LOGINรุ่งเช้าวันใหม่ กัวหยุนจัดเตรียมข้าวของเพื่อนำไปขายให้พ่อค้าที่รออยู่ริมฝั่งทะเล หอยที่เก็บไว้ตั้งแต่เมื่อวานยังมีไม่มากนัก นางเดินตรงไปยังชายฝั่ง เพื่อจะนำหอยในตะกร้าเล็ก ๆ ไปขายที่ตลาด ซึ่งหนึ่งตะกร้านั้นแลกเงินได้เพียงราวสามร้อยเหวิน แม้จะเป็นเงินไม่มาก แต่ก็พอถูไถไปได้ในแต่ละวัน
หลังจากขายของจนหมด นางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของหมู่บ้าน สถานที่ที่ชาวเรือมักใช้เป็นที่พัก หากคิดจะหาตัวตงจวิน นั่นย่อมเป็นที่แรกที่ควรมองหา เพียงเหลือบสายตามองเข้าไป นางก็เห็นเขาทันที ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มทำให้สะดุดตาอย่างง่ายดาย “ตงจวิน!” กัวหยุนเปล่งเสียงเรียกด้วยน้ำเสียงชัดเจน เขาหันกลับมาอย่างรวดเร็ว พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้เรียกเป็นกัวหยุน ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทางสงสัย “ท่านเรียกข้าหรือ?” “ข้ามีเรื่องอยากคุย… ได้หรือไม่?” น้ำเสียงของนางแฝงแววกังวล แม้ลูกสาวจะยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ทว่านางก็ยังไม่แน่ใจว่าฝ่ายชายจะคิดเช่นไร ตงจวินกวาดตามองรอบด้าน เมื่อเห็นว่าแถวนั้นยังเงียบเชียบเพราะเป็นเวลาเช้า จึงพานางไปนั่งใต้ร่มไม้ริมทะเล “มีเรื่องใดกันหรือ?” เขาถามขึ้น สีหน้าแฝงความใคร่รู้ แม้ในใจก็พอคาดเดาได้อยู่บ้าง กัวหยุนสูดลมหายใจลึก ก่อนตัดสินใจเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “เรื่องเมื่อวาน… ข้าขอบใจเจ้ามาก แต่ในเมื่อชื่อเสียงของหลิวซินเสียหายแล้ว เจ้าก็ยังเป็นชายโสด ข้า…จึงอยากให้เจ้ารับนางเป็นภรรยา” คำพูดของนางพรั่งพรูออกมารวดเดียวจากความร้อนใจและห่วงใย “ข้า?” ตงจวินชี้ที่ตัวเองอย่างไม่แน่ใจ “แต่…ลูกสาวของท่านมิใช่ว่ามีใจให้ชายอื่นอยู่?” ภาพของหลิวซินที่เคยไปเฝ้าอยู่บ้านชายอีกคนยังติดตา จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ กัวหยุนส่ายหน้าเบา ๆ แววตาหนักแน่น “เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล แต่ก่อนนางอาจคิดน้อยไป… แต่ตอนนี้นางเปลี่ยนไปแล้ว นางบอกข้าว่า หากต้องแต่งกับเจ้า นางก็ไม่ขัดข้อง” รอยยิ้มบางคลี่ขึ้นบนใบหน้าเมื่อกล่าวจบ “นาง…ไม่โกรธข้าเลยหรือ? ถ้านางไม่โกธข้า ข้าก็ตกลง” เขาถามอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ “เปล่าเลย นางยังกล่าวขอบคุณเจ้าด้วยซ้ำ ในเมื่อเจ้าตกลงแล้ว ก็อย่าลืมให้แม่สื่อมาสู่ขอด้วยเล่า” กัวหยุนย้ำเตือนด้วยความหวังดี เพราะรู้ดีว่าตงจวินอยู่ลำพัง คงไม่สันทัดในเรื่องพิธีการ “ข้ารู้แล้ว หากได้วันใดจะรีบมาบอกท่าน” เขารับคำอย่างมั่นคง แม้รู้ดีว่าชื่อเสียงของหลิวซินอาจไม่งดงามนักในสายตาผู้อื่น แต่หากใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความเข้าใจ วันหนึ่ง… บางทีนางอาจเปิดใจให้เขาก็เป็นได้ “ตกลงตามนี้ เช่นนั้น… ข้าขอตัวก่อน” นางกล่าวด้วยแววตาเบาใจ ก่อนรีบเดินกลับไปแจ้งข่าวดีกับบุตรสาว ตงจวินมองตามแผ่นหลังของหญิงวัยกลางคนด้วยความครุ่นคิด ในเมื่อชีวิตคู่กำลังจะเริ่มต้น เขาก็ต้องหมั่นออกเรือมากขึ้น แม้เงินที่มีจะเพียงพอสำหรับตั้งตัวโดยไม่ให้นางต้องลำบาก แต่เขายังอยากมอบชีวิตที่ดีกว่าให้กับหลิวซิน ฝ่ายกัวหยุน หลังได้รับคำตอบอันน่าพึงใจ นางเดินผ่านลานทรายซึ่งชาวบ้านมักมารวมตัวกันเก็บหอยยามเช้า แต่ยังไม่ทันได้นั่งพัก เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน “กัวหยุน! ได้ข่าวว่าลูกสาวเจ้าจมน้ำ แล้วใครเป็นคนช่วยไว้ล่ะ?” นางเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง พบหญิงวัยกลางคนผู้ไม่ค่อยคุ้นเคยนัก จึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ใครจะช่วย นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าหรอก” แต่คำถามกลับยังไม่จบเพียงเท่านั้น เสียงของป้าหูหลัน ผู้เห็นเหตุการณ์เมื่อวาน เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “จะเป็นใครได้ล่ะ ก็เจ้า ตงจวิน นั่นแหละที่กระโดดลงไปช่วย!” คำพูดนั้นดังกังวานจนผู้คนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต่างหันมาฟังกันเป็นตาเดียว “ตงจวินงั้นหรือ? เขาเป็นผู้ชายนะ แบบนี้ชื่อเสียงของหลิวซินจะไม่เสียหายหรือไร?” เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบบริเวณ บรรดาชาวบ้านที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บหอย ต่างชะงักมือ แล้วเงยหน้าขึ้นรับฟังเรื่องราวด้วยความสนใจ กัวหยุนกวาดตามองโดยรอบ เห็นแววตาของทุกคนจับจ้องมาอย่างอยากรู้ นางจึงไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป หากความจริงนี้ถูกเปิดเผยเสียตั้งแต่ต้น เรื่องซุบซิบนินทาก็คงไม่ลุกลามไปไกลกว่านี้ “ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องลูกสาวของข้าอีกแล้ว” นางประกาศเสียงดัง “อีกไม่กี่เดือน ทั้งสองจะแต่งงานกันอย่างเป็นทางการ ข้าขอให้พวกเจ้ารับรู้ไว้ จะได้ไม่เอาเรื่องของหลิวซินไปพูดเพี้ยนให้ใครเข้าใจผิดอีก” เมื่อสิ้นเสียงประกาศ นางก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ไม่ต้องการเสียเวลากับคำพูดของผู้คนที่เอาแต่ตัดสินผู้อื่นจากเปลือกนอก “เมื่อครู่… นางพูดว่าอะไรนะ? หรือว่าข้าหูฝาด?” หญิงคนหนึ่งหันไปถามเพื่อนบ้านที่ยืนอยู่ใกล้ “เจ้าไม่ได้ฟังผิดหรอก กัวหยุนบอกว่า…หลิวซินจะแต่งงานกับตงจวิน!” “ไม่น่าเชื่อเลย ว่าหลิวซินจะยอมตกลงง่ายดายถึงเพียงนี้…” เสียงซุบซิบเริ่มกระจายออกไปทั่วบริเวณ บรรดาชาวบ้านต่างถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน บ้างยินดี บ้างสงสัย