LOGINเขาแลดูหมดความอดทน โบกมือไล่อย่างไม่แยแสว่าคนตรงหน้าจะเป็นถึงมือปราบผู้ทรงอิทธิพล
"ออกไปเสีย หากอยากรู้อะไรนัก ก็ไปถามฮูหยินของข้าโน่น รายนั้นเป็นคนเลี้ยงดูหลานเอ๋อร์มากับมือ สนิทสนมกับนางยิ่งกว่าใครในเรือนนี้ ไปหาฮูหยินเสีย อย่ามาวนเวียนซักไซ้ข้าอีก"ชิงเฟยอมยิ้มพร้อมกับกระซิบว่า
“สูตรสำเร็จเลยท่าน”
มู่หานจวินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาล้ำลึกสแกนมองใบหน้าหมองเศร้าตรงหน้าอย่างครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้ารับน้อยๆ
"เช่นนั้นข้าต้องขออภัยที่มารบกวนท่านแล้วมุ่หานจวินขอลา"
เขากล่าวลาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยมีพ่อบ้านที่ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกรีบวิ่งนำทางไปยังเรือนของฮูหยิน
ชิงเฟยที่ลอยสิงสลอนอยู่ข้างกายมู่หานจวิน ละสายตาจากห้องท่านเจ้าบ้านแล้วเบ้ปาก ทำหน้าทำตาเลียนแบบบุคลิกวีนๆ ของชายวัยกลางคนเมื่อครู่ทันที
"โห... เสียใจปานนั้นเชียวรึ"
วิญญาณสาวกอดอกกระซิบกระซาบข้างหูมู่หานจวิน
"แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ยุคนี้พ่อแม่เลี้ยงลูกเองกับมือ ยิ่งตระกูลร่ำรวยประคบประหงมไข่ในหินขนาดนี้ คงจะผูกพันและหวงแหนลูกสาวมากเป็นพิเศษ...น่าเสียดายข้าไม่ได้ฟื้นมาในร่างของนาง เฮ้อแต่นิสัยเสียไปหน่อยมั้ยเนี่ย ปากไม่ดีเอาซะเลย คนเขามาช่วยจับตัวคนร้ายแท้ๆ หากอยากให้จับตัวคนฆ่าลูกสาวได้ ก็ควรจะกระตือรือร้นให้ความร่วมมือหน่อยสิ มาลงอารมณ์ใส่ท่านทำไมกัน"
ชิงเฟยเริ่มใส่อารมณ์อินไปกับคดี บ่นงุ้งงิ้งปั่นประสาทที่หูมือปราบหนุ่มไม่หยุดยั้ง
มู่หานจวินขมวดคิ้วแน่น เนื่องจากพ่อบ้านยังคงเดินนำหน้าอยู่ไม่ไกล เขาไม่อาจเอ่ยปากพูดคุยกับผีสาวได้โดยตรงให้ผู้คนมองว่าตนเองเป็นบ้า แต่เสียงแหลมเล็กที่ดังกรอกหูไม่หยุดก็ทำเอาเส้นประสาทข้างขมวดของเขาเต้นตุ้บๆ
ในขณะที่ชิงเฟยกำลังลอยเพลินๆ เอียงหน้าเข้ามาใกล้เพื่อจะบ่นต่อ มู่หานจวินก็ยกมือขวาขึ้นมาเนียนๆ ทำทีเหมือนจะจัดปกเสื้อตนเอง ทว่ากลับออกแรงสะบัดฝ่ามือ...
เพี๊ยะเข้าให้
ฝ่ามือหนาฟาดผ่านอากาศตบเข้าที่กลางแผ่นหลังร่างวิญญาณของชิงเฟยอย่างจังแม้จะเป็นเพียงดวงวิญญาณ แต่อิทธิฤทธิ์จากเชือกสีทองที่ผูกพันธนาการไว้ ทำให้ชิงเฟยรับสัมผัสแรงกระแทกไปเต็มๆ จนร่างสั่นคลอนลอยหวืดไปข้างหน้า
"วี้ดดด เจ็บนะโวย ท่านทำอะไรของท่านเนี่ย" ชิงเฟยหันมา ตาโตเท่าไข่ห่าน ถลึงตาใส่เขาอย่างเอาเรื่อง
มู่หานจวินทำสีหน้าราบเรียบเรียบเฉยอย่างร้ายกาจ เดินวางท่าเข้มต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางทำทีเป็นปัดมือและพึมพำออกมาระดับเสียงที่พอให้วิญญาณสาวได้ยินคนเดียว
"ยุงแถวนี้... ช่างน่ารำคาญเสียจริงไปให้พ้น"
พ่อบ้านที่เดินนำอยู่ยินเสียงพึมพำจึงหันกลับมามองด้วยความงุนงง
"ท่านมือปราบว่าอย่างไรนะขอรับ"
"ข้าแค่รำคาญเสียงยุงไม่มีอะไร...นำทางต่อเถอะ" มู่หานจวินตอบเสียงเย็น
ชิงเฟยแยกเคี้ยวมองมือปราบหนุ่มด้วยความหมั่นไส้ ยุงบ้านท่านตัวใหญ่และหน้าตาดีขนาดนี้เลยหรือไงไอ้เจ้าคิดเจ้าแค้น
เมื่อมาส่งถึงหน้าเรือน พ่อบ้านก็ขอตัวแยกย้ายไปทำหน้าที่ต่อ มู่หานจวินก้าวเข้าไปด้านใน พบกับ ฮูหยินจ้าว ผู้เป็นมารดาของคุณหนูจ้าวอวี้หลัน แม้ใบหน้าจะยังดูงดงามอ่อนเยาว์ ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับแดงช้ำและนัยน์ตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างหนักหน่วงไม่ต่างจากสามี
ชิงเฟยที่ลอยอยู่อีกด้านเอียงคอพิจารณา ก่อนจะแอบส่งเสียงกระซิบกระซาบกับมู่หานจวิน
"โห... สภาพดูไม่ได้พอกันเลย จะคุยได้เรื่องไหมเนี่ย วันนี้น่ะ"
ฮูหยินจ้าวรีบกล่าวเชิญ
"ท่านมือปราบมู่ เชิญนั่งก่อนเจ้าค่ะ"
ในขณะที่มู่หานจวินเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ ชิงเฟยก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า ลอยร่อนออกไปกวาดสายตาสำรวจรอบห้องนอนของฮูหยินจ้าวทันที ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า หรือมุมห้องเพื่อหาหลักฐานตามแบบโคนันเหอะฮ่าาา
ยังไม่ทันที่มู่หานจวินจะทันได้นั่งลงเรียบร้อย ฮูหยินจ้าวก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนและสั่นเครือทันที
"ท่านมือปราบมู่... บอกข้าทีเถิด ลูกสาวข้าตายเพราะเหตุใดกันแน่"
"ข้าเพิ่งส่งศพของคุณหนูอวี้หลันไปชันสูตร และให้ผู้ช่วยตรวจหาพิษอยู่ คาดว่าจะทราบผลในอีกไม่ช้า" มู่หานจวินตอบราบเรียบ
ฮูหยินจ้าวพยักหน้ารับ รังสีความโศกเศร้าในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังและอาฆาตแค้นขึ้นมาอย่างเด่นชัด นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น
"ต้องรบกวนท่านมือปราบใส่ใจสืบสวนคดีนี้ให้ถึงที่สุดนะเจ้าคะ เพราะข้าเชื่อมั่นเหลือเกินว่า... ต้องมีคนใจอำมหิตทำให้นางต้องตาย"
มู่หานจวินสายตาเย็นชา จ้องมองนางอย่างจับผิด
"หากว่าท่านสงสัยผู้ใดฮูหยินโปรดอย่าได้อ้อมค้อม หากท่านมีผู้ใดที่ต้องสงสัยอยู่ในใจ โปรดบอกข้ามาเถิด"
ฮูหยินจ้าวชะงักไปเล็กน้อย นางนิ่งคิดก่อนจะสั่นหน้าช้าๆ
"ข้า... ข้าไม่อาจระบุชื่อใครได้เจ้าค่ะ แต่หลานเอ๋อร์เป็นเด็กที่ร่างกายแข็งแรงมาตลอด จะอยู่ดีๆ มาสิ้นลมหายใจไปเองได้อย่างไร"
ในจังหวะนั้นเอง ชิงเฟยที่ลอยสำรวจทั่วห้องก็บินกลับมาร่อนลงข้างตัวมู่หานจวิน นางยื่นหน้าเข้าไปกระซิบชิดใบหูเขา
"กวาดดูรอบห้องแล้วนะ ไม่มีอะไรพิรุธเลยแหะ"
มู่หานจวินผู้มีจิตแข็งและผ่านงานสืบสวนมานักต่อนัก ไม่แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ผงกศีรษะลงเบาๆ อย่างเนียนๆ ราวกับกำลังพยักหน้ารับคำพูดของฮูหยินจ้าวว่า อยู่ดีๆ จะตายไปเองได้อย่างไร ก่อนจะเอ่ยถามต่อโดยไม่ให้เสียจังหวะ
"เช่นนั้น เรื่องส่วนตัวของคุณหนูจ้าวเล่า... ปกติแล้วนางคบหาผู้ใดบ้าง หรือช่วงนี้ได้ออกไปพบเจอใครข้างนอกบ้างหรือไม่อย่างไร"
ภายในตำหนักขององค์หญิงเก้า ม่านหนี่ ร่างบอบบางยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงมานานนับปี ใบหน้างดงามซีดเซียวแทบไร้สีเลือด แม้ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ แต่ดวงตาคู่นั้นไม่เคยเปิดขึ้นมาอีกเลยขันทีหนุ่มผู้ดูแลองค์หญิงมาตลอดเดินเข้ามาพร้อมถาดไม้เล็กๆ บนถาดมีเตากำยานใบหนึ่ง เขาวางมันไว้ไม่ไกลจากเตียง ก่อนจะจุดกำยาน กลิ่นหอมอ่อนๆ ค่อยๆ ลอยกระจายไปทั่วห้อง ช่วยขับความอับชื้นของตำหนักที่แทบไม่มีผู้ใดเข้าออกฮองเฮานั่งอยู่ข้างเตียง จับมือของม่านหนี่เอาไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำจากการเฝ้ามองบุตรสาวที่ไม่เคยตอบสนองมานานถึงหนึ่งปี “หนึ่งปีแล้ว...ม่านหนี่ยังไม่ฟื้น มีวิธีไหนหรือไม่ที่จะทำให้นางกลับมาได้?”ขันทีหนุ่มก้มหน้าลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่วิธีที่ว่าค่อนข้างจะต้องอาศัยเวลา และไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าจะได้ผลเมื่อใด”ฮองเฮาหันขวับไปมอง “วิธีไหน”ขันทีหนุ่มเหลือบมององค์หญิงที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้และลดเสียงลงอีก “มีวิธีหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง และต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน...หากทำสำเร็จ อาจช่วยเรียกสต
มู่หานจวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คุยกับตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “เจ้านี่เป็นเอามากจริงๆ ผีองค์หญิงเก้าคงตามหลอกหลอนเจ้าจนเสียสติไปแล้วสินะ มู่หานจวิน”มู่หานจวินไม่ได้ตอบ เพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วเหลือบมองชิงเฟยที่กำลังยืนกุมท้องอยู่ข้างโต๊ะหลงเหวินกลับทำท่าครุ่นคิดขึ้นมา ก่อนจะตบโต๊ะเบาๆ “เดี๋ยวก่อน ความจริงแล้ว...พวกเราควรเดินทางไปแคว้นเซี่ยสักครั้ง”มู่หานจวินเลิกคิ้ว ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ก็ดีพ่ะย่ะค่ะ จะได้ไขข้อข้องใจเสียที”ชิงเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง หันขวับมองมู่หานจวิน “เดี๋ยวนะ...นี่ท่านไม่ปฏิเสธหรือ”มู่หานจวินเหลือบมองนาง ชิงเฟยรีบพูดต่อ “ปกติถ้าฝ่าบาทพูดเรื่องข้า ท่านต้องรีบปฏิเสธทุกอย่างไม่ใช่หรือ คราวนี้กลับเห็นด้วยเสียอย่างนั้น”มู่หานจวินถอนหายใจ “เพราะครั้งนี้ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าคือใครกันแน่”ชิงเฟยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”มู่หานจวินเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบ “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”ชิงเฟยยกมือขึ้นอย่างร่าเริง “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
