LOGIN"ศิษย์เพียงแต่อยากมีวิชาการเอาตัวรอดติดตัว แล้วก็ผ่อนคลายจากการอ่านตำราไปด้วยขอรับ"
ที่แท้มาขอพบเพราะอยากฝึกวรยุทธ ช่างเป็นบัณฑิตที่ใฝ่รู้จริง ๆ "ได้ ถ้าอย่างนั้นหลังจากพักจากการอ่านตำราก็มาที่นี่ ข้าจะให้ศิษย์พี่ของเจ้ารอรับ" "ขอบคุณอาจารย์ที่เมตตา" มิใช่ว่าอาจารย์ใหญ่จะให้ทุกคนได้ฝึกฝนวรยุทธ บัณฑิตของที่นี่น้อยคนนักที่จะสนใจการต่อสู้ถึงจะอยากฝึกก็ไม่ค่อยรอดเพราะต้องใช้ความมุ่งมั่นสูงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการท่องตำรา แม้แต่สองคนที่อยู่ข้างกายยังละทิ้งการเป็นบัณฑิตเพื่อนฝึกวรยุทธเพียงอย่างเดียว แต่อาจารย์ก็อยากรู้ว่าหยางหมิงเช่อจะทำได้ดีทั้งสองอย่างหรือไม่ หากทำไม่ได้ก็ไปมุ่งมั่นในการเป็นขุนนางจะดีกว่าแต่หากทำได้เขาจะเป็นคนแรกที่เก่งกาจทั้งสองทาง หลังจากท่องตำราเสร็จในทุกวันหยางหมิงเช่อได้ฝึกฝนวรยุทธเป็นการส่วนตัวกับศิษย์พี่โดยอาจารย์เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ หากแพร่งพรายออกไปคนอื่น ๆ จะครหาเอาได้ว่าเขาโลภมากทั้งสอบขุนนางและฝึกการต่อสู้ อีกทางหนึ่งเป็นเรื่องอันตรายสำหรับผู้อื่นถึงแม้ว่าจะเอาไว้ป้องกันตัวก็ตาม แม้แต่ฟางอวี่ก็ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้ ตระกูลเว่ย องครักษ์เว่ยอวี่สวนกำลังหารือราชการกับมู่หลวนเฟิงและพูดย้อนไปถึงการทำคดีก่อกบฏเมื่อสิบกว่าปีก่อน "ตระกูลเหอถูกฆ่าล้างตระกูลในครั้งนั้นตรวจสอบดูแล้วไม่มีใครรอดชีวิตสักคนเป็นคดีสะเทือนขวัญไปทั้งเมือง น่าเศร้าใจที่สุด" มู่หลวนเฟิงคิดตาม "คดีก็ปิดไปแล้วอย่างคลุมเครือ พยานก็ไม่มีสักคนหลักฐานหรือร่องรอยใดก็ไม่เหลือสักอย่าง คนวางแผนต้องรอบคอบอย่างมากทั้งที่ผ่านมาเป็นสิบปีแล้วยังไร้วี่แวว" "ข้าคิดว่าคนบงการคงมีอำนาจมาก ถึงขนาดไม่ทิ้งร่องรอยใดเอาไว้ นับว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ " คดีในครั้งนั้นปิดไปโดยไร้ผู้ทำผิดทั้งที่การชันสูตรออกมาชัดเจน จะเรียกว่าช่วงนั้นต้าฉวนอ่อนแอก็เป็นไปได้เพราะฮ่องเต้ในวัยเยาว์เพิ่งขึ้นครองราชย์แทนบิดาที่สวรรคตจากการประชวรหนักและใช้ผู้สำเร็จราชการแทนมิได้มีอำนาจเต็มดังเช่นทุกวันนี้ ข่าวที่แพร่กระจายออกไปว่าไม่มีใครเหลือรอดสักคนเดียวทำให้ชาวเมืองต้าฉวนไม่สงสัยและไม่มีหลักฐานใดที่สามารถเอาผิดผู้กระทำได้ คดีสะเทือนขวัญครั้งนั้นจึงเลือนหายไปตามกาลเวลาได้ไม่ยากนัก จวนตระกูลมู่ มู่เหยียนมาขอพบบิดานางจะไปเยี่ยมท่านป้าที่หูโจวเนื่องจากได้รับแจ้งข่าวว่าท่านป้าไม่ค่อยสบายอยากไปดูแลสักระยะ "นายท่านไปจวนตระกูลเว่ยหารือเรื่องงาน เจ้าอย่าสร้างเรื่องได้หรือไม่ บิดามารดาก็ยังอยู่ควรดูแลให้เต็มที่ก่อนไปห่วงผู้อื่น" "ท่านป้ามิใช่ผู้อื่นเจ้าค่ะ เป็นคนที่เลี้ยงข้ามาเมื่อนางไม่สบายข้าควรแสดงความกตัญญูก็ถูกต้องแล้ว" มู่เหยียนพูดอย่างไม่พอใจที่จางเหยาล่วงเกินท่านป้าของนาง ท่านพ่อไม่อยู่นางไม่รีรอรีบเดินกลับเรือนไม่มีแม้การคารวะ "ไร้มารยาท หัวรั้นนัก" จางเหยามองตามบ่นขมุบขมิบนึกชิงชังที่มู่เหยียนไม่เชื่อฟัง มู่เหยียนกลับถึงเรือนหลังนางเก็บเสื้อผ้าใส่หีบเอาไว้รอบิดากลับมาจึงจะบอกกล่าวแล้วออกเดินทาง "ซวงซวง เจ้าเตรียมตัวหรือยัง" ซวงซวงทำหน้าไม่มั่นใจ "นายท่านจะอนุญาตหรือเจ้าคะ" มู่เหยียนลุกจากโต๊ะเอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบ "ข้าไม่ได้รอขออนุญาตท่านพ่อ แค่รอแจ้งให้ทราบแล้วเราก็จะไปหูโจวทันที" เรื่องเร่งด่วนอย่างนี้นางรีรอไม่ได้สู้ตัดสินใจแล้วบอกกล่าวบิดาสักหน่อยก่อนเดินทางก็เพียงพอแล้ว มู่หลวนเฟิงกลับมาถึงจวนนางก็เข้าพบบอกกล่าวความจำเป็นที่ต้องไปตระกูลหวง "เจ้าเดินทางไปหูโจวราวกับไปบ้านของเจ้าเองรู้ตัวหรือไม่ว่าบ่อยเกินไปแล้ว" "ทุกครั้งก็มีความจำเป็นเจ้าค่ะ ท่านป้าไม่สบายลูกควรแสดงความกตัญญูไปเยี่ยมเยียน" เมื่อนางอ้างเรื่องนี้ขึ้นมามู่หลวนเฟิงก็ขัดไม่ได้ "เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้นถือเสียว่าเป็นตัวแทนตระกูลมู่ก็แล้วกัน ข้าจะบอกแม่ของเจ้าฝากของเยี่ยมไปด้วย" "ขอบคุณท่านพ่อ ทางนี้ท่านพ่อดูแลตัวเองด้วยเจ้าค่ะ" จากนั้นจางเหยาจึงนำของเยี่ยมตามคำสั่งให้มู่เหยียน "เหยียนเอ๋อร์เดินทางดี ๆ ฝากบอกท่านป้าด้วยว่าพวกเราเป็นห่วง" ต่อหน้ามู่หลวนเฟิงจางเหยามักพูดจาดีมีเมตตาต่อมู่เหยียนเสมอ นางจึงทำได้เพียงตอบตามมารยาท "เจ้าค่ะ" จากนั้นก็ร่ำลาทุกคนขึ้นรถม้าที่เรียกมารอไว้แล้วเร่งออกเดินทางให้ถึงก่อนตะวันตกดิน รถม้าวิ่งมาตามเส้นทางเดิมที่เคยใช้ มู่เหยียนคุ้นชินแล้วเพราะนางไปเมืองหูโจวบ่อยครั้งมาตั้งแต่เล็ก รถม้าวิ่งไปเรื่อย ๆ ด้านหน้าไม่ไกล