LOGINพูดจบชิงเฟยในร่างของมือปราบหนุ่มก็ก้าวฉับๆ ก้มๆ เงยๆ สายตากวาดมองไปรอบห้องอย่างถี่ถ้วน ไม่ละเว้นแม้แต่ตามซอกหลืบ ใต้โต๊ะวางแจกัน หน้าต่าง ประตู ผนัง เพดาน
ชิงเฟยระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่ยื่นมือไปจับต้องหรือหยิบสิ่งใดมั่วซั่วตามใจชอบ มันจะทำลายหลักฐาน ท่าทางการสำรวจอันรัดกุมดูราวนักสืบมืออาชีพผู้ชำนาญการ
ชิงเฟยเดินวนรอบแท่นศพอยู่รอบหนึ่ง ก่อนจะชะงักกึก นัยน์ตาฉายประกายแหลมคม หรี่ตาลงจ้องมองไปที่พื้นข้างเตียง จากนั้นก็รีบเอามือคลำๆ ลูบๆ ค้นๆ ตามตัวและเอวของมู่หานจวิน
"เจ้าทำอะไรน่ะ มาจับๆ ค้นๆ ตัวข้าทำไม" มู่หานจวินที่แชร์ร่างอยู่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างระแวง
"ก็หาผ้าหรืออะไรมาเก็บหลักฐานน่ะสิ" ชิงเฟยส่งเสียงดุกลับเบาๆ ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดออกจากเอวของเขา
"เบาะแสสำคัญอยู่นี่แล้ว"
ชิงเฟยย่อตัวลงใช้ผ้าเช็ดหน้าบรรจงหนีบประคอง กลีบดอกไม้สด กลีบหนึ่งขึ้นมาจากพื้นอย่างระมัดระวังมาขึ้นตรงหน้า
"ท่านดูนี่สิ..." ชิงเฟยปรับสีหน้าเป็นจริงเป็นจัง
"ในเรือนหลังนี้เท่าที่ข้าส่องดู ไม่มีดอกไม้ชนิดนี้ปลูกอยู่เลยสักต้น แถมกลีบมันใหญ่ขนาดนี้ จะบอกว่าติดชายเสื้อใครมาร่วงไว้ก็ดูจะไม่ได้หากติดมาจากที่อื่นไกลๆ ก็น่าจะร่วงหล่นไปนานแล้ว”
มู่หานจวินเลิกคิ้วสูงและนิ่งฟัง ชิงเฟยจึงเริ่มวิเคราะห์ต่อ
"หากมีใครส่งดอกไม้ให้คุณหนู ก็ควรจะมีทั้งช่อดอกหรือมีในแจกันตั้งไว้ แต่นี่ในห้องกลับไม่มีดอกไม้นี้เลย ที่สำคัญ... กลีบดอกไม้นี่ยังสดใหม่มาก สดชนิดที่ว่าเพิ่งหลุดจากขั้วได้ไม่นานหรอก น่าจะถูกเด็ดไม่เกิน12ชั่วโมง"
สรุปพลางยกยิ้มอย่างถือดี
"แปลว่ามีคนตั้งใจทิ้งแค่กลีบดอกไม้กลีบนี้ไว้ และก่อนตาย...ต้องมีคนมาพบคุณหนูจ้าวอวี้หลันที่นี่อย่างแน่นอน"
มู่หานจวินขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคมกริบจ้องมองกลีบดอกไม้ในมือตนเอง สายตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและลึกล้ำขึ้นมาทันที
"ไม่หรอก..." น้ำเสียงของมือปราบหนุ่มต่ำลง
"กลีบดอกไม้นี้...ไม่มีใครคนอื่นนำเข้ามาหรอก น่าจะเป็นผู้ตายมากกว่าเพราะตอนมาเจอศพก็ต้องพังประตูเข้ามา หน้าต่างก็ปิดแน่นหมด มีหนึ่งบานที่พังเลยไม่สามารถปิดสนิทได้แต่ก็ไม่พอให้สอดมือเข้ามาด้วยซ้ำ แต่หากว่าเป็นผู้ตายนำเข้ามาเองนั่นก็๋ไม่แน่"
"หืม" ชิงเฟยเอียงคอ
มู่หานจวินนิ่งไป ในหัวครุ่นคิดถึงแฟ้มคดีปริศนาที่สืบมาโดยตลอด นี่เป็นคดีที่สี่แล้ว ทุกศพล้วนมีกลีบดอกไม้ปริศนานี้ตกอยู่ข้างกายเหมือนกันไม่มีผิดบางคดีไม่มีทางที่ใครจะเข้ามาวางกลีบดอกไม้นี้ได้ เช่นคดีนี้
