ログインสวีเนียนอัน หญิงสาวอายุ 35 ปี เกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ทำให้ย้อนเวลากลับมาตอนอายุ 25 หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ช่วงที่กำลังหางาน ราวกับว่าสวรรค์เห็นใจให้เธอย้อนเวลา เพราะชาติก่อนชีวิตแต่งงานของเธอไม่ราบรื่น เธอเป็นแม่บ้านรับใช้ครอบครัวสามี ถูกกดขี่ข่มเหง แถมเอาเมียน้อยเข้าบ้าน เธอพูดอะไรไม่ได้ มีแต่ต้องทน พ่อแม่สามีดุด่าทุกวัน สามีที่เธอว่าดีนักหนา ไม่เคยสนใจเธอราวกับเห็นเธอเป็นแค่คนรับใช้ เธอทนมาหลายปีจนสุดท้ายก็เลือกหย่ากับเขา ทว่าความบังเอิญหรือมีคนจงใจ ตอนที่ขับรถไปสำนักงาน มีรถบรรทุกคันหนึ่งพุ่งชน ระหว่างที่สติเลือนราง เธอได้ยินเสียงของสามีเลว กับเมียน้อยใจอำมหิต พวกเขาพูดถึงเงินประกันของเธอ ทุกอย่างชัดเจนแล้ว เงินประกันเกือบล้าน พวกเขาสนใจมันจริง ๆ ตลอดเวลาที่ทำประกันต่อให้เธอไม่สบายหนัก พวกเขาก็ไม่พาไปรักษา ให้ฉันอดทนกับความเจ็บป่วย เพื่อรับเงินให้เยอะ สวี่เนียนอันกัดฟันแน่น เล็บแข็งจิกลงไปในอุ้งมือ เธอสาบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอโอกาสอีกครั้ง เธออยากเลือกใหม่
もっと見るแสงสลัวรอดผ่านม่านตาของหญิงสาวใบหน้าหยาบกร้าน ริ้วรอยตีนกาเด่นชัด มีกระฝ้าบริเวณแก้มแดง แม้โครงหน้าพื้นฐานจะเป็นคนสวย แต่ไม่รักษาผิวมานานหลายปี ใบหน้างดงามจึงเป็นสภาพนี้
เธอสวมชุดเสื้อลายดอกไม้เล็ก ๆ กับกางเกงผ้านุ่มข้าใหญ่ ผมรวบขึ้นแบบง่าย ๆ ดูเหมือนผู้หญิงวัยสี่สิบทั้งที่เธออายุแค่ 35 ปี สวี่เนียนอันคือชื่อของเธอ เมื่อลืมตาตื่นอีกครั้งราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง เหมือนความฝันคืนหนึ่งของทุกคืน ดวงตาของเธอจับจ้องเงาสลัวของสตรีสวมชุดโบราณสีขาว ใบหน้าเป็นเงาสลัวจากแสงไฟด้านหลัง หูของเธอไม่มีเสียงดังผ่านเข้ามา แม้เธอจะยืนนิ่ง แต่ความรู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ในน้ำ ไม่รู้สึกถึงสัมผัสอื่น ๆ ฉัน...ถูกรถชนไม่ใช่เหรอ และ พวกเขายังไม่ยื่นมือเข้าช่วย อวี่โจว ความรักของฉันมีให้เขา ยอมลำบากใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านรับใช้พวกเขา ไม่คิดว่าผลสุดท้ายจะตายแบบนี้ ดวงตาของสตรีชุดขาวเบิกมองตรงมาที่เธอ ความคิดในหัวหายไปจนหมด "สวีเนียนอัน ชีวิตอาภัพตั้งแต่เด็ก เติบโตมาถูกครอบครัวสามีรังแกจนถึงขั้นเสียชีวิต เห็นแกที่เจ้าทำความดีไว้เยอะข้าจะให้โอกาสเจ้า อยากกลับไปเลือกใหม่หรือไม่" เสียงกังวานราวกับบทสวด น้ำเสียงดูไร้อารมณ์ แต่รู้สึกอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ประโยคนั้นชัดเจนจนจับใจความได้ เธอเบิกตากว้างเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง "ข้าน้อยอยากกลับไปเลือกใหม่ค่ะ ท่านผู้สูงส่งช่วยกรุณาด้วยเถิด" น้ำเสียงสั่นเครืออาบไปด้วยความรู้สึกอัดอั้น เหมือนความรู้สึกที่ผ่านมาไหลซึมออกจากร่างกายของเธอ "ได้...แต่มีเงื่อนไขว่าข้าจะลบความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สำคัญของโลกมนุษย์ เพื่อไม่ให้โลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เจ้าจะกลายเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง รู้แค่เพียงว่า ชายคนนั้นคือใคร ทำร้ายเจ้าอย่างไร สิ่งอื่นจะไม่สามารถจดจำได้ เจ้า...