Masukเรื่องที่ 2 หมอภีมแสนชัง บทที่ 1
บ้านใหญ่ของนายภีรศักดิ์ตั้งตระหง่านกลางกรุงเทพฯ เขาคือเศรษฐีวัยหกสิบต้นๆ ผู้กุมอำนาจในวงการธุรกิจ
เขาได้แต่งงานใหม่กับน้ำผึ้ง สาวสวยวัยยี่สิบห้าที่ใครๆ ก็รู้ว่าเธอทะเยอทะยานแค่ไหน
การแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องรักใคร่ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนฐานะมั่นคงแลกกับความสาวสดใส
วันแต่งงานผ่านไปอย่างหรูหรา ท่ามกลางสายตาอิจฉาและคำซุบซิบ
ภีรศักดิ์ยืนยิ้มกว้างขณะที่น้ำผึ้งก้มหน้ารับช่อดอกไม้ ดูสง่างามในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์
เธอไม่ใช่แค่เมียใหม่ แต่ยังพาน้องสาวตัวเองมาด้วย น้ำหนึ่ง เด็กสาววัยสิบเก้าที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย หน้าตาใสซื่อ ขี้อายแต่หัวแข็ง
น้ำหนึ่งถูกบังคับให้ย้ายตามพี่สาวมาอยู่ในบ้านใหญ่หลังนี้ โดยไม่มีทางเลือกอื่น
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่บ้านนะจ๊ะ น้ำหนึ่ง” น้ำผึ้งพูดเสียงหวาน ขณะยืนข้างสามีใหม่ที่กำลังจับมือเธอแน่น “ที่นี่จะเป็นบ้านของเรา จากนี้ไปเธอไม่ต้องลำบากอีกแล้ว”
น้ำหนึ่งยิ้มฝืนๆ พยักหน้า เธอรู้ดีว่าพี่สาวทำเพื่อฐานะ แต่การถูกพามาอยู่ที่นี่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนผู้บุกรุก
บ้านหลังนี้กว้างใหญ่เกินไป ห้องหับหรูหราเกินตัวเธอที่เติบโตมาในครอบครัวธรรมดา
เธอมองไปรอบๆ เห็นสวนกว้าง สระว่ายน้ำ และห้องสมุด แต่สิ่งที่ทำให้เธออึดอัดที่สุดคือสายตาของเขา
ภีม ลูกชายคนโตของภีรศักดิ์
ภีมยืนห่างออกไปไกลพอที่จะไม่ได้กลิ่นพวกต้มตุ๋น เขายืนกอดอก ใบหน้าหล่อเหลาสุขุมเย็นชา
เขาเฝ้ามองเมียใหม่พ่ออายุน้อยกว่าเขาถึงเจ็ดปี ตัวเขาเป็นหมอศัลยแพทย์ชื่อดังในโรงพยาบาลเอกชน
ภายนอกดูสุภาพเรียบร้อย แต่ภายในดุร้ายราวสัตว์ป่า เขาเกลียดการถูกช่วงชิงมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพ่อแต่งงานใหม่กับผู้หญิงอายุไล่เลี่ยลูกตัวเอง และยิ่งเกลียดหนักเมื่อน้ำผึ้งพาน้องสาวมาอยู่ด้วย
พวกเกาะกินสมบัติ
“ยินดีด้วยครับ พ่อ” ภีมพูดเสียงเรียบ แต่สายตาที่มองน้ำผึ้งและน้ำหนึ่งเต็มไปด้วยความดูถูก “บ้านเรายิ่งคึกคักขึ้นอีก”
ภีรศักดิ์หัวเราะดัง ตบไหล่ลูกชาย “ใช่สิ ภีม จากนี้ไปลูกต้องช่วยดูแลน้อง ๆ นะ”
ภีมยิ้มเย็น ในใจเขาคิดว่าพวกเธอก็แค่ปรสิต สองพี่น้องที่ไต่เต้าขึ้นมาโดยใช้เสน่ห์แลกฐานะ แต่ตอนนี้พวกเธอย้ายเข้ามาแล้ว
ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนน้อง เขาเฝ้ามองก่อนเบือนหน้าไปทางอื่น
“น้องจะอยู่ชั้นล่าง คงไม่เกะกะคุณภีมนะคะ” เสียงหวานของน้ำผึ้งทำให้เขาสะอิดสะเอียนแต่ปากคลี่ยิ้ม
“ไม่เลย ผมจะพาไปดูห้องเอง” เขาอาสาเดินนำหน้า น้ำหนึ่งจึงจำใจเดินตาม
“เธอคิดจะอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ” เสียงเขาเย็นชา ดังขึ้นทันทีเมื่อเดินออกห่าง
“ฉัน... พี่น้ำผึ้งพาฉันมา ฉันไม่ได้อยาก...”