"นี่เป็นคดีที่สี่แล้ว...ทุกคดีมีความเชื่อมโยงเช่นนี้ จนข้ามั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือของคนร้ายคนเดียวกันแน่" มู่หานจวินพึมพำ น้ำเสียงหนักอึ้ง
ชิงเฟยฟังแล้วพยักหน้าเข้าใจ ความจริงจังในดวงตาของมือปราบหนุ่มทำให้ชิงเฟยรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้ว
วูบบบ
ร่างวิญญาณของชิงเฟยถอนตัวออกจากกายเนื้อ คืนสิทธิ์การควบคุมทั้งหมดให้แก่มู่หานจวินในทันที ลอยละล่องอยู่ข้างกายเขา พลางโบกไม้โบกมือ
"เอาล่ะ ในเมื่อได้เบาะแสแล้ว ท่านก็ออกไปจัดการคุยกับมือขวาที่รออยู่ด้านนอกเถอะ ให้คนเอาศพกลับไปชันสูตรก่อนดีกว่า"
มู่หานจวินสูดหายใจลึก ขยับคอและไหล่เพื่อปรับความคุ้นเคยกับร่างกายตนเอง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องเรือนออกไปพบต้าหยงที่ยืนทำสีหน้าเลิ่กลั่กอยู่ด้านนอก
"ใต้เท้าท่าน... ท่านคุยกับใครหรือขอรับ…ผีหรือขอรับ" ต้าหยงถามอย่างอดไม่ได้
"ไม่มีอะไร" มู่หานจวินปรับเสียงขรึมเย็นชาตามปกติ
"ไปลำเลียงศพของคุณหนูจ้าวอวี้หลันกลับไปที่กรมมือปราบ ข้าจะทำการชันสูตรศพด้วยตัวเอง... แล้วไปขนเอกสารคดีเก่าทั้งสามคดีนั้นมาให้ข้าที่ห้องทำงานด้วย ข้าจะนำมาเทียบเบาะแสอีกครั้ง"
"รับทราบขอรับ" ต้าหยงรีบรับคำสั่งแล้วแยกย้ายไปจัดการอย่างรวดเร็ว
มู่หานจวินหมุนตัวเดินนำออกไป ชิงเฟยซึ่งมีเชือกสีทองล่ามติดไว้ก็ต้องลอยลิ่วตามหลังไปติดๆ เอียงคอถามด้วยความสงสัย
"เมื่อกี้ท่านบอกว่าจะไปชันสูตรศพ...อย่าบอกนะว่าท่านผ่าศพเองได้ด้วยหรือ"
"ได้สิ การผ่าตรวจศพเพื่อหาเบาะแสเป็นเรื่องปกติของกรมมือปราบอยู่แล้ว" มู่หานจวินตอบราบเรียบโดยไม่หันมามอง
ชิงเฟยทำหน้าแหยง ลูบแขนตัวเองที่ขนลุกซู่ทันที
"บรื๋อออ... ผ่าศพเนี่ยนะ แค่นึกภาพเลือดเนื้อข้างในก็น่าสยองพองขนจะตายอยู่แล้ว แบบนี้ข้าจะกินของเซ่น ไหวไหมเนี้ย"
มู่หานจวินชะงักเท้า ขมวดคิ้วแน่น เขาลดเสียงลงแล้วหันมากระซิบกับผีเร่ร่อนข้างกายด้วยสายตาสงสัยจับผิดเต็มเปี่ยม
"ข้าล่ะสงสัยมากกว่า...เจ้าบอกว่าตัวเองเคยผ่านการคลี่คลายคดีฆาตกรรมมาแล้วเป็นพันคดี แต่เหตุใดถึงยังไม่ชินกับเรื่องผ่าศพอีกรึ"
ชิงเฟยกอดอก เชิดหน้าขึ้นอย่างมีฟอร์ม ก่อนจะสวนกลับเสียงกวนประสาท
"นี่ท่าน อย่ามาละเมิดความลับทางธุรกิจของข้าสิ ข้ามีเทคกะติกอยู่…ข้าบอกไม่ได้หรอก"
ระหว่างทางเดินไปยังห้องชันสูตรของกรมมือปราบ มู่หานจวินต้องพยายามทำสีหน้าให้ตึงเครียดที่สุด แม้ข้างกายจะมีวิญญาณสาวลอยละล่องตามติดเป็นเงาตามตัวเพราะเชือกสีทองที่ล่ามไว้
"นี่ท่านมือปราบ..."
