LOGINหมอภีมแสนชัง บทที่ 2
ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชา ดวงตาคมกริบจ้องเธอเขม็ง เขาเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล กลิ่นยาฆ่าเชื้อลอยคลุ้งมาพร้อมตัว
“ฉัน... ฉันแค่อ่านหนังสือค่ะ” น้ำหนึ่งตอบเสียงสั่น พยายามเก็บหนังสือ แต่ภีมเดินเข้ามาใกล้
“ห้องสมุดนี้เป็นของฉัน” เขาพูดเสียงเรียบ แต่แฝงความโกรธ “พ่อให้ฉันดูแล หนังสือทุกเล่มที่นี่ฉันซื้อมาเอง เธอไม่มีสิทธิ์เข้ามาโดยไม่ขออนุญาต”
น้ำหนึ่งลุกขึ้นยืน กำมือแน่น “ฉันไม่รู้ค่ะ ฉันคิดว่ามันเป็นห้องส่วนกลาง... ขอโทษนะคะ ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้”
แต่ก่อนที่เธอจะเดินผ่าน ภีมยื่นมือขวางทาง ดันเธอถอยหลังจนหลังชนขอบโต๊ะ
“เดี๋ยวก่อน เธอคิดจะบุกเข้ามาแบบนี้แล้วออกไปง่ายๆ เหรอ นี่บ้านฉันนะ ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเธอที่จะมาทำตามใจ”
น้ำหนึ่งรู้สึกตัวสั่น หัวใจเต้นแรงเมื่อเขายืนใกล้จนแทบจะแตะตัว กลิ่นบุรุษเพศผสมกลิ่นโรงพยาบาลทำให้เธอเวียนหัว
“ปล่อยฉันนะคะ คุณภีม”
ภีมยิ้มมุมปาก ยกมือขึ้นจับคางเธอเบาๆ แต่แรงกดนั้นเต็มไปด้วยการข่มขู่
“เธอชอบบุกรุกสินะ เหมือนพี่สาวเธอเลย มาอยู่บ้านคนอื่น ใช้ของคนอื่นโดยไม่ละอาย”
น้ำหนึ่งพยายามสะบัดหน้าหนี แต่เขาจับแน่นขึ้น ก้มลงกระซิบใกล้ใบหู
“เธอรู้ไหมว่าฉันเกลียดคนแบบนี้แค่ไหน คนที่คิดจะเกาะกินโดยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาพัดโดนใบหู ทำให้ขนคอเธอลุกซู่ น้ำหนึ่งรู้สึกใจสั่นอย่างประหลาด ไม่ใช่แค่กลัว แต่มีอะไรบางอย่างที่ซ่านวาบขึ้นมาในอก
“หยุดนะ... อย่าทำแบบนี้”
แต่ภีมไม่ฟัง เขาเลื่อนมือลงไปลูบไหล่เธอเบาๆ นิ้วเรียวยาวของหมอศัลยแพทย์สัมผัสผิวผ่านเนื้อผ้าเสื้อนักศึกษา
“เธอตัวสั่นเลยนะ น้ำหนึ่ง หรือว่าเธอชอบให้ฉันทำแบบนี้”
น้ำหนึ่งกัดริมฝีปาก กำลังจะผลักเขาออก แต่ภีมดันตัวเธอลงนั่งบนโต๊ะ จับขาเธอแยกออกเล็กน้อยแล้วยืนแทรกกลาง
“อย่าดิ้นสิ เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอจำได้ว่าที่นี่ใครเป็นเจ้าของ”
เขาก้มลงอีกครั้ง ริมฝีปากแตะใบหูเธอเบาๆ ก่อนจะเลื่อนลิ้นออกมาเลียขอบหูอย่างช้าๆ เสียงลมหายใจของเขาดังใกล้จนเธอขนลุก
“อืม... เธอหอมดีนะ กลิ่นเด็กสาวที่ยังไม่ประสา”
น้ำหนึ่งครางเบาๆ ในลำคอ “อ๊ะ... อย่าค่ะ”
เธอรู้สึกหวาดหวั่น ตัวร้อนผ่าวอย่างไม่เข้าใจ ทำไมหัวใจถึงเต้นแรงขนาดนี้ ทำไมร่างกายถึงซ่านเสียวเบาๆ เมื่อลิ้นเขาสัมผัส
ภีมยิ้มอย่างพอใจ เลื่อนมือขึ้นลูบแก้มเธอ แล้วเลื่อนลงไปที่ต้นคอ ลูบไล้ผิวเนียนนุ่ม
“เธอกลัวฉันเหรอ หรือว่าเธอกำลังชอบ เสียงเธอสั่นแบบนี้ มันทำให้ฉันอยาก... ข่มเธอมากขึ้น”
เขาก้มลงเลียใบหูอีกครั้ง ลิ้นอุ่นชื้นเลื่อนไปตามขอบหู ก่อนจะดูดติ่งหู เสียงดูดดังจ๊วบเบา ๆ ทำให้น้ำหนึ่งครางออกมา
“ฮึ่ก... หยุดสิคะ...”
