LOGINระหว่างกำลังทำวงล้อสุ่ม เฉิงอวี่โจวขยับปกเสื้อสูทให้เข้าที่ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางที่พยายามเลียนแบบนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จในหนังฮอลลีวูด
สายตาของเขาจับจ้องไปที่สวีเนียนอันอย่างไม่ลดละ ราวกับว่าคำชื่นชมจากคนอื่นเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา และเขากำลังรอคอยให้ "รางวัลใหญ่" อย่างเธอหันมาสบตาเขาเพียงคนเดียว "จริง ๆ การบริหารโรงแรมระดับประเทศมันไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรอกครับ" เฉิงอวี่โจวโพล่งขึ้นมาขัดจังหวะการแนะนำตัวของคนอื่น เขายกไวน์ขึ้นจิบช้า ๆ ท่าทางวางมาด "มันคือเรื่องของ Vision... อย่างเนียนอันเรียนการตลาดมาใช่ไหม? น่าเสียดายนะ คนสวยๆ โปรไฟล์ดีแบบคุณ ถ้ามาช่วยผมดูเรื่องภาพลักษณ์องค์กร หรือมาเป็นเลขาส่วนตัวข้างกายผม งานมันจะเดินไวขึ้นเยอะเลยล่ะ" เขาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่คิดว่าเซ็กซี่ที่สุด พลางขยิบตาให้เธออย่างถือวิสาสะ "อ้อ... แล้วที่ผมนั่งตรงนี้ เพราะผมเลือกแล้วว่าวิวมันดีที่สุด" เขาสำรวจมองเรือนร่างของเธอผ่านแสงไฟสลัวในห้อง "ไม่ใช่แค่วิวถนนข้างนอกนะ... แต่หมายถึงวิวตรงหน้าผมด้วย" เพื่อนๆ ในโต๊ะต่างพากันโห่ร้องแซวด้วยความอิจฉา จางเย่วถึงกับสะกิดแขนเนียนอันยิ้มๆ ราวกับจะบอกว่า 'โอกาสทองมาถึงแล้วนะ' แต่สวีเนียนอันกลับรู้สึกคลื่นเหียนจนแทบจะทนไม่ไหว ข้อมูลในหัวของเธอฉายภาพความจริงที่อยู่เบื้องหลังความโอหังนี้ โรงแรมที่เขามักอ้างว่ามีสาขาทั่วประเทศ แท้จริงก็แค่โฮสเทลอัปเกรดที่ติดหนี้ธนาคารจนตัวเลขเป็นสีแดงเถือก เธอกระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เฉิงอวี่โจวเข้าใจผิดว่าเธอเริ่ม "เคลิ้ม" แต่ความจริงมันคือรอยยิ้มเย้ยหยัน "ขอบคุณที่ยื่นโอกาสดี ๆ ให้ แต่ฉันคงรับไส้ไม่ได้ เพราะไม่ชอบเป็นเลขา" เนียนอันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเย็นเยียบ บรรยากาศบนโต๊ะเงียบกริบลงทันที เฉิงอวี่โจวหน้าเสียไปวูบหนึ่งก่อนจะฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน "ฮะ ๆ น้องเรียนอันมีความทะเยอทะยานสูงจังเลยนะครับ แต่ยุคนี้หางานยาก รีบคว้าโอกาสไว้ดีกว่า" เขาพยายามกู้หน้าด้วยการอวดฉลาดต่อ เขาพูดพลางยื่นมือหนาข้ามโต๊ะมาหมายจะกุมมือเล็กของเธอ แต่เนียนอันไหวตัวทัน เธอยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบในจังหวะเดียวกันพอดี ทำให้มือของเขาคว้างอยู่กลางอากาศอย่างหน้าไม่อาย ความเงียบปกคลุมห้องอาหารหรูขึ้นมาทันที เพื่อนร่วมโต๊ะต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ขณะที่เฉิงอวี่โจวหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธจัดที่ถูกหักหน้าต่อหน้าผู้คน แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พ่นคำพูดโอ้อวดอะไรออกมาอีก ประตูห้องพิเศษก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง... “ขอโทษที่มาสายครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กังวานพอยกห้องให้เงียบกริบลงได้ในทันที ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงสง่ากว่า 190 เซนติเมตร ก้าวเข้ามาในห้องชุดเชิ้ตสีขาวเรียบ พับแขนขึ้นลวก ๆ เผยให้เห็นลำแขนแกร่งและเส้นเลือดที่พาดผ่านผิวเนื้ออย่างคนสุขภาพดี แม้บนตัวเขาจะไม่มีเครื่องประดับแบรนด์หรูแม้แต่ชิ้นเดียว แต่มันกลับขับเน้นให้ใบหน้าคมเข้มและจมูกโด่งเป็นสันนั้นดูสง่างามราวกับรูปสลักที่ไม่ได้พึ่งพาสิ่งปรุงแต่ง เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามกับ สวีเนียนอัน ทันทีที่สบตากันโดยบังเอิญ หัวใจของหญิงสาวก็กระตุกวูบ เธอจำนัยน์ตาคู่นี้ได้... เขาคือคนที่ยื่นมือมารับร่างเธอไว้ตอนที่เกือบจะสะดุดล้มหน้าคว่ำตรงทางเข้า “มาช้าจังเลยนะ หลงคิดว่าไม่กล้ามาซะแล้ว” เฉิงอวี่โจว เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันพลางกระตุกยิ้ม “นั่นสิ... สถานที่แบบนี้ คนระดับนายคงไม่คุ้นเคยเท่าไหร่หรอกมั้ง เทียบกับพี่เฉิงแล้ว นายมันคนละชั้น” เพื่อนอีกคนเสริมทัพด้วยสายตาดูแคลน ราวกับเจียงมู่เฉินเป็นเพียงส่วนเกินที่น่ารำคาญ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการกดขี่ เนียนอันกลับรู้สึกถึงความนิ่งสงบที่แผ่ออกมาจากชายตรงหน้า เธอตัดสินใจทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้น “จะไม่แนะนำตัวหน่อยเหรอคะ? ฉันสวีเนียนอันค่ะ ส่วนนี่เพื่อนฉัน จางเย่ว กับเฉินลู่” คำพูดของเธอเหมือนการสาดน้ำเย็นรดหน้าเฉิงอวี่โจว เขามองเธอด้วยสายตาคาดคั้น ไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดที่เธอมอบรอยยิ้มให้ ‘คนนอก’ อย่างเปิดเผย “ผม... เจียงมู่เฉิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เขายิ้มตอบเพียงบางเบา แต่มันกลับดูทรงพลังอย่างประหลาด “ยินดีเช่นกันค่ะ...” เนียนอันยิ้มเจื่อน ความจริงเธอต้องผูกมิตรกับทุกคนในงานนี้ เพราะลึก ๆ เธอยังระแวงว่าหนึ่งในคนพวกนี้อาจเป็นตัวการที่ทำให้เธอถูกปัดตกสัมภาษณ์งาน เฉิงอวี่โจวเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเริ่มขุดคุ้ยอดีตขึ้นมาประจาน “มู่เฉินเป็นเพื่อนผมเองครับ เรียนบริหารมาด้วยกัน เป็นรุ่นพี่พวกเธอสามปี... แต่ตอนเรียนน่ะ เขาลำบากน่าดูนะ ไม่มีเงินจนต้องอดมื้อกินมื้อทำงานพิเศษข้ามคืน ก็นะ... ค่าเทอมมหาวิทยาลัยเรามันสูงเกินเอื้อมสำหรับบางคน” ชายหนุ่มที่ถูกถมถุยด้วยคำพูดกลับยังคงนั่งหลังตรงอย่างสง่าผ่าเผย ราวกับคำดูถูกเหล่านั้นเป็นเพียงลมที่พัดผ่านไป ไม่ได้ระคายผิวเขาแม้แต่น้อย “นี่ยังหางานไม่ได้ใช่ไหมล่ะ? เอางี้สิ ลองขอร้องพี่เฉิงดู ตำแหน่ง รปภ. ในบริษัทเขาน่าจะยังว่างอยู่นะ เหมาะกับหุ่นนายดี” เสียงหัวเราะของเฉิงอวี่โจวและพรรคพวกดังลั่นห้อง ทว่าเจียงมู่เฉินกลับไม่วางสายตาไปจากใบหน้าหวานของเนียนอันเลยแม้แต่วินาทีเดียว สายตาของเขาเข้มข้นจนเธอเริ่มทำตัวไม่ถูก “เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว... มาเริ่มเกมกันเถอะ ให้พวกผู้หญิงเป็นคนจับฉลากเลือกคู่ นับเลขหนึ่งเริ่มจากพี่เฉิง วาสนาใครวาสนามันนะจ๊ะ” เนียนอันภาวนาในใจ ขอให้พระเจ้าอย่ากลั่นแกล้งให้เธอต้องไปตกอยู่ในมือของเฉิงอวี่โจวเลย เธอจึงรีบเสนอตัวเป็นคนแรกเพื่อเลี่ยงความวุ่นวาย “ฉันจะอ่านผลเอง!” ฉินซือหรุ่ย แทรกขึ้นมาพร้อมคว้ากล่องฉลากไปถือไว้ด้วยรอยยิ้มมั่นใจ สายตาที่เธอมองเฉิงอวี่โจวสื่อความหมายชัดเจนว่า เธอทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ ‘เบอร์หนึ่ง’ มาครอบครองภายในร้านเนื้อย่างระดับพรีเมียม บรรยากาศหรูหรานั้นแผ่ซ่านจนทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเกร็งตั้งแต่ก้าวแรก พื้นหินอ่อนสีดำขลับสะท้อนแสงจากโคมไฟระย้าสีทองจนดูระยิบระยับราวกับดวงดาว กลิ่นหอมมันของเนื้อวากิวที่หยดลงบนเตาถ่านลอยคลุ้ง ปะปนกับกลิ่นอายจาง ๆ ของไวน์ราคาแพง อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความ “ไฮคลาส” ที่นิยามคำว่าความมั่งคั่งได้อย่างชัดเจนพนักงานในทีม Smart City หลายคนตื่นตาตื่นใจจนเก็บอาการไม่อยู่“ร้านนี้สวยกว่าที่เห็นในรีวิวอีกนะเนี่ย...”