ชิงเฟยลอยวนรอบตัวเขา พลางเอียงคอส่งยิ้มพราวเสน่ห์
"ผูกติดกันขนาดนี้ ยามท่านไปเข้าห้องน้ำ ข้ามิไม่ต้องไปยืนเฝ้าข้างๆ หรอกหรือ หรือว่าท่านอยากให้ข้าช่วย..."
"หยุดความคิดเพ้อเจ้อของเจ้าเสียเวลาข้าเข้าห้องน้ำเจ้าก็หลับตาเสีย"
มู่หานจวินกัดฟันกระซิบ ลมหายใจสะดุดไปจังหวะหนึ่งเมื่อจินตนาการตาม ใบหน้าคมคายมีสีเลือดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
"ฮ่าๆๆ ดูทำหน้าเข้าสิ ข้าหยอกเล่นหรอกน่า" ชิงเฟยหัวเราะร่า ชอบอกชอบใจที่แกล้งทำคนเคร่งขรึมให้หลุดเก๊กได้
เมื่อมาถึงห้องชันสูตร มู่หานจวินก็เริ่มจัดเตรียมพู่กัน หมึก และอุปกรณ์อย่างชำนาญ ก่อนจะเปิดแฟ้มคดีเก่าออกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
"สี่คดีที่ข้าบอก... เป็นคดีประหลาดที่กลายเป็นคดีที่ปิดไม่ได้มาตลอด ผู้ตายทุกคนอยู่ๆ ก็สิ้นใจไปเสียเฉยๆ บางคนไม่มีศัตรูที่ไหน บางคนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ไร้ร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์ ทำให้สืบหาตัวคนร้ายได้ยากยิ่ง"
ชิงเฟยฟังแล้วกอดอกพยักหน้าหน้าเข้าใจ
"อ้อ... ที่แท้ก็พวกฆาตกรต่อเนื่องจิตไม่ปกติที่ชอบรังแกคนบริสุทธิ์นี่เอง ทำไมไม่รู้จักทำตัวเหมือนพวก เด็กซ์เตอร์ บ้างนะ ฆ่าแค่พวกคนชั่วร้ายน่ะ"
มู่หานจวินขมวดคิ้วสงสัยทันที เด็กซ์เตอร์ไหนชื่อแปลกๆ คือจอมยุทธ์จากสำนักใดกัน"
ชิงเฟยไม่ได้ตอบ ทำเพียงหัวเราะคิกคักพลางยักคิ้วให้ปล่อยให้มือปราบหนุ่มงงต่อไป
มู่หานจวินถอนหายใจยาว ก่อนจะหันกลับมาเริ่มขั้นตอนการสำรวจสภาพภายนอกของศพคุณหนูจ้าวอวี้หลันอย่างละเอียด โดยยังไม่ได้เริ่มผ่าลงบนเนื้อหนัง เขาใช้ผ้าสะอาดค่อยๆ ตรวจดูตามบาดแผล คอ และฝ่ามือทั้งสองข้าง
ทว่า สายตาอันแหลมคมของเขากลับไปสะดุดเข้ากับจุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนฝ่ามือซ้ายของศพ
"รอยนี้นี่มัน..." มู่หานจวินก้มลงมองใกล้ๆ พลางเพ่งพิจารณา รอยผึ้งต่อย
ภายในตำหนักขององค์หญิงเก้า ม่านหนี่ ร่างบอบบางยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงมานานนับปี ใบหน้างดงามซีดเซียวแทบไร้สีเลือด แม้ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ แต่ดวงตาคู่นั้นไม่เคยเปิดขึ้นมาอีกเลยขันทีหนุ่มผู้ดูแลองค์หญิงมาตลอดเดินเข้ามาพร้อมถาดไม้เล็กๆ บนถาดมีเตากำยานใบหนึ่ง เขาวางมันไว้ไม่ไกลจากเตียง ก่อนจะจุดกำยาน กลิ่นหอมอ่อนๆ ค่อยๆ ลอยกระจายไปทั่วห้อง ช่วยขับความอับชื้นของตำหนักที่แทบไม่มีผู้ใดเข้าออกฮองเฮานั่งอยู่ข้างเตียง จับมือของม่านหนี่เอาไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำจากการเฝ้ามองบุตรสาวที่ไม่เคยตอบสนองมานานถึงหนึ่งปี “หนึ่งปีแล้ว...