ログインตั้งแต่ที่เฉินซินหยานกลับมาครั้งนี้นางรับรู้ได้เลยว่าน้าสะใภ้ก็เหมือนจะสงบเสงี่ยมขึ้น นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
“ท่านตาช่วยพาข้าออกไปย่านการค้าที่ตรอกโหยวเฉียนได้ไหมเจ้าคะ” ซินหยานที่พอเห็นหน้าท่านตาของนางก็รีบเอ่ยปากร้องขอออดอ้อนทันที
ชายผมขาวยังไม่ทันได้เอ่ยทักทายหลานสาวก็ต้องหุบยิ้มทันที ช่วงนี้เขารู้สึกได้เลยว่าทุกครั้งที่ซินเอ๋อร์มาหาเขานางมักจะมีคำขออะไรสักอย่างตลอด แต่ท่าทางออดอ้อนนั้นก็ทำให้เขาอดที่จะใจอ่อนไม่ได้
“เจ้ายังไม่ล้มเลิกความคิดนั้นอีกหรือ” คนอายุมากกว่าเลิกคิ้วถาม
ผ่านมาหลายวันเขาก็ลืมไปแล้วว่าก่อนหน้าหลานสาวของเขาอยากซื้อไหมด้วยจำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียว
เรื่องที่น่าแปลกใจอีกเรื่องคือท่านอัครมหาเสนาบดีหรือปู่ของซินเอ๋อร์ส่งจดหมายมาหาเขาถึงสามฉบับแล้ว และยังมีของซินเอ๋อร์อีกด้วยมันทำให้เขากังวลใจอยู่พอสมควร
“โถ่ ท่านตา ข้าก็แค่อยากลองเสี่ยงดวงดูเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” ซินหยานทำหน้างอง้ำ ริมฝีปากเชิดขึ้นช่างน่าเอ็นดู
“เงินเจ็ดร้อยตำลึงไม่น้อยเลยนะซินเอ๋อร์” เซียวเฉิงคุนบอกด้วยใบหน้าจริงจัง
“ข้าไม่ได้บอกนี่เจ้าคะว่าจะใช้หมด”
“เช่นนั้นก็ดี” คนอายุมากกว่าโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อยที่หลานสาวของเขายังพอมีสติอยู่บ้าง
“ข้าจะใช้แค่นี้เองเจ้าค่ะ” พูดเสร็จก็ชูนิ้วขึ้นมาหกนิ้วให้ท่านตาของนางดู
“เฮ้อ แค่หกสิบตำลึงสินะ” เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ไม่ใช่ หกร้อยตำลึงต่างหาก” ซินหยานส่ายหน้าไปมา
เงินแค่หกสิบตำลึงจะซื้อไหมได้เท่าไหร่กันเชียว นางให้ซือเจียไปคอยสืบราคาไหมตลอดจนถึงช่วงที่ราคาไหมต่ำจนเป็นที่พอใจถึงได้คิดจะลงมือ
“หกร้อย ! ” เขาเบิกตาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
หลานสาวของเขาคนนี้จะใจกล้าเกินไปแล้ว
“ท่านตาเชื่อใจข้าสิเจ้าคะ ข้ามั่นใจ” ซินหยานยกแขนขึ้นมากอดอกด้วยความมั่นใจ แต่คนอายุมากกว่าต้องยกมือขึ้นมากุมขมับ
“เอาเถิดๆ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเงินของเจ้าตาจะไม่ห้ามเจ้าแล้ว” เขาบอกอย่างยอมแพ้
“แล้วสรุปว่า...” นางเว้นช่วงรอคำตอบ
“บอกให้คนไปเตรียมรถม้า”
ซินหยานหาบางอย่างที่อยู่ใกล้ตัวและปีนขึ้นยืนด้วยท่าทางซุกซน
ฟอดดด !
