LOGINเซียวซู่หยางมองดูสตรีที่คล้ายจะไม่สนใจเขาสักเท่าไรนักด้วยแววตายิ้มๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งในศาลารับลมตรงข้ามกับเฉินอวี้หลันโดยไม่ต้องให้ใครเชิญ "ได้ยินท่านแม่ทัพใหญ่กล่าวว่าเจ้าเป็นผู้ลงมือปลูกสวนเหมยด้วยตัวเอง น่าเสียดายที่ข้ายังไม่มีโอกาสได้ชม"
"เป็นเพียงสวนเหมยธรรมดาเท่านั้น" นางยกชาขึ้นจิบ “มิควรค่าแก่คำชื่นชมของท่านแม่ทัพหรอก”
“บางครั้งความงดงามก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่มองเห็น บางทีข้าอาจจะชื่นชอบสวนดอกเหมยของเจ้ายิ่งกว่าที่เจ้าคิดก็เป็นได้” เซียวซู่หยางยกมือเท้าคางพลางยื่นหน้าไปใกล้เฉินอวี้หลัน
เฉินอวี้หลันรู้สึกได้ว่าเขาแสดงออกอย่างชัดเจนเสียเหลือเกิน นางจึงวางจอกน้ำชาลงและมองเขากลับอย่างไม่หลบเลี่ยง “ข้าขอถามท่านสักอย่างได้หรือไม่?”
“เจ้าอยากถามเรื่องอะไรล่ะ” เซียวซู่หยางกระพริบตา เฝ้ารอคำถามของนางอย่างตั้งใจ
“เหตุใดท่านถึงยอมตอบรับคำเชิญของท่านพ่อของข้า” เฉินอวี้หลันมองเข้าไปในดวงตาสีเข้มของเขา นางรู้สึกว่าเขามีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล นางเชื่อว่าคนเราไม่น่าจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนั้น เช่นนั้นการที่เขามาที่นี่ย่อมมีจุดประสงค์บางอย่างเป็นแน่
เซียวซู่หยางเลิกคิ้วขึ้น “ข้าคิดว่าเจ้ากำลังเข้าใจผิดอยู่ ความจริงแล้วท่านแม่ทัพใหญ่เฉินมิได้เป็นคนชักชวนข้า แต่เป็นข้าที่มาหาเขาเอง”
มือเรียวบางที่ซ่อนอยู่บนตักของเฉินอวี้หลันสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่สีหน้าบนใบหน้าของนางยังคงเยือกเย็นเช่นเดิม “ท่านมีจุดประสงค์ใดกันแน่”
เซียวซู่หยางค่อยๆ ยืดตัวตรงแผ่อำนาจของแม่ทัพออกมา เขาจ้องมองนางด้วยสายตาที่นางอ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำทีละคำอย่างชัดเจน "ข้ามาเพื่อพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายกับเจ้า เฉินอวี้หลัน"
เฉินอวี้หลันลอบยิ้มอยู่ในใจ ในที่สุดนางก็ได้รู้จุดประสงค์ของเขาเสียที... แต่เดี๋ยวก่อน เมื่อครู่เขาพูดว่าจะหมั้นหมายกับนาง?
