Masuk“มาแล้วก็นั่งลง” น้าสะใภ้ของซินหยานเอ่ยเสียงเข้มพร้อมกับใบหน้าที่เรียบนิ่ง
“น้าสะใภ้ให้บ่าวไปตามข้ามา มีอะไรจะสั่งสอนหลานหรือเจ้าคะ”
เฉินซินหยานไม่สะทกสะท้านกับสายตาทิ่มแทงของอีกฝ่ายและยังอดไม่ได้ที่จะพูดจาเสียดสีตอบโต้
“เห็นข้ายอมนิดยอมหน่อยเจ้าก็ปีกกล้าขาแข็งขึ้นเยอะเลยสินะ” เซียวฮูหยินใช้สายตากดข่มเด็กน้อยให้นางกลัวแต่ก็ไม่เป็นผล
“ท่านน้าสะใภ้คิดว่าแบบนั้นหรือเจ้าคะ” ซินหยานส่งสายตายียวนเป็นการตอบแทน
นางเคยกลัวสายตาและท่าทางเหล่านี้ไปได้อย่างไรกัน ช่างโง่เขลาสิ้นดี
“หึ เก่งนี่ ไม่ตัวสั่นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” คนอายุมากกว่าแสยะยิ้มเยือกเย็น
เซียวฮูหยินที่เคยกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆขึ้นกับนางก่อนหน้านี้กลับมีความมั่นใจขึ้นมา หากคนพวกนั้นสนใจความเป็นอยู่ของนางเด็กนี่จริงก็คงต้องลงมือกับนางไปแล้วแต่นี่กลับเงียบสงบไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ที่ท่านเรียกข้ามาแค่เพราะจะให้มานั่งฟังท่านถากถางข้าเท่านั้นหรือ”
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าไปเหมาซื้อไหมจากพ่อค้าในตลาดจนหมด”
เซียวฮูหยินก้มตัวลงเพื่อให้สายตาอยู่ระดับเดียวกันกับหลานสาวสุดที่รัก มือเย็นเฉียบลูบไปมาบนใบหน้าจิ้มลิ้ม
“ท่านน้าสะใภ้มีปัญหากับการใช้เงินของข้าหรือ” ซินหยานปรายตามองเรียวนิ้วที่สัมผัสใบหน้าของนาง
ถึงจิตใจจะเข้มแข็งมากขึ้นแค่ไหนแต่ร่างกายของนางในตอนนี้ก็เป็นแค่เด็กแปดขวบจะไปสู้ผู้ใหญ่ได้อย่างไร หากอีกฝ่ายเกิดเสียสติลงไม้ลงมือขึ้นมานางก็คงต้องเจ็บหนัก
หมับ !
คนอายุมากกว่าบีบแก้มของเด็กน้อยจนซินหยานส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บ ปลายเล็บแหลมก็จิกที่แก้มจนเป็นรอย
“โอ๊ย ! ท่านเสียสติไปแล้วหรือ” ซินหยานพูดเสียงอู้อี้เพราะขยับปากได้ไม่ถนัด ความเจ็บแสบทำให้นางชาไปทั้งแก้ม
“เจ้านั่นแหละเสียสติไปแล้ว เจ้าคิดว่าพวกเราร่ำรวยขนาดไหนกันถึงใช้เงินซื้อของไร้ค่าพวกนั้นตั้งหกร้อยตำลึง” เซียวฮูหยินสะบัดมือออกจากใบหน้าจิ้มลิ้มจนเด็กน้อยหน้าหันไปตามแรง
ซินหยานพยายามทำใจกล้าไม่แสดงเกรงกลัวอีกฝ่าย แต่เมื่อโดนตะคอกใส่นางก็เผลอสะดุ้งตัวโยนแต่ก็สามารถดึงสติกลับมาได้
“แล้วข้าไปใช้เงินของท่านหรือ ทำไมท่านต้องมาเดือดร้อนกับข้าด้วย” ซินหยานพูดเสียงเรียบ
เฉินซินหยานรวบรวมสติแล้วปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติให้ได้มากที่สุด นางจ้องมองกลับไปที่อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
“ข้าเป็นฮูหยินของสกุลเซียว ทรัพย์สินเงินทองของสามีข้าก็เหมือนของข้าเจ้ามันคนสกุลเฉินมีสิทธิใดมายุ่งกับของของข้า”
เซียวฮูหยินระเบิดอารมณ์โดยไม่สนใจเลยว่าคนตรงหน้าก็แค่เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น