บ้างตั้งข้อครหา แต่ในหมู่ผู้คนเหล่านั้น มีเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่รับฟังด้วยหัวใจแตกสลาย เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปดั่งใจ นางจึงค่อย ๆ ถอยออกจากฝูงชนด้วยความเงียบงัน ราวกับไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นความปวดร้าวในแววตา “พี่ตงจวินจะแต่งงานแล้ว… แถมยังเป็นกับหลิวซินอีกด้วย…” เหอซานพึมพำกับตนเองเบา ๆ ใจหนึ่งก็อยากเอ่ยถามความจริงจากปากเขา แต่เวลานี้ชายหนุ่มคงออกเรือไปกลางทะเลเสียแล้ว สายเกินกว่าจะไขความสงสัยให้กระจ่าง ในขณะที่ผู้คนยังวุ่นวายกับความคิดของตน หลิวซินกลับเงียบงัน ราวกับไม่ได้ยินเสียงใด ๆ นางกำลังจมอยู่ในห้วงความทรงจำเก่า ก่อนจะย้อนกลับมาเกิดใหม่อีกครา ในชาติที่แล้ว นางแต่งเข้าสู่เรือนของตงจวิน แต่กลับทอดทิ้งมารดาให้อยู่ลำพัง มิหนำซ้ำ ยังเพิกเฉยต่อสามี ไม่เคยดูแลเขาอย่างที่ควร ท่าทีของตงจวินก็ไม่ต่างกัน เย็นชา ห่างเหิน ทั้งสองไม่เคยมีคำพูดดี ๆ ต่อกันเลยสักครั้ง ยามนี้ หมู่บ้านอิ่นชวนยังคงเป็นเพียงชายฝั่งสงบเงียบ แต่ไม่นานจากนี้ จะกลายเป็น “ท่าเรืออิ่นชวน” แหล่งค้าขายที่ทางการจะเข้ามาพัฒนาให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ในอนาคตจะมีร้านรวงเกิดขึ้นมากมาย และที่ดินแถบนี้จะมีค่าจนยากจะเอื้อมถึง ชาติที่แล้วนางมัวเมาอยู่กับเรื่องของบุรุษ จนละเลยเรื่องเงินทองและอนาคต ครานี้… นางจะไม่ยอมพลาดอีก เป้าหมายของนางมีเพียงสิ่งเดียว ครอบครัว อีกเหตุผลหนึ่งที่ยอมแต่งกับตงจวิน ก็คือบ้านของเขาตั้งอยู่ติดชายฝั่ง มีที่ดินกว้างขวาง และศักยภาพในการพัฒนา นางตั้งใจจะสร้างรายได้จากจุดนั้น แต่แผนทุกอย่างยังต้องพูดคุยกับตงจวินให้ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อตัดสินใจได้แน่วแน่ นางจึงลุกขึ้น เดินตรงไปยังชายฝั่ง ครั้งหนึ่งนางว่ายน้ำไม่เป็น แต่บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ในอีกโลกหนึ่ง นางเคยฝึกว่ายน้ำจนชำนาญ เคลื่อนไหวในน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว กลับเข้าบ้าน นางค้นหาเสื้อผ้าที่ใช้ลงน้ำได้ พบเพียงผ้าสีดำที่เมื่อเปียกน้ำแล้วจะรัดแนบเนื้อจนเห็นสัดส่วนชัดเจน หากสวมใส่ต่อหน้าผู้คน อาจกลายเป็นเป้าสายตาโดยไม่ตั้งใจ แต่ทว่าจะมีเสื้อผ้าแบบใดบ้างหรือที่สามารถใส่ลงน้ำโดยไม่แนบเนื้อ? ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น นางจึงตัดสินใจหาสถานที่ลับให้พ้นจากสายตา ทันใดนั้น ภาพของเกาะเล็ก ๆ ซึ่งเคยไปพบโดยบังเอิญก็ผุดขึ้นในความคิด มันตั้งอยู่ไม่ไกลจากฝั่ง และเงียบสงบพอจะใช้เป็นที่เปลี่ยนเสื้อผ้าได้อย่างปลอดภัย นางไม่รอช้า รีบหยิบตะกร้ามาคล้องแขน ใส่ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ลงไป