Masukตั้งแต่ที่เฉินซินหยานกลับมาครั้งนี้นางรับรู้ได้เลยว่าน้าสะใภ้ก็เหมือนจะสงบเสงี่ยมขึ้น นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
“ท่านตาช่วยพาข้าออกไปย่านการค้าที่ตรอกโหยวเฉียนได้ไหมเจ้าคะ” ซินหยานที่พอเห็นหน้าท่านตาของนางก็รีบเอ่ยปากร้องขอออดอ้อนทันที
ชายผมขาวยังไม่ทันได้เอ่ยทักทายหลานสาวก็ต้องหุบยิ้มทันที ช่วงนี้เขารู้สึกได้เลยว่าทุกครั้งที่ซินเอ๋อร์มาหาเขานางมักจะมีคำขออะไรสักอย่างตลอด แต่ท่าทางออดอ้อนนั้นก็ทำให้เขาอดที่จะใจอ่อนไม่ได้
“เจ้ายังไม่ล้มเลิกความคิดนั้นอีกหรือ” คนอายุมากกว่าเลิกคิ้วถาม
ผ่านมาหลายวันเขาก็ลืมไปแล้วว่าก่อนหน้าหลานสาวของเขาอยากซื้อไหมด้วยจำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียว
เรื่องที่น่าแปลกใจอีกเรื่องคือท่านอัครมหาเสนาบดีหรือปู่ของซินเอ๋อร์ส่งจดหมายมาหาเขาถึงสามฉบับแล้ว และยังมีของซินเอ๋อร์อีกด้วยมันทำให้เขากังวลใจอยู่พอสมควร
“โถ่ ท่านตา ข้าก็แค่อยากลองเสี่ยงดวงดูเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” ซินหยานทำหน้างอง้ำ ริมฝีปากเชิดขึ้นช่างน่าเอ็นดู
“เงินเจ็ดร้อยตำลึงไม่น้อยเลยนะซินเอ๋อร์” เซียวเฉิงคุนบอกด้วยใบหน้าจริงจัง
“ข้าไม่ได้บอกนี่เจ้าคะว่าจะใช้หมด”
“เช่นนั้นก็ดี” คนอายุมากกว่าโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อยที่หลานสาวของเขายังพอมีสติอยู่บ้าง
“ข้าจะใช้แค่นี้เองเจ้าค่ะ” พูดเสร็จก็ชูนิ้วขึ้นมาหกนิ้วให้ท่านตาของนางดู
“เฮ้อ แค่หกสิบตำลึงสินะ” เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ไม่ใช่ หกร้อยตำลึงต่างหาก” ซินหยานส่ายหน้าไปมา
เงินแค่หกสิบตำลึงจะซื้อไหมได้เท่าไหร่กันเชียว นางให้ซือเจียไปคอยสืบราคาไหมตลอดจนถึงช่วงที่ราคาไหมต่ำจนเป็นที่พอใจถึงได้คิดจะลงมือ
“หกร้อย ! ” เขาเบิกตาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
หลานสาวของเขาคนนี้จะใจกล้าเกินไปแล้ว
“ท่านตาเชื่อใจข้าสิเจ้าคะ ข้ามั่นใจ” ซินหยานยกแขนขึ้นมากอดอกด้วยความมั่นใจ แต่คนอายุมากกว่าต้องยกมือขึ้นมากุมขมับ
“เอาเถิดๆ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเงินของเจ้าตาจะไม่ห้ามเจ้าแล้ว” เขาบอกอย่างยอมแพ้
“แล้วสรุปว่า...” นางเว้นช่วงรอคำตอบ
“บอกให้คนไปเตรียมรถม้า”
ซินหยานหาบางอย่างที่อยู่ใกล้ตัวและปีนขึ้นยืนด้วยท่าทางซุกซน
ฟอดดด !