ทันทีที่มู่หานจวินก้าวเข้ามาในวังหลวง หลงเหวินก็รีบลุกจากบัลลังก์เดินลงมาหาอย่างรวดเร็ว ราวกับรอเขามานานแล้ว “ท่านมือปราบมาแล้วหรือ เร็วเข้า ขันที นางกำนัล ยกเครื่องเสวยมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”มู่หานจวินชะงัก “ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาเพราะเรื่องหญิงในภาพมิใช่หรือ”“เรื่องนั้นก็สำคัญ แต่เจ้ามาถึงทั้งทีต้องกินอะไรเสียหน่อย” หลงเหวินตอบอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพามู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก ขันทีและนางกำนัลรีบยกอาหารตามมาเป็นพรวนชิงเฟยที่ลอยตามมาเงียบๆ สังเกตตั้งแต่เมื่อครู่ว่าหลงเหวินไม่ได้หันมามองทางตนแม้แต่น้อย จึงลองโบกมือผ่านหน้าเขาไปหนึ่งครั้ง อีกครั้ง แล้วอีกครั้ง ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ชิงเฟยเบิกตากว้างอย่างโล่งใจ “เห็นไหมล่ะ ตอนนี้มองไม่เห็นข้าแล้วจริงๆ”เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ชิงเฟยจึงรีบลอยตามมู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำทันที แต่พอเห็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร นางกลับชะงักอยู่กลางอากาศ ดวงตาจับจ้องจานอาหารตรงหน้าอย่างไม่วางตาหลงเหวินไม่รอช้า รีบหันมาพูดกับมู่หานจวินทันที “ท่านมือปราบ ข้าพบนางแล้ว”มู่หานจวินขมวดคิ้ว “พบใครหรือ”“หญิงงามที่ติดตามท่านอย่างไล่าท่านมือปราบ” ” หลงเหวินลด
“ข้าน้อยจำได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบกล่าว หลงเหวินชะงัก “ที่แคว้นเซี่ย องค์หญิงเก้าแว่าแต่ทำไมข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้”“พ่ะย่ะค่ะ หญิงผู้นี้คือองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นเซี่ย...องค์หญิงม่านหนี่จริงๆ นางงดงามเกินใครอาจเพราะงดงามเกินใครจึงถูกซ่อนไว้ในวังพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินขมวดคิ้วแน่น พลางหยิบภาพวาดขึ้นมามองอีกครั้ง “องค์หญิงเก้าอย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ปรากฏกายให้ข้าเห็นได้”“เรื่องนั้นข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าน้อยจำไม่ผิดแน่นอน ใบหน้าขององค์หญิงเก้ากับหญิงในภาพเหมือนกันทุกประการ”หลงเหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งขันทีเสียงดัง “ส่งทูตไปแคว้นเซี่ยเดี๋ยวนี้ แล้ว ให้เขาวาดภาพเหมือนขององค์หญิงม่านหนี่มาให้ข้า ข้าต้องการเห็นด้วยตาตัวเองว่าเป็นคนเดียวกับหญิงในภาพหรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ”“แล้วให้รีบไปรีบกลับ ข้าแทบจะอดใจไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นใบหน้าขององค์หญิงเก้า” หลงเหวินกำภาพวาดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้ชายผู้ให้ข้อมูลรีบก้มหน้าลง ขณะที่หลงเหวินยังคงจ้องภาพหญิงงามไม่วางตา ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “อ้อ จริงสิ ส่งคนไปแจ้งท่านมือปราบมู่หานจวินด้วย”ขันทีชะงัก “แจ้ง