“ไม่ได้อยากแต่ก็มา” เขาขัดคำ พยักหน้าอย่างเหยียดหยาม “ก็ดี อย่างน้อยเธอก็ซื่อตรงกว่าพี่สาวเธอหน่อย แต่จำไว้ บ้านนี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเธอ ถ้าจะอยู่ ก็อย่าทำตัวเป็นภาระ”
น้ำหนึ่งกำหมัดแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยความโกรธและอับอาย แต่เธอไม่โต้ตอบ แค่ก้มหน้าขนของเข้าไปในห้องหลังจากที่เขาชี้นิ้วไปยังห้องเล็กด้านหลังก่อนจะเดินหายไป
วันต่อ ๆ มา ภีมไม่เคยพลาดโอกาสกดขี่เธอ ทุกครั้งที่เจอในห้องกินข้าว เขาจะมองเธอด้วยสายตาดูถูก พูดค่อนขอด
“กินให้อิ่มนะ น้ำหนึ่ง” เขาพูดเสียงประชด “เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่เลี้ยงดู”
น้ำหนึ่งกลืนน้ำลาย ก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ เธอรู้สึกเหมือนตัวประหลาดในบ้านหลังนี้
แต่เธอเข้มแข็ง พยายามรักษาศักดิ์ศรีโดยไม่ให้ใครเห็นน้ำตา เธอไปมหาวิทยาลัยทุกวัน เรียนหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่แค่เกาะกินอย่างที่เขาหาว่า
ครั้งหนึ่ง ในครัวตอนเช้า น้ำหนึ่งกำลังชงกาแฟให้ตัวเอง ภีมเดินเข้ามา ยืนใกล้จนเธอรู้สึกถึงกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นโรงพยาบาล
“เธอคิดจะทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้เหรอ” เขากระซิบใกล้หู เสียงทุ้มต่ำทำให้เธอขนลุก “แต่เธอไม่ใช่หรอก แค่คนที่พี่สาวลากมาด้วย”
น้ำหนึ่งหันมองเขา สายตาแข็งกร้าว “ฉันไม่ได้อยากอยู่ แต่ฉันจะไม่ยอมให้คุณมาดูถูกแบบนี้”
ภีมยิ้มมุมปาก ยกมือขึ้นแตะแก้มเธอเบาๆ แต่แรงกดนั้นเต็มไปด้วยการข่มขู่
“ดี อย่างน้อยเธอก็ยังรู้จักโต้แย้ง แต่จำไว้ ถ้าเธอทำตัวไม่ดี ฉันจะทำให้เธออยากออกไปเอง”
เธอสะบัดมือเขาออก เดินหนีไปด้วยหัวใจเต้นระรัว ความกลัวผสมความโกรธทำให้เธอสั่น แต่เธอไม่ยอมแพ้ เธอจะอยู่ที่นี่ให้ได้ โดยไม่เสียศักดิ์ศรี
วันเวลาผ่านไป น้ำหนึ่งพยายามหลีกเลี่ยงภีม แต่บ้านใหญ่หลังนี้เหมือนกับดัก
เขาเจอเธอทุกที่ ในสวน ในห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่ทางเดินยามค่ำคืน ทุกครั้งเขาจะพูดจาเหยียดหยาม กดเธอให้รู้สึกต่ำต้อย
“เธอไม่ต่างจากพี่สาวหรอก มาเพื่อเงิน” เขาพูดครั้งหนึ่ง ขณะยืนขวางทางเธอ
น้ำหนึ่งกัดฟัน “ฉันไม่ใช่แบบนั้น!”