ก่อนมุ่งหน้าไปยังทะเลอีกครั้ง วันนี้… นางตั้งใจว่าจะต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด ระหว่างทาง นางเดินผ่านกลุ่มชาวบ้านที่กำลังทำงาน ต่างก็หันมามองนางด้วยสายตาฉงน น่าแปลกนัก… หรือว่าทุกคนรู้กันหมดแล้วว่านางตอบรับการแต่งงานกับตงจวิน? หากเป็นเช่นนั้นก็ดี จะได้ไม่มีใครมาซักไซ้ให้มากความอีกต่อไป“เด็กน้อยของพ่อ… เจ้าช่างน่าเอ็นดูนัก” ตงจวินมองลูกน้อยในอ้อมแขน พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและปลื้มปิติ กัวหยุนซึ่งเพิ่งดูแลลูกสาวเรียบร้อยแล้ว เดินออกมาจากห้องด้านใน พอเห็นภาพสองพ่อลูกอยู่เคียงกัน นางก็อดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ “เป็นอย่างไรเล่า ลูกของเจ้าเหมือนเจ้าหรือไม่” นางเอ่ยถามพลางก้าวเข้ามาใกล้ มองดูหลานชายทั้งสองอย่างพินิจ เด็กน้อยทั้งคู่เป็นเพศชาย แต่กลับมีใบหน้าที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนแฝดทั่วไปเลยสักนิด “ข้าว่าพวกเขาไม่เหมือนกันนัก คนหนึ่งหน้าตาคล้ายข้า ส่วนอีกคนกลับเหมือนหลิวซินอยู่มาก” เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง “แต่ไม่ว่าจะเหมือนใคร ข้าเพียงอยากให้พวกเขาเติบโตเป็นคนเก่งเหมือนภรรยา และแข็งแรงเหมือนข้าเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” กัวหยุนหัวเราะเบา ๆ และมองเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดของตงจวินอย่างเอ็นดู ตงจวินคิดถึงภรรยาที่นอนอยู่ด้านในห้อง ถึงจะรู้ว่านางปลอดภัยแต่ก็อดห่วงไม่ได้ “ตอนนี้ภรรยาข้าหลับแล้วหรือ” เขาหันไปถามแม่ย้ายด้วยสายตาเป็นห่วง “หลับไปแล้ว” กัวหยุนตอบคำถามให้ตงจวินเบาใจลง ตงจวินพยักหน้า ก่อนอุ้มลูกชายทั้งสองเข้าไปในห้องที่ภรรยานอนพักอยู่ ภาพ
หลิวซินที่โผล่ขึ้นจากน้ำ มองเห็นเงาเรือลาง ๆ อยู่ไม่ไกล แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นตงจวิน ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาเขา…ดวงตาคู่นั้นกลับคลอไปด้วยน้ำตาใส“ข้ากลับมาแล้ว” นางกล่าวเบา ๆ ด้วยเสียงสั่นไหว ดวงตาเปี่ยมด้วยความคิดถึงและโหยหาตงจวินรีบดึงร่างหลิวซินขึ้นมาจากน้ำ แล้วโอบกอดนางแนบอกแน่นราวกลัวว่าจะสูญเสียอีกครั้ง ความอบอุ่นจากร่างบางทำให้หัวใจที่แห้งแล้งถูกเติมเต็มในพริบตา เสียงของเขาแผ่วพร่าจากการกลั้นสะอื้น “เจ้าหายไปไหน ข้าคิดถึงเจ้ามาก…จริง ๆ”เขาซบหน้าลงที่ซอกคอของภรรยาแน่น ก่อนเงยหน้ามองใบหน้าอ่อนหวานที่คิดถึงมานานเหลือเกินหลิวซินลูบหลังสามีเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาและใบหน้าที่บวมแดงจากการร้องไห้ไม่รู้กี่คืน นางพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้ามีเรื่องมากมายเหลือเกิน อยากเล่าให้ท่านฟัง” เพียงไม่กี่วัน…ชีวิตของนางกลับผ่านเหตุการณ์มหัศจรรย์เกินจะเอ่ย“เจ้าไปอยู่ที่ใดมา รู้หรือไม่ว่าพี่เป็นห่วงเพียงใด” เขาพูดพรั่งพรูด้วยความรู้สึกที่เก็บกดมานาน ทั้งคิดถึง ทั้งหวาดกลัวจะสูญเสียนางไปอีก“ตอนที่ข้าช่วยท่าน ข้าก็หมดสติไป ไม่รู้เลยว่าร่างของข้าเข้าไปในมิติตั้งแต่เมื่อใ
