공유

สามองค์ชายแห่งวังหลวง

작가: aurnitear
last update 최신 업데이트: 2026-01-07 15:28:45

ลมหนาวพัดกรรโชกแรงยิ่งขึ้นที่ลานกว้างหน้าตำหนักหวงจี๋เตี้ยน เกล็ดหิมะที่เคยโปรยปรายเบาบางเริ่มจับตัวหนาขึ้น เปลี่ยนพื้นหินอ่อนสีขาวให้กลายเป็นพรมสีเงินที่เย็นยะเยือก เหล่าขุนนางต่างรีบเร่งเดินก้มหน้าก้มตาฝ่าลมหนาวไปยังรถม้าของตนเพื่อกลับจวน ไม่มีใครอยากรั้งรออยู่ในวังหลวงนานเกินจำเป็น โดยเฉพาะในวันที่บรรยากาศอึมครึมด้วยข่าวสงคราม

ทว่า... ที่เชิงบันไดหยกขาว บุรุษสามคนยืนประจันหน้ากันโดยไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเย็น

องค์ชายห้า จูฉางฮ่าว ยืนยืดอกสง่าผ่าเผย เสื้อคลุมขนสัตว์สีดำราคาแพงระยับตัดกับหิมะขาว ใบหน้าคมเข้มเชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความถือดี สายตาของเขาจ้องมองพี่ชายทั้งสองคนด้วยแววตาที่ผสมปนเปไประหว่างความสมเพชและการเหยียดหยาม

"พี่ใหญ่..." องค์ชายห้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงความนัยที่เชือดเฉือน "วันนี้ท่านไอหนักกว่าทุกวันนะ... ข้าเกรงว่าอากาศหนาวเหน็บและการศึกที่โชซอนจะกระทบกระเทือนสุขภาพท่าน หากทัพต้าหมิงได้รับชัยชนะกลับมาในอีกหลายเดือนข้างหน้า ข้าหวังว่าท่านจะยังมีแรงกายพอที่จะ... อยู่ร่วมฉลองนะพะยะค่ะ"

องค์ชายใหญ่ จูฉางลั่ว หน้าซีดเผือด ร่างกายผอมแห้งสั่นเทาภายใต้เสื้อคลุมตัวหนา เขาไอโขลกๆ ใส่ผ้าเช็ดหน้า ก่อนจะยิ้มแห้งๆ ตอบ "ขอบใจเจ้ามากน้องห้า... แค่กๆ... ข้าเพียงแค่แพ้อากาศเล็กน้อย พักผ่อนสักหน่อยก็คงดีขึ้น"

"หึ พักผ่อนรึ?" องค์ชายห้าแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะหันมาทาง ฉีเฟิง ที่ยืนทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ข้างๆ

"ส่วนน้องสี่... ยินดีด้วยกับตำแหน่งผู้ตรวจการพิเศษ 'จับโจร' ช่างเป็นงานที่เหมาะสมกับคนอย่างเจ้าเสียจริง งานใช้สมองและการทหารปล่อยให้คนมีความสามารถทำเถอะ ส่วนเจ้าก็วิ่งไล่จับหนูสกปรกในตลาดไปพลางๆ... แต่คิดดูอีกที งานนี้คงถูกใจเจ้าไม่น้อยสินะ ได้ออกตรวจตราตอนกลางคืน จะได้มีข้ออ้างไปทำตัวเสเพล เที่ยวเตร่ตามหอนางโลมได้อย่างเปิดเผยโดยไม่มีใครว่า เอาเถอะ... ตั้งใจจับโจรเข้าล่ะ ไว้ถึงเวลาข้าทำการใหญ่สำเร็จเมื่อไหร่ ข้าจะเจียดเศษเบี้ยหวัดให้เจ้าเป็นรางวัลปลอบใจก็แล้วกัน"

คำพูดนั้นเผ็ดร้อนยิ่งกว่าสุราฤทธิ์แรง หวังจะฉีกหน้าฉีเฟิงให้ยับเยินต่อหน้าธารกำนัล

ทว่า... สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงหัวเราะร่า

"ฮ่าๆๆ! พี่ห้าพูดถูกใจข้ายิ่งนัก!" ฉีเฟิงตบเข่าฉาดใหญ่ แล้วกระโดดเข้าไปกอดแขนองค์ชายใหญ่ไว้แน่น ทำตัวเหมือนเด็กที่หาที่พึ่งพิง "ท่านก็รู้ว่าข้าเกลียดเรื่องปวดหัว! ให้ข้าไปวางแผนรบ ข้าคงสั่งถอยทัพตั้งแต่วันแรก สู้ให้ข้าไปเดินเล่นในตลาด หาของอร่อยกิน แล้วแวะจับโจรแก้เบื่อยังดีเสียกว่า จริงไหมพี่ใหญ่?"

เขาซบหน้าลงกับไหล่ผอมๆ ขององค์ชายใหญ่ แล้วแกล้งทำเสียงอ้อน "พี่ใหญ่ ท่านต้องรักษาสุขภาพให้ดีนะ ถ้าท่านเป็นอะไรไป ใครจะคอยกันท่าเสด็จพ่อให้ข้าเล่า? ข้าไม่อยากทำงานหนัก ข้าอยากเป็นองค์ชายว่างงานไปตลอดชีวิต ท่านต้องอยู่ปกป้องข้านะ!"

องค์ชายใหญ่ยิ้มบางๆ อย่างอ่อนใจ ยกมือลูบหลังน้องชายจอมกะล่อน "เจ้าสี่... เจ้าโตป่านนี้แล้ว ยังทำตัวเป็นเด็กไปได้"

องค์ชายห้ามองภาพนั้นด้วยความรังเกียจ 'คนหนึ่งก็ขี้โรค อีกคนก็เศษสวะ... บัลลังก์มังกรจะตกเป็นของใครได้อีกนอกจากข้า'

ในขณะที่เจ้านายกำลังปะทะคารมกัน อีกด้านหนึ่ง ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ก็เกิดการปะทะที่เงียบเชียบแต่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า

จ้าวเหมิง องครักษ์คนสนิทขององค์ชายห้า ชายร่างยักษ์ใบหน้าเหี้ยมเกรียม ยืนกอดอกจ้องมองไปยัง เหลียงเหว่ย องครักษ์ของฉีเฟิง จ้าวเหมิงจงใจแผ่ "จิตสังหาร" อันรุนแรงกดดันเข้าใส่ ราวกับคลื่นที่มองไม่เห็นกระแทกใส่อีกฝ่าย เป็นการข่มขวัญที่ยอดฝีมือมักใช้เพื่อหยั่งเชิง

ทว่า... เหลียงเหว่ยกลับยืนพิงเสาหินอ่อนด้วยท่าทางง่วงงุน หมวกองครักษ์เอียงกะเท่เร่ เขาอ้าปากหาวหวอดใหญ่จนน้ำตาเล็ด แล้วยกนิ้วก้อยขึ้นมาแคะหูอย่างไม่ใส่ใจ "ฮ้าว... เมื่อคืนกินเยอะไปหน่อย ง่วงชะมัด" เหลียงเหว่ยบ่นพึมพำกับตัวเอง โดยไม่สนใจแรงกดดันมหาศาลที่จ้าวเหมิงส่งมาแม้แต่น้อย ราวกับจิตสังหารนั้นเป็นเพียงลมตดที่พัดผ่าน

จ้าวเหมิงคิ้วกระตุก มุมปากสั่นระริกด้วยความหงุดหงิด 'ไอ้หมูนี่... มันโง่จนไม่รู้สึกถึงพลังของข้า หรือว่ามัน... ไม่สิ เป็นไปไม่ได้ องครักษ์ขององค์ชายขยะ ก็ต้องเป็นขยะเหมือนนายมันนั่นแหละ' จ้าวเหมิงคลายจิตสังหารลง แล้วถ่มน้ำลายลงพื้นหิมะด้วยความดูแคลน