“ข้าว่าพวกเขาคงบอกท่านน้าไม่หมดนะเจ้าคะ”
ซินหยานยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย เรื่องเงินที่นางได้รับจากท่านปู่ก็คงมีแค่ท่านปู่ ท่านตา ตัวนางเองและคนส่งสารเท่านั้นที่รู้ความจริง
การที่น้าสะใภ้ของนางจะสติแตกขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ท่านตาของนางไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดจะให้หลานสาวละลายเงินทิ้งไปทีละหลายร้อยตำลึงได้ตามใจ
“เจ้าพูดเรื่องอันใด” เซียวฮูหยินแผดเสียงลั่น
“ลองเดาดูสิ” ซินหยานไม่สนใจท่าทีของอีกฝ่ายนางจงใจปั่นประสาทให้อีกฝ่ายมีโทสะมากกว่าเดิม
“เจ้าอย่ามาเล่นลิ้น หรือเจ้าไม่อยากมีมันไว้พล่ามคำพูดน่ารำคาญได้อีก”
“เงินนั่นไม่ใช่ของท่านตา”
“เจ้าพูดอะไร ถ้าไม่ใช่ของท่านพ่อแล้วเจ้าไปเอามันมาจากไหน”
“หึ ข้าอยากให้ท่านเห็นสีหน้าของท่านตอนนี้จริงๆมันช่างน่าตลกสิ้นดี”
เฉินซินหยานขำให้กับความโง่เขลาของอีกฝ่าย ท่านน้าสะใภ้ของนางก็เป็นเช่นนี้ ทั้งๆที่ตัวเองขี้ขลาดขนาดนี้แต่ก็อยากจะวางท่าเป็นใหญ่ในบ้านคอยข่มคนอื่นตลอดเวลา
“มันก็เดาได้ไม่ยาก เงินนั่นท่านปู่ให้ข้ามาต่างหาก” ซินหยานยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสมเพชคนตรงหน้า
“ปู่ของเจ้างั้นหรือ เป็นไปไม่ได้” น้าสะใภ้ของซินหยานพึมพำไม่เชื่อคำพูด
“ท่านคิดว่าที่ท่านยังรอดมาถึงตอนนี้ได้เพราะท่านปู่ของข้าไม่สนใจข้างั้นหรือ มันเป็นเพราะข้าขอร้องท่านตาไม่ให้บอกต่างหาก”
“ข้า...ข้า” คนอายุมากกว่าอ้ำๆอึ้งๆไม่รู้ว่าควรจะจบเหตุการณ์นี้อย่างไรถึงจะเป็นผลดีต่อตัวเอง
แปะ ! แปะ !
เฉินซินหยานตบลงบนใบหน้าของน้าสะใภ้ของนางเบาๆ
“ได้สติขึ้นมาแล้วสินะ ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็อย่ามายุ่งกับข้าอีก” พูดจบนางก็เดินออกมาจากที่นั่น ก่อนที่จะพ้นสายตาซินหยานก็หันกลับไปยิ้มให้อย่างคนที่เหนือกว่า
เฉินซินหยานกำลังนั่งอ่านตำราที่โต๊ะหนังสือตัวเล็กด้วยความเพลิดเพลิน รอข่าวเหตุการณ์สำคัญ
ตั้งแต่ที่ปะทะกันวันนั้นน้าสะใภ้ของนางก็ไม่มายุ่งกับนางอีกเลย ซินหยานรู้ดีว่าน้าสะใภ้คงไม่ได้กลัวมากนัก นางแค่กำลังสับสนเท่านั้น แต่มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วเพราะนางวางแผนที่จะกลับไปที่เมืองหลวงในเร็วๆนี้
หากอยากจะแก้ไขหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตก็มีแต่จะต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในใจกลางของมันและค่อยๆแก้ไปทีละปม
ซินหยานได้แต่หวังว่านางจะช่วยครอบครัวเอาไว้ได้ ถึงที่แห่งนั้นจะเป็นเหมือนนรกเต็มไปด้วยคนใจร้าย แต่คนที่ดีกับนางก็เหมือนมือที่คอยฉุดนางขึ้นมาให้พ้นจากวันคืนอันเลวร้าย