มีกลุ่มคนเดินทางด้วยม้าประมาณห้าคนรถของมู่เหยียนจึงเคลื่อนตัวช้าลง "ข้างหน้ามีขบวนม้าขอรับคุณหนูเราอยู่ห่าง ๆ ไปก่อน เดี๋ยวพวกเขาคงแยกออกไป" หน้าหนาวค่ำเร็วขึ้นนางเกรงว่าหากยังช้าอยู่ก็ต้องถึงจวนค่ำเดินทางลำบาก ปกติเส้นทางนี้ไม่ค่อยมีคนใช้มากนักเหตุใดวันนี้ถึงได้ประจวบเหมาะกับขบวนของนาง จู่ ๆ ขบวนม้าด้านหน้าก็หยุดลงทำให้รถม้าของมู่เหยียนหยุดตาม "ด้านหน้าหยุดม้าขอรับ" คนขับรถม้าร้องบอกนาง "เร่งหน่อยเถิดขอทางเขา นี่ก็จะเย็นแล้ว" นางบอกให้คนขับรถม้าไปเจรจาเขาจึงลงไปขอทาง "คุณชายทั้งหลายต้องขออภัยด้วยขอรับ รถม้าของเรารีบมากขอทางให้พวกเราผ่านไปก่อนได้หรือไม่" หลี่เอ้อเหลียนมองหน้าคนขับรถม้าตั้งแต่หัวจรดเท้าแววตาแข็งกระด้างไม่เป็นมิตร "จะไปหูโจวเหมือนกันหรือ ข้าคงให้ผ่านไปก่อนไม่ได้หรอกข้าก็จะไปเช่นกัน" เขาพูดเสียงดังเหมือนจงใจให้คนด้านในได้ยิน มู่เหยียนจับมือซวงซวงเอาไว้บีบแน่นพลางมองหน้ากัน "ถ้าอย่างนั้นคุณชายหยุดม้าเพราะเหตุใดขอรับ" หลี่เอ้อเหลียนเป็นผู้นำทางแต่เขาไม่คุ้นกับเส้นทางนี้เพราะไม่เคยมาทว่าได้โอ้อวดกับสหายว่าเป็นเส้นทางที่ตนเองชำนาญ "เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาถามข้าอยากไปก็ไปสิ หลีกทางให้เขาหน่อย" สหายที่มาด้วยกันต่างเปิดทางให้ คนขับรถม้าจึงเร่งรถม้าให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้ไม่ค่ำมืดเสียก่อน หลี่เอ้อเหลียนให้สัญญาณทุกคนตามไปห่าง ๆ "นี่เอ้อเหลียน เราตามรถม้าคันนั้นทำไม รีบไปเถิดเดี๋ยวจะค่ำมืด" สหายคนหนึ่งทักท้วงขึ้น "ตามเขาไปนั่นแหละดีแล้ว หากเราไปเร็วเกินไปอาจจะไม่ปลอดภัย เกิดเรื่องใดขึ้นก็ให้รถม้าคันนั้นรับเคราะห์แทน" ถึงจะไม่น่าฟังแต่พวกเขาก็ไม่พูดอะไรออกมาควบม้าตามทางไปเงียบ ๆ หลี่เอ้อเหลียนไม่สนใจเพราะเขาพูดตามความจริง ที่หูโจวมีท่านน้าและท่านอาทำงานอยู่ที่นั่นเมื่อไปถึงทุกคนก็ได้รับความสะดวกสบายแล้ว มู่เหยียนนั่งเกร็งมาตลอดทางเมื่อลอบมองขบวนม้าที่ตามมาด้านหลัง นางไม่มั่นใจในความปลอดภัยแต่ไม่ได้แสดงออกว่ากำลังกลัวภัยอันตรายให้ซวงซวงตื่นกลัว ยังคงนิ่งสงบและคิดหาทางรับมือล่วงหน้าไปด้วย รถม้าเทียบจอดที่หน้าจวนตระกูลหวงในยามซวี(19.00-21.00) พ่อบ้านเข้าไปรายงานหวงหมิงที่กำลังนั่งดื่มชาและทำงานในห้องหนังสือ "เรียนนายท่าน