เสียงหอมแก้มฟอดใหญ่ทำให้เซียวเฉิงคุนตะลึงตาค้าง นี่สินะความน่ารักของหลานสาว ซินเอ๋อร์นี่ช่างรู้ความจริงๆ
“ท่านตาดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
นางออกไปบอกให้คนเตรียมรถม้าหลังจากนั้นก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
ซินหยานมั่นใจมากว่าอีกไม่นานราคาไหมจะพุ่งสูงจนใครก็คาดไม่ถึง
นางจำได้ดีว่าตอนที่นางอายุแปดขวบ เมื่อถึงช่วงหน้าหนาวนางไม่มีเสื้อผ้าหนาๆให้ใส่เลยแม้แต่ตัวเดียว น้าสะใภ้อ้างว่าเพราะปีนั้นไหมราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัวทำให้ราคาผ้าสูงขึ้นไปด้วยจึงไม่สามารถตัดชุดใหม่ให้นางได้ ชุดเก่าที่มีก็เล็กเกินไปเพราะเป็นชุดตั้งแต่ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่นี่
หน้าหนาวปีนั้นเป็นปีที่ทรมานสำหรับเด็กแปดขวบคนหนึ่งมากจนนางไม่มีทางลืมความหนาวเหน็บที่เคยประสบเลยสักครา
“ข้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะท่านตา” ซินหยานวิ่งไปหาท่านตาของนางอย่างกระตือรือร้น
“ออกเดินทาง” เขาหันไปสั่งคนบังคับรถม้าให้เริ่มออกเดินทางเมื่อซินเอ๋อร์ของเขาขึ้นมานั่งข้างกัน
ใช้เวลาประมาณสองเค่อกว่าจะถึงตรอกโหยวเฉียน หมู่บ้านที่นางอาศัยอยู่ไกลจากย่านการค้าพอควร
ตรอกซอยแห่งนี้คือสถานที่รวบรวมพ่อค้าจากต่างถิ่นเอาไว้เพื่อทำการแลกเปลี่ยนสินค้าจากต่างเมือง
ภายในโรงน้ำชาแห่งหนึ่งมีชายวัยกลางคนอยู่สามคนกำลังนั่งกันใบหน้าคร่ำเครียด พวกเขาคือพ่อค้าไหมที่นางตามหานั่นเอง
“เจ้าลองเข้าไปสอบถามดูว่าที่นี่มีพ่อค้าไหมหรือไม่ ถ้ามีให้พามาพบข้า” เฉิงคุนสั่งกับคนบังคับรถม้าของเขา
ไม่นานชายทั้งสามก็พากันเดินมาที่หน้าร้านพร้อมกัน
“นายท่าน มาแล้วขอรับ”
“อืม เจ้าจะคุยเองหรือให้ตาคุยให้” เขาหันไปถามหลานสาว
“ข้าจะจัดการเองเจ้าค่ะ”
เฉินซินหยานและท่านตาของนางลงจากรถม้าเพื่อเดินไปหาชายทั้งสาม
“พวกท่านคงเป็นพ่อค้าไหมสินะเจ้าคะ” ซินหยานระบายยิ้มหวานเป็นการทักทาย
“เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณหนูมีธุระอันใดกับพวกเราหรือขอรับ” หนึ่งในพวกเขาเอ่ยปากถาม
อยู่ดีๆก็มีคนมาบอกว่ามีคนต้องการพบพวกเขา จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร แล้วยิ่งเป็นเด็กตัวแค่นี้ยิ่งน่าประหลาดใจเข้าไปใหญ่
“ข้าต้องการซื้อไหมเจ้าค่ะ”
“คุณหนูท่านอย่าล้อพวกเราเล่นเลย” เขามีสีหน้าลำบากใจ
ใครก็รู้ว่าช่วงนี้ตระกูลใหญ่ที่นำเข้าไหมมานั้นขายกดราคาจนพ่อค้าอย่างพวกเขาไม่สามารถขายได้ หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเขาก็คงต้องยอมแพ้และกลับไปมือเปล่า
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” ซินหยานขมวดคิ้วเมื่อนางเริ่มไม่พอใจ
ท่าทีแสดงออกถึงความไม่พอใจของเด็กตรงหน้าทำให้พวกเขามองหน้ากันไปมา
“เอ่อ ถ้าเช่นนั้นคุณหนูจะซื้อเท่าไหร่หรือขอรับ”
“หกร้อยตำลึง”
