LOGINหลี่เอ้อเหลียนมาถึงจวนตะกูลหลี่ของท่านอาที่เป็นขุนนางอยู่ที่นี่เพราะจวนของท่านน้าอยู่ไกลออกไปเล็กน้อยเขาจึงเลือกที่นี่เพราะอยู่ใจกลางเมือง
"เอ้อเหลียนมาถึงเอาค่ำมืดไม่บอกกล่าวอาเลย จะได้เตรียมต้อนรับเต็มที่กว่านี้" หลี่ชิงเอ่ยกับหลานและสหายอย่างอารมณ์ดี "รบกวนท่านอาแล้วขอรับ หลานเพียงแต่ออกมาท่องเที่ยวผ่อนคลายจากการท่องตำรา" ทั้งหมดพยักหน้าเห็นด้วยและพูดคุยกันอยู่พักใหญ่จึงแยกย้าย ช่วงเช้าหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จหลี่เอ้อเหลียนอาสาพาสหายทั้งสี่คนเดินชมเมืองหูโจว ตระกูลหวง "เหยียนเอ๋อร์ควรส่งข่าวมาก่อนป้าจะได้ให้รถม้าไปรับเดินทางไกลถึงค่ำมืดอันตรายยิ่งนัก" จ้าวซือหงเป็นห่วงหลานสาวคนโปรดใบหน้าซีดเซียวมองอย่างเอ็นดู มู่เหยียนส่งยิ้มหวานเป็นการสร้างความสบายใจให้นาง "คราวหน้าหลานจะรอบคอบกว่านี้เจ้าค่ะ ท่านพ่อกับฮูหยินรองฝากของมาเยี่ยมท่านป้าและฝากความห่วงใยมาด้วยเจ้าค่ะ" คำเรียกขานแม่เลี้ยงฟังดูแปลกหูแต่ทุกคนก็ชินชาแล้วมิได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด วันนี้เป็นวันทำงานจึงมีเพียงมู่เหยียน ฮูหยินและลูกสะใภ้อยู่ที่จวน มั่วชิงหรงรับอาสาดูแลแม่สามี มู่เหยียนจึงช่วยได้ไม่มากนัก "เหยียนเอ๋อร์ พี่ฝากดูแลท่านแม่สักสองชั่วยามพี่จะไปเอาชุดของทุกคนที่ร้าน เถ้าแก่นัดไปรับวันนี้" มู่เหยียนรู้จักร้านนี้ดีเพราะนางเคยไปมาแล้วหลายครั้ง มั่วชิงหรงเอ่ยพลางมองกระดาษแล้วทำหน้างุนงงเพราะนางยังไม่เคยไป "พี่ชิงหรงไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะเอาใบนัดรับของมาเถิดข้าจะไปเอาให้ข้ารู้จักร้านนี้" มั่วชิงหรงมองหน้าแม่สามีขอความเห็น จ้าวซือหงพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต "ให้เหยียนเอ๋อร์ไปแทนได้ คุ้นเคยกับเจ้าของร้านดี" "เจ้าค่ะท่านแม่" มู่เหยียนไปร้านตัดผ้ากับซวงซวงและไป๋หนิง รถม้าเทียบจอดไว้ข้างร้านสตรีสามนางจึงเดินเข้าไป "เถ้าแก่ ข้ามารับชุดของตระกูลหวงเจ้าค่ะ" เถ้าแก่หลินเห็นนางก็จำได้เอ่ยคำทักทายเป็นกันเอง" "มู่เหยียนนั่นเอง ไม่เจอตั้งนานดูสิเจ้าโตเป็นสาวสวยขนาดนี้แล้ว" เถ้าแก่หลินจับมือมู่เหยียนเอ่ยชื่นชมไม่ขาด นางเป็นเด็กน่ารักเมื่อโตเป็นสาวแรกรุ่นก็เรียบร้อยสงบเสงี่ยมสมกับเป็นตระกูลผู้ดี "เถ้าแก่ชมเกินไปแล้ว" นางยังคงถ่อมตัวยิ่งสร้างความประทับใจให้เถ้าแก่หลิน บุตรหลานตระกูลขุนนางในหูโจวน้อยคนนักที่มีมารยาทดีพูดจาให้เกียรติผู้อื่นได้เช่นนี้ ส่วนมากพวกนางล้วนถือตัวว่าสูงศักดิ์มักทำตัวสูงส่งโดดเด่นมองผู้อื่นด้วยหางตา "น่าเสียดายที่อยู่ต้าฉวนไม่ใช่หูโจว" มู่เหยียนยิ้มหวานออกมายิ่งทำให้นางดูน่ารักสวยหวาน "ท่านพ่ออายุมากแล้วทุกคนต้องคอยช่วยกันดูแลเจ้าค่ะ ส่วนที่นี่ข้าก็ไป ๆ มา ๆ จนเป็นบ้านหลังที่สองแล้ว" "นับเป็นวาสนาตระกูลหวงที่มีลูกหลานกตัญญูน่าชื่นชมจริง ๆ " พูดคุยกันอยู่เกือบหนึ่งเค่อก็ออกมาพร้อมกับของที่มารับ นางมองดูร้านค้าต่าง ๆ ระหว่างเดินไปยังรถม้า เห็นร้านขายขนมถั่วทอดนึกขึ้นได้ว่าท่านป้าชอบจึงเดินไปซื้อให้ "เอาขนมถั่วทอด" เสียงทุ้มประสานขึ้นพร้อมนางอยู่ด้านข้าง มู่เหยียนเงยหน้ามองเห็นหลี่เอ้อเหลียนที่มองมายังนางคล้ายกำลังตกอยู่ในภวังค์ มู่เหยียนถอยออกห่างรอแม่ค้าจัดขนมใส่ถุงให้ซวงซวงเป็นคนรับมาและจ่ายเงินแทน "ไม่ทราบว่าแม่นางมาจากตระกูลใดแล้ว...กำลังจะไปที่ใด" หลี่เอ้อเหลียนส่งยิ้มหวานท่ามกลางเสียงหัวเราะของสหาย มู่เหยียนยิ้มตามมารยาทตอบออกไป "ข้ากำลังจะกลับแล้วเจ้าค่ะ ขออภัยที่เสียมารยาท" นางหมุนกายเดินนำหน้าซวงซวงและไป๋ชิงเร่งฝีเท้าขึ้นรถม้า หลี่เอ้อเหลียนยิ้มค้างไร้คำพูด เขาเสียหน้าเป็นอย่างมากแต่พยายามเก็บอาการหันไปมองสหายด้วยสายตาไม่พอใจ ทุกคนจึงหยุดหัวเราะในทันที "คุณชายเมื่อครู่ไร้มารยาทมากเลยเจ้าค่ะคุณหนูอย่าคิดมาก" ไป๋ชิงพร่ำบ่นออกมา "ช่างเถอะ ใครก็ไม่รู้" นางบอกสองบ่าวให้สบายใจ นึกถึงใบหน้าหล่อเจ้าสำอางแววตาเจ้าชู้นั้นได้ดี ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อนนางก็ไม่ประสงค์จะเสวนากับคนผู้นี้อยู่แล้ว หลี่เอ้อเหลียนเคยเทียวไล่เทียวขื่ออยู่นานสองนานจนใต้เท้ามู่เกือบจะยกนางให้เขาจนสืบได้ว่าเขามีภรรยาเอกและภรรยารองแล้วและต้องการสู่ขอนางไปเป็นอนุคนที่สาม เพราะเรื่องนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นางได้แต่งงานกับเหอเจี้ยนฉวนในชาติที่แล้ว ตำแหน่งของเขาต่ำกว่าเหอเจี้ยนฉวนนางจึงรอดพ้นจากการถูกคุกคามมาได้ หลี่เอ้อเหลียนใช้ชีวิตเสเพล การทำงานก้าวหน้าจากความคดโกงทำให้เขาทะนงตน ชีวิตของเขาแสนสั้นชอบเที่ยวหอนางโลมเป็นประจำทั้งที่มีภรรยาและลูกเต็มจวนในที่สุดก็ติดโรคร้ายเสียชีวิตอย่างน่าสมเพช หลี่เอ้อเหลียนให้คนของตระกูลหลี่ไปสืบดูมู่เหยียนจึงได้รู้ว่านางเป็นหลานสาวใต้เท้าหวงหมิงและมาจากเมืองหลวงต้าฉวน "แสดงว่ารถม้าคันที่เดินทางมาพร้อมกันก็คงเป็นนางสินะ" เขาเอ่ยขึ้นกับสหายในวงสนทนากำลังดื่มสุรากันในโรงสุราชื่อดังของหูโจว "เจ้าสนใจนางรึ ถึงนางจะสวยมากแต่ท่าทางยโสไม่เบา" หลี่เอ้อเหลียนยิ้มเจ้าเล่ห์ "อย่างนี้สิข้าชอบ" "อ้าวแล้วคู่หมั้นของเจ้าเล่า เจ้าเอานางไปไว้ที่ไหน" หลี่เอ้อเหลียนตอบอย่างไม่ใส่ใจ "นางก็อยู่ในที่ที่นางควรอยู่ส่วนคนนี้ก็เป็นอีกคนที่ข้าชอบอย่างไรล่ะ" สหายทั้งสี่พยักเพยิดเห็นด้วยยกจอกสุราชนกันอย่างครึกครื้น มู่เหยียนกลับมาถึงจวนนางเอาของไปให้จ้าวซือหงและมั่วชิงหรงตรวจสอบความเรียบร้อย "ยังละเอียดเช่นเดิม ฝีมือไม่เคยตกเลยจริง ๆ เถ้าแก่หลิน" "วันนี้เจอคุณชายคนหนึ่งเข้ามาเกี้ยวคุณหนูเจ้าค่ะท่าทางเจ้าชู้ไม่เบา" ไป๋หนิงรายงานฮูหยินเพราะนางถูกกำชับว่าต้องรายงานทุกเรื่องยามออกไปข้างนอก จ้าวซือหงหยุดตรวจชุดขมวดคิ้วแน่น ซักไซ้เสียงเครียด "เป็นใครรู้ไหม" "ไม่เคยพบหน้ามาก่อนเจ้าค่ะ น่าจะมาจากต่างถิ่น" มู่เหยียนยิ้มบางเอ่ยขึ้นบ้าง "เรื่องเล็กน้อยเจ้าค่ะท่านป้าหลานไม่เก็บมาใส่ใจ" "ควรระวังให้มาก เจ้าโตเป็นสาวแล้วไม่อาจหนีพ้นเรื่องนี้ เจอคนไม่น่าไว้ใจต้องรีบถอยห่าง" จ้าวซือหงเอ่ยปากเตือน บุรุษที่ดีจะไม่ทำเช่นนี้กับสตรีแปลกหน้าเหมือนที่มู่เหยียนพบเจอ "เจ้าค่ะ" นางรับปากยิ้มแย้มมองดูไม่มีความเอียงอาย จ้าวซือหงจึงสบายใจได้ว่าหลานสาวคงไม่ตกหลุมพรางคนไม่ดีง่าย ๆ หลี่เอ้อเหลียนกลับสำนักศึกษาเพื่ออ่านหนังสือต่อเขามีความมั่นใจว่าตนจะสอบได้เป็นขุนนางและต้องได้ระดับที่ดีกว่าหยางหมิงเช่อ "หักโหมเกินไปก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะได้เป็นจอหงวนหรอกนะ สู้ไปเที่ยวพักผ่อนบ้างให้สมองปลอดโปร่งยังจะดีกว่า" หลี่เอ้อเหลียนพูดกระทบกระเทียบหยางหมิงเช่อเมื่อพบหน้ากัน เขาส่ายหน้าไม่อยากใส่ใจมากนัก ไม่มีใครรู้อยู่แล้วว่าเขาผ่อนคลายตัวเองด้วยวิธีการใดและไม่จำเป็นต้องอธิบาย "ข้าคิดว่าเจ้าควรเอาเวลาที่เหลือก่อนสอบไปสนใจเรื่องของตัวเองดีกว่าเที่ยวสู่รู้เรื่องของคนอื่น" หยางหมิงเช่อไม่ชอบพูดหากได้เปล่งคำพูดออกมาก็ทำให้คนฟังปวดใจมิใช่น้อย หลี่เอ้อเหลียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันโต้เถียงไม่ออกได้แต่เก็บความแค้นเอาไว้ภายในใจ "สอบได้แล้วข้าจะเล่นงานเจ้าให้หนักคอยดู!"