“คุณหนู เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ” เสียงโวยวายของบ่าวคนสนิททำให้ซินหยานเงยหน้าขึ้นจากตำรา
“มีเรื่องอะไร” ซินหยานถาม
“โกดังสินค้าของสกุลเหยาไฟไหม้เจ้าค่ะ ตอนนี้พวกเขากำลังระดมคนไปช่วยกันดับ”
“งั้นหรือ” ซินหยานอมยิ้มมุมปาก
สกุลเหยาคือตระกูลพ่อค้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนี้ พวกเขาคือคนที่ขายไหมกดราคาต่ำจนพ่อค้ารายอื่นขายสินค้าไม่ได้ เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้นี่แหละที่ทำให้ราคาของไหมสูงขึ้นหลายเท่าตัว
“คุณหนูไม่ตกใจหรือ นั่นมันไฟไหม้เลยนะเจ้าคะ” ซือเจียถามด้วยความแปลกใจ
ปฏิกิริยาคุณหนูของนางแปลกเกินไปราวกับคนที่รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
การที่คุณหนูของนางไปรวบรวมไหมเอาไว้ก่อนหน้าเพียงไม่กี่วันเหมือนดูเป็นเรื่องบังเอิญเกินไป และโกดังที่ไฟไหม้ยังเป็นโกดังเก็บไหมอีกด้วย
“ไฟไหม้แค่นั้นสกุลเหยาไม่สะทกสะท้านมากนักหรอก”
“คุณหนูดูพูดเข้าสิเจ้าคะ” คำพูดแต่ละคำสมกับเป็นเด็กแปดขวบที่ไหนกัน
“เรื่องนั้นช่างมันเถิด เจ้าไปติดต่อพ่อค้าไหมให้ข้าทีบอกเขาว่าให้เตรียมตัวอีกไม่กี่วันข้าจะไปรับสินค้าตามที่ตกลงกันไว้”
เหตุการณ์ไฟไหม้โกดังเก็บไหมของสกุลเหยาส่งผลกระทบใหญ่ต่อกิจการของเขาไม่น้อย เพราะไหมพวกนั้นส่วนใหญ่แล้วมีเจ้าของแล้วทั้งนั้น
พวกเขาต้องทุ่มเงินกว้านซื้อไหมไปทั่วเมืองเพื่อนำมาส่งมอบให้กับลูกค้าตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ภายในเวลาไม่กี่วันราคาก็พุ่งสูงจนเกือบถึงสี่เท่าตัว และคนที่มีสินค้าในมือมากที่สุดคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉินซินหยาน
“ข้ามารับสินค้าตามที่ตกลงกันไว้เจ้าค่ะ” ซินหยานบอกกับพ่อค้าคนเดิมที่นางซื้อไหมจากพวกเขา
“ข้ามีเรื่องอยากจะสอบถามคุณหนูสักเรื่อง”
“หรือว่าท่านจะตุกติก” ซินหยานแสร้งขมวดคิ้วทำหน้าไม่ไว้ใจ
“ข้าไม่กล้าๆ เพียงแต่มีคนมาติดต่อขอซื้อไหมพวกนี้ทั้งหมดเลยขอรับ”
เขาเองก็เสียดายไม่น้อยที่พลาดโอกาสดีๆอย่างนี้ไป แต่ถ้าคุณหนูท่านนี้ไม่ช่วยซื้อไว้ก่อนหน้าเขาเองก็คงต้องเดือดร้อนเหมือนกัน
“เขาให้ราคาเท่าไหร่”
“ทั้งหมดสองพันสองร้อยตำลึงขอรับ” คนพูดเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าไหมของเขาจะขายได้ราคาสูงลิ่วถึงขนาดนี้ คุณหนูท่านนี้ช่างโชคดีเสียจริง
“อืม พวกสกุลเหยาสินะ” ซินหยานพึมพำกับตัวเอง
“ท่านทราบได้อย่างไร” เขาหูผึ่งทันทีที่ได้ยินสิ่งที่เด็กน้อยตรงหน้ากล่าว
“ก็เดาได้ไม่ยาก เอาเป็นว่าขายให้พวกเขาไปข้าจะรับเงินไปแค่สองพันตำลึงส่วนที่เหลือถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่พวกท่านช่วยเก็บสินค้าไว้แล้วกัน”
“ขอบคุณขอรับ ขอบคุณ คุณหนูท่านช่างมีเมตตามากจริงๆ” เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความซาบซึ้งแต่ซินหยานก็ห้ามไว้ก่อน
