Masukเฉินอวี้หลันนั่งถอนหายใจภายในศาลารับลมกลางสระน้ำ
หลังจากที่ได้รับรู้ภาพรวมของกองทัพต้าเผิงกับหน้าที่ที่บิดาของนางกำลังแบกรับอยู่ นางก็คิดไม่ออกอยู่ดีว่าการมีอยู่ของบิดาผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งทัพชายแดนนั้นไปขัดขวางผลประโยชน์ของใครบ้าง
อย่าว่าแต่จะปกป้องบิดามารดาเลย ตอนนี้นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคมหอกที่ซ่อนตัวอยู่ชี้มายังสกุลเฉินหรือยัง
ขณะที่เฉินอวี้หลันได้แต่ท้อแท้ เสียงทุ้มต่ำแต่แฝงไปด้วยความขี้เล่นก็ดังขึ้น “บุตรสาวข้า เหตุใดเจ้าจึงมานั่งเศร้าเสียใจที่ปฏิเสธบุรุษแสนดีที่พ่อพามาให้รู้จักเช่นนี้”
เฉินอวี้หลันหันไปดูทางต้นเสียง เห็นบิดาในชุดสบายๆ กำลังเดินมาพร้อมกับรอยยิ้ม นางก็แอบหยอกล้อกลับคืนไปบ้าง “ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นท่านพ่อมาหาลูกคนเดียวโดยไม่ได้พาใครมาด้วยเช่นนี้ ช่างแปลกตายิ่งนัก”
เฉินเว่ยชะงักไปเล็กน้อย มองสีหน้าบุตรสาวที่กระหยิ่มยิ้มย่องกับชัยชนะพักหนึ่งแล้วก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “เจ้าคาดเดาผิดแล้ว วันนี้ข้ามีแขกคนสำคัญ ทั้งยังคิดจะแนะนำให้เจ้ารู้จักเขาด้วย”
“ไหนท่านพ่อกล่าวว่าจะให้เวลาลูกในการบุรุษที่พึงใจ แล้วเหตุใดท่านจึงพาใครก็ไม่รู้มาอีกแล้วล่ะ”
“ข้ายังไม่ได้พูดเลยว่าจะพามาให้เจ้าดูใจกับเขา” เฉินเว่ยแสดงท่าทางราวกับผู้บริสุทธิ์ “ข้าเพียงเห็นว่าเขาเป็นผู้มีอนาคตไกล สมควรให้เจ้าทำความรู้จักไว้เท่านั้น”
เฉินอวี้หลันได้ฟังเหตุผลก็ได้แต่ถอนใจ คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าบิดาจะมาไม้นี้กับนาง ขณะที่คิดจะยกข้ออ้างเรื่องสัญญาขึ้นมาปฏิเสธไม่ขอพบ เสียงของบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
“ท่านแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพเซียวมาถึงแล้วขอรับ”
สิ้นคำของเขา เฉินเว่ยก็หัวเราะอย่างยินดี “รีบเชิญเขาเข้ามา”
ทว่าเฉินอวี้หลันกลับรู้สึกขนลุกซู่ นางไม่คิดเลยแม้แต่น้อยว่าคนที่บิดาพามาครั้งนี้จะเป็นแม่ทัพเซียว ซึ่งชื่อแม่ทัพเซียวในต้าเผิงก็มีแค่คนเดียว คนที่นางเคยพบก่อนที่จะย้อนอดีตกลับมาคนนั้น
ยังไม่ทันที่นางจะได้ขยับตัวหนี แม่ทัพเซียวซู่หยางในเครื่องแบบเต็มยศก็เดินเข้ามาอย่างองอาจ หากเขาถืออาวุธอยู่คงให้ความรู้สึกกดดันราวกับเผชิญหน้ากับข้าศึกเป็นแน่
“คารวะท่านแม่ทัพใหญ่” เซียวซู่หยางคุกเข่าคำนับให้เฉินเว่ยอย่างมีมารยาท แม้กระทั่งตัวเฉินเว่ยยังประหลาดใจที่เห็นชายหนุ่มคำนับเขาอย่างเป็นทางการเช่นนี้
“เจ้ารีบลุกขึ้นเถิด” เฉินเว่ยรีบประคองเซียวซู่หยางขึ้นมา แม้เขาจะอยู่ตำแหน่งสูงกว่าแต่ก็ไม่ชินกับการถูกคำนับเสียที
ทางด้านเฉินอวี้หลันก็ได้แต่เบิกตากว้างมองเซียวซู่หยางอย่างไม่อยากจะเชื่อ เห็นได้ชัดเจนว่าใบหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนที่นางพบกับเขาที่จวนรัชทายาทแม้แต่น้อย เส้นผมดำขลับถูกเกล้าไว้อย่างหลวมๆ ดวงตาสีเข้มดุจเหยี่ยวสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญไม่กลัวตาย ดั้งจมูกเป็นสันตรง ริมฝีปากบางเฉียบได้รูป เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ชวนให้สตรีหลงใหลยิ่งนัก