หลังจากเรื่องราวส่วนรวมจบลงทางราชสำนักได้มีการสะสางงานเก่าเร่งด่วนก่อนโดยการฟื้นฟูเมืองหลวงหลังการทำสงครามพร้อมกับระดมกำลังมากขึ้นในการสร้างเขื่อนที่ใกล้เสร็จสิ้น ข่าวการก่อกบฏยึดอำนาจของแคว้นต้าฉวนเผยแพร่ไปยังแคว้นต่าง ๆ สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย แคว้นน้อยใหญ่ต่างอยากเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับต้าฉวนแสดงความยกย่องให้ต้าฉวนเป็นผู้นำในทุกด้านเพราะความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของกองทัพ อีกทั้งยังมีฮ่องเต้ที่มาจากจอหงวนอันดับหนึ่งด้วยคะแนนสูงสุดเป็นคนแรก เรื่องที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือเขาเป็นทายาทอดีตราชองครักษ์ของฮ่องเต้องค์ก่อนที่ถูกชิงอำนาจไปถึงสองรุ่น นับว่าเป็นความสำเร็จที่รอคอยมายาวนานถึงสิบกว่าปี ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเหอกลับมาโด่งดังอีกครั้งในฐานะใหม่ เรื่องสำคัญของฮ่องเต้เหอเจี้ยนฉวนที่ต้องจัดการต่อจากนี้ไปคือพิธีอภิเษกสมรสที่วางแผนไว้นานแล้วทว่าด้วยความจำเป็นจึงเลื่อนออกไปจนงานของราชสำนักเสร็จสิ้นโดยที่ไม่มีโอกาสได้ป่าวประกาศและถูกลืมไปแล้ว "ใต้เท้ามู่เรื่องที่เราเคยคุยกันเอาไว้ข้ายังไม่ลืม ตอนนี้งานก็ถูกปล่อยให้ฝ่ายต่าง ๆ รับผิดชอบไปแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของคุณหนูมู่เหยียน"
ความปลอดภัยของประชาชนได้รับความคุ้มครองอยู่แล้วการก่อกบฏครั้งนี้มุ่งเป้าหมายไปที่คนเพียงกลุ่มเดียวและพวกพ้องเท่านั้น การทำงานในวังหลวงไม่เสียเปล่าเขาได้วางแนวทางการยึดอำนาจเอาไว้แล้วและรู้ละเอียดว่าขุนนางคนใดบ้างที่รับใช้ฝั่งไทเฮาเต็มตัว นึกไปถึงมู่เหยียนที่นางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเขาก็ปล่อยให้นางใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ให้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยต่อไปจึงจะเป็นเรื่องของนางทั้งหมด เวลาผ่านไปครึ่งเดือนความสงบเงียบของแคว้นต้าฉวนยังอยู่ในภาวะปกติแม่ทัพเจินลั่วและแม่ทัพเหยาเดินทางเข้าปิดล้อมแคว้นต้าฉวนคนละด้านโดยไม่มีการให้ฝั่งฮ่องเต้ได้เตรียมการทัน "แม่ทัพเจินพากองทัพเดินทางมาที่ต้าฉวนเพื่ออะไร เขาทำเหมือนกับว่าพวกเราเป็นศัตรูกัน" กองทัพของไทเฮาหารือกันถึงความผิดปกติของแม่ทัพเจินและกระจายข่าวออกไปทั่วต้าฉวน "เกิดเรื่องอะไรขึ้นทำไมกระชั้นชิดอย่างนี้" ฮองเฮาที่มารวมตัวกันที่ท้องพระโรงกับฮ่องเต้และราชวงศ์มีอาการตื่นตระหนก "มีหนอนบ่อนไส้น่ะสิ น่าเจ็บใจนักแม่ทัพเจินกำลังคิดแปรพักตร์" ฮ่องเต้ตรัสอย่างโกรธแค้น พระองค์ประมาทเรื่องที่ชายแดนมากเกินไปปล่อยให้แม่ทัพเจ