คุณหนูมู่เหยียนมาขอรับ" หวงหมิงลุกขึ้นเดินออกไปหน้าจวนอย่างเป็นห่วง ยามนี้คนอื่นเข้านอนกันหมดแล้วเหตุใดนางถึงเดินทางไกลมาถึงที่นี่ มู่เหยียนลงจากรถม้ายืนรออยู่หน้าจวนเห็นหวงหมิงเดินออกมาหานางย่อกายทำความเคารพด้วยท่าทางสงบ "เหยียนเอ๋อร์ค่ำมืดขนาดนี้เดินทางมาได้อย่างไรเกิดปัญหาใดระหว่างทางกัน ลุงได้ยินพ่อบ้านฉีบอกเมื่อครู่ตกใจแทบแย่" "ติดขัดเล็กน้อยแต่ไม่มีเรื่องต้องกังวลเจ้าค่ะ" เขาชวนหลานสาวเข้าไปยังห้องรับรองให้แม่ครัวทำอาหารใหม่และสั่งบ่าวรับใช้ไปจัดห้องให้นาง "หลานรบกวนท่านลุงแล้ว พอได้รับข่าวเรื่องท่านป้าไม่สบายหลานก็รีบมาเจ้าค่ะเลยไม่ได้แจ้งมาก่อน" นางรีบอธิบายเพราะตอนนี้ท่านลุงมีสีหน้าเคร่งเครียดด้วยความเป็นห่วง "ท่านป้าเข้านอนแล้ว เจ้าสามคนก็กินข้าวแล้วรีบพักผ่อนเถิด คราวหลังอย่าทำเช่นนี้อีกเข้าใจหรือไม่" "เข้าใจเจ้าค่ะ" หวงหมิงกลับไปทำงานต่อให้นางได้กินอาหารค่ำแล้วรีบพักผ่อน ภายในห้องรับรองที่มู่เหยียนพักเป็นประจำมีการทำความสะอาดเอาไว้ทุกวันจึงไม่ต้องเตรียมใหม่ เพียงแต่สาวใช้เข้ามาดูความเรียบร้อยเท่านั้น วันนี้นางให้ซวงซวงนอนเป็นเพื่อนส่วนคนขับรถม้าเอารถไปเก็บและพักเรือนรับรองชายอีกฝั่ง นางมองไปรอบห้องกว้างพอดีที่คุ้นเคยนึกเสียดายที่ไม่ได้ย้ายมาอยู่ ตระกูลหวงเหมือนบ้านหลังที่สองแต่อบอุ่นกว่า แม้แต่พ่อบ้าน คนรับใช้หรือว่าคนสวนนางเห็นพวกเขาแล้วยังรู้สึกอุ่นใจมากกว่าอยู่ที่จวนตระกูลมู่หลังจากเรื่องราวส่วนรวมจบลงทางราชสำนักได้มีการสะสางงานเก่าเร่งด่วนก่อนโดยการฟื้นฟูเมืองหลวงหลังการทำสงครามพร้อมกับระดมกำลังมากขึ้นในการสร้างเขื่อนที่ใกล้เสร็จสิ้น ข่าวการก่อกบฏยึดอำนาจของแคว้นต้าฉวนเผยแพร่ไปยังแคว้นต่าง ๆ สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย แคว้นน้อยใหญ่ต่างอยากเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับต้าฉวนแสดงความยกย่องให้ต้าฉวนเป็นผู้นำในทุกด้านเพราะความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของกองทัพ อีกทั้งยังมีฮ่องเต้ที่มาจากจอหงวนอันดับหนึ่งด้วยคะแนนสูงสุดเป็นคนแรก เรื่องที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือเขาเป็นทายาทอดีตราชองครักษ์ของฮ่องเต้องค์ก่อนที่ถูกชิงอำนาจไปถึงสองรุ่น นับว่าเป็นความสำเร็จที่รอคอยมายาวนานถึงสิบกว่าปี ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเหอกลับมาโด่งดังอีกครั้งในฐานะใหม่ เรื่องสำคัญของฮ่องเต้เหอเจี้ยนฉวนที่ต้องจัดการต่อจากนี้ไปคือพิธีอภิเษกสมรสที่วางแผนไว้นานแล้วทว่าด้วยความจำเป็นจึงเลื่อนออกไปจนงานของราชสำนักเสร็จสิ้นโดยที่ไม่มีโอกาสได้ป่าวประกาศและถูกลืมไปแล้ว "ใต้เท้ามู่เรื่องที่เราเคยคุยกันเอาไว้ข้ายังไม่ลืม ตอนนี้งานก็ถูกปล่อยให้ฝ่ายต่าง ๆ รับผิดชอบไปแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของคุณหนูมู่เหยียน"
ความปลอดภัยของประชาชนได้รับความคุ้มครองอยู่แล้วการก่อกบฏครั้งนี้มุ่งเป้าหมายไปที่คนเพียงกลุ่มเดียวและพวกพ้องเท่านั้น การทำงานในวังหลวงไม่เสียเปล่าเขาได้วางแนวทางการยึดอำนาจเอาไว้แล้วและรู้ละเอียดว่าขุนนางคนใดบ้างที่รับใช้ฝั่งไทเฮาเต็มตัว นึกไปถึงมู่เหยียนที่นางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเขาก็ปล่อยให้นางใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ให้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยต่อไปจึงจะเป็นเรื่องของนางทั้งหมด เวลาผ่านไปครึ่งเดือนความสงบเงียบของแคว้นต้าฉวนยังอยู่ในภาวะปกติแม่ทัพเจินลั่วและแม่ทัพเหยาเดินทางเข้าปิดล้อมแคว้นต้าฉวนคนละด้านโดยไม่มีการให้ฝั่งฮ่องเต้ได้เตรียมการทัน "แม่ทัพเจินพากองทัพเดินทางมาที่ต้าฉวนเพื่ออะไร เขาทำเหมือนกับว่าพวกเราเป็นศัตรูกัน" กองทัพของไทเฮาหารือกันถึงความผิดปกติของแม่ทัพเจินและกระจายข่าวออกไปทั่วต้าฉวน "เกิดเรื่องอะไรขึ้นทำไมกระชั้นชิดอย่างนี้" ฮองเฮาที่มารวมตัวกันที่ท้องพระโรงกับฮ่องเต้และราชวงศ์มีอาการตื่นตระหนก "มีหนอนบ่อนไส้น่ะสิ น่าเจ็บใจนักแม่ทัพเจินกำลังคิดแปรพักตร์" ฮ่องเต้ตรัสอย่างโกรธแค้น พระองค์ประมาทเรื่องที่ชายแดนมากเกินไปปล่อยให้แม่ทัพเจ
หยางหมิงเช่อได้พบกับเหอหยวนทั้งคู่ต่างเล่าเรื่องราวที่ตนเองประสบมาและเริ่มหารือกัน "แม่ทัพเจินรู้เรื่องแล้ว เวลานี้เป็นโอกาสเหมาะ ทุกอย่างก็มีพร้อมหมดแล้ว" "ได้ท่านอาแต่ขอข้าไปช่วยชาวจงหยวนเสียก่อนถ้าทำสำเร็จเราจะได้มีเพิ่มอีกหนึ่งกองทัพและได้พันธมิตรไปด้วย" เหอหยวนขมวดคิ้วแน่นไม่เข้าใจการกระทำของหลานชาย "เจ้าต้องทุ่มเทขนาดนั้นเลยหรือ" "หากเราต้องการคนเหล่านี้กลับมาเป็นพวกควรซื้อใจพวกเขาก่อน