LOGINเช้าวันนี้เธอออกไปช่วยพ่อเปิดร้าน ตอนบ่ายแม่มาช่วยด้วย ทำให้เบาแรงพ่อไปได้เยอะ ทั้งวันเธอแทบไม่ได้จับมือถือ เพราะกลัวว่าจะเผลอจดจ่อรออีเมลจากบริษัทมากเกินไป
ขณะที่เธอกำลังยืนเซ็ตโต๊ะอยู่ในร้าน เสียงเพื่อนสนิทก็ดังขึ้น “พวกเธอ... มาได้ไงเนี่ย” “ก็คิดถึงไง... สวัสดีค่ะคุณป้า” “สวัสดีค่ะ” ทั้งสองคนทักทายพ่อกับแม่ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะใกล้ ๆ เธอในฐานะเจ้าของร้านจึงรีบมารับออเดอร์เพื่อนสาวสวยทั้งสอง “เอาเหมือนเดิมนะ” “เดี๋ยว... ยังไม่ได้สั่งเลย” พวกนั้นโวยวายยกใหญ่ แต่เธอไม่สนอยู่แล้ว ยังไงสองคนนี้ก็สั่งเหมือนเดิม หลังจากนั้นเธอก็หาขนมสองสามถุงมาให้เพื่อนกินเล่นและนั่งคุยเป็นเพื่อน ช่วงนี้คนในร้านค่อนข้างน้อยจึงไม่ยุ่งมากนัก “เล่ามาสิ...” “คบกันไปถึงขั้นไหนแล้ว” สวีเนียนอัน เลิ่กลักทันทีที่ได้ยินคำถาม เพื่อน ๆ กะจะเค้นความลับให้ได้ ดูจากสีหน้าแล้วเธอก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง แต่อีกฝ่ายยังไม่ตกลงปลงใจจะไปแอบอ้างก่อนได้อย่างไร “ก็... ยังคุย ๆ อยู่ เขานิสัยดี... แต่ถ้าคบกันแล้วนิสัยเสีย ฉันก็ไม่เอาหรอกนะ” “แน่ใจเหรอ... เขาหล่อขนาดนั้นจะทิ้งลงเหรอ” “เป็นฉันคงทิ้งไม่ลงนะอันอัน หึ ๆ” เธอยอมรับว่าชอบคนหล่อ แต่ถ้าใจร้ายกับเธอแม้เพียงครั้งเดียวเธอก็ไม่คิดจะทนอีก เธอเคยทนมาแล้วและรู้ดีว่าไม่ควรทนกับสิ่งที่ทำร้ายตัวเอง เพราะคนที่รักเราจริงจะไม่มีวันทำแบบนั้น “แน่นอน... ฉันจะตัดขาดเลยล่ะ” เพื่อน ๆ ยิ้มออกมาและไม่ได้ถามต่อ ทว่าสิ่งที่พวกเธอรู้มาก็ไม่น้อยเลย จึงอดเป็นห่วงเพื่อนคนนี้ไม่ได้ “ได้ยินว่า... เขาจนมากนะ ครอบครัวยากจน ใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว” จางเย่ว พูดพลางมีสีหน้ากังวล “ฉันว่าเธอคิดดูอีกทีไหม” เธอคิดว่าความจนเป็นแค่เปลือกนอก เธอหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ไม่คิดจะขอเงินผู้ชาย ขอแค่เขาเป็นคนดี รักครอบครัวก็พอ “ดูจากสีหน้า... คงจะไม่เปลี่ยนใจสินะ บ้าคนหล่อจริง ๆ” เพื่อนอีกคนพูดขึ้น “คุยเรื่องอะไรกันจ๊ะเด็ก ๆ” แม่ของเธอยกอาหารมาเสิร์ฟพอดี จังหวะนั้นสวีเนียนอันกำลังจะอ้าปากกลบเกลื่อน แต่เพื่อนสาวกลับไวกว่า “พูดเรื่องแฟนของอันอันค่ะ คุณป้าดูนี่สิคะ เขาหล่อมากเลยนะ” “พวกเธอ... หยุดเลย” เธอประท้วงเสียงเบา แต่ทั้งสองแสร้งไม่ได้ยิน แถมยังยื่นมือถือให้แม่ดูอีก “หล่อมาก... คบกันแล้วเหรอ” “เปล่าค่ะ... แค่...” “คบแล้วค่ะ! แต่เขาบ้านจน อันอันเลยกลัวคุณป้าไม่ชอบ” ความสนิทของสองคนนี้เหมือนเป็นลูกสาวที่พลัดพรากไปนานของแม่เธอ พูดอะไรก็ได้ทุกอย่าง ส่วนแม่เธอก็เห็นพวกเขาเหมือนลูก ยิ่งคุยกันก็ยิ่งถูกคอ “แม่ไม่ว่าหรอก ขอแค่เป็นคนดี ไม่ทำร้ายลูกแม่ก็พอ” ประโยคนั้นทำเอาสวีเนียนอันจุกอกจนพูดไม่ออก เธอจำได้ว่าเคยบอกว่า เฉิงอวี่โจว เป็นคนดี เขารักเธอมากกว่าสิ่งใด แต่สุดท้ายแม้แต่ตอนที่เขาทุบตีเธอครั้งแรก เธอก็ยังไม่ยอมเชื่อคำเตือนของแม่ “อะไรกัน... ทำไมทำท่าจะร้องไห้แล้วล่ะ” “เปล่าค่ะ... หนูแค่จะบอกว่ายังต้องดูนิสัยกันไปยาว ๆ ตัดสินไม่ได้ว่าเขาจะดีไปตลอดหรือเปล่า” “ค่อย ๆ ดูกันไปแม่ไม่ห้ามหรอก วันรวมญาติก็พาเขามาด้วยนะ ให้คุณปู่เห็นหน้าเขาหน่อย” “จะดีเหรอคะ... เราเพิ่งคุยกันเอง” มันจะเร็วไปไหม... เขาจะว่างหรือเปล่านี่คือประเด็นสำคัญ เธอไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก “ไม่เร็วหรอกคุณหนูอันอัน บางคนเจอหน้ากันก็จูงมือไปจดทะเบียนสมรสแล้ว ยุคนี้ต้องรวดเร็วเข้าไว้สิ” “เบา ๆ หน่อยนะกับพวกละครสั้นน่ะ จะมองหาแต่ท่านประธานสุดหล่อไม่ได้นะ” “แรงอะ... น้อยใจแล้วนะ” ก่อนนอนเธอส่งข้อความไปชวนเขา ไม่รู้ว่าเขาจะตอบไหม ถ้าเขาอยากสานต่อก็คงตอบตกลง แต่ถ้าไม่ก็คงเงียบหายไป รออยู่สักพัก ข้อความของเขาก็ส่งกลับมา เมื่อเปิดอ่านเธอก็แอบใจฟูนิด ๆ ไม่คิดว่าเขาจะอยากสานต่อและยอมมางานกับเธอ สวีเนียนอันส่งโลเคชั่นไปให้ แต่เขาบอกว่าจะเอารถที่ใช้ทำงานมารับ จะได้สะดวกกับครอบครัวเธอด้วย "แอบใส่ใจอีกแล้ว" เธอยิ้มแก้มปริก่อนจะวางมือถือลงแล้วหลับไป ตัดมาในห้องประชุมที่กำลังตึงเครียด เจ้าของใบหน้าคมเข้มเจือละมุนเล็กน้อย กำลังส่งสายตากดดันชายสวมชุดสูทเนี๊ยบที่นั่งอยู่สองฝั่งของโต๊ะ พนักงานชายหญิงที่ได้ฟังข้อเสนอของเขา ทำได้แค่ก้มหน้ามองแฟ้มเอกสาร "ผมจ้างพวกคุณมาทำเรื่องแค่นี้เหรอ..." พวกเขาหายใจสั้นลงเรื่อย ๆ จนแทบจะหยุดหายใจ คนที่นั่งใกล้ที่สุดได้แต่นั่งหายใจแผ่วเบา แม้ตำแหน่งจะเป็นถึงประธานบริษัทในเครือ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าประธานใหญ่เจียง ก็ต้องหดคอลงทันที แต่เสียงมือถือที่ดังขึ้นนั้นทำให้พวกเขาหน้าถอดสี รู้สึกเหมือนกำลังจะตาย ใครกล้าเปิดเสียงแจ้งเตือนไว้ก็เตรียมรับกรรมไปได้เลย "เสียงมือถือของใคร... กล้ามากนะ" ประธานหม่าเงยหน้าขึ้นมาพูด สายตามองผ่านคนอื่น ๆ ที่ตัวสั่นเทา ไม่แน่ใจว่าตนเองปิดเสียงไว้ดีหรือยัง โดยเฉพาะเลขาฯ ของพวกเขาที่ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้มไปหมดแล้ว "ของฉันเอง... ต้องขออนุญาตไหม" "กล้ามาก... เออ..." เขาหันไปหาคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ก่อนจะรับรู้ว่าเล่นผิดคนเสียแล้ว "คุณเจียง ผมหมายถึงว่า... เสียงมือถือคุณต้องเป็นเรื่องสำคัญมากแน่ ๆ จะปิดไม่ได้เลยละครับ" เจียงมู่เฉินมองผ่าน ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำเอาคนในห้องคิดไปว่าเขาจะสั่งงานเพิ่มอีก "พอแค่นี้ก่อน ครั้งหน้าอย่าทำพลาดอีก" เขาเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้คนในห้องสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น "ปกติเขาง่ายแบบนี้เหรอ" "ไม่มีทาง... เขาต้องบีบพวกเราจนตัวเท่ามดแน่ ๆ ถึงจะสั่งงานแล้วค่อยออกไป" "ดีแล้ว ๆ มีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง อย่าพลาดล่ะ!"ภายในร้านเนื้อย่างระดับพรีเมียม บรรยากาศหรูหรานั้นแผ่ซ่านจนทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเกร็งตั้งแต่ก้าวแรก พื้นหินอ่อนสีดำขลับสะท้อนแสงจากโคมไฟระย้าสีทองจนดูระยิบระยับราวกับดวงดาว กลิ่นหอมมันของเนื้อวากิวที่หยดลงบนเตาถ่านลอยคลุ้ง ปะปนกับกลิ่นอายจาง ๆ ของไวน์ราคาแพง อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความ “ไฮคลาส” ที่นิยามคำว่าความมั่งคั่งได้อย่างชัดเจนพนักงานในทีม Smart City หลายคนตื่นตาตื่นใจจนเก็บอาการไม่อยู่“ร้านนี้สวยกว่าที่เห็นในรีวิวอีกนะเนี่ย...”