แต่ภีมแค่หัวเราะ “พิสูจน์สิ”
เขาเกลียดที่พ่อถูกชิงไป และยิ่งเกลียดน้ำหนึ่งที่ดูเหมือนเหยื่อแต่แข็งแกร่งเกินคาด มันทำให้เขาหงุดหงิด ยิ่งเห็นเธอ ยิ่งอยากกดขี่ให้ยอมแพ้
หลังจากย้ายเข้าบ้านใหญ่ได้ไม่กี่สัปดาห์ น้ำหนึ่งก็เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้บ้าง
เธอตื่นเช้าไปมหาวิทยาลัย แต่ทุกเย็นที่กลับมา เธอรู้สึกเหมือนเดินเข้าสู่เขตสงคราม โดยเฉพาะเมื่อภีมอยู่ด้วย
เขาไม่เคยพลาดที่จะแสดงท่าทีเหยียดหยาม ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่มองเธอราวกับมองสิ่งไร้ค่า หรือคำพูดประชดประชันที่ทำให้เธออยากหายตัวไป
แล้ววันหนึ่ง เธอพลาด
วันนั้นเป็นวันศุกร์ น้ำหนึ่งกลับจากมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติ ในชุดสวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวกับกระโปรงพลีทสีเทา ผมยาวสลวยรวบหางม้า เธอน่ารักสมวัย
เธออยากหาที่เงียบๆ พักผ่อนจึงเลือกเข้าไปในห้องสมุดของบ้าน บนชั้นสอง
เธอเคยแวะมาครั้งหนึ่งตอนที่ไม่มีใครอยู่ และพบว่ามันสงบเงียบเหมาะสำหรับอ่านหนังสือเรียน
เธอนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ อ่านหนังสือจนเพลินลืมเวลา กระทั่งเสียงประตูเปิดดังขึ้นจากด้านหลัง
“เธอทำอะไรที่นี่”
เสียงทุ้มต่ำของภีมดังขึ้น ทำให้หัวใจน้ำหนึ่งหล่นวูบ เธอหันไปมอง
ชายหนุ่มยืนกอดอกที่หน้าประตู สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีน้ำเงินเข้ม
สักทีว่ะทน! กูจะขึ้นไปสูบบุหรี่ข้างบนได้บ่ หรือมึงจะต่ออีกรอบ?”พี่ทนหัวเราะหอบ ๆ แล้วตะโกนตอบลงไป“ขึ้นมาเลยลุง”พริ้งหน้าแดงก่ำ รีบดึงผ้าซิ่นลงปิดตัว แต่ลุงบุญมีขึ้นมาพอดี ยิ้มจนตาหยี“ไม่ต้องอายลูกพริ้ง ลุงเห็นหมดแล้ว… แต่ลุงปากไม่ใช่คนปากเปราะ รับรองไม่บอกใครเด็ดขาด”เขานั่งลงข้าง ๆ พี่ทน ตบไหล่เพื่อนสนิท แล้วกระซิบเบา ๆ “สาวดีขนาดนี้ เก็บไว้ให้ดี ๆ นะทน อย่าให้หลุดมือ”พี่ทนยิ้มมุมปาก กอดไหล่พริ้งเบา ๆ “ไม่หลุดแน่นอนลุง… ไม่หลุดไปไหนแน่นอน”หลังจากวันนั้นที่บ้านลุงบุญมี ความลับของทั้งคู่ยิ่งแนบแน่น แต่ร่องรอยบนร่างกายกลับซ่อนยากขึ้นทุกวันในเช้าวันหนึ่ง น้องดวงตื่นขึ้นมาทำกับข้าวเหมือนทุกวัน แต่คราวนี้เธอสังเกตเห็นรอยแดงช้ำที่คอเสื้อพี่ทนชัดเจนกว่าปกติรอยนั้นไม่ใช่รอยแมลงกัด แต่เป็นรอยดูดรอยกัดรูปวงกลมหลายดวง เรียงกันตั้งแต่ใต้ใบหูลงไปถึงไหปลาร้าที่เสื้อปิดไม่ถึง เธอขมวดคิ้ว มองสามีที่กำลังกินข้าวเหนียวเงียบ ๆ&