หยางหมิงเช่อได้พบกับเหอหยวนทั้งคู่ต่างเล่าเรื่องราวที่ตนเองประสบมาและเริ่มหารือกัน "แม่ทัพเจินรู้เรื่องแล้ว เวลานี้เป็นโอกาสเหมาะ ทุกอย่างก็มีพร้อมหมดแล้ว" "ได้ท่านอาแต่ขอข้าไปช่วยชาวจงหยวนเสียก่อนถ้าทำสำเร็จเราจะได้มีเพิ่มอีกหนึ่งกองทัพและได้พันธมิตรไปด้วย" เหอหยวนขมวดคิ้วแน่นไม่เข้าใจการกระทำของหลานชาย "เจ้าต้องทุ่มเทขนาดนั้นเลยหรือ" "หากเราต้องการคนเหล่านี้กลับมาเป็นพวกควรซื้อใจพวกเขาก่อน ข้าลองเสี่ยงดูขอรับแม่ทัพก็รับปากเอาไว้แล้ว" หยางหมิงเช่ออธิบายถึงแนวคิดของตัวเอง "หากไม่ได้ผลเล่า" "ข้ามีวิธีรับมือเตรียมไว้แล้วขอรับ" เหอหยวนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ สิ่งที่เขาเป็นห่วงในตัวหยางหมิงเช่อถูกหลานชายจัดการเรียบร้อยแล้ว เขาละเอียดรอบคอบเช่นนี้เองฮ่องเต้ถึงได้โปรดปราน หยางหมิงเช่อให้คนส่งข่าวลับไปตามหาหมอมากฝีมือจากเมืองต่าง ๆ รวมถึงหมอสมุนไพรระดับอาจารย์เข้าไปที่เมืองจงหยวน ด้วยความอยากรู้สถานการณ์เหอหยวนจึงเดินทางไปด้วย "ข้าไม่เคยมาจงหยวนเคยได้ยินข่าวมาว่าที่นี่แร้นแค้นประชาชนลำบากมาก" ประเมินดูแล้วก็นึกชื่นชมแม่ทัพจงหยวนที่กล้าเดิมพันกับหยางหมิงเช่อด้วยการเอาชีวิตครอบครัวต
มู่เหยียนรู้สึกตัวอีกทีนางก็อยู่ในห้องโดยมีซวงซวงนั่งอยู่ข้าง ๆ "คุณหนูฟื้นแล้ว" นางจำได้ว่าเมื่อคืนนางเห็นการเข่นฆ่าจากนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว "ข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่" ซวงซวงยิ้มเอียงอายตอบขึ้นว่า "ใต้เท้าหยางอุ้มคุณหนูเข้ามาส่งในห้องนี้เจ้าค่ะ เห็นนายท่านบอกว่าทางวังหลวงตามหาคุณหนูกับนายท่านกันวุ่นวายมาก นายท่านเป็นห่วงคุณหนูพาคนออกตามหาไปทุกที่จนกระทั่งเจอใต้เท้าหยางพากลับมาที่จวนเจ้าค่ะ" พวงแก้มของมู่เหยียนแดงระเรื่อนางทั้งอับอายทั้งตื่นตระหนก หยางหมิงเช่ออุ้มนางอย่างนั้นหรือ มู่หลวนเฟิง จางเหยาและมู่หลินเข้ามาเยี่ยมมู่เหยียนในห้อง "ได้รับบาดเจ็บหรือไม่" มู่หลวนเฟิงถามอย่างเป็นห่วง มู่หลินผละจากมารดาเข้ามานั่งบนเตียงข้างมู่เหยียน "พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" นางยิ้มบางให้ทั้งสองคนตอบว่าไม่เป็นอะไรมาก มู่หลวนเฟิงพูดคุยไม่นานก็กลับออกไปทำงานต่อ มีเพียงสองแม่ลูกที่เฝ้านางแทนเพราะซวงซวงออกไปเอาอาหารกับยาบำรุงมาให้ "คราวนี้ได้มีข่าวลืออีกแล้ว ทำอะไรควรรู้จักคิดบ้าง" จางเหยาตำหนิมู่เหยียนที่ไม่รู้จักระมัดระวังตัว หายตัวไปจนเกิดเรื่องขึ้นจนได้ มู่หลินเห็นมารดาพูด