“หะ...หกร้อยตำลึง” พวกเขากล่าวเสียงสั่นอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เงินหกร้อยตำลึงพอที่จะซื้อสินค้าของพวกเขาเกือบทั้งหมดด้วยซ้ำ
“ได้ใช่หรือไม่”
“ใต้เท้า หลานสาวของท่านคงจะไม่ได้ล้อเล่นจริงๆใช่ไหมขอรับ” เขาหันไปถามชายที่มากับเด็กคนนี้เพื่อความแน่ใจ
ถึงอย่างไรนางก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง อีกฝ่ายจะไม่วางใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“ทำตามที่นางบอกเถิด ข้ารับประกันว่าพวกเราไม่ผิดคำพูดแน่นอน” เซียวเฉิงคุนช่วยรับรองคำพูดของหลานสาว
“นี่เงินเจ้าค่ะ” ซินหยานหยิบตั๋วเงินยื่นให้พวกเขาดู
“ถ้าเช่นนั้น” เขากำลังยื่นมือไปรับตั๋วเงินไว้แต่นางกลับชักมันกลับไปก่อน
“พวกเราต้องทำสัญญากันก่อนสิ” ซินหยานบอกและดึงตั๋วเงินกลับ
นางต้องทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด นี่เป็นการทำการค้าครั้งแรกในชีวิตใหม่ ซินหยานก็อยากจะทำให้มันดีที่สุด
ในสัญญามีข้อตกลงเพียงไม่กี่ข้อ ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกันจนเกินควรเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย
“หืม คุณหนูจะฝากสินค้าไว้ที่พวกเราก่อนหรือขอรับ” เมื่ออ่านสัญญามาถึงข้อนี้ก็ทำให้เขาต้องฉงน
“หากไม่เปนการรบกวนประมาณสิบสี่วันก็พอ”
“จะว่าได้มันก็ได้อยู่หรอกขอรับ”
“รบกวนด้วยนะ ส่วนเงินข้าจะจ่ายก่อนครึ่งหนึ่งอีกครึ่งจะจ่ายหลังจากที่ข้ารับสินค้าไปแล้ว”
หลังจากตกลงทุกอย่างเรียบร้อยทั้งสองฝ่ายก็บอกลากันด้วยรอยยิ้มพึงพอใจทั้งคู่ พวกเขาสามารถขายสินค้าได้เกือบทั้งหมดมีเรื่องใดให้ไม่ดีใจกัน
“ตาไม่เคยรู้เลยว่าซินเอ๋อร์ของตาโตขนาดนี้แล้ว”
“ข้าเก่งมากใช่ไหมเจ้าคะท่านตา” นางยิ้มจนตาหยีด้วยความภูมิใจ
“อืม ซินเอ๋อร์เก่งมาก”
เขาชอบที่หลานสาวของเขายิ้มอย่างมีความสุขบ่อยมากขึ้น แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกว่าซินซินเปลี่ยนไปมากจริงๆ ความฝันที่นางกล่าวถึงนั้นมันต้องเลวร้ายขนาดไหนกันถึงทำให้หลานสาวตัวน้อยเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้
ทั้งสองเดินทางกลับบ้าน ตลอดทางก็พูดคุยกันเพลิดเพลิน ซินหยานเข้าไปพักในห้องของตัวเองด้วยความสบายใจ
นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่นางวางแผนไว้ จะทำอะไรก็ต้องมีเงินเอาไว้ก่อนชีวิตจะได้ง่ายขึ้น
“คุณหนู ฮูหยินให้มาตามเจ้าค่ะ” เสียงของบ่าวสักคนหนึ่งเรียกอยู่ด้านนอกห้อง
“อืม รู้แล้ว” ซินหยานตอบเสียงเอื่อย
พึ่งจะมีความสุขได้ไม่นานก็ต้องมาสู้รบตบมือกับคนน่ารำคาญนั่นอีกแล้ว ร่างกายของเด็กแปดขวบไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้นเสียหน่อย แค่นั่งรถม้าก็ปวดไปทั้งตัวแล้ว
“เฮ้อออ” ซินหยานลุกจากเตียงและถอนหายใจเพื่อเรียกสติ
นางรู้ดีว่าเรื่องที่นางทำจะต้องไปถึงหูของน้าสะใภ้เป็นแน่ คราวก่อนถ้าไม่ได้ท่านตาช่วยปิดไว้อีกฝ่ายก็คงรู้ความจริงไปแล้ว