“ได้ข่าวว่าต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนเลยนะ แถมเงินในบัญชีต้องถึงด้วย”“เหมือนหลุดเข้ามาในโลกของพวกมหาเศรษฐีเลยอะแก”เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่พนักงานสาวหลายคนแอบยกมือถือขึ้นมาหามุมถ่ายรูปเพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ของตัวเอง ทว่าไม่นานนัก สายตาทุกคู่ก็พลันหันไปทางประตูเป็นจุดเดียวสวีเนียนอัน เดินเข้ามาในชุดเดรสสีอ่อนที่เรียบง่ายแต่ดูสูงค่า ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาผู้คนไว้กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเข้มข้างกายเธอเจียงมู่เฉินเพียงแค่เขาก้าวเข้ามา รัศมีบางอย่างรอบตัวเขาก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่วงท่าการเดินที่สงบนิ่งและมั่นคง ผิดกับสายตาเร
หลังจากเนียนอันกลับมานั่งประจำที่ได้ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนจากระบบภายในบริษัทก็ดังขึ้นเบาๆ[คุณถูกเพิ่มเข้าสู่กลุ่มโครงการ Smart City]ทันทีที่กดเข้าไป รายชื่อสมาชิกทีมก็ปรากฏหราเต็มหน้าจอ ทว่ายังไม่ทันได้ไล่ดูชื่อใคร ข้อความใหม่จากหัวหน้าทีมก็เด้งขึ้นมาเป็นคนแรก[โจวอวี่เผิง]: ทุกคนทำงานหนักช่วงนี้หน่อยนะครับ โปรเจกต์นี้สำคัญกับแผนกเรามากข้อความนั้นดูเป็นทางการและปกติทุกอย่าง แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา หน้าต่างแชทส่วนตัวจากเขาก็เด้งขึ้นมาซ้อนอีกใบ[โจวอวี่เผิง]: ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ทักมาถามผมได้ตลอดนะ... ผมจะช่วยดูให้เป็นพิเศษเนียนอันจ้องมองคำว่า "เป็นพิเศษ" อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับสั้นๆ ตามมารยาท เธอพยายามจะไม่คิดอะไรมากไปกว่าเรื่องงาน แต่แล้วเสียงซุบซิบเบาๆ ราวกับยุงบินจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท“เห็นไหมล่ะ...”“เริ่มอีกแล้วสินะ”พนักงานหญิงสองคนสบตากันอย่างมีเล่ห์นัยก่อนจะรีบหลบตาเมื่อเนียนอันเงยหน้าขึ้น หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้นช่วงเย็นแสงไฟในออฟฟิศเริ่มทยอยดับลงตามพนักงานที่ลากลับบ้าน จะเหลือก็
ภายในห้องทำงานของผู้อำนวยการแผนก ความเงียบเข้าปกคลุมจนผิดปกติ ไร้ซึ้งเสียงรัวแป้นพิมพ์หรือสัญญาณโทรศัพท์ที่ควรจะเป็น มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้จางหรูเหวิน ผู้อำนวยการหญิงวัยสามสิบห้า วางปากกาลงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเนียนอันด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา"คุณพอจะรู้เหตุผลที่ฉันเรียกคุณมาไหม?""เรื่องปรับลดเงินเดือนของทีมค่ะ" เนียนอันตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา "ฉันอยากชี้แจงว่า...""