ข้าลองเสี่ยงดูขอรับแม่ทัพก็รับปากเอาไว้แล้ว" หยางหมิงเช่ออธิบายถึงแนวคิดของตัวเอง "หากไม่ได้ผลเล่า" "ข้ามีวิธีรับมือเตรียมไว้แล้วขอรับ" เหอหยวนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ สิ่งที่เขาเป็นห่วงในตัวหยางหมิงเช่อถูกหลานชายจัดการเรียบร้อยแล้ว เขาละเอียดรอบคอบเช่นนี้เองฮ่องเต้ถึงได้โปรดปราน หยางหมิงเช่อให้คนส่งข่าวลับไปตามหาหมอมากฝีมือจากเมืองต่าง ๆ รวมถึงหมอสมุนไพรระดับอาจารย์เข้าไปที่เมืองจงหยวน ด้วยความอยากรู้สถานการณ์เหอหยวนจึงเดินทางไปด้วย "ข้าไม่เคยมาจงหยวนเคยได้ยินข่าวมาว่าที่นี่แร้นแค้นประชาชนลำบากมาก" ประเมินดูแล้วก็นึกชื่นชมแม่ทัพจงหยวนที่กล้าเดิมพันกับหยางหมิงเช่อด้วยการเอาชีวิตครอบครัวต
มู่เหยียนรู้สึกตัวอีกทีนางก็อยู่ในห้องโดยมีซวงซวงนั่งอยู่ข้าง ๆ "คุณหนูฟื้นแล้ว" นางจำได้ว่าเมื่อคืนนางเห็นการเข่นฆ่าจากนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว "ข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่" ซวงซวงยิ้มเอียงอายตอบขึ้นว่า "ใต้เท้าหยางอุ้มคุณหนูเข้ามาส่งในห้องนี้เจ้าค่ะ เห็นนายท่านบอกว่าทางวังหลวงตามหาคุณหนูกับนายท่านกันวุ่นวายมาก นายท่านเป็นห่วงคุณหนูพาคนออกตามหาไปทุกที่จนกระทั่งเจอใต้เท้าหยางพากลับมาที่จวนเจ้าค่ะ" พวงแก้มของมู่เหยียนแดงระเรื่อนางทั้งอับอายทั้งตื่นตระหนก หยางหมิงเช่ออุ้มนางอย่างนั้นหรือ มู่หลวนเฟิง จางเหยาและมู่หลินเข้ามาเยี่ยมมู่เหยียนในห้อง "ได้รับบาดเจ็บหรือไม่" มู่หลวนเฟิงถามอย่างเป็นห่วง มู่หลินผละจากมารดาเข้ามานั่งบนเตียงข้างมู่เหยียน "พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" นางยิ้มบางให้ทั้งสองคนตอบว่าไม่เป็นอะไรมาก มู่หลวนเฟิงพูดคุยไม่นานก็กลับออกไปทำงานต่อ มีเพียงสองแม่ลูกที่เฝ้านางแทนเพราะซวงซวงออกไปเอาอาหารกับยาบำรุงมาให้ "คราวนี้ได้มีข่าวลืออีกแล้ว ทำอะไรควรรู้จักคิดบ้าง" จางเหยาตำหนิมู่เหยียนที่ไม่รู้จักระมัดระวังตัว หายตัวไปจนเกิดเรื่องขึ้นจนได้ มู่หลินเห็นมารดาพูด