บทส่งท้าย เป็นระยะเวลากว่าสี่ปีที่ซินหยานแต่งงานกับสามีอันเป็นที่รัก เขายังคงดีต่อนางสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปร ยิ่งทวีความรักมากขึ้นเมื่อนางได้ให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยทั้งสองคน “เจ้าก็รักแต่เจ้าใหญ่ยัยหนูรองน้อยใจแย่” คนเป็นพ่ออุ้มลูกสาวคนเล็กเอาไว้ในอ้อมอกและตระกองกอดไว้ด้วยความรักแสนทะนุถนอม “แอ้” เจ้าตัวน้อยที่อายุได้เพียงหกเดือนร้องอ้อแอ้และแย้มยิ้มให้พ่อจนเห็นเหงือกสีชมพู ดวงตากลมโตราวกับถอดแบบมารดาออกมาจ้องมองใบหน้าคมของบิดาด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ท่านก็เอาแต่เล่นกับยัยหนูรองจนลืมเจ้าใหญ่เหมือนกันนั่นแหละ” ซินหยานหันไปมองค้อนสามีที่ชอบเข้มงวดกับบุตรชาย แต่กับบุตรสาวเขาทะนุถนอมและตามใจยิ่งกว่าพวกองค์หญิงในวังหลวงเสียอีก พอได้มาเป็นแม่คนครั้งแรกซินหยานก็คิดอะไรได้หลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของท่านแม่ นางเคยคิดว่าที่ท่านแม่ทำไปเพราะรักแต่นั่นเป็นความคิดเพ้อฝันเข้าข้างตัวเองของนาง ความรักที่ซินหยานมีให้ลูกนั้นแตกต่างจากที่เคยได้รับจากมารดาโดยสิ้นเชิง ตอ
บทที่ 177 ครอบครัวสุขสันต์ วันนี้ถือเป็นวันพิเศษต้นวสันตฤดูแสงแดดอ่อนๆทอผ่านกิ่งไม้ ใบไม้เขียวขจีพัดไหวเบาๆตามแรงลมที่พัดโชย กลิ่นดอกไม้ที่บานสะพรั่งอบอวลในอากาศ เสียงนกร้องคลอเบา ๆ เป็นทำนองแห่งธรรมชาติ ยามเช้าหลังจากที่เรื่องเลวร้ายทั้งหมดทั้งมวลถูกกาลเวลาพัดพาออกไป ครอบครัวสกุลเฉินนั่งทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา เสียงพูดคุยหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ ซินหยานเฝ้ามองทุกคนด้วยใจที่รู้สึกอบอุ่นและอิ่มเอมกว่าครั้งไหนๆ นางได้ย้อนกลับมาแก้ไขทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ช่วยแคว้นไว้ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนางสามารถช่วยทุกคนในครอบครัวเอาไว้ได้ ไม่มีใครล้มหายตายจากถึงแม้ระหว่างทางจะมีเรื่องให้ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยครั้ง เพี๊ยะ ! ร่างบางตีมือของพี่ชายคนโตของบ้านที่กำนั่งแย่งน่องไก่ชิ้นสุดท้ายไป เขามองนางตาขวาง แต่เมื่อเห็นสายตาคู่คมที่จ้องมองเขาราวกับศัตรูของคนที่อยู่ข้างกายนางเจียเผิงก็ยอมปล่อยน่องไก่ชิ้นนั้นไป “หึ ถือว่ามีคนปกป้องแล้วจะรังแกข้ายังไงก็ได้หรือไง” เจียเผิงบ่นเสียงเบาไม่กล้าพูดให้อีกฝั่งได้ยิน
บทที่ 176 ไม่มีทางเอาชนะได้ “พาเสด็จพ่อของเจ้าไปที่ห้องทรงพระอักษร” ท่านน้าขององค์ชายรองกล่าวและเดินไปรอที่ห้องนั้นตามคำของตน สารสละราชสมบัติถูกวางเอาไว้พร้อมกับแต่งตั้งองค์ชายรองขึ้นแทนฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระองค์มองสิ่งเหล่านั้นด้วยความทอดถอนใจมิได้เกรงกลัวต่อการข่มขู่ของคนทั้งสอง คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายจะมาหวาดกลัวกับเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร และทุกอย่างก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องมีจุดจบเช่นไร เขาไม่ใช่กษัตริย์ที่หลงมัวเมาในอำนาจห่วงก็แต่เพียงคนที่ขึ้นมาแทนที่คนต่อไปจะรักแคว้นและทำเพื่อแคว้นได้ไม่เท่าที่เขาทำ พระองค์ทรงประทับตามที่พระโอรสบอก มือก็คว้าตราประทับมาจับเอาไว้มั่น ในพระทัยก็ได้แต่ภาวนาว่าโอรสจะเปลี่ยนใจ “เจ้ามั่นใจแล้วนะว่าต้องการเช่นนี้” พระองค์ทรงใช้วาจาธรรมดากับโอรสองค์รอง ในที่นี้มีเพียงแค่พ่อกับลูกมิใช่กษัตริย์และพระโอรสผู้ยิ่งใหญ่ “ลูก...กระหม่อม” องค์ชายรองตัวสั่นและไม่กล้ากล่าวสิ่งใด “เจ้าอย่ามาพูดให้มากความ หน้าที่ของเจ้าตอนนี้คือต้องประทับสารสละราชสมบัติ
บทที่ 175 คำสารภาพใต้แสงจันทร์ ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงครึ่ง ทุกอย่างรอบกายสงบนิ่งมีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมที่ปะทะกับต้นไม้ด้านนอก อากาศเย็นเฉียบราวกับจงใจให้ร่างบางต้องขยับตัวเข้าหาอ้อมกอดแสนอบอุ่นของเขา มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากข้างเตียงที่ทำให้นางมองเห็นใบหน้าคมที่กำลังทำหน้าจริงจัง คำพูดที่เหมือนกับหยุดทุกสิ่งรอบกายของเขาทำให้ซินหยานแทบจะวิญญาณหลุดจากร่าง แค่เขาถามนางว่าอยากอยู่กับเขาไปทั้งชีวิตหรือไม่ในใจมันก็กู่ร้องกังวาน “ข้าพูดจริงๆนะซินหยาน” เขาเน้นย้ำคำพูดของตนเมื่อนางนิ่งเงียบไป จุดประสงค์แรกที่มาหานางนั้นไม่ได้มาเพื่อทำเรื่องนี้ แต่เมื่อได้สวมกอดนางเอาไว้เขาก็รู้ตัวทันทีว่าชีวิตเขาขาดนางไปไม่ได้อีกแล้ว หากไม่รีบก็อาจจะช้าเกินไป เขาจะปล่อยให้นางหลุดมือไปไม่ได้ “ท่านชอบข้าหรือ” ซินหยานถามด้วยสีหน้าสับสน นางรู้ตัวว่าชอบเขามาก แต่ไม่เคยนึกถึงอีกฝ่ายเลยว่าจะชอบนางเหมือนกันหรือไม่ เพราะความไม่ประสาในเรื่องความรักทำให้ซินหยานไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร คำถามง่ายๆสั้นๆแต่ทำให้เข
บทที่ 174 เบื้องหลังฝันร้าย ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เฉินซินหยานยืนอยู่ท่ามกลางห้วงแห่งภวังค์ที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่คุ้นเคย เสียงกระซิบคลอดังระงมรอบตัว นางหันมองไปรอบๆ แต่เห็นเพียงหมอกหนาและแสงสีจางๆ ที่ลอยล่องอย่างไม่มีทิศทาง ภาพด้านซ้ายคือข้างในของจวนสกุลเฉิน และด้านอื่นๆมีทั้งในวังและในห้องมืดๆอับชื้น เสียงกระซิบดังระงมจนซินหยานปวดหัวต้องยกมือขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้าง เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ร่างบางจึงเริ่มก้าวเท้าเดินหนีไปยังสถานที่ที่นางรู้สึกว่าปลอดภัยที่สุดนั่นก็คือจวนสกุลเฉิน แม้จะรู้ตัวว่าเป็นความฝันแต่ก็มิอาจปลุกตัวเองให้ตื่นได้ ทำได้เพียงหาทางออกจากห้วงแห่งนี้ให้เร็วที่สุด ด้านในจวนมีสภาพคล้ายกับในชีวิตจริง เว้นแต่ในความฝันมันดูทรุดโทรมกว่ามากหากจะให้เปรียบเทียบมันเหมือนกับจวนสกุลเฉินในตอนที่ท่านปู่เริ่มล้มป่วยในกาลก่อน “เจ้าจงนำพิษนี้ไปให้ตาแก่นั่นกินแล้วข้าจะยกหนี้พนันให้เจ้าทั้งหมด” เสียงเย็นเยียบชวนขนลุกทำให้ซินหยานเดินเข้าไปใกล้ทางนั้นมากขึ้น คนสองคนยืนพ