เสียงหอมแก้มฟอดใหญ่ทำให้เซียวเฉิงคุนตะลึงตาค้าง นี่สินะความน่ารักของหลานสาว ซินเอ๋อร์นี่ช่างรู้ความจริงๆ
“ท่านตาดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
นางออกไปบอกให้คนเตรียมรถม้าหลังจากนั้นก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
ซินหยานมั่นใจมากว่าอีกไม่นานราคาไหมจะพุ่งสูงจนใครก็คาดไม่ถึง
นางจำได้ดีว่าตอนที่นางอายุแปดขวบ เมื่อถึงช่วงหน้าหนาวนางไม่มีเสื้อผ้าหนาๆให้ใส่เลยแม้แต่ตัวเดียว น้าสะใภ้อ้างว่าเพราะปีนั้นไหมราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัวทำให้ราคาผ้าสูงขึ้นไปด้วยจึงไม่สามารถตัดชุดใหม่ให้นางได้ ชุดเก่าที่มีก็เล็กเกินไปเพราะเป็นชุดตั้งแต่ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่นี่
หน้าหนาวปีนั้นเป็นปีที่ทรมานสำหรับเด็กแปดขวบคนหนึ่งมากจนนางไม่มีทางลืมความหนาวเหน็บที่เคยประสบเลยสักครา
“ข้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะท่านตา” ซินหยานวิ่งไปหาท่านตาของนางอย่างกระตือรือร้น
“ออกเดินทาง” เขาหันไปสั่งคนบังคับรถม้าให้เริ่มออกเดินทางเมื่อซินเอ๋อร์ของเขาขึ้นมานั่งข้างกัน
ใช้เวลาประมาณสองเค่อกว่าจะถึงตรอกโหยวเฉียน หมู่บ้านที่นางอาศัยอยู่ไกลจากย่านการค้าพอควร
ตรอกซอยแห่งนี้คือสถานที่รวบรวมพ่อค้าจากต่างถิ่นเอาไว้เพื่อทำการแลกเปลี่ยนสินค้าจากต่างเมือง
ภายในโรงน้ำชาแห่งหนึ่งมีชายวัยกลางคนอยู่สามคนกำลังนั่งกันใบหน้าคร่ำเครียด พวกเขาคือพ่อค้าไหมที่นางตามหานั่นเอง
“เจ้าลองเข้าไปสอบถามดูว่าที่นี่มีพ่อค้าไหมหรือไม่ ถ้ามีให้พามาพบข้า” เฉิงคุนสั่งกับคนบังคับรถม้าของเขา
ไม่นานชายทั้งสามก็พากันเดินมาที่หน้าร้านพร้อมกัน
“นายท่าน มาแล้วขอรับ”
“อืม เจ้าจะคุยเองหรือให้ตาคุยให้” เขาหันไปถามหลานสาว
“ข้าจะจัดการเองเจ้าค่ะ”
เฉินซินหยานและท่านตาของนางลงจากรถม้าเพื่อเดินไปหาชายทั้งสาม
“พวกท่านคงเป็นพ่อค้าไหมสินะเจ้าคะ” ซินหยานระบายยิ้มหวานเป็นการทักทาย
“เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณหนูมีธุระอันใดกับพวกเราหรือขอรับ” หนึ่งในพวกเขาเอ่ยปากถาม
อยู่ดีๆก็มีคนมาบอกว่ามีคนต้องการพบพวกเขา จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร แล้วยิ่งเป็นเด็กตัวแค่นี้ยิ่งน่าประหลาดใจเข้าไปใหญ่
“ข้าต้องการซื้อไหมเจ้าค่ะ”
“คุณหนูท่านอย่าล้อพวกเราเล่นเลย” เขามีสีหน้าลำบากใจ
ใครก็รู้ว่าช่วงนี้ตระกูลใหญ่ที่นำเข้าไหมมานั้นขายกดราคาจนพ่อค้าอย่างพวกเขาไม่สามารถขายได้ หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเขาก็คงต้องยอมแพ้และกลับไปมือเปล่า