มู่เหยียนออกมาทำธุระส่วนตัวด้านหลังเพียงคนเดียวเพราะลี่หนิงอวี่พบปะผู้ใหญ่เพื่อฝากเนื้อฝากตัวกับลี่เจี๋ย นางไม่อยากรบกวนจึงปลีกตัวออกมาเพียงลำพัง หยางหมิงเช่อไม่เห็นนางเขาเดินตามหาไปยังจุดต่าง ๆ ก็ไม่พบถามมู่หลินก็บอกว่าไม่เห็น "พี่ใหญ่คงไปทำธุระส่วนตัวเจ้าค่ะ" อีกด้านที่มู่เหยียนเดินออกมานางเห็นบุรุษคนหนึ่งยืนโดดเด่นมองดูท้องฟ้าก่อนหันมาส่งยิ้มให้นาง "มางานเลี้ยงหรือ" เขาถามขึ้นส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร "เจ้าค่ะ ใต้เท้าคงมางานเหมือนกันใช่หรือไม่เจ้าคะ" เขาพยักหน้ายิ้มอีกครั้ง "ถ้าเช่นนั้นเชิญด้านในเจ้าค่ะ" นางเชิญเขากลับเข้าไปในงานเพราะบริเวณนี้ไม่มีใครอยู่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทหารองครักษ์หายไปไหนหมด "ยินดีด้วยที่เจ้าจะได้แต่งงานนะ แต่ว่าคิดดีแล้วหรือ" เกออี้หานถามความคิดเห็นของมู่เหยียน "ใต้เท้าถามเช่นนี้เพราะอะไรเจ้าคะ" "หึ ไม่มีอะไรหรอกเพียงแต่อยากให้เจ้าคิดให้ดีว่ามั่นใจในตัวราชเลขาแค่ไหนถึงยินยอมร่วมชีวิตด้วย หากวันหนึ่งเขาต้องจากเจ้าไปเจ้าจะไม่เสียใจหรือ" ตาเฒ่าคนนี้เป็นใครเจอนางครั้งแรกก็ถามไร้มารยาทนางผ่านความเป็นความตายมาแล้วถ้าต้องสูญเสียอะไรในชีวิตไปอีกครั้งนา
"ถ้ารอถึงสองวันกว่าจะถึงบ้านท่านพ่อท่านแม่การเดินทางก็คงค่ำเส้นทางไม่ค่อยราบเรียบไปมาลำบาก" หยางหมิงเช่อไม่อยากสร้างความลำบากให้บิดามารดาการเดินทางข้ามวันข้ามคืนอาจจะเหนื่อยเกินไป "พรุ่งนี้เดินทางไปรับได้เลยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า" นอกจากเป็นห่วงเรื่องการเดินทางก็มีความปลอดภัยที่วางใจไม่ได้ การเคลื่อนไหวของตระกูลหยางคนทางจงหยวนต้องจับจ้องอยู่แล้ว เขาวางใจไม่ได้เลยว่าเกออี้หานจะปล่อยให้สองคนนั้นหลุดมือไปได้ คนของหยางหมิงเช่อกลับไปเตรียมตัวเขาก็นั่งทำงานต่อก่อนเข้าห้องไปพักผ่อน ถึงวันไปรับสองสามีภรรยาเตรียมตัวไม่ทัน คนที่หยางหมิงเช่อจัดเอาไว้สี่คนช่วยกันเก็บของและพาออกด้านหลังหมู่บ้านไปเงียบ ๆ บ้านของเขาอยู่ท้าย ๆ ของหมู่บ้านจึงไม่มีคนพบเห็นและเป็นวันทำงานที่คนอื่นออกไปทำไร่ทำนากันหมด สามีภรรยานั่งเงียบตลอดการเดินทางไม่กล้าซักถามออกไป หยางเซินค่อนข้างหวั่นเกรงกลัวว่าจะไม่มีความปลอดภัยตลอดการเดินทางแต่ไม่พูดออกมาให้เซียวถงตื่นตระหนกเพียงจับมือภรรยาเอาไว้แน่นภายในรถม้าเท่านั้น "อะไรนะมันย้ายไปแล้วรึ พวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่!" เกออี้หานได้รับฟังข่าวสำคัญที่ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเขาสั่งให้จัด