บทที่ 173 รักที่ไม่ต้องหลบซ่อน ข่าวเรื่องการล้มป่วยหนักของท่านอัครมหาเสนาบดีถูกแพร่กระจายเป็นวงกว้าง แทบจะไม่มีใครในเมืองหลวงที่จะไม่รู้เรื่องนี้ ข่าวลือนั้นลุกลามอย่างรวดเร็ว จวนสกุลเฉินปิดประตูแน่นไม่ให้ใครเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ลูกหลานแต่ละคนถูกสั่งห้ามพบปะพูดคุยกับบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด มีเพียงแม่ทัพโจวที่สามารถเข้านอกออกในจวนนี้ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ซินหยานแปลกใจคือคนสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนาง คนสองคนที่เคยบอกว่าไม่ได้มีความรู้สึกต่อกัน และดูเหมือนคนที่ไม่ถูกกันมากกว่า ทั้งสองกำลังยืนจับมือกันอยู่ตรงหน้าร่างบาง พี่ชายของนางดูสายตาแน่วแน่จริงจังกว่าครั้งไหนๆ ริมฝีปากบางกดยิ้มด้วยความเอ็นดูทั้งคู่ “ซินซิน” เสียงเข้มเรียกน้องสาว เฉินจงอิ้นบีบมือคนข้างกายแน่นขึ้นเมื่อกำลังจะพูดความลับของทั้งสองออกไป เขาเก็บความลับนี้ไว้มานานเป็นปีและวันนี้มันก็ถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว “ว่าอย่างไรเจ้าคะพี่รอง” ซินหยานแสดงสีหน้าที่เป็นปกติ คนที่ควรตกใจอย่างซินหยานกลับสงบนิ่งกว่าคนที่กำล
บทที่ 85 วันวุ่นวายที่ร้านผ้า กลางสารทฤดูลมหนาวเริ่มก่อตัว ซินหยานเดินเล่นในสวนที่อยู่ด้านหลังของเรือนเหมือนที่ทำเป็นประจำ ทุกฝีก้าวจะได้ยินเสียงใบไม้ที่แห้งกรอบ “ซือเจีย ! ” ซินหยานตะโกนเรียกสาวใช้คนสนิท เสียงฝีเท้าของซือเจียรีบเร่งมาทางด้านนี้ พร้อมกับร่างเจ้าข
บทที่ 62 แค่หยอกล้อ ภายใต้บรรยากาศการเรียนที่กำลังวุ่นวายเพราะการเรียนวันนี้เป็นแบบถามตอบ ท่านอาจารย์จะถามคำถามและให้ทุกคนแสดงความเห็น มีเพียงเฉินซินหยานที่นั่งหน้ามุ่ยตั้งแต่เช้าที่เดินทางมาถึงโถงศึกษา ปกติซินหยานมักจะยกมือตอบคำถามอยู่บ่อยๆ นางสนุกกับการเรียนมากขึ้นเรื่อยๆไ
บทที่ 25 คนเลี้ยงไหม “ซือเจียเจ้าเห็นปิ่นปักผมที่ข้าซื้อมาจากบ้านท่านตาหรือไม่” ซินหยานถามด้วยความร้อนใจ นางพึ่งนึกขึ้นได้ว่าก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองหลวงนางได้ซื้อของฝากคนในครอบครัวเอาไว้หลายอย่าง กระทั่งท่านลุงกับท่านป้านางก็ได้มอบให้ไปแล้ว เหลือเพียงปิ่นปักผมที่ซินหยานไม่
บทที่ 11 อ้อมกอดที่คิดถึง ภายในรถม้ามีคนสองคนกำลังนั่งอยู่ด้วยกันแต่ความรู้สึกภายในนั้นกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง คนที่มีแต่ความตื่นเต้นและดีใจที่จะได้เจอลูกสาวอย่างเซียวเฉิงคุนนั้นบีบมือเข้าหากันจนเหงื่อตก แต่สำหรับซินหยานนั้นต่างกัน นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะแสดงสีหน