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” ซินหยานขมวดคิ้วเมื่อนางเริ่มไม่พอใจ
ท่าทีแสดงออกถึงความไม่พอใจของเด็กตรงหน้าทำให้พวกเขามองหน้ากันไปมา
“เอ่อ ถ้าเช่นนั้นคุณหนูจะซื้อเท่าไหร่หรือขอรับ”
“หกร้อยตำลึง”
“หะ...หกร้อยตำลึง” พวกเขากล่าวเสียงสั่นอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เงินหกร้อยตำลึงพอที่จะซื้อสินค้าของพวกเขาเกือบทั้งหมดด้วยซ้ำ
“ได้ใช่หรือไม่”
“ใต้เท้า หลานสาวของท่านคงจะไม่ได้ล้อเล่นจริงๆใช่ไหมขอรับ” เขาหันไปถามชายที่มากับเด็กคนนี้เพื่อความแน่ใจ
ถึงอย่างไรนางก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง อีกฝ่ายจะไม่วางใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“ทำตามที่นางบอกเถิด ข้ารับประกันว่าพวกเราไม่ผิดคำพูดแน่นอน” เซียวเฉิงคุนช่วยรับรองคำพูดของหลานสาว
“นี่เงินเจ้าค่ะ” ซินหยานหยิบตั๋วเงินยื่นให้พวกเขาดู
“ถ้าเช่นนั้น” เขากำลังยื่นมือไปรับตั๋วเงินไว้แต่นางกลับชักมันกลับไปก่อน
“พวกเราต้องทำสัญญากันก่อนสิ” ซินหยานบอกและดึงตั๋วเงินกลับ
นางต้องทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด นี่เป็นการทำการค้าครั้งแรกในชีวิตใหม่ ซินหยานก็อยากจะทำให้มันดีที่สุด
ในสัญญามีข้อตกลงเพียงไม่กี่ข้อ ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกันจนเกินควรเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย
“หืม คุณหนูจะฝากสินค้าไว้ที่พวกเราก่อนหรือขอรับ” เมื่ออ่านสัญญามาถึงข้อนี้ก็ทำให้เขาต้องฉงน
“หากไม่เปนการรบกวนประมาณสิบสี่วันก็พอ”
“จะว่าได้มันก็ได้อยู่หรอกขอรับ”
“รบกวนด้วยนะ ส่วนเงินข้าจะจ่ายก่อนครึ่งหนึ่งอีกครึ่งจะจ่ายหลังจากที่ข้ารับสินค้าไปแล้ว”
หลังจากตกลงทุกอย่างเรียบร้อยทั้งสองฝ่ายก็บอกลากันด้วยรอยยิ้มพึงพอใจทั้งคู่ พวกเขาสามารถขายสินค้าได้เกือบทั้งหมดมีเรื่องใดให้ไม่ดีใจกัน
“ตาไม่เคยรู้เลยว่าซินเอ๋อร์ของตาโตขนาดนี้แล้ว”
“ข้าเก่งมากใช่ไหมเจ้าคะท่านตา” นางยิ้มจนตาหยีด้วยความภูมิใจ
“อืม ซินเอ๋อร์เก่งมาก”
เขาชอบที่หลานสาวของเขายิ้มอย่างมีความสุขบ่อยมากขึ้น แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกว่าซินซินเปลี่ยนไปมากจริงๆ ความฝันที่นางกล่าวถึงนั้นมันต้องเลวร้ายขนาดไหนกันถึงทำให้หลานสาวตัวน้อยเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้
ทั้งสองเดินทางกลับบ้าน ตลอดทางก็พูดคุยกันเพลิดเพลิน ซินหยานเข้าไปพักในห้องของตัวเองด้วยความสบายใจ
นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่นางวางแผนไว้ จะทำอะไรก็ต้องมีเงินเอาไว้ก่อนชีวิตจะได้ง่ายขึ้น
“คุณหนู ฮูหยินให้มาตามเจ้าค่ะ” เสียงของบ่าวสักคนหนึ่งเรียกอยู่ด้านนอกห้อง