ด้านหลังจวนตระกูลหลี่ในยามเย็น ชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเข้มเดินลัดเลาะมาตามกำแพงด้วยท่าทีมีพิรุธ เขาหยุดมองซ้ายทีขวาทีหลายครั้ง พอแน่ใจว่าไม่มีใครจึงเคาะประตูเล็กด้านหลังเบาๆ สามครั้งเหมือนการส่งซิกไม่นานประตูก็เปิดออก ฮูหยินหลี่ก้าวออกมา นางเหลียวมองไปรอบด้าน ก่อนรีบยื่นห่อผ้าสีน้ำตาลขนาดพอดีมือให้ชายคนนั้น “เอาไป แล้วรีบไปเสีย อย่าให้ใครเห็นเจ้า”ชายคนนั้นรับห่อมาอย่างลนลาน “ฮูหยิน เรื่องที่ท่านสั่ง...”“ข้าบอกให้รีบไปพูดมากอยู่ได้” ฮูหยินหลี่ตวาดเสียงต่ำ “หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ไม่ใช่แค่เจ้าที่เดือดร้อน ข้าเองก็หนีไม่พ้น”ชายคนนั้นหน้าซีด รีบเก็บห่อผ้าไว้ในอกเสื้อแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่เพิ่งพ้นมุมกำแพงไปไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืด“จะรีบไปไหนหรือ”ชายคนนั้นชะงักกึก หลัวเฟิงก้าวออกมาจากด้านหน้า ขณะที่ฉินอู๋ปรากฏตัวด้านหลัง ปิดทางหนีเอาไว้พอดี ทั้งสองคนได้รับคำสั่งให้เฝ้าตระกูลหลี่ไว้เห็นชายคนนี้ลอบมาที่หลังจวนตั้งแต่แรก จึงซ่อนตัวเฝ้าดูอยู่เงียบๆชายคนนั้นหน้าถอดสี รีบหันกลับจะวิ่ง แต่ฉินอู๋คว้าคอเสื้อไว้ได้ก่อน“ปล่อยข้า ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”ห
กรมมือปราบแทบกลายเป็นสนามรบย่อมๆ ไปแล้ว หญิงสองคนยืนประจันหน้ากันกลางกรม คนหนึ่งคือฮูหยินหลี่ สตรีร่างอวบที่ยังหอบจากการปะทะเมื่อครู่ ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียว แต่งกายงดงาม แม้เส้นผมจะยุ่งไปเล็กน้อยก็ยังเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับสมบัติของสามีข้า” ฮูหยินหลี่ตวาด “ท่านพี่แต่งข้าเข้าบ้านอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ข้าคือภรรยาของเขา เจ้าต่างหากที่เป็นใครก็ไม่รู้!”หญิงสาวหัวเราะเย็นๆ “ใครก็ไม่รู้หรือ ก่อนเขาจะตาย สามีเจ้าสัญญาว่าจะยกบ้านหลังนี้กับร้านค้าให้ข้า เขายังบอกด้วยว่าจะไม่ปล่อยให้ข้ากับลูกต้องลำบาก เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้ากวาดทรัพย์สินทั้งหมดไปคนเดียวหรือ ก่อนนั้นข้ากับลูกติดตามเขาไปแคว้นเซียบ่อยๆ เจ้าเคยได้รับโอกาสนั้นไหม”“ลูก” ฮูหยินหลี่ตาโต “เจ้าพูดถึงลูกของใคร”“ลูกของท่านพี่ต้าฟู่สิ จะลูกของใครได้อีก”เสียงฮือฮาจากชิงเฟยดังขึ้นทันทีชิงเฟยที่ลอยอยู่ระหว่างหญิงทั้งสองถึงกับเบิกตากว้าง นางรีบวนรอบคนหนึ่งที รอบอีกคนที ราวกับกำลังนั่งดูละครสนุกที่สุดในชีวิต “เดี๋ยวนะ...มีลูกด้วย แล้วทำไมเพิ่งรู้กันตอนคนตายไปแล้ว หรือว่าคนตายมีความลับเยอะก







