LOGIN5
ฟ้าสางขบวนทหารออกเดินทางเข้าสู่เมืองอู๋เยี่ย พ้นเขตภูเขาอู่หลิงเป็นที่ราบหินจึงไม่เฉอะแฉะหลังฝนตก นับว่าเหมาะแก่การตั้งค่าย ค่ายชั่วคราวถูกตั้งขึ้นโดยใช้เวลาไม่นาน และยังวางทหารลาดตระเวนไว้มากเพื่อคอยดูความปลอดภัยรอบค่าย
นอกจากนี้ยังส่งทหารสอดแนมไปตรวจดูความเรียบร้อยของเส้นทางล่วงหน้า
“ท่านแม่ทัพ เส้นทางข้างหน้าถูกตัดขาดเพราะน้ำท่วม กว่าน้ำจะลดคงใช้เวลาอีกสองถึงสามวัน” โจวต้าเป็นหัวหน้า เมื่อทหารสอดแนมกลับมาแจ้งข่าวแก่หัวหน้าตน เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ของโจวต้ามารายงานต่อแม่ทัพของค่าย
“พักที่นี่ก่อน พาทหารใหม่ฝึกเบื้องต้นไปก็แล้วกัน” ไม่คิดเลยว่าฝนที่ตกเพียงสองชั่วยามจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเช่นนี้ได้ นี่ก็นับว่าสวรรค์เข้าข้างเพราะเขาต้องทำการตรวจสอบที่ว่าการเมืองอู๋เยี่ย
“ข้าจะอ่านรายงาน อย่าให้ผู้ใดมารบกวน ทุกอย่างในค่ายให้เจ้าตัดสินใจ” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เข้ากระโจมตนเองไป ไม่รอให้โจวต้าเอ่ยทัดทานหรือสอบถามสิ่งใดอีก นี่เป็นโอกาสดีเขาจะออกไปสืบข่าวด้วยตนเอง
เครื่องแบบทหารถูกปลดออกเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ธรรมดาสีเขียวอ่อนไม่สะดุดตา แต่ก็ไม่ซอมซ่อจนเกินไป ตอนฟ้ายังไม่สางเขาให้มู่ฉีไปสืบข่าวที่หอเฟิ่งเยี่ย ยามนี้จึงคิดจะเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเองเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในตอนพักตั้งค่าย
“ท่านแม่ทัพจะไปเองจริงหรือขอรับ” เฉินเฟยถามขึ้นหลังได้รับอนุญาตจากผู้เป็นนายให้เข้ามาในกระโจม แม้จะอยู่ในค่ายทหารทว่าเฉินเฟย จางผิงและมู่ฉีไม่ได้มียศทางทหาร เป็นเพียงองครักษ์ประจำกายของแม่ทัพหลงจวิน จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ประจำการในค่าย สามารถติดตามผู้เป็นนายไปได้ทุกที่
“อย่างไรเสียข้าก็ต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองสักวัน ถือว่าเร็วขึ้นหน่อยจะเป็นอันใดไปเล่า อย่างน้อยก็มิต้องกลับมาที่นี่อีกหลังถึงค่ายที่เว่ยซาน” เขากล่าวพลางรัดสายคาดเอว เสร็จแล้วจึงหันกลับมามององครักษ์ข้างกายด้วยสีหน้าราบเรียบ สองวันก็เพียงพอให้เขาจัดการเรื่องที่นี่ได้แล้ว
“ข้าเตรียมม้าไว้ที่ท้ายป่า” ผู้ฟังไม่ได้ตอบเพียงพยักหน้า เหน็บมีดสั้นเล่มบางไว้ในอกเสื้อแล้วออกจากกระโจมไป กระโจมแม่ทัพถูกตั้งไว้ริมสุดห่างจากกระโจมเหล่าทหารอื่น ให้ง่ายต่อการวางแผนพูดคุยปรึกษาหารือเรื่องต่าง ๆ โดยไม่มีผู้ใดได้ยิน
ชายหนุ่มควบม้าออกจากค่ายเพื่อไปยังย่านการค้าของเมือง ใช้เวลาควบม้าเกือบหนึ่งก้านธูปจึงมาถึงที่หมาย ผูกม้าไว้ในโรงเตี้ยมเล็กแห่งหนึ่งแล้วเดินจากไป
อาคารสูงสามชั้นสะดุดตั้งตระหง่านท่ามกลางย่านถนนสายหลักซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน เพียงเดินเฉียดใกล้ทางเข้าหอด้วยใบหน้าดุจรูปสลักย่อมโดดเด่นขึ้นมา
“คุณชายรูปงาม เชิญด้านในก่อนดีหรือไม่” บุปผางามประจำหอกรูเข้ามาห้อมล้อม เมื่อพบคุณชายที่แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดี อีกทั้งยังสะอาดสะอ้านดูมีฐานะไม่น้อย
“เชิญคุณชาย หอเฟิ่งเยี่ยของเรามีสาวงามให้ท่านเลือกมากมาย ถูกใจผู้ใดข้าจะตามนางมาปรนนิบัติพัดวีให้ท่านทั้งคืน” สาวงามนางหนึ่งเกาะแขนพาเขาเดินหาที่นั่งเหมาะ ๆ ทั้งยังแนะนำเรื่องภายในหอให้ฟังไม่น้อย แต่เรื่องราวเหล่านั้นล้วนไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ยิน
ตลอดทางชายหนุ่มไม่กล่าวสิ่งใดออกมาเลย เพียงใช้สายตาปราดมองภายใน ราวกับกำลังหาบางสิ่งอยู่ ก่อนจะล้วงเอาทองก้อนขนาดเล็กออกมาจากบริเวณอกเสื้อสองก้อน ยื่นให้สาวงามข้างกาย
“ข้าต้องการแม่นางต้าสู่ ได้ยินว่านางเป็นอันดับหนึ่งของหอเฟิ่งเยี่ย”
“คุณชาย ต้าสู่นางกำลัง...” เสียงเล็กเสียงน้อยเมื่อครู่เงียบไปเมื่อนางหันกลับมาพบว่า ชายหนุ่มข้างกายนอกจากจะรูปงามแล้วยังมากน้ำใจ สตรีผู้นั้นรีบหยิบทองจากมือของเขาไปยัดไว้ในอกเสื้อตนเอง
“คุณชาย เช่นนั้นเชิญชั้นบนเถิดเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะไปตามแม่นางต้าสู่มาเดี๋ยวนี้ เจ้าพาคุณชายขึ้นไป” ตอบรับคำขอของชายหนุ่มอาภรณ์เขียวแล้ว จึงหันไปเรียกสตรีร่างเล็กในชุดกระโปรงสีเหลืองดอกเบญจมาศมานำทางให้
เขาเดินตามขึ้นไปยังชั้นสองของหอ ผู้คนไม่พลุ่งพล่านเท่าชั้นล่างเพราะชั้นสองถูกกันไว้เพื่อรับรองอาคันตุกะที่มีฐานะและกระเป๋าหนัก
เดิมทีเขาอยากไปหาเถ้าแก่ผู้ดูแลหอบนชั้นสาม เพื่อฟังเรื่องราวเลยมากกว่า ทว่าตอนเข้ามาเปรายตามองจึงพบว่ามีคนพวกหนึ่งที่เขามั่นใจว่าเป็นคนของคนผู้นั้น
จับโจรต้องจับหัวหน้า แต่หัวหน้าของคนกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ชั้นล่างจึงคาดเดาได้ว่าคนผู้นั้นอาจอยู่ชั้นนี้
“คุณชายท่านรอที่นี่นะเจ้าคะ ข้าจะไปนำอาหารและสุรามาให้เจ้าค่ะ” เขาพยักหน้าตอบรับนางจึงจากไป ทว่าเท้าคู่นั้นไม่ได้ก้าวเข้าไปในห้องแต่อย่างใด กลับหมุนปลายเท้าเดินไปอีกฟากของห้องรับรอง
อย่างไรเสียทางด้านผู้ดูแลหอก็มีมู่ฉีคอยอยู่ เขาควรไปเยี่ยมเยียนคนผู้นั้นดูก่อนจึงจะถูก
“ในเมื่อท่านมาแล้วก็เชิญนั่งเถิด” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพลางผายมือเชื้อเชิญ ภายในห้องไม่มีองครักษ์เลย ภายนอกก็ไม่มีการเคลื่อนไหวมีเพียงนางระบำ ผู้บรรเลงเครื่องดนตรี และสตรีที่คอยปรนนิบัติตักอาหารรินสุรา
“ท่านดูมีความสุขยิ่งนัก นายอำเภอ” แม่ทัพหลงจวินกล่าวขณะนั่งลงฝั่งตรงข้าม ท่าทางของนายอำเภอล่ายอี้ราวกับกำลังรอผู้ใดอยู่ หากคาดเดาไม่ผิดล่ายอี้ผู้นี้คงรู้ว่าเขาจะมาเป็นแน่