ยังจะเลือกหรือไม่" "ข้าน้อยเลือกค่ะ" ความทรงจำพวกนั้นนับว่าเป็นประสบการณ์ชีวิต ถ้าเอามาใช้ในอดีตก็ทำให้เธอกลายเป็นคนรวยได้ ข้อมูลทางเศรษฐกิจพวกนั้นที่มีค่ามหาศาล แม้จะมีค่าแต่เธอขอเลือกเป็นคนที่ไม่รู้ เพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุข "ได้...เมื่อเลือกแล้วจงหลับตาลง ทำใจให้ผ่อนคลายเสียเถิด" เปลือกตาของเธอปิดลงช้า ๆ แสงสว่างสุดท้ายหายไป ในหัวของเธอเบาหวิว ราวกับห้องที่เต็มไปด้วยขยะถูกทำความสะอาดเอี่ยมอ่อง เหลือเพียงความทรงจำของสามีเก่าที่เลือนราง สัมผัสทั้งห้าค่อย ๆ ฟื้นตัวเธอรับรู้ถึงอากาศหนาว และ ความอบอุ่นของผ้าห่ม ได้ยินเสียงรอบ ๆ ของเขตหมู่บ้านที่เคยอยู่ น้ำตาของเธอไหลออกมา ตอนนั้นชีวิตเธอมีความสุขมาก เรียนดีในระดับหนึ่ง ยังสาวยังสวย สดใสร่าเริง ครอบครัวไม่ขัดสนพอมีกินมีใช้ ทุกอย่างเหมือนอยู่บนสวรรค์ เธอขยับเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแรกที่ผ่านเข้ามาคือแสงที่รอดผ่านม่านหน้าต่าง เพดานห้องที่คุ้นเคย และ เสียงทะเลาะกันของลุงกับป้าข้างบ้าน ที่ยังคงกัดกันเหมือนเดิม กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูกนั่นคงเป็นกับข้าวที่แม่ของเธอกำลังทำ สวีเนียนฉันลุกขึ้นช้า ๆ ไม่รู้สึกปวดหลังอีกแล้ว ขาสองข้างของเธอเดินสะดวก มือเล็กสัมผัสใบหน้าเบา ๆ มันนุ่มนิ่มมาก เธอรักษาผิวได้ดี "ฮึก...ฮือ...ขอบคุณค่ะที่ให้โอกาสอีกครั้ง" ไหล่บางสั่นไหว เสียงสะอื้นดังขึ้น พร้อมน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม จุกอกจนไม่อาจพูดคำไหนมาบรรยายได้อีก ดวงตาคู่สวยทอประกายเหมือนดวงดาว ต่างจากชีวิตของเธอในวัย 35 ตอนนั้นมีแต่ความสิ้นหวัง ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ผ่านมาเธอเหมือนตกนรกทั้งเป็น และ ต่อไปนี้เธอจะไม่ตกหลุมพรางอีกแล้ว พื้นฐานเธอเป็นคนสวยหุ่นเพรียวบาง ใบหน้าได้รูปมีแก้มให้จับ ดวงตาสดใสคิ้วโค้งเงา รับกับจมูกโด่งพอประมาณ ริมฝีปากอวบอิ่มสวยได้รูป ผิวเนียนผ่อง ทุกอย่างคือผลของการดูแลสุขภาพของเธอ เธอสวมชุดนอนแขนยาวมีรูปการ์ตูนตัวเล็กที่อกซ้าย กับกางเกงขายาว ริมฝีปากยกขึ้น มือเล็กปาดน้ำตาอย่างเบา ๆ ต่อไปนี้เธอจะยิ้ม ให้มีความสุข ขาเรียวก้าวเท้าลงจากเตียงบิดประตูออกไปเพื่อพบกับคนที่ไม่ได้เจอนานแล้ว ห้องโถงขนาดเล็กของอพาร์ตเมนต์ มีโต๊ะอาหารกับข้าวของแออัด เธอเร่งฝีเท้าตรงไปหาหญิงวัยสี่สิบกว่า รูปร่างสมส่วน สวมผ้ากันเปื้อนเอาไว้อยู่ มือเล็กสวมกอดจากด้านหลังราวกับความอบอุ่นของร่างกายแม่ถูกเธอดูดซับออกมา อบอุ่นจนเธอน้ำตาไหลอีกครั้ง กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ เป็นเอกลักษณ์ของแม่เธอยังอยู่ "แม่ค่ะ...คิดถึงจังเลย" "เป็นอะไร...ทำไมทำตัวแปลกวันนี้ล่ะ" เสียงนุ่มนวลกับรอยยิ้มนั้น เธอไม่เคยลืม "เปล่าค่ะ...แค่ฝันร้าย ฝันคืนหนึ่งเท่านั้น" สวี่เนียนอันกอดแม่อยู่อย่างนั้นเกือบห้านาที ก่อนที่เธอจะคลายมือออกจากเอวของแม่ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนสองแก้ม "ให้หนูช่วยไหมคะ..." "ไม่ต้อง...