แต่ภีมไม่หยุด เขาเลื่อนมือลงไปลูบแขนเธอ แล้วเลื่อนขึ้นมาที่หน้าอก ลูบผ่านเนื้อผ้าเสื้อจนเธอรู้สึกหัวใจเต้นระรัว
“เธอตัวร้อนเลยนะ น้ำหนึ่ง หรือว่าเธออยากให้ฉันทำมากกว่านี้”
น้ำหนึ่งพยายามดิ้น แต่เขาจับข้อมือเธอทั้งสองข้างล็อกไว้ด้านหลัง ก้มลงกระซิบใกล้ปาก
“อย่าดิ้นสิ เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอเสียวมากกว่านี้ เธอจะได้จำไว้ว่าอย่าบุกรุกของฉันอีก”
ลิ้นเขาเลื่อนลงไปเลียซอกคอ ทำให้เธอครางแผ่ว “อ๊า... อย่า... ฉันกลัว”
ภีมหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำสั่นสะท้าน
“กลัวแต่ตัวสั่นแบบนี้เหรอ เธอซ่านเสียวใช่ไหม น้ำหนึ่ง ยอมรับสิว่ามันทำให้เธอหวั่นไหว”
น้ำหนึ่งรู้สึกอับอาย ร่างกายตอบสนองอย่างที่เธอไม่เข้าใจ ซ่านวาบจากใบหูลงไปถึงท้องน้อย แต่เธอหัวแข็ง พยายามเงยหน้ามองเขา
“คุณ... คุณเลว!”
ภีมยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นจับคางเธออีกครั้ง ก้มลงเลียริมฝีปากเธอเบา ๆ อย่างข่มขู่
“เลวแต่เธอชอบสินะ เสียงครางเธอมันบอกอย่างนั้น”
เขาลูบไล้ต้นขาเธอผ่านกระโปรง เลื่อนขึ้นสูงจนเธอสะดุ้ง
“ฮึ่ก... หยุดนะ!”
“ครั้งนี้ฉันปล่อยเธอไป แต่จำไว้ ถ้าเธอเข้ามาอีก ฉันจะทำมากกว่านี้ จนเธอต้องร้องวอนขอ”
แล้วเขาก็ถอยออกไป ทิ้งน้ำหนึ่งนั่งตัวสั่นบนโต๊ะ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
เธอทั้งรู้สึกกลัว หวาดหวั่น แต่กลับแฝงไปด้วยความซ่านเสียวที่ทำให้เธอสับสน
เธอไม่เข้าใจตัวเอง ทำไมถึงตอบสนองแบบนั้น
แต่เมื่อภีมเดินออกจากห้องไป ในใจเขากลับหงุดหงิดที่ตัวเองรู้สึกตื่นเต้นกับการกดขี่เธอ
มันไม่ใช่แค่โกรธ แต่มีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดเขามากขึ้น
กริ๊ง... “คะพี่น้ำผึ้ง” น้ำหนึ่งรับสายเสียงใสก่อนจะกลายเป็นหน้าซีด
“ไปเอายาของคุณภีรศักดิ์ให้หน่อยได้ไหม ที่คุณภีม”
“แต่ว่า...”
“พี่โทรไปบอกเขาแล้ว เขาบอกว่าจัดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”
เธออึ้งงันวางหู ใจไม่ไว้วางใจภีมเลยแม้แต่น้อย เมื่อถึงโรงพยาบาล เธอเดินไปที่แผนกศัลยกรรม
“คุณหมอภีมอยู่ห้องตรวจส่วนตัวค่ะ รอสักครู่นะคะ”
แต่ภีมโทรศัพท์ออกมาบอกให้เธอเข้าไปหาในห้องเลย น้ำหนึ่งกลืนน้ำลาย เดินเข้าไปด้วยขาที่สั่น ประตูปิดสนิทด้านหลัง
ภีมยืนกอดอก มองเธอด้วยสายตาคมกริบ สวมเสื้อกาวน์ขาวทับเสื้อเชิ้ต กางเกงสแลคดำ
“มาเอายาให้พ่อเหรอ น้ำหนึ่ง เธอช่างขยันจัง”
น้ำหนึ่งก้มหน้า “ค่ะ คุณภีม”
เขายิ้มมุมปาก เดินเข้ามาใกล้ ล็อกประตูห้องเบาๆ เสียงคลิกดังขึ้นทำให้เธอสะดุ้ง
“นั่งก่อนสิ บนเตียงตรวจนั่นแหละ ฉันจะตรวจเธอซะหน่อย เผื่อเธอไม่สบายด้วย”
น้ำหนึ่งถอยหลัง “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันสบายดี แค่เอายา...”