“บุรุษยากจะผ่านด่านสาวงาม ท่านแม่ทัพก็อย่าได้เคร่งเครียดไป มิสู้ให้นางลองปรนนิบัติท่านดูดีหรือไม่ ถือว่าเป็นน้ำใจจากข้ามอบแด่ท่านที่อุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนถึงเมืองอู๋เยี่ยเช่นนี้” สตรีรูปร่างบอบบางน่าถนอมรีบเดินเข้ามารินสุราให้เขาทันที หลังจากนายอำเภอกล่าวจบ
“ไม่รบกวนท่าน ข้าเองก็สั่งสุราเอาไว้”
“ท่านแม่ทัพคงไม่ได้กลัวว่าข้าจะวางยากระมัง” เสียงหัวเราะดังขึ้นหลังจากกล่าวปรามาสชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรชาย
แม่ทัพหลงจวินชื่อนี้กล่าวไปผู้ใดก็ต้องยำเกรง ล่ายอี้เองก็มิใช่ข้อยกเว้น เพียงแต่เขามีการใหญ่ที่ต่อไปไม่ต้องหวาดกลัวบุรุษตรงหน้าอีก ใจที่เคยห่อเหี่ยวจึงฟื้นคืนจนอาจหาญล่วงเกินเขาเช่นนี้
“เห็นหรือไม่ นางก็ดื่มสุราไหเดียวกับท่าน ข้าก็เช่นกัน ท่านแม่ทัพให้เกียรติดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอกได้หรือไม่” สตรีที่เป็นผู้รินสุรายกกาสุรารินใส่ปากโดยตรง หมายจะแสดงความบริสุทธิ์ใจว่ามิได้มีสิ่งใดอยู่ในไห
“ข้าเป็นฝ่ายมาหายังไม่ถือว่าให้เกียรติอีกหรือ”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านแม่ทัพ ขอให้สนุกอย่างเต็มที่” น้ำเสียงดีใจจนปิดไม่มิดของล่ายอี้ทำให้หลงจวินนึกสงสัย ทว่าเพียงไม่นานดวงตาสองข้างก็พร่าเลือนไปชั่วขณะ เหงื่อผุดพรายทั่วสรรพางค์กาย
ล่ายอี้ลุกยืนปรบมือสองสามทีก่อนจะเดินนำเหล่าสตรีหลายคนออกไปจากห้อง เหลือเพียงเขาและสตรีที่ยกไหสุราดื่มเมื่อครู่ เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มควบคุมได้ยากลำบาก สตรีนางนั้นลุกจากพื้นตั้งใจจะนั่งลงบนตักแกร่ง
“หลีกไป” หลงจวินผลักนางลงบนพื้น เขาไม่ได้แตะต้องอาหาร เครื่องดื่มเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้ปัญหาคงไม่ใช่ของเหล่านี้ คิดได้เพียงครู่ก็หยิบตะเกียบขึ้นมาขว้างออกไปอย่างรวดเร็ว โถกำยานถูกตะเกียบกระแทกจนหล่นลงบนพื้นดับไปในที่สุด
แม้จะรู้ตัวทว่าช้าไปเขากลับสูดดมมันมากมายเสียแล้ว สติที่ยากจะประคองของเขากำลังสลายไปทีละน้อย
ล่ายอี้ต้องการให้เขาร่วมประเวณีกับหญิงนางนั้นอย่างรุนแรงจึงใช้กำยานปลุกกำหนัดเป็นจำนวนมาก เมื่อมีร่องรอยการร่วมประเวณีก็จะฆ่าสาวใช้เพื่อป้ายสี ความผิดข่มเหงสาวชาวบ้านแล้วฆ่าให้แก่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่
ความผิดต่ำช้าเช่นนี้แพร่ได้รวดเร็วและต่อให้ฮ่องเต้ไว้พระทัยมากเพียงใดก็คงไม่อาจปิดปากประชาได้หมด อย่างไรหลงจวินผู้นี้ก็ต้องถูกประหาร แค่คิดว่าตนเองสามารถล้มแม่ทัพใหญ่ได้ล่ายอี้ก็เบิกบานไร้กังวลแล้ว
คืนนี้หากไม่ใช่แม่ทัพหนุ่มหายตัวได้ไม่มีทางรอด...