มู่เหยียนออกมาทำธุระส่วนตัวด้านหลังเพียงคนเดียวเพราะลี่หนิงอวี่พบปะผู้ใหญ่เพื่อฝากเนื้อฝากตัวกับลี่เจี๋ย นางไม่อยากรบกวนจึงปลีกตัวออกมาเพียงลำพัง หยางหมิงเช่อไม่เห็นนางเขาเดินตามหาไปยังจุดต่าง ๆ ก็ไม่พบถามมู่หลินก็บอกว่าไม่เห็น "พี่ใหญ่คงไปทำธุระส่วนตัวเจ้าค่ะ" อีกด้านที่มู่เหยียนเดินออกมานางเห็นบุรุษคนหนึ่งยืนโดดเด่นมองดูท้องฟ้าก่อนหันมาส่งยิ้มให้นาง "มางานเลี้ยงหรือ" เขาถามขึ้นส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร "เจ้าค่ะ ใต้เท้าคงมางานเหมือนกันใช่หรือไม่เจ้าคะ" เขาพยักหน้ายิ้มอีกครั้ง "ถ้าเช่นนั้นเชิญด้านในเจ้าค่ะ" นางเชิญเขากลับเข้าไปในงานเพราะบริเวณนี้ไม่มีใครอยู่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทหารองครักษ์หายไปไหนหมด "ยินดีด้วยที่เจ้าจะได้แต่งงานนะ แต่ว่าคิดดีแล้วหรือ" เกออี้หานถามความคิดเห็นของมู่เหยียน "ใต้เท้าถามเช่นนี้เพราะอะไรเจ้าคะ" "หึ ไม่มีอะไรหรอกเพียงแต่อยากให้เจ้าคิดให้ดีว่ามั่นใจในตัวราชเลขาแค่ไหนถึงยินยอมร่วมชีวิตด้วย หากวันหนึ่งเขาต้องจากเจ้าไปเจ้าจะไม่เสียใจหรือ" ตาเฒ่าคนนี้เป็นใครเจอนางครั้งแรกก็ถามไร้มารยาทนางผ่านความเป็นความตายมาแล้วถ้าต้องสูญเสียอะไรในชีวิตไปอีกครั้งนา
"ถ้ารอถึงสองวันกว่าจะถึงบ้านท่านพ่อท่านแม่การเดินทางก็คงค่ำเส้นทางไม่ค่อยราบเรียบไปมาลำบาก" หยางหมิงเช่อไม่อยากสร้างความลำบากให้บิดามารดาการเดินทางข้ามวันข้ามคืนอาจจะเหนื่อยเกินไป "พรุ่งนี้เดินทางไปรับได้เลยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า" นอกจากเป็นห่วงเรื่องการเดินทางก็มีความปลอดภัยที่วางใจไม่ได้ การเคลื่อนไหวของตระกูลหยางคนทางจงหยวนต้องจับจ้องอยู่แล้ว เขาวางใจไม่ได้เลยว่าเกออี้หานจะปล่อยให้สองคนนั้นหลุดมือไปได้ คนของหยางหมิงเช่อกลับไปเตรียมตัวเขาก็นั่งทำงานต่อก่อนเข้าห้องไปพักผ่อน ถึงวันไปรับสองสามีภรรยาเตรียมตัวไม่ทัน คนที่หยางหมิงเช่อจัดเอาไว้สี่คนช่วยกันเก็บของและพาออกด้านหลังหมู่บ้านไปเงียบ ๆ บ้านของเขาอยู่ท้าย ๆ ของหมู่บ้านจึงไม่มีคนพบเห็นและเป็นวันทำงานที่คนอื่นออกไปทำไร่ทำนากันหมด สามีภรรยานั่งเงียบตลอดการเดินทางไม่กล้าซักถามออกไป หยางเซินค่อนข้างหวั่นเกรงกลัวว่าจะไม่มีความปลอดภัยตลอดการเดินทางแต่ไม่พูดออกมาให้เซียวถงตื่นตระหนกเพียงจับมือภรรยาเอาไว้แน่นภายในรถม้าเท่านั้น "อะไรนะมันย้ายไปแล้วรึ พวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่!" เกออี้หานได้รับฟังข่าวสำคัญที่ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเขาสั่งให้จัด







