FAZER LOGINชิงเฟยลอยเข้ามาดูใกล้ๆ ด้วยความสนใจ มู่หานจวินพินิจรอยบวมแดงแล้ววิเคราะห์ออกมา
"เนื้อเยื่อรอบๆ ยังมีรอยบวมตึง รอยผึ้งต่อยนี้เกิดขึ้นก่อนที่คุณหนูจ้าวจะสิ้นใจไม่นานแน่"
ชิงเฟยตาโต ตบมือดังปังอย่างคิดว่าตัวเองไขปริศนาได้แล้ว
"อ้าว อย่าบอกนะว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้มีฆาตกรลึกลับอะไรเลยน่ะ คุณหนูจ้าวแค่อาจจะแพ้พิษผึ้งอย่างรุนแรงจนช็อกตายไปเองหรือเปล่าท่าน"
มู่หานจวินสั่นหน้าช้าๆ สายตาคมกริบฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาทันใด
"ไม่ใช่หรอก... รอยผึ้งต่อยนี้แหละ ที่ยิ่งเด่นชัดว่านี่คือ การฆาตกรรม อย่างแน่นอน"
ชิงเฟยขมวดคิ้ว
ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่ประตูใหญ่อันโอ่อ่าของจวนตระกูลจ้าว มู่หานจวินชะงักก้าว ยืดตัวตรงพลางก้มลงมองข้อมือตนเอง แล้วปักสายตาเย็นชาใส่ดวงวิญญาณสาวที่ลอยละล่องอยู่ข้างกาย
"เรื่องสอบสวนครั้งนี้สำคัญยิ่ง" น้ำเสียงดุขรึมของเขาต่ำลงจนเป็นเสียงกระซิบ
"เจ้าห้ามก่อเรื่อง ห้ามส่งเสียง หรือทำอะไรตลกๆ ขัดจังหวะข้าเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่"
ชิงเฟยยกมือขึ้นแนบอก ทำสีหน้าจริงจังเต็มประดา กะพริบตาปริบๆ
“เลิกกวนใจร้อยเปอร์เซ็นต์จ้า รับรองว่าข้าจะเงียบเป็นเป่าครก ไม่ให้เสียงานแน่นอนท่านมือปราบ"
มู่หานจวินสบตานางอยู่ครู่หนึ่งคล้ายยังไม่ค่อยไว้ใจ แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงปรับสีหน้ากลับมาราบเรียบดุดัน รังสีความน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจนคนรอบข้างสัมผัสได้ ก่อนจะก้าวฉับๆ เข้าไปในจวน
บรรยากาศภายในจวนตระกูลจ้าวเต็มไปด้วยความเงียบเหงาและโศกเศร้า สาวใช้และคนรับใช้ชายวิ่งวุ่นกันตาตื่น เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งในชุดมือปราบเต็มยศเดินเข้ามา ทุกคนต่างพากันก้มหน้าชิดอก ถอยหลบชิดกำแพงด้วยความพรั่นพรึง ในเมืองหลวงนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่า มือปราบมู่ แห่งกรมมือปราบเป็นคนเฉียบขาด ดุดัน และไร้ความปรานีต่อผู้มีมลทิน เพียงแค่เขากวาดสายตามอง ก็ทำเอาบ่าวรับใช้ขวัญผวาไปตามๆ กัน
พ่อบ้านวัยกลางคนของจวนจ้าวรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารับหน้า ประสานมือทันที
"ท่าน... ท่านมือปราบมู่ ไม่ทราบว่าท่านเดินทางมาถึงจวนจ้าวด้วยตนเองเช่นนี้ มีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือขอรับ"
"ข้าต้องการพบท่านเจ้าบ้านจ้าว"
มู่หานจวินกล่าวเสียงเรียบ แววตาคมกริบดุจเลเซอร์
"มีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับคดีของคุณหนูจ้าวอวี้หลันที่ข้าต้องสอบถามด้วยตนเอง"
พ่อบ้านได้ยินดังนั้นก็สีหน้าซีดเผือดลงทันตา แสดงอาการลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด เขาประสานมือยกขึ้นไหว้อย่างเกรงอกเกรงใจ ทว่าน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความหนักใจปนเว้าวอน
"เอ่อ... ท่านมือปราบ ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดขอรับ ยามนี้ท่านเจ้าบ้านเสียใจกับการจากไปของคุณหนูอวี้หลันเป็นอย่างมาก เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องขังตัวเองไว้ ไม่ยอมกินข้าวกินน้ำ เอาแต่ร้องไห้โฮจนแทบขาดใจ..."