แต่ภีมจับแขนเธอ ดึงให้นั่งลงบนเตียงตรวจ “อย่าดื้อสิ น้ำหนึ่ง เธอไม่ต่างจากพี่สาวเธอหรอก มาเกาะกินที่นี่ มาใช้ฉันแบบนี้”
“ฉันไม่ใช่แบบนั้น! คุณหยุดพูดแบบนี้ได้แล้ว”
ภีมหัวเราะทุ้มต่ำ ก้มลงใกล้หน้าเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวพัดโดนแก้ม
“พิสูจน์สิ เธอแค่เด็กที่ถูกพี่สาวลากมา ต่ำต้อยแต่ทำตัวหัวแข็ง ฉันจะทำให้เธอรู้จักที่ของตัวเอง”
เขาดันเธอนอนลงบนเตียง จับข้อมือทั้งสองข้างล็อกไว้เหนือหัว
“ปล่อยฉันนะ! คุณทำอะไร”
ภีม
สักทีว่ะทน! กูจะขึ้นไปสูบบุหรี่ข้างบนได้บ่ หรือมึงจะต่ออีกรอบ?”พี่ทนหัวเราะหอบ ๆ แล้วตะโกนตอบลงไป“ขึ้นมาเลยลุง”พริ้งหน้าแดงก่ำ รีบดึงผ้าซิ่นลงปิดตัว แต่ลุงบุญมีขึ้นมาพอดี ยิ้มจนตาหยี“ไม่ต้องอายลูกพริ้ง ลุงเห็นหมดแล้ว… แต่ลุงปากไม่ใช่คนปากเปราะ รับรองไม่บอกใครเด็ดขาด”เขานั่งลงข้าง ๆ พี่ทน ตบไหล่เพื่อนสนิท แล้วกระซิบเบา ๆ “สาวดีขนาดนี้ เก็บไว้ให้ดี ๆ นะทน อย่าให้หลุดมือ”พี่ทนยิ้มมุมปาก กอดไหล่พริ้งเบา ๆ “ไม่หลุดแน่นอนลุง… ไม่หลุดไปไหนแน่นอน”หลังจากวันนั้นที่บ้านลุงบุญมี ความลับของทั้งคู่ยิ่งแนบแน่น แต่ร่องรอยบนร่างกายกลับซ่อนยากขึ้นทุกวันในเช้าวันหนึ่ง น้องดวงตื่นขึ้นมาทำกับข้าวเหมือนทุกวัน แต่คราวนี้เธอสังเกตเห็นรอยแดงช้ำที่คอเสื้อพี่ทนชัดเจนกว่าปกติรอยนั้นไม่ใช่รอยแมลงกัด แต่เป็นรอยดูดรอยกัดรูปวงกลมหลายดวง เรียงกันตั้งแต่ใต้ใบหูลงไปถึงไหปลาร้าที่เสื้อปิดไม่ถึง เธอขมวดคิ้ว มองสามีที่กำลังกินข้าวเหนียวเงียบ ๆ&
ลุงบุญมี บ้านอยู่ปลายหมู่บ้าน ติดทุ่งนา ลุงบุญมียิ้ม ๆ แล้วเดินไปนั่งใต้ถุนบ้าน จุดบุหรี่มวนใหญ่รอพี่ทนจูงมือพริ้งขึ้นบันไดไม้ไปเลย ไม่พูดพร่ำทำเพลง ประตูปิดดัง “ปัง”ข้างในบ้านเป็นโถงโล่งมีเสื่อผืนเดียวกับหมอนใบใหญ่ พี่ทนผลักพริ้งลงนอนทันที แล้วก้มลงจูบปากเธออย่างหิวโหย มือใหญ่ปลดกระดุมเสื้อสีขาวทีละเม็ด หน้าอกคู่ใหญ่เด้งออกมาเต็มตาเขาก้มลงดูดปากเธอต่ออีกครั้ง ลิ้นใหญ่สอดเข้าไปวนในปากเล็ก ๆ อย่างดุเดือด ดูดเม้มริมฝีปากล่างของพริ้งจนแดงช้ำ แล้วถอนออกมาพร้อมเส้นน้ำลายใส ๆ ที่ขาดพรืดจากนั้นก้มลงดูดเลียหัวนมทั้งสองข้างสลับกันอย่างบ้าคลั่ง ใช้ฟันกัดเบา ๆ สลับดูดแรงจนหน้าอกขาว ๆ ช้ำแดงเป็นดวง พริ้งครางชื่อเขาเบา ๆ“พี่ทน… เสียว…” มือจิกเสื่อแน่น กลัวเสียงลอดลงไปถึงลุงบุญมีที่อยู่ใต้ถุน“พริ้ง อ่า”เขาจับไหล่พริ้งลุกขึ้นยืนหันหลังให้ทันที ดันแผ่นหลังขาวเนียนเบา ๆ ให้เธอโก้งโค้งมือยันผนังไม้ไผ่ ก้นขาวผายขึ้นสูงเด่นชัดตรงหน้าพี่ทนถลกผ้าซิ่นขึ้นพาดเอวจนเห็นร่องเนื้อเปียกชุ่ม เข