ไปนั่งกินข้าวเลย วันนี้มีสัมภาษณ์งานไม่ใช่เหรอ จะสายเอานะ" "สัมภาษณ์งาน...นั้นสิ ลืมสนิทเลย แฮะ ๆ" เธอหอมแก้มของแม่ฟอดหนึ่ง แล้วหันมาสนใจอาหารบนโต๊ะไม้อัดสีขาว อาหารสามสี่อย่างกลิ่นหอมลอยมา เธอตักข้าวขาวหอมฟุ้ง นั่งลงช้า ๆ เหมือนทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน จะเกิดอะไรขึ้นนะถ้าตื่นมาแล้วเธอนอนอยู่โรงพยาบาล หรือกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน รอยมทูตมารับไป แต่เมื่ออาหารเข้าปากทันทีที่สัมผัสกับต่อมรับรส ดวงตาของเธอเบิกกว้าง เคี้ยวกับข้าวอย่างอร่อย ความเค็มกำลังดี หวานนิดหน่อย รสเผ็ดร้อนถึงใจ ทำเอาร่างกายร้อนนิด ๆ พอให้หายหนาวขึ้นมา "ไม่ใช่ฝัน...เป็นความจริง ฉันกลับมาแล้ว" เธอยิ้มแก้มปริ "ว่าอะไรนะ...แม่ได้ยินไม่ชัด" "อร่อยมากเลยค่ะ..." ถ้าเป็นผีเธอคงจะเป็นผีอดอยาก อาหารตรงหน้าหายวับไปกับตา แต่แม่ที่เห็นแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง ปกติลูกสาวกินน้อยมาก ด้วยค่านิยมของวัยรุ่นยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก "พ่อ...ไปทำงานแต่เช้าหรอค่ะ" "ใช่...พ่อเราออกไปเปิดร้านแต่เช้า เดี๋ยวตอนบ่ายก็คงกลับมา" "อิ่มแล้ว...หนูไปอาบน้ำก่อนนะ วันนี้ต้องได้งานดี ๆ ขอบคุณค่ะ" เธอยิ้มกว้างอีกครั้ง "รีบไปอาบน้ำ ผู้ใหญ่ไม่ชอบคนมาสายนะ" "ค่ะ...แม่" เธอจำได้ว่าวันนี้ไปสัมภาษณ์งานหลายที่มาก ด้วยความฝันแยากทำงานในบริษัทใหญ่ และ ไม่มีใครรับเธอเข้าทำงาน ตอนนี้เป็นเวลาเดียวกันที่เธอได้รู้จักรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ในคืนนัดบอด "ฉันควรจะไปนัดบอดดีไหม หรือไม่ควรไปเจอจะดีกว่า แต่เรื่องงานทำไมถึงไม่มีคนรับ เพราะจากประสบการณ์หรือเปล่านะ แต่เพื่อนคนอื่นก็ได้งานกันหมด" เธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับหุ้น หรือเหรียญพวกนั้น แม้แต่เรื่องธุรกิจหรือความทรงจำส่วนใหญ่ก็หายไป เธอลองปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด จึงสรุปว่าทุกอย่างต้องเกี่ยวกับการนัดบอดแบบกลุ่มแน่ ๆ "ยังไงก็ต้องไปให้ได้...เพื่ออนาคตของฉัน"ภายในร้านเนื้อย่างระดับพรีเมียม บรรยากาศหรูหรานั้นแผ่ซ่านจนทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเกร็งตั้งแต่ก้าวแรก พื้นหินอ่อนสีดำขลับสะท้อนแสงจากโคมไฟระย้าสีทองจนดูระยิบระยับราวกับดวงดาว กลิ่นหอมมันของเนื้อวากิวที่หยดลงบนเตาถ่านลอยคลุ้ง ปะปนกับกลิ่นอายจาง ๆ ของไวน์ราคาแพง อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความ “ไฮคลาส” ที่นิยามคำว่าความมั่งคั่งได้อย่างชัดเจนพนักงานในทีม Smart City หลายคนตื่นตาตื่นใจจนเก็บอาการไม่อยู่“ร้านนี้สวยกว่าที่เห็นในรีวิวอีกนะเนี่ย...”