“อืม รู้แล้ว” ซินหยานตอบเสียงเอื่อย
พึ่งจะมีความสุขได้ไม่นานก็ต้องมาสู้รบตบมือกับคนน่ารำคาญนั่นอีกแล้ว ร่างกายของเด็กแปดขวบไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้นเสียหน่อย แค่นั่งรถม้าก็ปวดไปทั้งตัวแล้ว
“เฮ้อออ” ซินหยานลุกจากเตียงและถอนหายใจเพื่อเรียกสติ
นางรู้ดีว่าเรื่องที่นางทำจะต้องไปถึงหูของน้าสะใภ้เป็นแน่ คราวก่อนถ้าไม่ได้ท่านตาช่วยปิดไว้อีกฝ่ายก็คงรู้ความจริงไปแล้ว
บทที่ 19 ท่านไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ผ้าไหมกองพะเนินถูกนำมาวางไว้บนเตียงของซินหยาน โดยมีซือเจียคอยจัดแยกตามสีของพวกมัน “ท่านมหาเสนาบดีคงเอ็นดูคุณหนูมากเลยนะเจ้าคะ” ซือเจียยิ้มดีอกดีใจที่คุณหนูได้รับความรักจากคนในครอบครัว “คงทั้งเอ็นดูและสงสารนั่นแหละ” ซินหยานเหยียดยิ้มแต่มันกลับดูเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ซินหยานลูบสัมผัสเนื้อผ้าไหมแต่ละผืนในหัวก็คิดถึงสิ่งที่พึ่งเห็น ไม่ว่านางจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหนก็ไม่สามารถลดความเกลียดชังที่ท่านแม่มีต่อนางได้ “คุณหนู” ซือเจียเรียกเสียงละห้อย “ช่างมันเถอะ ฝากเจ้าจัดการผ้าพวกนี้ทีนะข้าจะนอนแล้ว” ซินหยานบอกเสียงเรียบ เมื่อซือเจียนำผ้าทั้งหมดไปเก็บแล้วพวกนางก็เข้านอนตามปกติ ซินหยานนอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนไม่สบายตัว กว่าจะหลับจริงๆก็เกือบเช้า เช้าวันถัดมาซินหยานยังไม่ทันได้ล้างหน้าก็มีบ่าวมาแจ้งว่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางให้ไปพบในอีกครึ่งชั่วยาม เมื่อซินหยานเดินมาถึงห้องรับรองในเรือนของบิดาก็พบว่ามีคนหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งป้าสะใภ้ ท่านแม่ ท่านป้ารอ
บทที่ 18 ความสุขเพียงชั่วครู่ ซินหยานและพี่ชายพากันเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนของเต็มมือ และมาถึงร้านที่ให้ทายปริศนาโคมไฟ “ข้าเข้าไปเล่นได้ไหมเจ้าคะท่านปู่” ซินหยานเขย่ามือท่านปู่ของนางเพื่อขออนุญาต ถึงโคมไฟเหล่านี้จะไม่ได้วิเศษกว่าโคมไฟทั่วไป แต่วิธีการที่ได้มันมาต่างหากที่ทำให้มันมีคุณค่า คนหลายสิบคนที่แย่งกันตอบปริศนายิ่งทำให้มันน่าเข้าร่วมการแข่ง “ไปสิ” “พี่รอง ไปกันเจ้าค่ะ” ซินหยานปล่อยมือจากท่านปู่ของนางและลากพี่ชายของนางเข้าไปในหมู่ผู้คน ชายชรายืนรอหลานๆของเขาอยู่ด้านนอก ดวงตาทอดมองความร่าเริงของหลานสาวแล้วก็พลอยทำให้เรื่องเครียดที่สะสมไว้เหมือนจะเบาลง “รางวัลปริศนาอันต่อไปคือโคมไฟอันนี้ ทุกท่านพร้อมหรือยังขอรับ” เจ้าของร้านกำลังถือโคมไฟที่จะเป็นรางวัลอันต่อไปอยู่ในมือ “พร้อม ! ” เสียงคนเกือบร้อยคนพูดพร้อมกัน “พี่รอง ท่านต้องแย่งมาให้ได้นะเจ้าคะ” ซินหยานหันไปบอกกับพี่ชายน้ำเสียงจริงจัง “อยากได้ขนาดนั้นเลยหรือ ให้ท่านปู่ซื้อให้ก็ได้นี่” “มันไม่เหมื