“ตับ แรงดีไหม อ่า เอ็งชอบให้พี่เอาแรง ๆ ไหม”“พี่ทนนน อ่า อ๊า พริ้งเสียว”พริ้งร้องครางจนเสียงแหบแห้ง น้ำตาด้วยความเสียวซ่านไปทั้งตัวพี่ทนยิ่งกระแทกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนดินสั่นสะเทือน ใบใบใต้ต้นหญ้าใต้ร่างกระจาย เขาก้มลงจูบปากเธอจากด้านข้าง ลิ้นสอดเข้าไปวนพร้อมกับจังหวะกระแทกหนักหน่วง“เสียว อ่า พี่จะแตกอีกแล้วพริ้ง ซี้ด... ของเอ็งมันเด้งดูดหัวถอกพี่”“อือ พี่ทนน หนูไม่ไหวแล้ว แตกอีกแล้วว”ร่างของเธอกระตุกซ้ำอีกครั้งแตกน้ำไหลออกจนเปียกดิน พี่ทนยิ่งส่งแรงด้วยการเสือกสะโพกตับ ตับ เสียงน้ำแฉะ ร่องสาวดูดกินลำเนื้อหนุ่มชาวนายิ่งทำให้ทนซ่านเสียว“พี่เสียวไม่ไหวแล้ว เอ็ง... พี่จะแตก”พี่ทนก้มลงกัดไหล่เธอ แล้วกระแทกเข้าเต็มลำค้างไว้ลึกสุด“อ๊า... อ่า อ๊า พริ้งงงงง พี่แตกแล้ววว”ทั้งคู่เกร็งตัวพร้อมกัน หายใจหอบเมื่อท่อนยาวของพี่ทนกระตุกในช่องสวาทที่บีบรัด หัวถอกพ่นน้ำคาวสีขาวระเบิดออกพุ่งพุ่งลึกจนเต็มเปี่ยมพี่ทนทรุดตัวลงทับหลังเธอ หายใจหอบ ๆ ที่
แต่สำหรับพี่ทนกับพริ้ง ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้วกลางวัน พวกเขายังทักทายกันเหมือนญาติผู้ใหญ่กับหลาน สาวบ้านข้าง ๆ“ไปไหนมาเหรอพริ้ง”“ไปช่วยยายตัดมันสำปะหลังจ้ะพี่”แต่พอพระอาทิตย์คล้อยหลังเขา ความเงียบของทุ่งนาและสวนมันกลายเป็นที่ของพวกเขาพี่ทนจะส่งสัญญาณด้วยการเอาเสื้อกล้ามสีดำตัวเก่าผูกไว้กับกิ่งมะขามต้นใหญ่ปลายสวนพริ้งเห็นเสื้อสีดำนั้นจากระยะไกล หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก เธอรอจนมืดสนิท บอกแม่ว่าจะไปหาเพื่อน แล้วเดินออกจากบ้านด้วยไฟฉายเล็ก ๆ ในมือสวนมันมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ข้างแรมส่องลงมาเป็นลำแสงสีเงินพี่ทนยืนรออยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่ ใส่กางเกงขาสั้นตัวเดียว อกเปลือย กล้ามเนื้อคล้ำ ๆ เงางามใต้แสงจันทร์ เขาเห็นเงาพริ้งเดินมา หัวใจก็เต้นแรงไม่แพ้กันไม่พูดอะไรสักคำพี่ทนดึงข้อมือเธอเข้ามากอดแน่นทันที แล้วผลักแผ่นหลังเธอเบียดชิดกับลำต้นมะขามหยาบ ๆ จนเปลือกไม้กรีดผิวคล้ำเป็นรอยแดงบาง ๆปากร้อนของเขาประกบปากพริ้งอย่างหิวกระหาย ลิ้นใหญ่สอดเข้าไปวนในปากเธอรุนแรงจนเธอครางในลำคอ ม