ในชาติที่แล้วเหตุการณ์ไฟไหม้ส่งผลให้ไหมราคาสูงก็เพราะพวกสกุลเหยากดราคาจนพ่อค้าเจ้าอื่นขายไม่ได้และขนของกลับบ้านเกิดของตนไปกันหมด ก่อนที่สินค้าของสกุลเหยาไหม้หมดพ่อค้าพวกนั้นก็ไม่อยู่ที่เมืองนี้แล้ว การจะหาสินค้ามาจากที่อื่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยมันต้องใช้เวลาพอควร
เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง สกุลเหยาไม่สามารถหาสินค้าเพื่อส่งให้ลูกค้าของพวกเขาตามที่ตกลงกันได้ ชาวบ้านก็ไม่สามารถหาซื้อผ้ามาทำเครื่องนุ่งห่มเพื่อป้องกันความหนาวเหน็บได้ อาศัยพ่อค้ารายย่อยที่มีสินค้าอยู่ในมือน้อยนิดแย่งกันซื้อในราคาสูงลิ่ว
เมื่อทุกอย่าถูกแก้ไขโดยซินหยานแล้วสกุลเหยาก็ไม่สามารถขึ้นราคาไหมได้เพราะได้ทำสัญญากันไปแล้ว คนที่เดือดร้อนในครั้งนี้ก็มีแค่สกุลเหยาฝ่ายเดียวที่ต้องสูญเสียเงินมากมาย
บทที่ 19 ท่านไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ผ้าไหมกองพะเนินถูกนำมาวางไว้บนเตียงของซินหยาน โดยมีซือเจียคอยจัดแยกตามสีของพวกมัน “ท่านมหาเสนาบดีคงเอ็นดูคุณหนูมากเลยนะเจ้าคะ” ซือเจียยิ้มดีอกดีใจที่คุณหนูได้รับความรักจากคนในครอบครัว “คงทั้งเอ็นดูและสงสารนั่นแหละ” ซินหยานเหยียดยิ้มแต่มันกลับดูเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ซินหยานลูบสัมผัสเนื้อผ้าไหมแต่ละผืนในหัวก็คิดถึงสิ่งที่พึ่งเห็น ไม่ว่านางจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหนก็ไม่สามารถลดความเกลียดชังที่ท่านแม่มีต่อนางได้ “คุณหนู” ซือเจียเรียกเสียงละห้อย “ช่างมันเถอะ ฝากเจ้าจัดการผ้าพวกนี้ทีนะข้าจะนอนแล้ว” ซินหยานบอกเสียงเรียบ เมื่อซือเจียนำผ้าทั้งหมดไปเก็บแล้วพวกนางก็เข้านอนตามปกติ ซินหยานนอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนไม่สบายตัว กว่าจะหลับจริงๆก็เกือบเช้า เช้าวันถัดมาซินหยานยังไม่ทันได้ล้างหน้าก็มีบ่าวมาแจ้งว่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางให้ไปพบในอีกครึ่งชั่วยาม เมื่อซินหยานเดินมาถึงห้องรับรองในเรือนของบิดาก็พบว่ามีคนหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งป้าสะใภ้ ท่านแม่ ท่านป้ารอ
บทที่ 18 ความสุขเพียงชั่วครู่ ซินหยานและพี่ชายพากันเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนของเต็มมือ และมาถึงร้านที่ให้ทายปริศนาโคมไฟ “ข้าเข้าไปเล่นได้ไหมเจ้าคะท่านปู่” ซินหยานเขย่ามือท่านปู่ของนางเพื่อขออนุญาต ถึงโคมไฟเหล่านี้จะไม่ได้วิเศษกว่าโคมไฟทั่วไป แต่วิธีการที่ได้มันมาต่างหากที่ทำให้มันมีคุณค่า คนหลายสิบคนที่แย่งกันตอบปริศนายิ่งทำให้มันน่าเข้าร่วมการแข่ง “ไปสิ” “พี่รอง ไปกันเจ้าค่ะ” ซินหยานปล่อยมือจากท่านปู่ของนางและลากพี่ชายของนางเข้าไปในหมู่ผู้คน