“ได้ข่าวว่าต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนเลยนะ แถมเงินในบัญชีต้องถึงด้วย”“เหมือนหลุดเข้ามาในโลกของพวกมหาเศรษฐีเลยอะแก”เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่พนักงานสาวหลายคนแอบยกมือถือขึ้นมาหามุมถ่ายรูปเพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ของตัวเอง ทว่าไม่นานนัก สายตาทุกคู่ก็พลันหันไปทางประตูเป็นจุดเดียวสวีเนียนอัน เดินเข้ามาในชุดเดรสสีอ่อนที่เรียบง่ายแต่ดูสูงค่า ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาผู้คนไว้กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเข้มข้างกายเธอเจียงมู่เฉินเพียงแค่เขาก้าวเข้ามา รัศมีบางอย่างรอบตัวเขาก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่วงท่าการเดินที่สงบนิ่งและมั่นคง ผิดกับสายตาเร
หลังจากเนียนอันกลับมานั่งประจำที่ได้ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนจากระบบภายในบริษัทก็ดังขึ้นเบาๆ[คุณถูกเพิ่มเข้าสู่กลุ่มโครงการ Smart City]ทันทีที่กดเข้าไป รายชื่อสมาชิกทีมก็ปรากฏหราเต็มหน้าจอ ทว่ายังไม่ทันได้ไล่ดูชื่อใคร ข้อความใหม่จากหัวหน้าทีมก็เด้งขึ้นมาเป็นคนแรก[โจวอวี่เผิง]: ทุกคนทำงานหนักช่วงนี้หน่อยนะครับ โปรเจกต์นี้สำคัญกับแผนกเรามากข้อความนั้นดูเป็นทางการและปกติทุกอย่าง แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา หน้าต่างแชทส่วนตัวจากเขาก็เด้งขึ้นมาซ้อนอีกใบ[โจวอวี่เผิง]: ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ทักมาถามผมได้ตลอดนะ... ผมจะช่วยดูให้เป็นพิเศษเนียนอันจ้องมองคำว่า "เป็นพิเศษ" อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับสั้นๆ ตามมารยาท เธอพยายามจะไม่คิดอะไรมากไปกว่าเรื่องงาน แต่แล้วเสียงซุบซิบเบาๆ ราวกับยุงบินจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท“เห็นไหมล่ะ...”“เริ่มอีกแล้วสินะ”พนักงานหญิงสองคนสบตากันอย่างมีเล่ห์นัยก่อนจะรีบหลบตาเมื่อเนียนอันเงยหน้าขึ้น หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้นช่วงเย็นแสงไฟในออฟฟิศเริ่มทยอยดับลงตามพนักงานที่ลากลับบ้าน จะเหลือก็
ภายในห้องทำงานของผู้อำนวยการแผนก ความเงียบเข้าปกคลุมจนผิดปกติ ไร้ซึ้งเสียงรัวแป้นพิมพ์หรือสัญญาณโทรศัพท์ที่ควรจะเป็น มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้จางหรูเหวิน ผู้อำนวยการหญิงวัยสามสิบห้า วางปากกาลงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเนียนอันด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา"คุณพอจะรู้เหตุผลที่ฉันเรียกคุณมาไหม?""เรื่องปรับลดเงินเดือนของทีมค่ะ" เนียนอันตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา "ฉันอยากชี้แจงว่า...""ไม่ใช่เรื่องนั้น" จางหรูเหวินตัดบทสั้นเรียบ เธอลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ ทอดสายตามองออกไปด้านนอกพลางหันหลังให้คู่สนทนา "ฉันแค่เกรงว่าคุณจะมี 'คนรู้จัก' อยู่ในบริษัทแม่หรือเปล่า"เนียนอันชะงักไปครู่หนึ่ง "ไม่ค่ะ""แน่ใจนะ?""แน่ใจค่ะ ฉันเพิ่งเริ่มงานได้ไม่นาน จะไปมีสายสัมพันธ์กับคนระดับนั้นได้อย่างไร"จางหรูเหวินหมุนตัวกลับมา มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูประหลาดพิกล มันไม่ใช่การเหยียดหยัน แต่คล้ายกับรอยยิ้มของคนที่กำลังเฝ้ามองละครตลกบทหนึ่งอย่างใจเย็น"คำสั่งหักเงินเดือนทีมเราส่งตรงลงมาจาก 'ชั้นบนสุด' ค่ะ... ไม่ผ่านมือผู้จัดการกลาง ไม่ผ่านฝ่ายบุคคล"