"ไปกันเถอะ จ้าวเหมิง!" องค์ชายห้าสะบัดแขนเสื้ออย่างหมดความอดทน ไม่อยากเสียเวลากับคู่พี่น้องที่น่าสมเพชนี้อีก "ข้ามีงานใหญ่ต้องทำ ไม่เหมือนคนบางคนที่ว่างจนต้องไปจับโจร" เขาก้าวขึ้นรถม้าหรูหราที่ประทับตราพยัคฆ์ แล้วสั่งให้คนขับออกรถไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งฝุ่นหิมะฟุ้งกระจาย

เมื่อรถม้าขององค์ชายห้าลับสายตาไป รอยยิ้มโง่เขลาบนใบหน้าของฉีเฟิงก็เลือนหายไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบฉายแววเคร่งขรึม เขาประคององค์ชายใหญ่เดินไปส่งที่รถม้าเก่าๆ อย่างระมัดระวัง

"พี่ใหญ่..." ฉีเฟิงกระซิบเสียงเบาขณะช่วยพยุงพี่ชายขึ้นบันไดรถม้า น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่การอ้อนแบบเด็กๆ แต่เป็นน้ำเสียงของน้องชายที่ห่วงใยพี่ชายจริงๆ "ยาที่หมอหลวงจัดให้ อย่าลืมเสวยให้ตรงเวลา... และช่วงนี้ งดรับของว่างจากตำหนักอื่น ไม่ว่าใครจะส่งมา แม้แต่... คนที่ท่านคิดว่าไว้ใจได้"

องค์ชายใหญ่ชะงัก เท้าที่กำลังก้าวขึ้นรถหยุดนิ่ง เขาหันมาสบตาฉีเฟิง ดวงตาที่อ่อนล้าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "เจ้าสี่... เจ้า..."

"ไปเถอะพะยะค่ะ อากาศเย็น เดี๋ยวจะป่วยหนักกว่าเดิม" ฉีเฟิงตัดบท กลับมายิ้มกว้างแบบกวนๆ อีกครั้ง "แล้วอย่าลืมส่งขนมกุ้ยฮวาอร่อยๆ จากตำหนักท่านมาให้ข้าบ้างล่ะ ข้าจะรอ!"

องค์ชายใหญ่ถอนหายใจยาว พยักหน้าเบาๆ แล้วก้าวเข้าไปในรถม้า

ฉีเฟิงยืนมองรถม้าของพี่ชายเคลื่อนตัวออกไปท่ามกลางพายุหิมะ จนกระทั่งลับสายตา เหลียงเหว่ยเดินลากขาเข้ามายืนข้างหลังนายเหนือหัว ท่าทางง่วงงุนเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงความคมเข้ม

"จ้าวเหมิงผู้นั้น... ฝีมือพัฒนาขึ้นขอรับ" เหลียงเหว่ยกล่าวเสียงเรียบ "จิตสังหารรุนแรงขึ้นมาก สงสัยคงได้อาจารย์ดี หรือไม่ก็... ไปฝึกวิชาสายมารมา"

"หมาที่เห่าเสียงดัง มักไม่น่ากลัวเท่าหมาที่แอบกัดเงียบๆ" ฉีเฟิงเปรยเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับ "ไปกันเถอะเหลียงเหว่ย กลับตำหนักไปเตรียมตัว... เรามีนัดเดทกับโจรร้าย' และ…

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากขององค์ชายสี่อีกครั้ง

이 책을.
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ยุทธภพซ่อนกล คนเหนือเมฆ   ศาลเจ้าร้างกับโจรดอกเหมย