“นั่นเสียงหวงหานนิ!” ผู้ใหญ่หางเจ๋ยรีบยกคบเพลิงขึ้นส่องไปยังทิศที่ได้ยินเสียงนั้น“ข้าก็ได้ยินเช่นกัน ผู้ใหญ่บ้านเรารีบเข้าไปดูเถิด” ชายผู้หนึ่งที่มาช่วยตามหาเอ่ยเร่งด้วยความร้อนใจกัวหยุนซึ่งกำลังร้องไห้ตามหาลูกสาว ได้ยินดังนั้น นางไม่รอช้า รีบวิ่งตรงไปยังเรือที่เพิ่งเทียบท่าทันที พอเห็นภาพตรงหน้า หวงหานพาตงจวินนอนสลบไม่ได้สติ นางกลับมองไปรอบ ๆ แล้วหัวใจแทบหยุดเต้น เพราะไม่เห็นร่างของลูกตนแม้แต่น้อย“หลิวซินเล่า… เจ้าพบนางหรือไม่?” เสียงนางสั่นพร่า ทั้งกลัวทั้งสิ้นหวัง“ท่านป้า…” หวงหานหลบตา น้ำตาไหลอาบแก้ม“ไม่จริง… เจ้าตอบข้ามาเถิด เจ้าพบนางหรือไม่!” กัวหยุนเอ่ยเสียงสั่น มองอีกฝ่ายที่น้ำตาไหลไม่หยุด“หลิวซิน… นางจมลงไปใต้ทะเลขอรับ” เขาพูดออกมาทั้งน้ำเสียงสั่นเครือ“ไม่จริง… ลูกของข้าว่ายน้ำเป็น นางต้องรอดแน่! นางจมลงไปตรงไหน?” กัวหยุนถามเสียงสั่น สติเริ่มเลือนลาง“นางจมตรงน้ำวนขอรับ… พร้อมกับเจียงหมิง” หวงหานตอบพลางหันไปมองผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งเดินเข้ามา พร้อมกับชาวบ้านอีกหลายคน“เจ้าว่าอย่างไรนะ… น้ำวนหรือ?” หางเจ๋ยถึงกับหน้าถอดสี เพราะใคร ๆ ต่างรู้ดี ว่าผู้ใดตกลงไปในน้ำวนนั้น… ไม่ม
“นั่น พวกเขาอยู่ตรงนั้น” หลิวซินชีกระชับฝีเท้าไปยังด้านหน้าท่าเรือที่มีเรือจอดอยู่หวงหานชะโงกมองไปยังเรือลำหน้า มือสั่นเล็กน้อยในความเป็นห่วงแล้วร้องเรียก “ตงจวิน ใช่เจ้าหรือไม่!”ตงจวินซึ่งพยายามดันเจียงหมินออกจากตัว ได้ยินเสียงคุ้นหูนั้น หัวใจที่เคยแตกสลายกลับเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเสียงเพื่อนชายผสานกับเสียงหวานที่คุ้นเคยดังมาในความมืด “หวงหาน ข้าอยู่ที่นี่ หลิวซิน เจ้าปลอดภัยหรือไม่” เขาตะโกนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราวกับได้ยึดเอาชีวิตคืนมาหลิวซินน้ำตาไหลพรั่ง นางสะอื้นแล้วบอกเสียงสั่น “ตงจวิน ข้าปลอดภัยแล้ว ท่านอย่ากังวล” เสียงร้องของหลิวซินหวานปนสั่นดังขึ้น เพื่อปลอบให้ความกลุ้มของเขาค่อยๆ เบาบางเจียงหมิงได้ยินชื่อหลิวซิน สีหน้าจึงซีดเซียว เขาไม่คิดว่าสตรีคนนั้นจะรอดจากเปลวเพลิงได้ จึงลงแรงมากขึ้นกับคนตรงหน้าก่อนที่หลิวซินจะมาถึง เจียงหมิงได้นั่งเรือมากับตงจวิน จนพบจุดน้ำวน และถามจนออกรู้ความว่ามีถ้ำที่หายใจได้ตรงนั้น ความตื่นเต้นแวบขึ้นในใจเขา เมื่อเห็นจังหวะที่ตงจวินไม่ทันระวัง เขาสาดผงสีขาวตรงหน้าอีกฝ่ายทันที ผงมึนงงที่กลิ่นเพียงเล็กน้อยก็ทำให้สับสนและควบคุมตัวเองได้ยาก“เจ้าทำอะไ