“ได้ข่าวว่าต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนเลยนะ แถมเงินในบัญชีต้องถึงด้วย”“เหมือนหลุดเข้ามาในโลกของพวกมหาเศรษฐีเลยอะแก”เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่พนักงานสาวหลายคนแอบยกมือถือขึ้นมาหามุมถ่ายรูปเพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ของตัวเอง ทว่าไม่นานนัก สายตาทุกคู่ก็พลันหันไปทางประตูเป็นจุดเดียวสวีเนียนอัน เดินเข้ามาในชุดเดรสสีอ่อนที่เรียบง่ายแต่ดูสูงค่า ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาผู้คนไว้กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเข้มข้างกายเธอเจียงมู่เฉินเพียงแค่เขาก้าวเข้ามา รัศมีบางอย่างรอบตัวเขาก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่วงท่าการเดินที่สงบนิ่งและมั่นคง ผิดกับสายตาเร
หลังจากเนียนอันกลับมานั่งประจำที่ได้ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนจากระบบภายในบริษัทก็ดังขึ้นเบาๆ[คุณถูกเพิ่มเข้าสู่กลุ่มโครงการ Smart City]ทันทีที่กดเข้าไป รายชื่อสมาชิกทีมก็ปรากฏหราเต็มหน้าจอ ทว่ายังไม่ทันได้ไล่ดูชื่อใคร ข้อความใหม่จากหัวหน้าทีมก็เด้งขึ้นมาเป็นคนแรก[โจวอวี่เผิง]: ทุกคนทำงานหนักช่วงนี้หน่อยนะครับ โปรเจกต์นี้สำคัญกับแผนกเรามากข้อความนั้นดูเป็นทางการและปกติทุกอย่าง แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา หน้าต่างแชทส่วนตัวจากเขาก็เด้งขึ้นมาซ้อนอีกใบ[โจวอวี่เผิง]: ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ทักมาถามผมได้ตลอดนะ... ผมจะช่วยดูให้เป็นพิเศษเนียนอันจ้องมองคำว่า "เป็นพิเศษ" อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับสั้นๆ ตามมารยาท เธอพยายามจะไม่คิดอะไรมากไปกว่าเรื่องงาน แต่แล้วเสียงซุบซิบเบาๆ ราวกับยุงบินจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท“เห็นไหมล่ะ...”“เริ่มอีกแล้วสินะ”พนักงานหญิงสองคนสบตากันอย่างมีเล่ห์นัยก่อนจะรีบหลบตาเมื่อเนียนอันเงยหน้าขึ้น หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้นช่วงเย็นแสงไฟในออฟฟิศเริ่มทยอยดับลงตามพนักงานที่ลากลับบ้าน จะเหลือก็
ภายในห้องทำงานของผู้อำนวยการแผนก ความเงียบเข้าปกคลุมจนผิดปกติ ไร้ซึ้งเสียงรัวแป้นพิมพ์หรือสัญญาณโทรศัพท์ที่ควรจะเป็น มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้จางหรูเหวิน ผู้อำนวยการหญิงวัยสามสิบห้า วางปากกาลงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเนียนอันด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา"คุณพอจะรู้เหตุผลที่ฉันเรียกคุณมาไหม?""เรื่องปรับลดเงินเดือนของทีมค่ะ" เนียนอันตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา "ฉันอยากชี้แจงว่า...""ไม่ใช่เรื่องนั้น" จางหรูเหวินตัดบทสั้นเรียบ เธอลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ ทอดสายตามองออกไปด้านนอกพลางหันหลังให้คู่สนทนา "ฉันแค่เกรงว่าคุณจะมี 'คนรู้จัก' อยู่ในบริษัทแม่หรือเปล่า"เนียนอันชะงักไปครู่หนึ่ง "ไม่ค่ะ""แน่ใจนะ?""แน่ใจค่ะ ฉันเพิ่งเริ่มงานได้ไม่นาน จะไปมีสายสัมพันธ์กับคนระดับนั้นได้อย่างไร"จางหรูเหวินหมุนตัวกลับมา มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูประหลาดพิกล มันไม่ใช่การเหยียดหยัน แต่คล้ายกับรอยยิ้มของคนที่กำลังเฝ้ามองละครตลกบทหนึ่งอย่างใจเย็น"คำสั่งหักเงินเดือนทีมเราส่งตรงลงมาจาก 'ชั้นบนสุด' ค่ะ... ไม่ผ่านมือผู้จัดการกลาง ไม่ผ่านฝ่ายบุคคล"