    ณ ชานเมืองหลวงที่ห่างไกลจากแสงไฟและความวุ่นวายของตลาดโต้รุ่ง ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าละเมาะ หลังคากระเบื้องแตกหักเสียหายจนแสงจันทร์สาดส่องลงมาได้ รูปปั้นเทพเจ้าภายในผุกร่อนเหลือเพียงครึ่งตัว บรรยากาศโดยรอบวังเวงและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและซากไม้ผุแต่ในค่ำคืนนี้ ศาลเจ้าร้างกลับไม่ได้ไร้ซึ่งผู้คนภายใต้เงาของรูปปั้นเทพเจ้าองค์ใหญ่ มีร่างในชุดดำรัดกุมสี่ร่างยืนประจำการอยู่อย่างเงียบเชียบ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืด สามคนในนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณประตูทางเข้าที่พังทลาย มือวางทาบด้ามดาบด้วยท่าทีระแวดระวังส่วนร่างที่สี่... ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าแท่นบูชาที่ว่างเปล่า ร่างนี้ดูเพรียวบางกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย สวมชุดดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำผืนบาง เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่คมกริบที่ส่องประกายวาววับในความมืด ราวกับตาของเหยี่ยวรัตติกาลแม้จะยืนอยู่นิ่งๆ แต่บรรยากาศรอบตัวคนผู้นี้กลับแผ่รังสีแห่งอำนาจที่ทำให้ลูกน้องทั้งสามไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นที่ด้านนอก ก่อนที่เงาร่าง

  • ยุทธภพซ่อนกล คนเหนือเมฆ   ตีเนียนกินเปล่า

    ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนและความอร่อยของเกี๊ยวกุ้ง เสี่ยวอวิ๋นแสร้งทำเป็นก้มหน้าซดน้ำซุป แต่สายตาอันคมกริบลอบมองเงาสะท้อนเลือนรางบนช้อนโลหะในมือ ที่มุมตึกฝั่งตรงข้าม หลังแผงขายผ้าแพร... มีเงาร่างตะคุ่มของชายสวมหมวกปีกกว้างยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น แต่สิ่งที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ คือประกายสังหารที่แผ่ออกมาจางๆ และมือขวาที่วางทาบอยู่บนด้ามดาบตลอดเวลา"อิ่มแล้วหรือ?" ฉีเฟิงเอ่ยถามเมื่อเห็นนางวางตะเกียบลง ทั้งที่ยังกินไม่หมด "เสียดายของนะ ถ้าไม่กิน ข้าจะแย่งกลับคืนมาแล้วนะ"องค์ชายสี่สังเกตุเห็นแล้ว ฉีเฟิงชะงักตะเกียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาคีบหมูเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อด้วยท่าทีสบายอารมณ์เหมือนเดิม แต่ดวงตาขี้เล่นคู่นั้นกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว...ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับร่างตุ้ยนุ้ยและร่างผอมเกร็งในชุดเครื่องแบบกรมเมืองสีน้ำเงิน "เจ้าอ้วนกับเจ้าผอม" คู่เดิมที่เพิ่งจะไล่พวกเขาออกมา กำลังเดินวนเวียนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่หน้าร้านขายซาลาเปาถัดไปไม่ไกลมุมปากของฉีเฟิงกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "อืม... ดูท่าคืนนี้มื้อดึกของเราจะย่อยยากเสียแล้วสิ" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะวา

  • ยุทธภพซ่อนกล คนเหนือเมฆ   ผีหิวโหย

    "เกือบไปแล้วนะเนี่ย... โชคดีที่ข้าไหวพริบดี ว่าแต่... ท่านตัวหอมเหมือนกันนะเนี่ย แม่นางเสี่ยว..."ปึก!ยังไม่ทันที่ฉีเฟิงจะพูดจบ ท่อนไม้ไผ่ในมือเสี่ยวอวิ๋นก็กระแทกเข้าที่ปลายเท้าของเขาอย่างจัง ไม่แรงถึงขั้นกระดูกหัก แต่ก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดฉีเฟิงยิ้มแหยๆ ยกมือยอมแพ้ แต่แววตายังคงพราวระยับด้วยความขบขัน "ข้าช่วยท่านไว้นะ! นั่นเรียกว่าการแสดงชั้นยอด... เอาน่าๆ อย่าเพิ่งโกรธ รีบไปกินบะหมี่กันเถอะ ข้าหิวจนตาลายเห็นไม้ไผ่เป็นน่องไก่แล้วเนี่ย!"เขาไม่รอให้นางด่าซ้ำ รีบเดินนำลิ่วไปที่ร้านบะหมี่ทันที เสี่ยวอวิ๋นมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป นางกำไม้ไผ่ในมือแน่น อยากจะหวดลงบนหัวเขาสักทีให้หายแค้น... แต่สุดท้าย มุมปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น‘คนกะล่อน...’ดูเหมือนราตรีนี้จะสว่างไสวในบัดดลสำหรับนาง"เถ้าแก่! บะหมี่เกี๊ยวกุ้งชามใหญ่พิเศษ! เพิ่มหมูแดง เพิ่มผัก เพิ่มไข่ต้ม! เอาแบบที่กินแล้วอิ่มไปถึงชาติหน้าเลยนะ!"เสียงสั่งอาหารอันดังลั่นของฉีเฟิงเรียกสายตาของลูกค้าโต๊ะข้างๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียว เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะหันมาพยักพเยิดหน้าให้เสี่ยวอวิ๋น "แล้วของแ

  • ยุทธภพซ่อนกล คนเหนือเมฆ   ท่องตลาดยามดึก

    เสียงบันไดไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการก้าวเท้าของเสี่ยวอวิ๋น นางกระชับท่อนไม้ไผ่ในมือแน่น สายตากวาดมองไปรอบโถงชั้นล่างของโรงเตี๊ยมที่เงียบสงัด มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ที่แขวนอยู่หน้าประตูทางเข้าแต่ทว่า... ความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยร่างของใครบางคน"ดึกดื่นป่านนี้ แม่นางเสี่ยวอวิ๋นยังไม่หลับไม่นอน หรือว่าตื่นเต้นกับที่นอนใหม่จนข่มตาไม่ลง?"น้ำเสียงยียวนที่คุ้นหูดังขึ้นจากราวระเบียงหน้าโรงเตี๊ยม องค์ชายสี่ หรือคุณชายฉีเฟิงนั่งห้อยขาอยู่ตรงนั้นอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือหญ้าแห้งก้านหนึ่งแกว่งเล่นไปมา ราวกับว่าเขานั่งรอเวลานี้มานานแล้ว เขาหันมามองท่อนไม้ไผ่ในมือนาง พลางเลิกคิ้วสูงทำหน้าตาตื่นตระหนกแบบเสแสร้ง "โอ้โห... ถือไม้เล่มยาวลงมาด้วย จะเอาไปตีสุนัขที่ไหน หรือกะจะเอามาตีโจรดอกเหมยแถวนี้กัน?"เสี่ยวอวิ๋นชะงักฝีเท้า นางถอนหายใจเบาๆ โดยไม่ปิดบังความรำคาญ "ข้าจะเอาไปไล่แมลงรำคาญ... ที่ชอบส่งเสียงหึ่งๆ"ฉีเฟิงหัวเราะร่า ไม่สะทกสะท้านกับคำเหน็บแนม เขาดีดตัวลงจากราวระเบียงมายืนขวางหน้านางอย่างคล่องแคล่ว แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าสลด คอตก ไหล่ห่อ ดูน่าสงสารราวกับลูกหมาตกน้