เฉินอวี้หลันคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง ตั้งแต่ที่เขากล่าวว่าเขามาที่นี่ด้วยตัวเอง นางก็คาดเดาจุดประสงค์ในการมาของเขาไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม เรื่องกำลังทหาร เรื่องทัพเสบียง หรือแม้แต่เรื่องที่เขามีส่วนรู้เห็นในการตายของนางเมื่อชาติก่อน แต่เรื่องหมั้นหมายนั้น นางไม่เคยคิดมาก่อนเลย
อาจเป็นเพราะแววตาของเขาร้อนแรงเกินไป ทำให้นางหน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แต่เพราะโชคชะตาที่นางเคยสิ้นใจตายภายใต้กระบี่ของสามีที่นางเคยหลงรักได้ทิ้งรอยแผลที่ลึกเกินไปไว้ในใจของนาง ทำให้นางสามารถเก็บความรู้สึกทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธเขาด้วยท่าทีเรียบเฉย
"ข้ายังไม่คิดที่จะออกเรือน คงทำให้ท่านแม่ทัพผิดหวังแล้ว"
"ข้ารู้" เซียวซู่หยางยังคงมองลึกเข้าไปในดวงตากระจ่างใสดุจกวางของนาง "ท่านแม่ทัพใหญ่บอกข้าแล้วว่าเจ้ามีเวลาหนึ่งปีในการค้นหาผู้รู้ใจ"
"เช่นนั้นแล้วเหตุใดท่านจึงมาพูดคุยเรื่องนี้กับข้าอีก" เฉินอวี้หลันหรี่ตาลง รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
"เพราะข้าเคยคิดว่าบางสิ่งจะคงอยู่ตลอดไปจนข้าสูญเสียมันไปโดยไม่รู้ตัว" ดวงตาของเซียวซู่หยางเผยแววเสียใจขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนที่จะหายไปอย่างรวดเร็ว "ทำให้ข้าตระหนักได้ว่าบางสิ่งก็ควรรีบทำก่อนจะสายเกินไป"
"แล้วเหตุใดต้องเป็นข้า" เฉินอวี้หลันแสร้งทำเป็นไม่สนใจคำพูดของเขา
"เรื่องนี้ข้าจะบอกเจ้าในวันที่เจ้าแต่งงานกับข้าแล้วเท่านั้น" เซียวซู่หยางเผยรอยยิ้ม "หากเจ้าอยากรู้ก็รีบแต่งงานกับข้าสิ"
"น่าเสียดายที่ข้ามิได้อยากรู้แล้ว" เฉินอวี้หลันคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เขา
ลมหายใจของเซียวซู่หยางสะดุดไปเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น แต่เขาก็รีบสงบสติอารมณ์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้นางยิ่งขึ้น “ไม่เป็นไร เพราะข้าจะเป็นบุรุษที่เจ้าพึงใจ จากนั้นข้าจะได้บอกถึงเหตุผลที่ต้องเป็นเจ้าให้ฟังได้”
เฉินอวี้หลันหยิบจอกน้ำชาขึ้นมาบังสีหน้าของตนพลางถอยตัวกลับมาอย่างแนบเนียน “หากสุดท้ายข้าก็ไม่พึงใจท่าน แล้วท่านจะทำอย่างไร?”
เซียวซู่หยางเสียดายเล็กน้อยที่ใบหน้างดงามอยู่ห่างไปอีกแล้ว “ข้าก็เพียงแค่รอเวลาหนึ่งปี จากนั้นก็สู่ขอเจ้าจากท่านเฉิน” เขารินน้ำชาใส่จอกที่วางอยู่ “ข้าคิดว่าท่านเฉินน่าจะสนับสนุนข้าอย่างแน่นอน”
ยิ่งได้ฟังคำตอบของเขาก็ยิ่งทำให้เฉินอวี้หลันรู้สึกทนไม่ไหว อดถามออกไปไม่ได้ “แล้วถ้าหากข้าพบบุรุษที่พึงใจก่อนที่จะครบหนึ่งปีล่ะ”
สิ้นคำของนาง แววของเขาพลันเปลี่ยนไปในทันที เขาค่อยๆ วางกาน้ำชาลงอย่างไร้เสียง จากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงแค่สองคน "หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าก็คงต้องใช้วิธีที่บอกเจ้าไม่ได้แล้ว"