ม่านหนี่ยังไม่ฟื้น มีวิธีไหนหรือไม่ที่จะทำให้นางกลับมาได้?”ขันทีหนุ่มก้มหน้าลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่วิธีที่ว่าค่อนข้างจะต้องอาศัยเวลา และไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าจะได้ผลเมื่อใด”ฮองเฮาหันขวับไปมอง “วิธีไหน”ขันทีหนุ่มเหลือบมององค์หญิงที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้และลดเสียงลงอีก “มีวิธีหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง และต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน...หากทำสำเร็จ อาจช่วยเรียกสต
มู่หานจวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คุยกับตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “เจ้านี่เป็นเอามากจริงๆ ผีองค์หญิงเก้าคงตามหลอกหลอนเจ้าจนเสียสติไปแล้วสินะ มู่หานจวิน”มู่หานจวินไม่ได้ตอบ เพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วเหลือบมองชิงเฟยที่กำลังยืนกุมท้องอยู่ข้างโต๊ะหลงเหวินกลับทำท่าครุ่นคิดขึ้นมา ก่อนจะตบโต๊ะเบาๆ “เดี๋ยวก่อน ความจริงแล้ว...พวกเราควรเดินทางไปแคว้นเซี่ยสักครั้ง”มู่หานจวินเลิกคิ้ว ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ก็ดีพ่ะย่ะค่ะ จะได้ไขข้อข้องใจเสียที”ชิงเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง หันขวับมองมู่หานจวิน “เดี๋ยวนะ...นี่ท่านไม่ปฏิเสธหรือ”มู่หานจวินเหลือบมองนาง ชิงเฟยรีบพูดต่อ “ปกติถ้าฝ่าบาทพูดเรื่องข้า ท่านต้องรีบปฏิเสธทุกอย่างไม่ใช่หรือ คราวนี้กลับเห็นด้วยเสียอย่างนั้น”มู่หานจวินถอนหายใจ “เพราะครั้งนี้ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าคือใครกันแน่”ชิงเฟยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”มู่หานจวินเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบ “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”ชิงเฟยยกมือขึ้นอย่างร่าเริง “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
ทันทีที่มู่หานจวินก้าวเข้ามาในวังหลวง หลงเหวินก็รีบลุกจากบัลลังก์เดินลงมาหาอย่างรวดเร็ว ราวกับรอเขามานานแล้ว “ท่านมือปราบมาแล้วหรือ เร็วเข้า ขันที นางกำนัล ยกเครื่องเสวยมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”มู่หานจวินชะงัก “ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาเพราะเรื่องหญิงในภาพมิใช่หรือ”“เรื่องนั้นก็สำคัญ แต่เจ้ามาถึงทั้งทีต้องกินอะไรเสียหน่อย” หลงเหวินตอบอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพามู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก ขันทีและนางกำนัลรีบยกอาหารตามมาเป็นพรวนชิงเฟยที่ลอยตามมาเงียบๆ สังเกตตั้งแต่เมื่อครู่ว่าหลงเหวินไม่ได้หันมามองทางตนแม้แต่น้อย จึงลองโบกมือผ่านหน้าเขาไปหนึ่งครั้ง อีกครั้ง แล้วอีกครั้ง ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ชิงเฟยเบิกตากว้างอย่างโล่งใจ “เห็นไหมล่ะ ตอนนี้มองไม่เห็นข้าแล้วจริงๆ”เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ชิงเฟยจึงรีบลอยตามมู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำทันที แต่พอเห็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร นางกลับชะงักอยู่กลางอากาศ ดวงตาจับจ้องจานอาหารตรงหน้าอย่างไม่วางตาหลงเหวินไม่รอช้า รีบหันมาพูดกับมู่หานจวินทันที “ท่านมือปราบ ข้าพบนางแล้ว”มู่หานจวินขมวดคิ้ว “พบใครหรือ”“หญิงงามที่ติดตามท่านอย่างไล่าท่านมือปราบ” ” หลงเหวินลด
“ข้าน้อยจำได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบกล่าว หลงเหวินชะงัก “ที่แคว้นเซี่ย องค์หญิงเก้าแว่าแต่ทำไมข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้”“พ่ะย่ะค่ะ หญิงผู้นี้คือองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นเซี่ย...องค์หญิงม่านหนี่จริงๆ นางงดงามเกินใครอาจเพราะงดงามเกินใครจึงถูกซ่อนไว้ในวังพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินขมวดคิ้วแน่น พลางหยิบภาพวาดขึ้นมามองอีกครั้ง “องค์หญิงเก้าอย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ปรากฏกายให้ข้าเห็นได้”“เรื่องนั้นข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าน้อยจำไม่ผิดแน่นอน ใบหน้าขององค์หญิงเก้ากับหญิงในภาพเหมือนกันทุกประการ”หลงเหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งขันทีเสียงดัง “ส่งทูตไปแคว้นเซี่ยเดี๋ยวนี้ แล้ว ให้เขาวาดภาพเหมือนขององค์หญิงม่านหนี่มาให้ข้า ข้าต้องการเห็นด้วยตาตัวเองว่าเป็นคนเดียวกับหญิงในภาพหรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ”“แล้วให้รีบไปรีบกลับ ข้าแทบจะอดใจไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นใบหน้าขององค์หญิงเก้า” หลงเหวินกำภาพวาดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้ชายผู้ให้ข้อมูลรีบก้มหน้าลง ขณะที่หลงเหวินยังคงจ้องภาพหญิงงามไม่วางตา ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “อ้อ จริงสิ ส่งคนไปแจ้งท่านมือปราบมู่หานจวินด้วย”ขันทีชะงัก “แจ้ง