พ่อบ้านถอนหายใจยาว ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความระมัดระวัง
"ท่านเจ้าบ้านรักและถนอมคุณหนูประดุจไข่ในหิน สภาพจิตใจยามนี้ยังไม่พร้อมพบปะผู้ใดจริงๆ หากท่านมือปราบไปถามไถ่เรื่องของคุณหนูตอนนี้ มีแต่จะยิ่งสะกิดแผลใจให้ท่านเจ้าบ้านนึกถึงความหลังจนทรมานหนักกว่าเดิม... ไว้รอวันหน้า..."
"ไม่เป็นไร"
มู่หานจวินขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ใบหน้าคมคายไม่เปลี่ยนสีเลยสักนิด รังสีความกดดันอันดุดันผุดขึ้นรอบตัวจนพ่อบ้านถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดังเฮือก
"ในเมื่อท่านเจ้าบ้านเศร้าโศกถึงเพียงนั้น... ข้าผู้เป็นมือปราบก็ควรจะไปถามไถ่และ ปลอบใจ เขาเสียหน่อย จะได้สอบถามเรื่องราวไปพร้อมกันทีเดียว"
พูดจบ มู่หานจวินก็ไม่เสียเวลาฟังคำทัดทานอีกต่อไป เขาก้าวขาเดินลิ่วๆ มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนพักของท่านเจ้าบ้านจ้าวทันที โดยไม่แยแสต่อสายตาละล้าละลังของบ่าวรับใช้แม้แต่น้อย
"ทะ ทะ... ท่านมือปราบมู่ เดี๋ยวสิขอรับ"
พ่อบ้านหน้าเสีย เหงื่อแตกพลั่ก ได้แต่เดินแกมวิ่งตามหลังร่างสูงใหญ่นั้นไปอย่างหนักใจสุดแสน โดยไม่อาจเอ่ยปากห้ามปรามชายผู้ที่ใครๆ ก็ต่างเกรงกลัวคนนี้ได้เลยแม้แต่คำเดียว
เมื่อผลักประตูข้าวมารอบด้านตกอยู่ในความเงียบสงบ เสียงสะอื้นไห้อย่างหนักหน่วงของท่านเจ้าบ้านจ้าวพลันดังลอยมาตามสายลม สภาพของชายวัยกลางคนดูไม่ได้แม้แต่น้อย ผมผ่ากระเซอะกระเซิง นัยน์ตาทั้งสองข้างบวมปูดแดงช้ำ มือยังคงตระกองกอดผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กของคุณหนูจ้าวอวี้หลันไว้แน่นประดุจสมบัติชิ้นสุดท้าย
มู่หานจวินก้าวเข้าไปหยุดนิ่งตรงหน้า ไม่ได้ฉายแววเห็นอกเห็นใจ แต่กลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงการตะล่อมสืบอย่างเยือกเย็น
"ท่านเจ้าบ้านจ้าวข้าแวะมาถามไถ่ท่านเองคงเสียใจไม่น้อย หากแต่ การตายของบุตรีของท่านก็ต้องหาความกระจ่าง”
“ฮึกๆๆๆ ฮือออออ” ท่านเจ้าบ้านจ้าวสูดน้ำมูกปืดใหญ่ เงยหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมองมือปราบหนุ่ม ก่อนจะรำพันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ข้าแค่เพียงอยากรู้ว่า คุณหนูอวี้หลันยามยังมีชีวิตอยู่ ปกติแล้วนางเป็นคนอย่างไรหรือ"
"อึกๆๆๆๆ หลานเอ๋อร์ของข้า... นางเป็นเด็กดี จิตใจเมตตายิ่งนัก นางมิเคยปองร้ายผู้ใด แล้วจะมีใครใจอำมหิตคิดฆ่านางลงได้รึ"
เขาเช็ดน้ำตาปานจะขาดใจ
"ถึงแม้หลังๆ มานี้นางจะเริ่มออกงานสังคม พบปะมิตรสหายในเมืองหลวงบ้าง แต่นางก็มิเคยมีปากเสียงหรือสร้างเรื่องขัดแย้งกับใครเลยสักครั้ง ลูกสาวของข้าออกจะน่ารักและว่าง่ายถึงเพียงนี้...สวรรค์ช่างไร้เมตตาให้นางตายได้อย่างไร"
พูดไม่ทันขาดคำ ท่านเจ้าบ้านจ้าวก็ซบหน้าลงกับโต๊ะแล้วร้องไห้โฮออกมาเสียงดังสนั่นอีกระลอก
มู่หานจวินสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบยังคงจ้องจับทุกกิริยาอาการ เขาจี้ถามต่อโดยไม่สะท้อนสะท้าน
"แล้วช่วงก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน..."