  • ยุทธภพซ่อนกล คนเหนือเมฆ   สองดรุณีในห้องหอ

    ภายในห้องพัก "หงส์เหิน" ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังดูหรูหราเกินจริงไปมากเมื่อเทียบกับสภาพห้อง ผนังไม้เก่าคร่ำคร่ามีรอยปลวกแทะ ฟูกนอนที่ดูแข็งกระด้าง และหน้าต่างบานพับที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ลมพัดผ่านเสี่ยวหลิงเดินวนไปวนมาอยู่กลางห้องอย่างไม่เป็นสุข นางบิดผ้าเช็ดหน้าในมือจนแทบจะขาดวิ่น ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุดราวกับนกกระจอกแตกรังเสี่ยวอวิ๋นนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ท่วงท่าสง่างามขัดกับสภาพห้อง นางค่อยๆ วางถ้วยชาที่มีรอยบิ่นลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในบ่อนเสี่ยวหลิงนั้น เดิมทีเป็นเพียงเด็กสาวจากบ้านป่าควนเขาที่ถูกกรมสนมคัดตัวเข้ามาฝึกฝนในวังหลวงตั้งแต่วัยเยาว์ ชีวิตของนางไม่ได้มีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นใหญ่เป็นโต หรือกอบกู้แผ่นดินแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ ให้ทนอยู่ในกฎระเบียบอันเคร่งครัดได้ คือภาพฝันถึงวันที่นางจะได้ปลดภาระ กลับไปสู่อ้อมกอดของบิดามารดาผู้แก่ชราที่รอคอยอยู่บ้านเกิด นางวาดหวังไว้เพียงว่าจะเก็บเงินสักก้อน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข แต่ความบ้าบิ่นล้างผลาญของฉีเฟิงในวันนี้ กลับทำให้นางรู้

  • ยุทธภพซ่อนกล คนเหนือเมฆ   ใจแกร่งกว่าเหล็กกล้า

    ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงในสายตาของเหลียงเหว่ยคำร่ำลือที่ว่าเขาเป็นศิษย์ฆราวาสที่โดดเด่นที่สุดในรอบห้าสิบปีของวัดเส้าหลินนั้น... มิใช่สมญานามที่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือการจับฉลากภาพความทรงจำอันโหดร้ายผุดขึ้นมาในหัว... ภาพของด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำด่านสุดท้ายก่อนลงจากเขา พลองทองแดงสิบแปดด้ามที่หุ้มด้วยลมปราณอันเกรี้ยวกราด พุ่งเข้าใส่จุดตายทั้งสิบแปดจุดบนร่างกายเขาพร้อมกันในเวลาเดียว ไร้ซึ่งช่องว่างให้หลบหนี ไร้ซึ่งโอกาสให้หายใจ ในวันนั้น เขาไม่ได้รอดมาได้ด้วยการหลบหลีกแต่เขารอดมาได้ด้วยการ ยืนหยัดและทำลายพายุพลองเหล่านั้นด้วยร่างกายและจิตวิญญาณที่แกร่งกว่าเหล็กไหล!เมื่อเทียบกับความกดดันดุจภูผาถล่มทับในวันนั้น... หมัดคู่ของจ้าวเหมิงในตอนนี้ ก็เปรียบเสมือนเพียงก้อนกรวดที่ร่วงลงมาจากหน้าผาเท่านั้นเหลียงเหว่ยลืมตาโพลง! ประกายตาสาดแสงเจิดจ้าราวกับราชสีห์ตื่นจากจำศีล เขาไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว แต่กลับก้าวเท้าถอยหลังเพียงหนึ่งช่วงตัวเพื่อตั้งหลัก เกร็งลมปราณพุทธคุณคุ้มครองกายจนเสื้อผ้าป่องพองออก สองมือกระชับฝักดาบแน่น แล้วฟาดสวนขึ้นไปในแนวเฉียงด้วยท่วงท่าที่

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 책을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 책을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status