กลิ่นอายสังหารของเซียวซู่หยางที่แผ่กระจายออกมาทำให้เฉินอวี้หลันไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคิดจะสังหารคนที่นางพึงใจเป็นแน่ แต่นางรู้สึกว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไกลตัวนางเหลือเกิน เพราะแผลใจของนางนั้นลึกเกินไป รวมไปถึงนางยังต้องตามหาความจริงเรื่องที่ยังคงมีคนที่จ้องจะทำลายสกุลเฉินอยู่อีกด้วย
“ข้ารู้ว่าท่านมีความสามารถมากพอที่จะทำอย่างที่ท่านคิดได้ แต่ข้าขอเตือนท่านไว้หนึ่งอย่าง บางครั้งการทำเช่นนั้นก็อาจจะมิใช่ทางออกเสมอไป”
เซียวซู่หยางได้ยินก็แปลกใจไม่น้อย เขานั่งทบทวนประโยคนั้นอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงยืนยันคำเดิม “หากมันเป็นสิ่งที่จำเป็น ข้าก็ไม่ลังเล”
สิ้นคำของเขา ทั้งสองคนก็ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงนกร้องที่ยังคงดังอยู่ จนกระทั่งเฉินอวี้หลันมองเห็นบิดาเดินมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า นางก็กล่าวกับเซียวซู่หยางโดยไม่มองหน้าเขา “ท่านแม่ทัพคงมีงานรัดตัว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว”
เฉินอวี้หลันมองผ่านเด็กชายคนนั้นไปโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งเขาวิ่งมายืนอยู่เบื้องหน้านาง นางจึงได้เห็นใบหน้าชัดๆ ของเขา และก็เป็นเจ้าเด็กหยวนฮ่าวที่นางนัดมาวันนี้นั่นเอง “ข้านึกว่าท่านจะไม่อยู่แล้ว” หยวนฮ่าวตอบพลางหายใจหอบ “กำลังจะกลับพอดี” เฉินอวี้หลันไม่ปิดบัง ก่อนจะมองใบหน้าที่ไม่ได้สกปรกมอมแมมแล้วของเขา “ดูเหมือนเจ้าจะเปลี่ยนไปไม่น้อย” “ขอรับ” หยวนฮ่าวเกาศีรษะพร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความเขินอาย ไม่คุ้นชินกับชุดใหม่ที่ใส่อยู่แม้แต่น้อย “แต่ในเมื่อข้าจะทำงานให้ท่าน ข้าก็คิดว่าควรจะดูดีเพื่อให้ท่านไม่เสียหน้าบ้าง”&
เฉินอวี้หลันหลบหลีกสายตาของเหล่าทหารยามไปยังจุดหนึ่งของกำแพงจวนได้อย่างง่ายดาย จนกระทั่งถึงจุดที่มีหญ้าขึ้นสูงที่คุ้นตา นางก็แหวกหญ้าตรงนั้นและมุดเข้าไปอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างของนางผ่านพ้นช่องลับนั้นไป หญ้าที่ลู่ไปตามร่างของนางก็กลับมาตั้งตรงเช่นเดิม ปกปิดช่องทางตรงนั้นไว้อย่างแนบเนียน แม้ใบหน้าที่นางปลอมไว้จะถูกชำระล้างจนไม่เหลือแล้ว แต่ด้วยชุดของบุรุษที่นางสวมอยู่ก็อาจจะทำให้นางถูกจับได้ว่าเพิ่งออกไปข้างนอกมา ดังนั้นนางก็ยังคงต้องหลบเลี่ยงสายตาคนในเรือนเช่นเดิม กว่าจะถึงเรือนของนางก็ใช้เวลาไปไม่น้อย นางค่อยๆ ย่องเข้าไปในเรือนของตัวเองอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งประตูถูกเลื่อนปิดจนแนบสนิท เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เซียวซู่หยางที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าเข้าเมืองเช่นเดิม ทว่าเสียงของทหารยามกลับเรียกให้หยุดเสียก่อน “เจ้าคนที่ขี่ม้าอยู่ตรงนั้นเป็นพ่อค้าใช่หรือไม่” ทหารยามที่ยืนอยู่ข้างประตูเมืองเอ่ยกับเขาเสียงดัง “ถ้าเป็นพ่อค้าก็ไปต่อแถวแล้วมายื่นเอกสารตรงนี้” เนื่องจากมีพ่อค้าหลายคนใช้วิธีเดินทางมาเมืองหลวงตัวเปล่าและค่อยเช่ารถม้าขนสินค้ากลับ ทำให้ทหารยามมักจะเข้มงวดกับคนที่ขี่ม้าเป็นพิเศษ แม่ทัพหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทางไม่พอใจแต่อย่างใด เขาค่อยๆ บังคับให้เจ้าเฮยมู่เดินไปทางทหารยามผู้นั้น
นอกป่าริมลำธารที่มีกองไฟจุดอยู่เหลือเพียงเสียงร้องระงมของเหล่าแมลงกับเสียงสายน้ำในลำธารที่ไหลอย่างเอื่อยเฉื่อยเท่านั้น “ในเมื่อท่านรู้ว่าข้ายังไม่พร้อม” เฉินอวี้หลันหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อสงบอารมณ์ ก่อนจะลืมขึ้นมาถามเขาด้วยสายตาจริงจัง “แล้วเหตุใดจึงอยากให้ข้ารับหยกชิ้นนี้ไว้” “เพราะเจ้าคือคนสำคัญของข้า” เซียวซู่หยางตอบโดยไม่หลบเลี่ยง “อย่างน้อยเจ้าก็คิดเสียว่าข้ามอบหยกชิ้นนี้ให้เจ้าในฐานะสหายก็ได้” พูดจบเขาก็วางจี้หยกใส่มือของเฉินอวี้หลัน ก่อนจะกำมือของนางให้แนบไปกับจี้หยก&
เฉินอวี้หลันกับเซียวซู่หยางพากันเดินออกมาได้สักพักใหญ่ก็กลับมาจุดที่เคยอยู่ ทว่ากองไฟที่จุดไว้มอดดับไปหมดแล้ว ส่วนเจ้าเฮยมู่ที่รออยู่ใกล้ๆ ก็ส่งเสียงลมหายใจฟืดฟาดออกมาด้วยท่าทางดีใจ เซียวซู่หยางลงมือจุดกองไฟขึ้นใหม่ แต่ระหว่างที่ลงมือเขาก็อดที่จะถามนางไม่ได้ “เหตุใดเจ้าจึงมอบแหวนหยกที่ราคาแพงเช่นนั้นให้พวกเขาล่ะ” “ข้าคิดว่าหากเขามีเงินมากพอก็ไม่น่าจะออกปล้นชิงผู้คนไปได้สักพักใหญ่” เฉินอวี้หลันคลี่ยิ้ม “ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ?” “หากเขาเป็นคนที่ดีอย่างที่เจ้าคิดล่ะนะ” เซียวซู่หยางพูดขึ้นมาลอยๆ เพราะเขายังไม่สามารถเชื่อได้ว่าโจรพวกนี้เป็นคนดี แต่ในใจเขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่สตรีผู้นั้นเล่าน่าจะเป็นเรื่องจริง เพร
“ตั้งแต่ต้าเผิงกับแคว้นฉิงเริ่มทำสงครามกันเมื่อหลายปีก่อน แม้ชีวิตของผู้คนในเมืองหลวงกับเมืองใหญ่ๆ จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลมิได้มีชีวิตอย่างสงบสุขเช่นนั้น บางคนถูกแย่งชิงทรัพย์สินเงินทอง ทั้งจากทหารแคว้นฉิงและพวกทหารต้าเผิงบางคนที่ชั่วช้า บางคนสูญเสียชีวิต บางคนสูญเสียคนในครอบครัว บางคนก็สูญเสียแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าบ้านจนไม่อาจไปอยู่ได้อีก” น้ำเสียงของสตรีแปลกหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมและความคับแค้นใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้ “หมู่บ้านเล็กๆ ของข้าก็ถูกทหารแคว้นฉิงทำลายจนย่อยยับ ผู้คนเกือบร้อยชีวิตเหลือรอดเพียงแค่ไม่กี่คน สุดท้ายก็ได้แต่พากันไปอาศัยอยู่ในป่าเพื่อประทังชีวิต ทว่าพวกมันก็ยังไม่ยอมหยุด เผาทำลายป่าที่พวกข้าอาศัยอยู่จนราบ เพียงเพื่อที่จะล่อพวกข้าออกมาเพื่อสังหารเท่านั้น”&nbs