"ท่านมือปราบมู่"
ยังไม่ทันที่มู่หานจวินจะพูดจบประโยค ท่านเจ้าบ้านจ้าวก็ทุบโต๊ะดังปัง เงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่อย่างลืมตัว สีหน้าเต็มไปด้วยความอึดอัดและโทสะที่พุ่งขึ้นสูง
"ท่านจะมากเกินไปหน่อยกระมัง ข้าเพิ่งจะเสียลูกสาวสุดที่รักไป สภาพจิตใจบอบช้ำจนแทบสิ้นสติ แต่ท่านกลับมารบเร้าจี้ถามให้ข้าต้องสะกิดแผลใจ นึกถึงเรื่องราวช่วงก่อนตายของนางอยู่นั่นแหละ"
ภายในตำหนักขององค์หญิงเก้า ม่านหนี่ ร่างบอบบางยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงมานานนับปี ใบหน้างดงามซีดเซียวแทบไร้สีเลือด แม้ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ แต่ดวงตาคู่นั้นไม่เคยเปิดขึ้นมาอีกเลยขันทีหนุ่มผู้ดูแลองค์หญิงมาตลอดเดินเข้ามาพร้อมถาดไม้เล็กๆ บนถาดมีเตากำยานใบหนึ่ง เขาวางมันไว้ไม่ไกลจากเตียง ก่อนจะจุดกำยาน กลิ่นหอมอ่อนๆ ค่อยๆ ลอยกระจายไปทั่วห้อง ช่วยขับความอับชื้นของตำหนักที่แทบไม่มีผู้ใดเข้าออกฮองเฮานั่งอยู่ข้างเตียง จับมือของม่านหนี่เอาไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำจากการเฝ้ามองบุตรสาวที่ไม่เคยตอบสนองมานานถึงหนึ่งปี “หนึ่งปีแล้ว...ม่านหนี่ยังไม่ฟื้น มีวิธีไหนหรือไม่ที่จะทำให้นางกลับมาได้?”ขันทีหนุ่มก้มหน้าลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่วิธีที่ว่าค่อนข้างจะต้องอาศัยเวลา และไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าจะได้ผลเมื่อใด”ฮองเฮาหันขวับไปมอง “วิธีไหน”ขันทีหนุ่มเหลือบมององค์หญิงที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้และลดเสียงลงอีก “มีวิธีหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง และต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน...หากทำสำเร็จ อาจช่วยเรียกสต
มู่หานจวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คุยกับตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “เจ้านี่เป็นเอามากจริงๆ ผีองค์หญิงเก้าคงตามหลอกหลอนเจ้าจนเสียสติไปแล้วสินะ มู่หานจวิน”มู่หานจวินไม่ได้ตอบ เพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วเหลือบมองชิงเฟยที่กำลังยืนกุมท้องอยู่ข้างโต๊ะหลงเหวินกลับทำท่าครุ่นคิดขึ้นมา ก่อนจะตบโต๊ะเบาๆ “เดี๋ยวก่อน ความจริงแล้ว...พวกเราควรเดินทางไปแคว้นเซี่ยสักครั้ง”มู่หานจวินเลิกคิ้ว ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ก็ดีพ่ะย่ะค่ะ จะได้ไขข้อข้องใจเสียที”ชิงเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง หันขวับมองมู่หานจวิน “เดี๋ยวนะ...นี่ท่านไม่ปฏิเสธหรือ”มู่หานจวินเหลือบมองนาง ชิงเฟยรีบพูดต่อ “ปกติถ้าฝ่าบาทพูดเรื่องข้า ท่านต้องรีบปฏิเสธทุกอย่างไม่ใช่หรือ คราวนี้กลับเห็นด้วยเสียอย่างนั้น”มู่หานจวินถอนหายใจ “เพราะครั้งนี้ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าคือใครกันแน่”ชิงเฟยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”มู่หานจวินเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบ “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”ชิงเฟยยกมือขึ้นอย่างร่าเริง “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