บทที่ 17 ไปเทศกาลโคมไฟกันเถอะ เฉินซินหยานไปชวนพี่ชายของนางไปเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวด้วยกัน พี่ชายก็ชวนท่านพ่อกับท่านแม่ และก็ชวนกันต่อไปเป็นทอดๆทำให้ตอนนี้รถม้าของสกุลเฉินถูกนำออกมาใช้ครบทุกคัน ท่านปู่ของนางมีบุตรทั้งหมดสี่คนประกอบด้วยลุงใหญ่ ป้ารอง ท่านพ่อ และท่านอา ท่านอามีอายุต่างจากพี่น้องคนอื่นเกินสิบปีเป็นคนที่ซินหยานสนิทใจด้วยที่สุดในบรรดาพี่น้องของพ่อ ลุงใหญ่มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ป้ารองมีฝาแฝดชายหญิง และท่านอาของนางนั้นยังไม่มีบุตร โชคยังเข้าข้างซินหยานที่ท่านปู่ของนางให้นั่งรถม้าคันเดียวกัน เด็กสาวจึงลากพี่ชายของตัวเองมานั่งด้วยกัน “ท่านพี่ไม่สบายหรือเปล่าเจ้าคะ” ซินหยานถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยความกังวลซินหยานจึงเอามือทาบหน้าผากพี่ชายเพราะเขามีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่ขึ้นรถม้าก็ก้มหน้าตลอดทาง และสีหน้าก็ไม่ค่อยดี “ปะ...เปล่า” จงอิ้นตอบตะกุกตะกัก แต่ก็ยังไม่ยอมสบตาใคร “แล้วทำไมสีหน้าของท่าน” ซินหยานยังคงไม่วางใจ “พี่ไม่ได้เป็นอะไร แค่นอนไม่หลับเลยเพลียๆ” เขาบ่ายเบี่ยงเพราะอ
บทที่ 16 รางวัลของหลานสาว ระหว่างการประชุมมีขุนนางบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งก้มหน้าอ่านตำราเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่หลวงเอาไว้ สิ่งที่น่าขันคือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในห้องอย่างอัครมหาเสนาบดียอมเชื่อและทำตามคำของเด็กตัวแค่นี้ เขารีบสั่งการส่งม้าเร็วไปสำรวจพื้นที่นั้นทันที “กว่าจะได้คำตอบคงเป็นพรุ่งนี้เช้า พวกเราก็แยกย้ายกันก่อน” เสียงทรงอำนาจออกคำสั่ง “แต่นี่คือเรื่องเร่งด่วนนะขอรับใต้เท้าเฉิน ถ้าพวกเราไม่รีบเคลื่อนทัพตอนนี้จะกลายเป็นพวกเราที่เสียเปรียบ” อัครมหาเสนาบดีเฉินตวัดสายตามองคนพูดทันควัน เหมือนคนพวกนี้จะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นใคร “แล้วถ้าทหารนับพันนับหมื่นต้องล้มป่วยเพราะความใจร้อนของเจ้า เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร” เฉินรุ่ยเซียวถามเสียงเย็น ท่าทางน่าเกรงขามของเขาทำให้คนอื่นๆในห้องต้องปิดปากเงียบไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก ซินหยานกำลังรื้อฟื้นความทรงจำที่เคยเรียนในบทเรียนเมื่อชาติที่แล้ว นางอาจจะไม่เคยรับรู้ตอนที่เกิดสงครามแต่ได้มาเรียนประวัติของแคว้นในตอนโต