ทว่าสิ่งที่เฉินอวี้หลันตกใจที่สุดคือบรรยากาศรอบตัวของเขา นางนึกย้อนกลับไปยังครั้งแรกที่นางพบเขา เขามีแต่ความดุดันและน่ากลัว แต่ตัวเขาในยามนี้กลับมีเพียงบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตรอย่างน่าตกใจ
หากมีคนบอกว่าเซียวซู่หยางตรงหน้าของนางนี้เป็นผู้อื่นที่สวมใส่หน้ากากของเซียวซู่หยางอยู่นางก็เชื่อ เพราะมันช่างแตกต่างกับเซียวซู่หยางในความทรงจำของนางเสียเหลือเกิน
ยังไม่ทันที่เฉินอวี้หลันจะหายตกใจ เซียวซู่หยางก็หันหน้ามามองนางและยิ้มให้ “นี่คงเป็นแม่นางเฉินกระมัง”
“นี่บุตรสาวข้าเอง ชื่ออวี้หลัน” เฉินเว่ยพยายามสะกิดให้บุตรสาวที่ใจลอยไปถึงไหนต่อไหนให้ทำความเคารพแม่ทัพเซียว
“คารวะแม่ทัพเซียว” เฉินอวี้หลันที่ได้สติก็แสดงความเคารพต่อเขาทันที
“แม่นางเฉินไม่ต้องมากพิธี” เซียวซู่หยางหัวเราะเบาๆ “ทำตัวตามสบายเถิด”
ขณะที่เฉินอวี้หลันรู้สึกว่าธุระของนางในการทำความรู้จักกับเขาจบลงแล้ว เฉินเว่ยก็กล่าวกับบุตรสาวทันที “จริงสิ พ่อลืมไปเลยว่ายังมีธุระที่ยังจัดการไม่เสร็จรออยู่ เจ้าช่วยอยู่เป็นเพื่อนแม่ทัพเซียวสักครู่ พ่อจะรีบกลับมา”
เฉินอวี้หลันได้แต่เบิกตากว้างมองบิดาที่วิ่งหนีไป ได้แต่ก่นด่าตัวเองว่าเสียรู้บิดาเข้าอีกแล้ว
ส่วนเซียวซู่หยางที่เห็นภาพนี้ก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะกล่าวกับเฉินอวี้หลัน "หากข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าก็ต้องขออภัยด้วย"
เฉินอวี้หลันมองหน้าเขาแว่บหนึ่ง ความรู้สึกแปลกๆ ในใจที่นางบอกไม่ถูกปรากฏขึ้นมา แต่นางก็รีบสลัดทิ้งทันทีก่อนจะเดินกลับไปนั่งในศาลาดังเดิม "ท่านแม่ทัพกล่าวหนักเกินไปแล้ว"
ตอนนั้นนางยังเป็นเด็กที่ชื่นชอบที่หาอะไรสนุกๆ เล่นจนดูราวกับเด็กผู้ชาย แต่น่าเสียดายที่เด็กในจวนที่อายุพอๆ กับนางถูกกำชับมาว่าอย่าล่วงเกินนาง ดังนั้นจึงไม่ค่อยจะมีใครอยากจะเล่นกับนางสักเท่าไรนัก จนกระทั่งวันหนึ่งที่บิดาพาเด็กชายคนหนึ่งกลับมาด้วย ซึ่งเด็กชายคนนั้นตัวสูงกว่านางไม่น้อย นางจึงเรียกเขาว่าพี่ชายตัวสูงแทนชื่อของเขา และดูเหมือนนางจะชินกับคำนี้จนลืมถามชื่อของเขาเสียสนิท ตลอดเวลาที่นางอยู่กับเขา เขาก็มักจะตามใจนางอยู่เสมอ ทั้งยังเล่นเป็นเพื่อนนางอย่างที่เด็กคนอื่นไม่ทำเสียด้วย นางจึงเกาะติดพี่ชายตัวสูงคนนี้แทบจะทุกวัน เหตุการณ์ที่ทำให้นางดีใจที่สุดคือนางพยายามปีนต้นไม้ที่สูงมากต้นหนึ่ง แม้สุดท้ายนา
ถึงแม้ว่าเซียวซู่หยางจะสัญญากับเฉินอวี้หลันว่าจะมาคุยเรื่องที่เขาปิดบังตัวตนไม่ยอมบอกนางหลังจากจบเรื่อง แต่เนื่องจากตอนที่เขากลับมาพบนางก็ดึกมากแล้ว อีกทั้งรัชทายาทยังบาดเจ็บสาหัสมาด้วย สุดท้ายจึงได้แต่สัญญากันว่าจะมาคุยกันอีกทีในภายหลัง แต่ผ่านมาหลายวันจนถึงตอนนี้ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้คุยกันเสียที เพราะการกบฏของโอหยางจ้าวหุยเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง มีขุนนางน้อยใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายคนมาก ทำให้มีราชสำนักปั่นป่วนไม่น้อย แม้แต่เซียวซู่หยางที่ไม่ได้เกี่ยวข้องในส่วนการปกครองก็ยังมีหลายสิ่งที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องพูดคุยความเป็นมากับขุนนางที่มีหน้าที่ในการไต่สวน เรื่องการค้นหากองกำลังที่เหลืออยู่ของโอหยางจ้าวหุย เรื่องการนำรายชื่อของทหารที่ถูกบันทึกว่าหนีทหารกลับเข้ากองทัพ รวมไปถึงการชดใช้ให้ครอบครัวของเหล่าทหารที่เสียชีวิตไปด้วย&n
