงมือเด็กสาว วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาจนถึงหน้าทางเข้าหอเมามายหน่ายโลกาที่เป็นฉากหน้าของบ่อน"แฮ่ก... แฮ่ก... รอดแล้ว!" ฉีเฟิงหยุดยืนพิงกำแพง ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจพลางตบถุงเงินปุๆ อย่างภูมิใจ "เห็นไหมเสี่ยวอวิ๋น! ข้าบอกแล้วว่าข้าคืออัจฉริยะ! ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งคน แ
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของเด็กสาว และแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังยามถูกผู้เป็นพ่อผลักไสไล่ส่ง ราวกับเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่า... ภาพเบื้องหน้าทำให้มือที่กำลังหมุนพัดเล่นของฉีเฟิงชะงักค้างนัยน์ตาของเขาเหม่อลอยไปชั่ววูบ ภาพความทรงจำเมื่อสามปีก่อนผุดขึ้นมาซ้อนทับกับเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างแจ่มชัด... ย้อน
เสียงลูกเต๋ากระทบถ้วยเซรามิกดัง กริ๊ก... กริ๊ก... ก่อนจะจบลงด้วยเสียงกระแทกกับโต๊ะดัง ปัง!"สูง! ออกสูง!" เจ้ามือขานแต้มเสียงดังฉีเฟิงกวาดชิปกองเล็กๆ เข้ามาหาตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความยินดียินร้าย ผิดกับบรรดาผีพนันรอบข้างที่เฮลั่นจนตัวโก่งหรือสบถด่าทอด้วยความหัวเสียเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้าน