รถเลี้ยวเข้าสู่โซนร้านอาหารชื่อดังแถบชานเมือง บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นต้นไม้ร่มรื่น มู่เฉินค่อยๆ ลดความเร็วลงก่อนจะเลี้ยวเข้าจอดในที่จอดรถส่วนบุคคลของร้านอาหารป่าสไตล์โฮมเมดที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติฝีมือแม่ครัวรุ่นเก๋า"ถึงแล้วครับ ร้านนี้คุณแม่คุณน่าจะชอบ ปลาคังลวกจิ้มกับแกงส้มชะอมกุ้งที่นี่เด็ดมาก"เขากล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงตามปกติพลางดับเครื่องยนต์ แต่เนียนอันยังคงนั่งนิ่ง ความเงียบภายในรถที่ไร้เสียงเครื่องยนต์กลับมาย้ำเตือนถึงความอึดอัดในใจเธออีกครั้ง มู่เฉินที่กำลังจะเปิดประตูรถชะงักไป เขาหันกลับมามองหญิงสาวข้างกายอย่างเต็มตา"อันอัน... คุณดูไม่โอเคเลย" เขาปล่อยมือจากที่เปิดประตูแล้วขยับตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย "ถ้าคุณนายเจียงพูดอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจ บอกผมตรงๆ ได้ไหมครับ? อย่าเก็บไว้คนเดียวเลย"เนียนอันหันไปสบตากับเขา แววตาของมู่เฉินในยามนี้ดูใสซื่อและเต็มไปด้วยความกังวลจนเธอเริ่มสับสน หรือเธอจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป? หรือความจริงแล้วเขาเองก็เป็นเพียง 'เบี้ย' ตัวหนึ่งในเกมของผู้ทรงอิทธิพลเหมือนกัน?"มู่เฉิน... คุณทำงานให้ตระกูลเจียงมานานแค่ไหนแล้วคะ?" เธอถามออกไปในที่
เนียนอันนั่งอยู่ในห้องรับรองนั้นเพียงลำพังอีกราวสิบนาที สายตาของเธอทอดนิ่งอยู่กับถ้วยน้ำชาที่กรุ่นไอจางๆ ประโยคสุดท้ายของคุณนายเจียงยังคงดังก้องอยู่ในมโนสำนึกราวกับแผ่นเสียงที่ตกร่อง'ถ้าวันไหนเขาทำตัวไม่ดี บอกฉันได้นะ จะจัดการให้เอง'คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันโดยอัตโนมัติ คำพูดนั้นมันฟังดูสนิทส
เสียงล้อรถที่บดไปบนถนนเลียบมอเตอร์เวย์แว่วผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาเพียงแผ่วเบา ทว่าเสียงในหัวของ สวีเนียนอัน กลับอื้ออึงวุ่นวายจนกลบทุกสรรพสิ่ง"ดื่มเยอะไปนิดหน่อย..." ประโยคของแม่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด ฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดา แต่เธอรู้จักพ่อดี พ่อไม่เคยดื่มจนต้องหามส่งโรงพยาบาล... ไม่เคยเลยส
สวีเนียนอันฝืนยิ้มบาง ๆ ขณะนั่งอยู่ต่อหน้าผู้จัดการจ้าวลู่ถิง แม้อีกฝ่ายจะพยายามรักษาท่าทีสุภาพ แต่สายตาที่กวาดมองมาราวกับกำลังประเมิน "สินค้า" ชิ้นหนึ่งนั้น กลับทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง"คุณสวีรับเครื่องดื่มอะไรดีครับ? กาแฟ หรือไวน์ดี?" จ้าวลู่ถิงถามพลางระบายยิ้ม"กาแฟก็พอค่ะ ขอบคุณนะคะ
อันอันลืมตาขึ้นในอ้อมกอดของเจียงมู่เฉินที่ยังคงอบอุ่นไม่เปลี่ยน ความรู้สึกเชื่อมั่นเปี่ยมล้นอยู่ในอก เธอรีบลุกขึ้นแต่งกายด้วยชุดสูทที่ดูเป็นมืออาชีพที่สุด ตรวจเช็กบุคลิกหน้ากระจกจนมั่นใจว่า "ความสมบูรณ์แบบ" คือคำนิยามของเธอในวันนี้"สู้ ๆ นะครับ ผมจะรอฟังข่าวดี" เจียงมู่เฉินจุมพิตที่หน้าผากเธอเบา