องค์ชายใหญ่แห่งต้าเผิงชี้หน้าโอหยางหมิงอวี่ที่ฉินเต๋อพยุงอยู่ “ส่วนเขา เติบโตมาอย่างเพียบพร้อม แม้จะโง่เขลากว่าข้า แต่ก็ได้รับคำชื่นชมตลอด” พูดจบเขาก็หันมามองบิดาบังเกิดเกล้า “ทุกคนล้วนมองข้ามข้า เพราะสายเลือดต่ำต้อยที่ท่านนำมาให้ข้าอย่างไงเล่า!” ฝ่ามือของฮ่องเต้ตบไปที่หน้าลูกชายอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันกลับอ่อนแรงและเต็มไปด้วยความเสียใจ “แม่ของเจ้าต่ำต้อยแล้วอย่างไร อย่างน้อยนางก็เป็นคนที่ให้กำเนิดเจ้าขึ้นมา ทั้งยังเป็นคนที่เราไว้ใจมากที่สุด” เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง “แต่เจ้ากลับเนรคุณนาง มองเห็นนางแค่เป็นแค่สายเลือดที่ต่ำต้อยอย่างนั้นหรือ?” “เนรคุณ?” องค์ชายใหญ่แห่งต้าเผิงทวนคำก่อนจะแหงนหน้าหัวเราะ “หากมิใช่เพราะนาง ข้าจะมีชะตาชีวิตเช
กองทัพตระกูลเฉินพุ่งออกมาจากประตูและปกป้องกลุ่มคนชุดดำไว้อย่างมิดชิด แม้แต่มดสักตัวก็ไม่มีทางผ่านไปได้ ทั้งหอกและดาบล้วนหันใส่กองทัพหลวงและทัพขุนนางอย่างดุดัน โอหยางจ้าวหุยจ้องมองสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ส่วนแม่ทัพใหญ่จางลู่เหวินที่เห็นดังนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงดัง “ทหารทุกนายหยุดมือก่อน!” ทั้งทัพหลวงและทัพขุนนางที่ไม่อยากจะประจันหน้ากับกองทัพตระกูลเฉินลดอาวุธอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจัดตั้งเป็นกองอย่างเป็นระเบียบ แต่ก็ยังคงโอบล้อมกลุ่มคนชุดดำและกองทัพตระกูลเฉินเอาไว้อยู่&
ขณะที่พวกเขากำลังดูท่าทีว่ากองทัพขององค์ชายใหญ่จะบุกมาตามแผนการเดิมหรือไม่ เซียวซู่หยางก็มองไปยังหลังคาของวังหลวงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเบิกตากว้างออกมาอย่างคาดไม่ถึง “นี่เป็นกับดัก...!” ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงฝีเท้าของคนนับพันก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็ล้อมพวกเขาทั้งห้าร้อยคนอย่างแน่นหนา โดยธงกองทัพที่โบกสะบัดอยู่ด้านหลังเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพหลวงและกองทัพขุนนาง “โอหยางหมิงอวี่รวบรวมกองทัพโดยพลการและหมายจะลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท” เสียงตะโกนของจางลู่เหวิน แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพหลวงดังไกลไปทั่วทั้งบริเวณ “มีโทษประหารชีวิต!”&
ไม่รู้เป็นเพราะดีใจจากการที่เฉินอวี้หลันจำเขาได้หรืออย่างไร เพราะจนถึงตอนนี้ที่เขาเดินกลับมาถึงที่ห้องหนังสือในจวนร้างที่รัชทายาทจัดเตรียมไว้ให้ รอยยิ้มของเซียวซู่หยางก็ยังไม่หายไปจากใบหน้าเลย “มีเรื่องอะไรน่ายินดีหรือขอรับ” ฟ่านอู้จี๋ที่นั่งรออยู่ข้างในตามคำสั่งเอ่ยถามอย่างสงสัย เซียวซู่หยางตกใจเล็กน้อยที่ในห้องมีคนอยู่อย่างผิดวิสัย ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองเป็นคนสั่งให้ฟ่านอู้จี๋รออยู่ในนี้ด้วยตัวเอง เขารีบกระแอมให้คอโล่ง “ไม่มีอะไร เจ้ารีบเรียกหัวหน้าหน่วยมาหาข้าเร็วเข้า” ฟ่านอู้จี๋พยัก