ด้านหลังจวนตระกูลหลี่ในยามเย็น ชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเข้มเดินลัดเลาะมาตามกำแพงด้วยท่าทีมีพิรุธ เขาหยุดมองซ้ายทีขวาทีหลายครั้ง พอแน่ใจว่าไม่มีใครจึงเคาะประตูเล็กด้านหลังเบาๆ สามครั้งเหมือนการส่งซิกไม่นานประตูก็เปิดออก ฮูหยินหลี่ก้าวออกมา นางเหลียวมองไปรอบด้าน ก่อนรีบยื่นห่อผ้าสีน้ำตาลขนาดพอดีมือให้ชายคนนั้น “เอาไป แล้วรีบไปเสีย อย่าให้ใครเห็นเจ้า”ชายคนนั้นรับห่อมาอย่างลนลาน “ฮูหยิน เรื่องที่ท่านสั่ง...”“ข้าบอกให้รีบไปพูดมากอยู่ได้” ฮูหยินหลี่ตวาดเสียงต่ำ “หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ไม่ใช่แค่เจ้าที่เดือดร้อน ข้าเองก็หนีไม่พ้น”ชายคนนั้นหน้าซีด รีบเก็บห่อผ้าไว้ในอกเสื้อแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่เพิ่งพ้นมุมกำแพงไปไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืด“จะรีบไปไหนหรือ”ชายคนนั้นชะงักกึก หลัวเฟิงก้าวออกมาจากด้านหน้า ขณะที่ฉินอู๋ปรากฏตัวด้านหลัง ปิดทางหนีเอาไว้พอดี ทั้งสองคนได้รับคำสั่งให้เฝ้าตระกูลหลี่ไว้เห็นชายคนนี้ลอบมาที่หลังจวนตั้งแต่แรก จึงซ่อนตัวเฝ้าดูอยู่เงียบๆชายคนนั้นหน้าถอดสี รีบหันกลับจะวิ่ง แต่ฉินอู๋คว้าคอเสื้อไว้ได้ก่อน“ปล่อยข้า ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”ห
กรมมือปราบแทบกลายเป็นสนามรบย่อมๆ ไปแล้ว หญิงสองคนยืนประจันหน้ากันกลางกรม คนหนึ่งคือฮูหยินหลี่ สตรีร่างอวบที่ยังหอบจากการปะทะเมื่อครู่ ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียว แต่งกายงดงาม แม้เส้นผมจะยุ่งไปเล็กน้อยก็ยังเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับสมบัติของสามีข้า” ฮูหยินหลี่ตวาด “ท่านพี่แต่งข้าเข้าบ้านอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ข้าคือภรรยาของเขา เจ้าต่างหากที่เป็นใครก็ไม่รู้!”หญิงสาวหัวเราะเย็นๆ “ใครก็ไม่รู้หรือ ก่อนเขาจะตาย สามีเจ้าสัญญาว่าจะยกบ้านหลังนี้กับร้านค้าให้ข้า เขายังบอกด้วยว่าจะไม่ปล่อยให้ข้ากับลูกต้องลำบาก เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้ากวาดทรัพย์สินทั้งหมดไปคนเดียวหรือ ก่อนนั้นข้ากับลูกติดตามเขาไปแคว้นเซียบ่อยๆ เจ้าเคยได้รับโอกาสนั้นไหม”“ลูก” ฮูหยินหลี่ตาโต “เจ้าพูดถึงลูกของใคร”“ลูกของท่านพี่ต้าฟู่สิ จะลูกของใครได้อีก”เสียงฮือฮาจากชิงเฟยดังขึ้นทันทีชิงเฟยที่ลอยอยู่ระหว่างหญิงทั้งสองถึงกับเบิกตากว้าง นางรีบวนรอบคนหนึ่งที รอบอีกคนที ราวกับกำลังนั่งดูละครสนุกที่สุดในชีวิต “เดี๋ยวนะ...มีลูกด้วย แล้วทำไมเพิ่งรู้กันตอนคนตายไปแล้ว หรือว่าคนตายมีความลับเยอะก