ไม่ใช่เรื่องนั้น" จางหรูเหวินตัดบทสั้นเรียบ เธอลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ ทอดสายตามองออกไปด้านนอกพลางหันหลังให้คู่สนทนา "ฉันแค่เกรงว่าคุณจะมี 'คนรู้จัก' อยู่ในบริษัทแม่หรือเปล่า"เนียนอันชะงักไปครู่หนึ่ง "ไม่ค่ะ""แน่ใจนะ?""แน่ใจค่ะ ฉันเพิ่งเริ่มงานได้ไม่นาน จะไปมีสายสัมพันธ์กับคนระดับนั้นได้อย่างไร"จางหรูเหวินหมุนตัวกลับมา มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูประหลาดพิกล มันไม่ใช่การเหยียดหยัน แต่คล้ายกับรอยยิ้มของคนที่กำลังเฝ้ามองละครตลกบทหนึ่งอย่างใจเย็น"คำสั่งหักเงินเดือนทีมเราส่งตรงลงมาจาก 'ชั้นบนสุด' ค่ะ... ไม่ผ่านมือผู้จัดการกลาง ไม่ผ่านฝ่ายบุคคล"
รถเลี้ยวเข้าสู่โซนร้านอาหารชื่อดังแถบชานเมือง บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นต้นไม้ร่มรื่น มู่เฉินค่อยๆ ลดความเร็วลงก่อนจะเลี้ยวเข้าจอดในที่จอดรถส่วนบุคคลของร้านอาหารป่าสไตล์โฮมเมดที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติฝีมือแม่ครัวรุ่นเก๋า"ถึงแล้วครับ ร้านนี้คุณแม่คุณน่าจะชอบ ปลาคังลวกจิ้มกับแกงส้มชะอมกุ้งที่นี่เด็ดมาก"เขากล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงตามปกติพลางดับเครื่องยนต์ แต่เนียนอันยังคงนั่งนิ่ง ความเงียบภายในรถที่ไร้เสียงเครื่องยนต์กลับมาย้ำเตือนถึงความอึดอัดในใจเธออีกครั้ง มู่เฉินที่กำลังจะเปิดประตูรถชะงักไป เขาหันกลับมามองหญิงสาวข้างกายอย่างเต็มตา"อันอัน... คุณดูไม่โอเคเลย" เขาปล่อยมือจากที่เปิดประตูแล้วขยับตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย "ถ้าคุณนายเจียงพูดอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจ บอกผมตรงๆ ได้ไหมครับ? อย่าเก็บไว้คนเดียวเลย"เนียนอันหันไปสบตากับเขา แววตาของมู่เฉินในยามนี้ดูใสซื่อและเต็มไปด้วยความกังวลจนเธอเริ่มสับสน หรือเธอจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป? หรือความจริงแล้วเขาเองก็เป็นเพียง 'เบี้ย' ตัวหนึ่งในเกมของผู้ทรงอิทธิพลเหมือนกัน?"มู่เฉิน... คุณทำงานให้ตระกูลเจียงมานานแค่ไหนแล้วคะ?" เธอถามออกไปในที่
เนียนอันนั่งอยู่ในห้องรับรองนั้นเพียงลำพังอีกราวสิบนาที สายตาของเธอทอดนิ่งอยู่กับถ้วยน้ำชาที่กรุ่นไอจางๆ ประโยคสุดท้ายของคุณนายเจียงยังคงดังก้องอยู่ในมโนสำนึกราวกับแผ่นเสียงที่ตกร่อง'ถ้าวันไหนเขาทำตัวไม่ดี บอกฉันได้นะ จะจัดการให้เอง'คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันโดยอัตโนมัติ คำพูดนั้นมันฟังดูสนิทสนมเกินกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง 'เจ้าของบริษัท' กับ 'พนักงาน' มันมีร่องรอยของความเอ็นดู ความถือตนว่าเป็นเจ้าของชีวิต และความกุมอำนาจเหนือกว่าอย่างเด่นชัดเนียนอันลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือ เดินออกจากห้องรับรองผ่านโถงคาเฟ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยตามนิสัย แต่สมองกลับทำงานอย่างหนักเพื่อประมวลผลชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายเลขาฯ ที่มารับเธอสวมสูทสั่งตัดที่มีตราสัญลักษณ์ของบริษัทใหญ่องค์กรที่กุมเศรษฐกิจเกือบครึ่งของเมืองนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ ท่าทีของคุณนายเจียงตอนที่เธอเอ่ยคำว่า 'พนักงานขับรถ' ออกไปมันไม่ใช่การเหยียดหยาม... แต่มันคือแววตาที่เหมือนเห็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก แววตาของผู้ใหญ่ที่กำลังมองดูเด็กเล่นขายของเนียนอันหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูทางเข้า กระแสลมเย็นปะทะใบหน้าช่วยให
เช้าวันถัดมาเนียนอันตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด แม้จะยังมึนงงกับเรื่อง "บริษัทปิดปรับปรุง" แต่เธอก็ถือโอกาสนี้เดินทางไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลแต่เช้า หลังจากที่เจียงมู่เฉินอาสามาส่งถึงที่ ก่อนจะขับรถออกไปณ โถงทางเดินหน้าห้องพักฟื้นเนียนอันพูดคุยกับคุณหมอเรื่องอาการของพ่ออยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีเธอจึงเดินออกมาเพื่อหาซื้อน้ำดื่ม ทว่าสายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นสตรีวัยกลางคนในชุดสูทสีงาช้างดูสง่างามยืนอยู่สุดทางเดิน อีกฝ่ายสวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมและมีท่าทีที่ดู "สูงส่ง" จนผิดที่ผิดทางกับโรงพยาบาลรัฐแห่งนี้เนียนอันขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความคุ้นหน้า แต่พอกระพริบตาอีกที ผู้หญิงคนนั้นก็เดินหายเข้าไปในลิฟต์เสียแล้ว"คงตาฝาดไปเองมั้ง..." เธอพึมพำกับตัวเองเมื่อก้าวพ้นประตูโรงพยาบาลเพื่อจะกลับบ้าน ชายชุดสูทท่าทางเคร่งขรึมคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางเธอไว้ เนียนอันชะงักพลางกระชับกระเป๋าสะพายแน่นด้วยความระแวดระวัง"คุณสวีเนียนอันใช่ไหมครับ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เย็นชา"ใช่ค่ะ... คุณเป็นใครคะ?""เจ้านายของผมต้องการพบคุณครับ ท่านรออยู่ที่ร้านน้ำชาใกล้ๆ นี้ โปรดตามผ
เสียงกระดาษคลี่ออกดังแผ่วเบาแต่กลับก้องกังวานในความเงียบที่เต็มไปด้วยการลุ้นระทึก ฉินซือหรุ่ย ค่อยๆ คลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างผู้ชนะ“เบอร์หนึ่ง... คู่กับเฉิงอวี่โจวค่ะ!”เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นรอบโต๊ะ ซือหรุ่ยปรายตาไปทางเนียนอันด้วยแววตาสะใจ เธอจัดการเขย่ากล่องและ ‘จัดระเบียบ’ ตัวเลขไว้หมดแล้ว เพื่อ
เข้ามาในร้านอาหารมองเห็นวิวรถวิ่งข้างถนน แต่เงียบเพราะแผ่นกันเสียง ในห้องอาหารตกแต่งด้วยไฟสลัว ทำให้ดูมืดนิดหน่อย กลับทำให้มองเห็นสิ่งที่อยากมองได้ชัดเจนบรรยากาศมีความเป็นส่วนตัว ห้องอาหารถูกแบ่งเป็นห้องพิเศษ พวกเขาจองไว้คือห้องที่ดีที่สุดของย่านนี้ เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องเป็นจางเย่วที่ก้าวขาเข
บ้านของเธอตั้งอยู่ในซอยแคบ ๆ เป็นตึกแถวสูงสองสามชั้นเรียงรายกันไป เมื่อเดินแยกออกมาจากถนนใหญ่ได้ราวร้อยเมตร ภาพความทรงจำเก่า ๆ ก็เริ่มผุดย้อนกลับมาในหัวเธอเติบโตมาด้วยความรัก เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ทว่าในชาติก่อน... วันที่พวกท่านจากไป ครอบครัวฝ่ายสามีกลับไม่ยอมให้เธอมาดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้า
"คนเราจะหลงรักตัวเองได้มากขนาดไหนกันนะ?"สวีเนียนอัน จ้องมองเงาสะท้อนในกระจกพลางยกยิ้มอย่างพึงใจ ดวงตาคู่งามฉายแววหยาดเยิ้มราวกับเธอกำลังตกหลุมรักผู้หญิงที่อยู่ในนั้นเสียเต็มประดา มือเรียวแตะไล่ไปตามโครงหน้าที่พระเจ้าบรรจงสร้าง"ทั้งสวย ทั้งหุ่นดีขนาดนี้... ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นมันตาถั่วเองที่ไม่รักษา