รถเลี้ยวเข้าสู่โซนร้านอาหารชื่อดังแถบชานเมือง บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นต้นไม้ร่มรื่น มู่เฉินค่อยๆ ลดความเร็วลงก่อนจะเลี้ยวเข้าจอดในที่จอดรถส่วนบุคคลของร้านอาหารป่าสไตล์โฮมเมดที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติฝีมือแม่ครัวรุ่นเก๋า"ถึงแล้วครับ ร้านนี้คุณแม่คุณน่าจะชอบ ปลาคังลวกจิ้มกับแกงส้มชะอมกุ้งที่นี่เด็ดมาก"เขากล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงตามปกติพลางดับเครื่องยนต์ แต่เนียนอันยังคงนั่งนิ่ง ความเงียบภายในรถที่ไร้เสียงเครื่องยนต์กลับมาย้ำเตือนถึงความอึดอัดในใจเธออีกครั้ง มู่เฉินที่กำลังจะเปิดประตูรถชะงักไป เขาหันกลับมามองหญิงสาวข้างกายอย่างเต็มตา"อันอัน... คุณดูไม่โอเคเลย" เขาปล่อยมือจากที่เปิดประตูแล้วขยับตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย "ถ้าคุณนายเจียงพูดอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจ บอกผมตรงๆ ได้ไหมครับ? อย่าเก็บไว้คนเดียวเลย"เนียนอันหันไปสบตากับเขา แววตาของมู่เฉินในยามนี้ดูใสซื่อและเต็มไปด้วยความกังวลจนเธอเริ่มสับสน หรือเธอจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป? หรือความจริงแล้วเขาเองก็เป็นเพียง 'เบี้ย' ตัวหนึ่งในเกมของผู้ทรงอิทธิพลเหมือนกัน?"มู่เฉิน... คุณทำงานให้ตระกูลเจียงมานานแค่ไหนแล้วคะ?" เธอถามออกไปในที่
เนียนอันนั่งอยู่ในห้องรับรองนั้นเพียงลำพังอีกราวสิบนาที สายตาของเธอทอดนิ่งอยู่กับถ้วยน้ำชาที่กรุ่นไอจางๆ ประโยคสุดท้ายของคุณนายเจียงยังคงดังก้องอยู่ในมโนสำนึกราวกับแผ่นเสียงที่ตกร่อง'ถ้าวันไหนเขาทำตัวไม่ดี บอกฉันได้นะ จะจัดการให้เอง'คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันโดยอัตโนมัติ คำพูดนั้นมันฟังดูสนิทสนมเกินกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง 'เจ้าของบริษัท' กับ 'พนักงาน' มันมีร่องรอยของความเอ็นดู ความถือตนว่าเป็นเจ้าของชีวิต และความกุมอำนาจเหนือกว่าอย่างเด่นชัดเนียนอันลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือ เดินออกจากห้องรับรองผ่านโถงคาเฟ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยตามนิสัย แต่สมองกลับทำงานอย่างหนักเพื่อประมวลผลชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายเลขาฯ ที่มารับเธอสวมสูทสั่งตัดที่มีตราสัญลักษณ์ของบริษัทใหญ่องค์กรที่กุมเศรษฐกิจเกือบครึ่งของเมืองนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ ท่าทีของคุณนายเจียงตอนที่เธอเอ่ยคำว่า 'พนักงานขับรถ' ออกไปมันไม่ใช่การเหยียดหยาม... แต่มันคือแววตาที่เหมือนเห็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก แววตาของผู้ใหญ่ที่กำลังมองดูเด็กเล่นขายของเนียนอันหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูทางเข้า กระแสลมเย็นปะทะใบหน้าช่วยให
เช้าวันถัดมาเนียนอันตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด แม้จะยังมึนงงกับเรื่อง "บริษัทปิดปรับปรุง" แต่เธอก็ถือโอกาสนี้เดินทางไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลแต่เช้า หลังจากที่เจียงมู่เฉินอาสามาส่งถึงที่ ก่อนจะขับรถออกไปณ โถงทางเดินหน้าห้องพักฟื้นเนียนอันพูดคุยกับคุณหมอเรื่องอาการของพ่ออยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีเธอจึงเดินออกมาเพื่อหาซื้อน้ำดื่ม ทว่าสายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นสตรีวัยกลางคนในชุดสูทสีงาช้างดูสง่างามยืนอยู่สุดทางเดิน อีกฝ่ายสวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมและมีท่าทีที่ดู "สูงส่ง" จนผิดที่ผิดทางกับโรงพยาบาลรัฐแห่งนี้เนียนอันขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความคุ้นหน้า แต่พอกระพริบตาอีกที ผู้หญิงคนนั้นก็เดินหายเข้าไปในลิฟต์เสียแล้ว"คงตาฝาดไปเองมั้ง..." เธอพึมพำกับตัวเองเมื่อก้าวพ้นประตูโรงพยาบาลเพื่อจะกลับบ้าน ชายชุดสูทท่าทางเคร่งขรึมคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางเธอไว้ เนียนอันชะงักพลางกระชับกระเป๋าสะพายแน่นด้วยความระแวดระวัง"คุณสวีเนียนอันใช่ไหมครับ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เย็นชา"ใช่ค่ะ... คุณเป็นใครคะ?""เจ้านายของผมต้องการพบคุณครับ ท่านรออยู่ที่ร้านน้ำชาใกล้ๆ นี้ โปรดตามผ
ระหว่างกำลังทำวงล้อสุ่ม เฉิงอวี่โจวขยับปกเสื้อสูทให้เข้าที่ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางที่พยายามเลียนแบบนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จในหนังฮอลลีวูดสายตาของเขาจับจ้องไปที่สวีเนียนอันอย่างไม่ลดละ ราวกับว่าคำชื่นชมจากคนอื่นเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา และเขากำลังรอคอยให้ "รางวัลใหญ่" อย่างเธอหันมาสบ
เข้ามาในร้านอาหารมองเห็นวิวรถวิ่งข้างถนน แต่เงียบเพราะแผ่นกันเสียง ในห้องอาหารตกแต่งด้วยไฟสลัว ทำให้ดูมืดนิดหน่อย กลับทำให้มองเห็นสิ่งที่อยากมองได้ชัดเจนบรรยากาศมีความเป็นส่วนตัว ห้องอาหารถูกแบ่งเป็นห้องพิเศษ พวกเขาจองไว้คือห้องที่ดีที่สุดของย่านนี้ เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องเป็นจางเย่วที่ก้าวขาเข
บ้านของเธอตั้งอยู่ในซอยแคบ ๆ เป็นตึกแถวสูงสองสามชั้นเรียงรายกันไป เมื่อเดินแยกออกมาจากถนนใหญ่ได้ราวร้อยเมตร ภาพความทรงจำเก่า ๆ ก็เริ่มผุดย้อนกลับมาในหัวเธอเติบโตมาด้วยความรัก เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ทว่าในชาติก่อน... วันที่พวกท่านจากไป ครอบครัวฝ่ายสามีกลับไม่ยอมให้เธอมาดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้า
"คนเราจะหลงรักตัวเองได้มากขนาดไหนกันนะ?"สวีเนียนอัน จ้องมองเงาสะท้อนในกระจกพลางยกยิ้มอย่างพึงใจ ดวงตาคู่งามฉายแววหยาดเยิ้มราวกับเธอกำลังตกหลุมรักผู้หญิงที่อยู่ในนั้นเสียเต็มประดา มือเรียวแตะไล่ไปตามโครงหน้าที่พระเจ้าบรรจงสร้าง"ทั้งสวย ทั้งหุ่นดีขนาดนี้... ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นมันตาถั่วเองที่ไม่รักษา