ทันทีที่มู่หานจวินก้าวเข้ามาในวังหลวง หลงเหวินก็รีบลุกจากบัลลังก์เดินลงมาหาอย่างรวดเร็ว ราวกับรอเขามานานแล้ว “ท่านมือปราบมาแล้วหรือ เร็วเข้า ขันที นางกำนัล ยกเครื่องเสวยมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”มู่หานจวินชะงัก “ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาเพราะเรื่องหญิงในภาพมิใช่หรือ”“เรื่องนั้นก็สำคัญ แต่เจ้ามาถึงทั้งทีต้องกินอะไรเสียหน่อย” หลงเหวินตอบอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพามู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก ขันทีและนางกำนัลรีบยกอาหารตามมาเป็นพรวนชิงเฟยที่ลอยตามมาเงียบๆ สังเกตตั้งแต่เมื่อครู่ว่าหลงเหวินไม่ได้หันมามองทางตนแม้แต่น้อย จึงลองโบกมือผ่านหน้าเขาไปหนึ่งครั้ง อีกครั้ง แล้วอีกครั้ง ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ชิงเฟยเบิกตากว้างอย่างโล่งใจ “เห็นไหมล่ะ ตอนนี้มองไม่เห็นข้าแล้วจริงๆ”เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ชิงเฟยจึงรีบลอยตามมู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำทันที แต่พอเห็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร นางกลับชะงักอยู่กลางอากาศ ดวงตาจับจ้องจานอาหารตรงหน้าอย่างไม่วางตาหลงเหวินไม่รอช้า รีบหันมาพูดกับมู่หานจวินทันที “ท่านมือปราบ ข้าพบนางแล้ว”มู่หานจวินขมวดคิ้ว “พบใครหรือ”“หญิงงามที่ติดตามท่านอย่างไล่าท่านมือปราบ” ” หลงเหวินลด
“ข้าน้อยจำได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบกล่าว หลงเหวินชะงัก “ที่แคว้นเซี่ย องค์หญิงเก้าแว่าแต่ทำไมข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้”“พ่ะย่ะค่ะ หญิงผู้นี้คือองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นเซี่ย...องค์หญิงม่านหนี่จริงๆ นางงดงามเกินใครอาจเพราะงดงามเกินใครจึงถูกซ่อนไว้ในวังพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินขมวดคิ้วแน่น พลางหยิบภาพวาดขึ้นมามองอีกครั้ง “องค์หญิงเก้าอย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ปรากฏกายให้ข้าเห็นได้”“เรื่องนั้นข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าน้อยจำไม่ผิดแน่นอน ใบหน้าขององค์หญิงเก้ากับหญิงในภาพเหมือนกันทุกประการ”หลงเหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งขันทีเสียงดัง “ส่งทูตไปแคว้นเซี่ยเดี๋ยวนี้ แล้ว ให้เขาวาดภาพเหมือนขององค์หญิงม่านหนี่มาให้ข้า ข้าต้องการเห็นด้วยตาตัวเองว่าเป็นคนเดียวกับหญิงในภาพหรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ”“แล้วให้รีบไปรีบกลับ ข้าแทบจะอดใจไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นใบหน้าขององค์หญิงเก้า” หลงเหวินกำภาพวาดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้ชายผู้ให้ข้อมูลรีบก้มหน้าลง ขณะที่หลงเหวินยังคงจ้องภาพหญิงงามไม่วางตา ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “อ้อ จริงสิ ส่งคนไปแจ้งท่านมือปราบมู่หานจวินด้วย”ขันทีชะงัก “แจ้ง