ตงจวินหัวใจกระตุกวูบ ราวกับมีบางสิ่งในอกถูกพรากไป “ทำไมข้าถึงรู้สึกไม่ดีเช่นนี้นะ…” เขาพึมพำเสียงแผ่ว สายตาเหม่อมองยอดเขา เห็นแสงไฟส่องประกายเจิดจ้าลิบ ๆ จึงเพ่งมองด้วยความร้อนรน แต่ยังไม่ทันได้ขยับไปดู เงาร่างหนึ่งเบื้องหน้าก็ดึงความสนใจกลับมา“เจียงหมิง! เจ้าจับภรรยาข้าไปไว้ที่ไหน!”เขาโผเข้ากระชากคอเสื้ออีกฝ่ายแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธและหวาดหวั่นเจียงหมิงมองท่าทางร้อนรนของเขาอย่างพึงใจ “เจ้าอยากรู้หรือ?” น้ำเสียงเยือกเย็นแฝงรอยเยาะ “ข้าจะบอกก็ได้…แต่เจ้าต้องทำบางอย่างให้ข้าเป็นการแลกเปลี่ยน”“ต้องทำอะไร? แล้วภรรยาข้าปลอดภัยหรือไม่!” ตงจวินถามเสียงสั่น ความเป็นห่วงหลิวซินกับลูกในครรภ์แทบกลืนกินสติของเขา“ฮึ ปลอดภัยสิ ทั้งคู่” เจียงหมิงหัวเราะเบา ๆ แววตาเจ้าเล่ห์สะท้อนแสงไฟ ยิ่งทำให้ตงจวินไม่ไว้ใจตงจวินสบตาอีกฝ่าย สายตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง แต่ไม่มีเวลาจะมาไตร่ตรองอีก เขาจำต้องรีบเร่งให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว “เจ้าจะให้ข้าทำสิ่งใด ถึงจะยอมปล่อยภรรยาของข้า?” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขาพร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อให้นางปลอดภัย“ดี…พูดเข้าเรื่องเสียที” เจียงหมิงเอ่ยเรียบ “ข้าไม
“ท่านจะทำอะไร” น้ำเสียงของหลิวซินสั่นระริก ความไม่ไว้วางใจฉายชัดในแววตา วันนี้เจียงหมิงดูแปลกไปจากเดิมราวเป็นคนละคน“จุ ๆ อย่ามองหาใครเลย ที่นี่มีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้น” เขาเอ่ยพลางหัวเราะเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดปกติ ราวกับความสุขอันบิดเบี้ยวซ่อนอยู่ในนั้น“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ จะมาทำสิ่งใดกับข้า!” หลิวซินขยับถอยหลัง ดวงตาสั่นไหวด้วยความตระหนก มองเขาราวคนบ้าที่คาดเดาไม่ได้“ข้าไม่ทำอันตรายเจ้า เพียงอยากให้เจ้าร่วมมือกับข้าสักเล็กน้อยเท่านั้น หวังว่าเจ้าคงไม่ขัดขืนหรอกนะ” เจียงหมิงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตาเต็มไปด้วยเลศนัย“ร่วมมือ… อะไรกัน?” หลิวซินพยายามคงน้ำเสียงให้ราบเรียบ แม้ใจเต้นระส่ำ หวังเพียงถ่วงเวลาให้มีคนผ่านมาเห็น“ฮึ เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้เอง อย่ามัวแต่พูดเพื่อยืดเวลาเลยดีกว่า”ขณะเอ่ย เขาก้าวเข้าหาอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง“ท่านอย่าเข้ามา!” เสียงของหลิวซินสั่น นางถอยร่นทีละก้าว จนแผ่นหลังแทบชิดผนังรั้วเจียงหมิงมองท่าทีหวาดกลัวของหญิงตรงหน้า ดวงตาเขาฉายแววพึงใจ ก่อนจะพุ่งเข้าประชิดตัวพร้อมกับใช้ผ้าผืนหนึ่งปิดที่จมูกของหลิวซินอย่างรวดเร็วนางสะดุ้งสุดตัว สูดเอากลิ่นฉุนบางอย่าง