ชายชรายืนรอหลานๆของเขาอยู่ด้านนอก ดวงตาทอดมองความร่าเริงของหลานสาวแล้วก็พลอยทำให้เรื่องเครียดที่สะสมไว้เหมือนจะเบาลง “รางวัลปริศนาอันต่อไปคือโคมไฟอันนี้ ทุกท่านพร้อมหรือยังขอรับ” เจ้าของร้านกำลังถือโคมไฟที่จะเป็นรางวัลอันต่อไปอยู่ในมือ “พร้อม ! ” เสียงคนเกือบร้อยคนพูดพร้อมกัน “พี่รอง ท่านต้องแย่งมาให้ได้นะเจ้าคะ” ซินหยานหันไปบอกกับพี่ชายน้ำเสียงจริงจัง “อยากได้ขนาดนั้นเลยหรือ ให้ท่านปู่ซื้อให้ก็ได้นี่” “มันไม่เหมื
บทที่ 17 ไปเทศกาลโคมไฟกันเถอะ เฉินซินหยานไปชวนพี่ชายของนางไปเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวด้วยกัน พี่ชายก็ชวนท่านพ่อกับท่านแม่ และก็ชวนกันต่อไปเป็นทอดๆทำให้ตอนนี้รถม้าของสกุลเฉินถูกนำออกมาใช้ครบทุกคัน ท่านปู่ของนางมีบุตรทั้งหมดสี่คนประกอบด้วยลุงใหญ่ ป้ารอง ท่านพ่อ และท่านอา ท่านอามีอายุต่างจากพี่น้องคนอื่นเกินสิบปีเป็นคนที่ซินหยานสนิทใจด้วยที่สุดในบรรดาพี่น้องของพ่อ ลุงใหญ่มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ป้ารองมีฝาแฝดชายหญิง และท่านอาของนางนั้นยังไม่มีบุตร โชคยังเข้าข้างซินหยานที่ท่านปู่ของนางให้นั่งรถม้าคันเดียวกัน เด็กสาวจึงลากพี่ชายของตัวเองมานั่งด้วยกัน “ท่านพี่ไม่สบายหรือเปล่าเจ้าคะ” ซินหยานถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยความกังวลซินหยานจึงเอามือทาบหน้าผากพี่ชายเพราะเขามีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่ขึ้นรถม้าก็ก้มหน้าตลอดทาง และสีหน้าก็ไม่ค่อยดี “ปะ...เปล่า” จงอิ้นตอบตะกุกตะกัก แต่ก็ยังไม่ยอมสบตาใคร “แล้วทำไมสีหน้าของท่าน” ซินหยานยังคงไม่วางใจ “พี่ไม่ได้เป็นอะไร แค่นอนไม่หลับเลยเพลียๆ” เขาบ่ายเบี่ยงเพราะอ
บทที่ 16 รางวัลของหลานสาว ระหว่างการประชุมมีขุนนางบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งก้มหน้าอ่านตำราเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่หลวงเอาไว้ สิ่งที่น่าขันคือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในห้องอย่างอัครมหาเสนาบดียอมเชื่อและทำตามคำของเด็กตัวแค่นี้ เขารีบสั่งการส่งม้าเร็วไปสำรวจพื้นที่นั้นทันที “กว่าจะได้คำตอบคงเป็นพรุ่งนี้เช้า พวกเราก็แยกย้ายกันก่อน” เสียงทรงอำนาจออกคำสั่ง “แต่นี่คือเรื่องเร่งด่วนนะขอรับใต้เท้าเฉิน ถ้าพวกเราไม่รีบเคลื่อนทัพตอนนี้จะกลายเป็นพวกเราที่เสียเปรียบ” อัครมหาเสนาบดีเฉินตวัดสายตามองคนพูดทันควัน เหมือนคนพวกนี้จะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นใคร “แล้วถ้าทหารนับพันนับหมื่นต้องล้มป่วยเพราะความใจร้อนของเจ้า เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร” เฉินรุ่ยเซียวถามเสียงเย็น ท่าทางน่าเกรงขามของเขาทำให้คนอื่นๆในห้องต้องปิดปากเงียบไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก ซินหยานกำลังรื้อฟื้นความทรงจำที่เคยเรียนในบทเรียนเมื่อชาติที่แล้ว นางอาจจะไม่เคยรับรู้ตอนที่เกิดสงครามแต่ได้มาเรียนประวัติของแคว้นในตอนโต