ด้านหลังจวนตระกูลหลี่ในยามเย็น ชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเข้มเดินลัดเลาะมาตามกำแพงด้วยท่าทีมีพิรุธ เขาหยุดมองซ้ายทีขวาทีหลายครั้ง พอแน่ใจว่าไม่มีใครจึงเคาะประตูเล็กด้านหลังเบาๆ สามครั้งเหมือนการส่งซิกไม่นานประตูก็เปิดออก ฮูหยินหลี่ก้าวออกมา นางเหลียวมองไปรอบด้าน ก่อนรีบยื่นห่อผ้าสีน้ำตาลขนาดพอดีมือให้ชายคนนั้น “เอาไป แล้วรีบไปเสีย อย่าให้ใครเห็นเจ้า”ชายคนนั้นรับห่อมาอย่างลนลาน “ฮูหยิน เรื่องที่ท่านสั่ง...”“ข้าบอกให้รีบไปพูดมากอยู่ได้” ฮูหยินหลี่ตวาดเสียงต่ำ “หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ไม่ใช่แค่เจ้าที่เดือดร้อน ข้าเองก็หนีไม่พ้น”ชายคนนั้นหน้าซีด รีบเก็บห่อผ้าไว้ในอกเสื้อแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่เพิ่งพ้นมุมกำแพงไปไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืด“จะรีบไปไหนหรือ”ชายคนนั้นชะงักกึก หลัวเฟิงก้าวออกมาจากด้านหน้า ขณะที่ฉินอู๋ปรากฏตัวด้านหลัง ปิดทางหนีเอาไว้พอดี ทั้งสองคนได้รับคำสั่งให้เฝ้าตระกูลหลี่ไว้เห็นชายคนนี้ลอบมาที่หลังจวนตั้งแต่แรก จึงซ่อนตัวเฝ้าดูอยู่เงียบๆชายคนนั้นหน้าถอดสี รีบหันกลับจะวิ่ง แต่ฉินอู๋คว้าคอเสื้อไว้ได้ก่อน“ปล่อยข้า ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”ห
กรมมือปราบแทบกลายเป็นสนามรบย่อมๆ ไปแล้ว หญิงสองคนยืนประจันหน้ากันกลางกรม คนหนึ่งคือฮูหยินหลี่ สตรีร่างอวบที่ยังหอบจากการปะทะเมื่อครู่ ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียว แต่งกายงดงาม แม้เส้นผมจะยุ่งไปเล็กน้อยก็ยังเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับสมบัติของสามีข้า” ฮูหยินหลี่ตวาด “ท่านพี่แต่งข้าเข้าบ้านอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ข้าคือภรรยาของเขา เจ้าต่างหากที่เป็นใครก็ไม่รู้!”หญิงสาวหัวเราะเย็นๆ “ใครก็ไม่รู้หรือ ก่อนเขาจะตาย สามีเจ้าสัญญาว่าจะยกบ้านหลังนี้กับร้านค้าให้ข้า เขายังบอกด้วยว่าจะไม่ปล่อยให้ข้ากับลูกต้องลำบาก เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้ากวาดทรัพย์สินทั้งหมดไปคนเดียวหรือ ก่อนนั้นข้ากับลูกติดตามเขาไปแคว้นเซียบ่อยๆ เจ้าเคยได้รับโอกาสนั้นไหม”“ลูก” ฮูหยินหลี่ตาโต “เจ้าพูดถึงลูกของใคร”“ลูกของท่านพี่ต้าฟู่สิ จะลูกของใครได้อีก”เสียงฮือฮาจากชิงเฟยดังขึ้นทันทีชิงเฟยที่ลอยอยู่ระหว่างหญิงทั้งสองถึงกับเบิกตากว้าง นางรีบวนรอบคนหนึ่งที รอบอีกคนที ราวกับกำลังนั่งดูละครสนุกที่สุดในชีวิต “เดี๋ยวนะ...มีลูกด้วย แล้วทำไมเพิ่งรู้กันตอนคนตายไปแล้ว หรือว่าคนตายมีความลับเยอะก