ให้ร่องเนื้อบานเต็มตากลีบเนื้อสีชมพูอ่อน ๆ บวมเปียกชุ่มจากน้ำสวาทที่เขาใช้นิ้วควานเมื่อครู่ หัวเม็ดเล็ก ๆ ชูชันเด่นตรงปลายร่อง“ของเอ็งมันสดน่าเลีย หอม”พี่ทนสูดหายใจลึก กลิ่นหวานอมเปรี้ยวของสาวแรกแย้มโชยเข้าจมูกจนเขาขนลุกซ่าน จากนั้นเขาค่อย ๆ ยื่นลิ้นใหญ่หนาแตะลงตรงกลางร่องเบา ๆ ก่อน“อ๊า… พี่ทน…” พริ้งสะดุ้งสุดตัว มือจิกเสื่อแน่นจนเล็บขาวลิ้นร้อนของเขาค่อย ๆ เลียจากล่างขึ้นบนช้า ๆ วนวนเป็นวงกลมรอบกลีบเนื้อทั้งสองข้าง แล้วตวัดขึ้นไปแตะหัวเม็ดเล็ก ๆ เบา ๆ แค่ปลายลิ้นพริ้งแอ่นสะโพกสูง ครางชื่อเขาดังขึ้นทุกที “พี่… เสียว… เสียวมากเลย…”พี่ทนใช้ริมฝีปากครอบหัวเม็ดนั้นไว้ทั้งอัน ดูดเบา ๆ สลับตวัดลิ้นวนเร็ว ๆ พริ้งเกร็งจนตัวโก่งเป็นสะพาน ขาเกร็งสั่นระริก น้ำใสไหลทะลักออกมาไม่หยุดเขาถอนปากขึ้นนิดหนึ่ง จ้องตาพริ้งแล้วสอดลิ้นใหญ่เข้าไปในร่องเนื้อลึกสุดเท่าที่จะทำได้ ขยับเข้าออกช้า ๆ เหมือนกำลังดันเข้าแทนส่วนอื่น“อืม... ซูด แพร่บ”พริ้ง
อ้ายทนคอยดูนก เหมือนพี่น้องบ้านนอกทั่วไป ไม่มีใครพูดถึงการกอดกันแน่นเมื่อคืนแม้แต่คำเดียวตกบ่ายอากาศร้อนจัด พี่ทนถอดเสื้อออกโยนไว้บนคันนา เหลือแต่กางเกงขาสั้นสีดำตัวเก่า ร่างกายคล้ำเป็นมันเหงื่อ กล้ามเนื้อทุกส่วนเด่นชัดจนพริ้งต้องหลบตามองพื้นดินบ่อย ๆจนตกค่ำ พี่ทนหยิบขวดเหล้าขาวใบเล็กออกจากเป้“เหลืออยู่นิดหน่อย กินแก้หนาวดีกว่า” เขายกดื่มอึกหนึ่ง แล้วยื่นให้พริ้งพริ้งไม่เคยดื่มหนัก แต่คืนนี้เธอรับขวดมาดื่มตามสองอึกใหญ่ ความเผ็ดร้อนไหลลงคอจนตัวสั่น แล้วยิ้มให้เขาอย่างที่ไม่เคยยิ้มให้ใครตะเกียงสลัว สองคนนั่งพิงเสาไม้ไผ่เคียงกัน หัวเข่าชนกันเบา ๆ เหล้าขาวครึ่งขวดทำให้ลิ้นชาและใจกล้าพริ้งหันไปมองหน้าเขาเต็มตา ดวงตาเป็นประกายจากฤทธิ์เหล้า“พี่ทนเคย… อยากได้พริ้งบ้างไหม”คำถามลอยออกไปตรง ๆ ไม่มีอ้อมค้อม พี่ทนชะงักขวด เหล้าค้างอยู่ที่ปาก เขาวางขวดลงช้า ๆ มองหน้าเธอนิ่งหลายวินาที“อยาก…” เสียงเขาแหบแห้ง “อยากมาตั้งนานแล้ว”พร