ลุงบุญมี บ้านอยู่ปลายหมู่บ้าน ติดทุ่งนา ลุงบุญมียิ้ม ๆ แล้วเดินไปนั่งใต้ถุนบ้าน จุดบุหรี่มวนใหญ่รอพี่ทนจูงมือพริ้งขึ้นบันไดไม้ไปเลย ไม่พูดพร่ำทำเพลง ประตูปิดดัง “ปัง”ข้างในบ้านเป็นโถงโล่งมีเสื่อผืนเดียวกับหมอนใบใหญ่ พี่ทนผลักพริ้งลงนอนทันที แล้วก้มลงจูบปากเธออย่างหิวโหย มือใหญ่ปลดกระดุมเสื้อสีขาวทีละเม็ด หน้าอกคู่ใหญ่เด้งออกมาเต็มตาเขาก้มลงดูดปากเธอต่ออีกครั้ง ลิ้นใหญ่สอดเข้าไปวนในปากเล็ก ๆ อย่างดุเดือด ดูดเม้มริมฝีปากล่างของพริ้งจนแดงช้ำ แล้วถอนออกมาพร้อมเส้นน้ำลายใส ๆ ที่ขาดพรืดจากนั้นก้มลงดูดเลียหัวนมทั้งสองข้างสลับกันอย่างบ้าคลั่ง ใช้ฟันกัดเบา ๆ สลับดูดแรงจนหน้าอกขาว ๆ ช้ำแดงเป็นดวง พริ้งครางชื่อเขาเบา ๆ“พี่ทน… เสียว…” มือจิกเสื่อแน่น กลัวเสียงลอดลงไปถึงลุงบุญมีที่อยู่ใต้ถุน“พริ้ง อ่า”เขาจับไหล่พริ้งลุกขึ้นยืนหันหลังให้ทันที ดันแผ่นหลังขาวเนียนเบา ๆ ให้เธอโก้งโค้งมือยันผนังไม้ไผ่ ก้นขาวผายขึ้นสูงเด่นชัดตรงหน้าพี่ทนถลกผ้าซิ่นขึ้นพาดเอวจนเห็นร่องเนื้อเปียกชุ่ม เข
“ตับ แรงดีไหม อ่า เอ็งชอบให้พี่เอาแรง ๆ ไหม”“พี่ทนนน อ่า อ๊า พริ้งเสียว”พริ้งร้องครางจนเสียงแหบแห้ง น้ำตาด้วยความเสียวซ่านไปทั้งตัวพี่ทนยิ่งกระแทกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนดินสั่นสะเทือน ใบใบใต้ต้นหญ้าใต้ร่างกระจาย เขาก้มลงจูบปากเธอจากด้านข้าง ลิ้นสอดเข้าไปวนพร้อมกับจังหวะกระแทกหนักหน่วง“เสียว อ่า พี่จะแตกอีกแล้วพริ้ง ซี้ด... ของเอ็งมันเด้งดูดหัวถอกพี่”“อือ พี่ทนน หนูไม่ไหวแล้ว แตกอีกแล้วว”ร่างของเธอกระตุกซ้ำอีกครั้งแตกน้ำไหลออกจนเปียกดิน พี่ทนยิ่งส่งแรงด้วยการเสือกสะโพกตับ ตับ เสียงน้ำแฉะ ร่องสาวดูดกินลำเนื้อหนุ่มชาวนายิ่งทำให้ทนซ่านเสียว“พี่เสียวไม่ไหวแล้ว เอ็ง... พี่จะแตก”พี่ทนก้มลงกัดไหล่เธอ แล้วกระแทกเข้าเต็มลำค้างไว้ลึกสุด“อ๊า... อ่า อ๊า พริ้งงงงง พี่แตกแล้ววว”ทั้งคู่เกร็งตัวพร้อมกัน หายใจหอบเมื่อท่อนยาวของพี่ทนกระตุกในช่องสวาทที่บีบรัด หัวถอกพ่นน้ำคาวสีขาวระเบิดออกพุ่งพุ่งลึกจนเต็มเปี่ยมพี่ทนทรุดตัวลงทับหลังเธอ หายใจหอบ ๆ ที่
แต่สำหรับพี่ทนกับพริ้ง ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้วกลางวัน พวกเขายังทักทายกันเหมือนญาติผู้ใหญ่กับหลาน สาวบ้านข้าง ๆ“ไปไหนมาเหรอพริ้ง”“ไปช่วยยายตัดมันสำปะหลังจ้ะพี่”แต่พอพระอาทิตย์คล้อยหลังเขา ความเงียบของทุ่งนาและสวนมันกลายเป็นที่ของพวกเขาพี่ทนจะส่งสัญญาณด้วยการเอาเสื้อกล้ามสีดำตัวเก่าผูกไว้กับกิ่งมะขามต้นใหญ่ปลายสวนพริ้งเห็นเสื้อสีดำนั้นจากระยะไกล หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก เธอรอจนมืดสนิท บอกแม่ว่าจะไปหาเพื่อน แล้วเดินออกจากบ้านด้วยไฟฉายเล็ก ๆ ในมือสวนมันมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ข้างแรมส่องลงมาเป็นลำแสงสีเงินพี่ทนยืนรออยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่ ใส่กางเกงขาสั้นตัวเดียว อกเปลือย กล้ามเนื้อคล้ำ ๆ เงางามใต้แสงจันทร์ เขาเห็นเงาพริ้งเดินมา หัวใจก็เต้นแรงไม่แพ้กันไม่พูดอะไรสักคำพี่ทนดึงข้อมือเธอเข้ามากอดแน่นทันที แล้วผลักแผ่นหลังเธอเบียดชิดกับลำต้นมะขามหยาบ ๆ จนเปลือกไม้กรีดผิวคล้ำเป็นรอยแดงบาง ๆปากร้อนของเขาประกบปากพริ้งอย่างหิวกระหาย ลิ้นใหญ่สอดเข้าไปวนในปากเธอรุนแรงจนเธอครางในลำคอ ม
ให้ร่องเนื้อบานเต็มตากลีบเนื้อสีชมพูอ่อน ๆ บวมเปียกชุ่มจากน้ำสวาทที่เขาใช้นิ้วควานเมื่อครู่ หัวเม็ดเล็ก ๆ ชูชันเด่นตรงปลายร่อง“ของเอ็งมันสดน่าเลีย หอม”พี่ทนสูดหายใจลึก กลิ่นหวานอมเปรี้ยวของสาวแรกแย้มโชยเข้าจมูกจนเขาขนลุกซ่าน จากนั้นเขาค่อย ๆ ยื่นลิ้นใหญ่หนาแตะลงตรงกลางร่องเบา ๆ ก่อน“อ๊า… พี่ทน…” พริ้งสะดุ้งสุดตัว มือจิกเสื่อแน่นจนเล็บขาวลิ้นร้อนของเขาค่อย ๆ เลียจากล่างขึ้นบนช้า ๆ วนวนเป็นวงกลมรอบกลีบเนื้อทั้งสองข้าง แล้วตวัดขึ้นไปแตะหัวเม็ดเล็ก ๆ เบา ๆ แค่ปลายลิ้นพริ้งแอ่นสะโพกสูง ครางชื่อเขาดังขึ้นทุกที “พี่… เสียว… เสียวมากเลย…”พี่ทนใช้ริมฝีปากครอบหัวเม็ดนั้นไว้ทั้งอัน ดูดเบา ๆ สลับตวัดลิ้นวนเร็ว ๆ พริ้งเกร็งจนตัวโก่งเป็นสะพาน ขาเกร็งสั่นระริก น้ำใสไหลทะลักออกมาไม่หยุดเขาถอนปากขึ้นนิดหนึ่ง จ้องตาพริ้งแล้วสอดลิ้นใหญ่เข้าไปในร่องเนื้อลึกสุดเท่าที่จะทำได้ ขยับเข้าออกช้า ๆ เหมือนกำลังดันเข้าแทนส่วนอื่น“อืม... ซูด แพร่บ”พริ้ง
อ้ายทนคอยดูนก เหมือนพี่น้องบ้านนอกทั่วไป ไม่มีใครพูดถึงการกอดกันแน่นเมื่อคืนแม้แต่คำเดียวตกบ่ายอากาศร้อนจัด พี่ทนถอดเสื้อออกโยนไว้บนคันนา เหลือแต่กางเกงขาสั้นสีดำตัวเก่า ร่างกายคล้ำเป็นมันเหงื่อ กล้ามเนื้อทุกส่วนเด่นชัดจนพริ้งต้องหลบตามองพื้นดินบ่อย ๆจนตกค่ำ พี่ทนหยิบขวดเหล้าขาวใบเล็กออกจากเป้“เหลืออยู่นิดหน่อย กินแก้หนาวดีกว่า” เขายกดื่มอึกหนึ่ง แล้วยื่นให้พริ้งพริ้งไม่เคยดื่มหนัก แต่คืนนี้เธอรับขวดมาดื่มตามสองอึกใหญ่ ความเผ็ดร้อนไหลลงคอจนตัวสั่น แล้วยิ้มให้เขาอย่างที่ไม่เคยยิ้มให้ใครตะเกียงสลัว สองคนนั่งพิงเสาไม้ไผ่เคียงกัน หัวเข่าชนกันเบา ๆ เหล้าขาวครึ่งขวดทำให้ลิ้นชาและใจกล้าพริ้งหันไปมองหน้าเขาเต็มตา ดวงตาเป็นประกายจากฤทธิ์เหล้า“พี่ทนเคย… อยากได้พริ้งบ้างไหม”คำถามลอยออกไปตรง ๆ ไม่มีอ้อมค้อม พี่ทนชะงักขวด เหล้าค้างอยู่ที่ปาก เขาวางขวดลงช้า ๆ มองหน้าเธอนิ่งหลายวินาที“อยาก…” เสียงเขาแหบแห้ง “อยากมาตั้งนานแล้ว”พร