บทที่ 15 คุณหนูหกเฉิน คุณหนูหกสกุลเฉินยืนถือถ้วยยารออยู่หน้าห้องทำงานของผู้เป็นปู่อย่างท่านอัครมหาเสนาบดีเฉินมาได้สักพักจนรู้สึกได้ว่ามือกำลังสั่นเล็กๆ “คุณหนู มาทำอะไรขอรับ” อวี้หลางที่ได้รับการแจ้งว่ามีคนขอเข้าพบนายท่านของเขาเปิดประตูออกมาก็เจอซินหยานยืนรออยู่ “ข้าเอายาบำรุงมาให้ท่านปู่เจ้าค่ะ” ซินหยานบอกเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้ม “เอ่อ นายท่านกำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่ขอรับ” อวี้หลางมีสีหน้าลำบากใจ ตามปกติแล้วในเวลาแบบนี้จะไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าไปเด็ดขาดเพราะเรื่องที่พูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สายตาวิบวับของเด็กน้อยตรงหน้าก็ทำให้เขาเหมือนจะใจอ่อน “ข้าต้มยามาให้ท่านปู่ ถ้านานกว่านี้ยาก็จะเย็น ทำยังไงดีอวี้หลาง” เฉินซินหยานทำหน้าสลด ดวงตาที่เคยวาววับก็หม่นลง “คุณหนูรอสักครู่นะขอรับ” ท้ายที่สุดอวี้หลางก็ยอมใจอ่อน เขาเข้าไปในห้องนั้นได้ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม “เชิญขอรับคุณหนู” อวี้หลางผายมือให้ซินหยานเข้าไปด้านในและเดินตามหลังนางเข้าไป ซินหยานก้มหัวให้คนอื่นๆที่นั่ง
บทที่ 14 ลืมสนิท หลังจากมื้ออาหารที่ไม่มีใครได้แตะแม้แต่ตะเกียบจบลงทุกคนก็แยกย้ายกลับเรือนของตนเองโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว “คุณหนูไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ” ซือเจียรีบปรี่เข้าหาคุณหนูของนางด้วยความเป็นห่วง “ไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี” นางโกหก เจอเรื่องแบบนี้มาคงไม่มีใครสบายใจได้หรอก ถึงภายในจะบอบช้ำแค่ไหนแต่การแสดงความอ่อนแอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน น้ำตาไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจ “คุณหนู” ซือเจียพึมพำเสียงอ่อน แววตาทอความเวทนา “เดิมทีข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรียกร้องความรักจากใครอยู่แล้ว เป้าหมายของข้าใหญ่กว่านั้นมาก” ซินหยานบอกน้ำเสียงจริงจัง ต่อให้พยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหนแต่ตัวนางก็รู้ดี แม้แต่ร่างกายของนางยังประท้วงกับสิ่งที่นางพูด ในอกมีความรู้สึกหน่วงจนเจ็บ “คุณหนูอยากทำอะไรเจ้าคะบอกซือเจียได้หรือไม่ ซือเจียอยากช่วยคุณหนูจริงๆ ทุกเรื่องที่คุณหนูแบกไว้ให้ซือเจียช่วยดีไหมเจ้าคะ” ซือเจียเอื้อมมือไปกอบกุมมือเล็กๆของเจ้านายไว้ ในความคิดของซือเจียนั้นซินหยานก็เหมือนน้อ