บทที่ 15 คุณหนูหกเฉิน คุณหนูหกสกุลเฉินยืนถือถ้วยยารออยู่หน้าห้องทำงานของผู้เป็นปู่อย่างท่านอัครมหาเสนาบดีเฉินมาได้สักพักจนรู้สึกได้ว่ามือกำลังสั่นเล็กๆ “คุณหนู มาทำอะไรขอรับ” อวี้หลางที่ได้รับการแจ้งว่ามีคนขอเข้าพบนายท่านของเขาเปิดประตูออกมาก็เจอซินหยานยืนรออยู่ “ข้าเอายาบำรุงมาให้ท่านปู่เจ้าค่ะ” ซินหยานบอกเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้ม “เอ่อ นายท่านกำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่ขอรับ” อวี้หลางมีสีหน้าลำบากใจ ตามปกติแล้วในเวลาแบบนี้จะไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าไปเด็ดขาดเพราะเรื่องที่พูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สายตาวิบวับของเด็กน้อยตรงหน้าก็ทำให้เขาเหมือนจะใจอ่อน “ข้าต้มยามาให้ท่านปู่ ถ้านานกว่านี้ยาก็จะเย็น ทำยังไงดีอวี้หลาง” เฉินซินหยานทำหน้าสลด ดวงตาที่เคยวาววับก็หม่นลง “คุณหนูรอสักครู่นะขอรับ” ท้ายที่สุดอวี้หลางก็ยอมใจอ่อน เขาเข้าไปในห้องนั้นได้ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม “เชิญขอรับคุณหนู” อวี้หลางผายมือให้ซินหยานเข้าไปด้านในและเดินตามหลังนางเข้าไป ซินหยานก้มหัวให้คนอื่นๆที่นั่ง
บทที่ 14 ลืมสนิท หลังจากมื้ออาหารที่ไม่มีใครได้แตะแม้แต่ตะเกียบจบลงทุกคนก็แยกย้ายกลับเรือนของตนเองโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว “คุณหนูไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ” ซือเจียรีบปรี่เข้าหาคุณหนูของนางด้วยความเป็นห่วง “ไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี” นางโกหก เจอเรื่องแบบนี้มาคงไม่มีใครสบายใจได้หรอก ถึงภายในจะบอบช้ำแค่ไหนแต่การแสดงความอ่อนแอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน น้ำตาไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจ “คุณหนู” ซือเจียพึมพำเสียงอ่อน แววตาทอความเวทนา “เดิมทีข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรียกร้องความรักจากใครอยู่แล้ว เป้าหมายของข้าใหญ่กว่านั้นมาก” ซินหยานบอกน้ำเสียงจริงจัง ต่อให้พยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหนแต่ตัวนางก็รู้ดี แม้แต่ร่างกายของนางยังประท้วงกับสิ่งที่นางพูด ในอกมีความรู้สึกหน่วงจนเจ็บ “คุณหนูอยากทำอะไรเจ้าคะบอกซือเจียได้หรือไม่ ซือเจียอยากช่วยคุณหนูจริงๆ ทุกเรื่องที่คุณหนูแบกไว้ให้ซือเจียช่วยดีไหมเจ้าคะ” ซือเจียเอื้อมมือไปกอบกุมมือเล็กๆของเจ้านายไว้ ในความคิดของซือเจียนั้นซินหยานก็เหมือนน้อ