ล่ายอี้จากไปเพื่อรอให้มีการร้องทุกข์ในวันพรุ่งนี้เช้า แต่กระนั้นก็มิได้ประมาททิ้งลูกน้องเฝ้ารอบหอไว้เป็นจำนวนมาก
“คุณชายท่านเมินเฉยเช่นนี้ ข้าเสียใจนะเจ้าคะ”
“ออกไป!” หลงจวินตวาดพลางผลักร่างสตรีผู้นั้นให้ออกห่าง ยามนี้เขายังรู้ตัวแต่ไม่รู้ว่าสันดานดิบจะถูกกระชากออกมาเมื่อใด หากไม่จากไปเขาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอันใดขึ้น
ผงยาปลุกกำหนัดจำนวนมากเขาจะเอาชนะมันได้อย่างไร ชายหนุ่มคิดแล้วได้แต่กร่นด่าตนเองที่มัวระแวงอาหารและคำปรามาสจนพลาดไป
“ท่านฝืนความต้องการตนเองไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ผงกำยานนี้ไม่มียาแก้หากไม่ร่วมประเวณีมีเพียงความตายที่รอท่านอยู่” จบประโยคเสื้อคลุมตัวบางก็ถูกปลดออก เชื่องช้าอ่อนหวาน ชายหนุ่มพยายามอย่างที่สุดที่จะหันสายตาไปทางอื่น แต่ร่างกายทั้งหมดกลับไม่ฟังเขาแม้แต่น้อย ซ้ำยังยื่นมือพยายามคว้าร่างเล็กนั้นมาไว้ในอ้อมกอด
ตอนนี้ต่อให้มู่ฉีมาก็ไม่แน่ว่าจะช่วยเขาได้ คงมีเพียงนางชายหนุ่มประคองใบหน้าเล็กของสาวงามผู้นั้นเอาไว้ หากเขาไม่ร่วมประเวณีมีเพียงความตาย
ทว่าเขาตายไม่ได้ คงมีเพียงปล่อยไปตามฤทธิ์ยา...
52คนทั้งจวนหลงต่างรีบพากันมารับราชโองการจากวังหลวง ทุกชีวิตคุกเข่าอยู่กลางลานใหญ่ รอฟังราชโองการที่หลิวกงกงเชิญมา“จิ้งอันโหวรับราชโองการ เนื่องด้วยจิ้งอันโหวมีความชอบฐานจับกบฏ ซินเจ๋ออ๋องได้ เราขอมอบสมรสพระราชทานให้แก่จิ้งอันโหวและเยว่เหมย บุตรสาวคนเดียวของป้อมตระกูลเยว่ จบราชโองการ”“ข้าน้อยจิ้งอันโหวน้อมรับราชโองการ” จิ้งอันโหวรับราชโองการไว้ในมือ ปากก็ยิ้มไม่หุบ เขาไม่คิดเช่นกันว่าฮ่องเต้จะทรงพระราชทานสมรสให้เขาและเยว่เหมยขณะที่ทั้งหมดกำลังจะลุกขึ้น หลิวกงกงก็หยิบราชโองการอีกอันมาถือเอาไว้ พร้อมประกาศเสียงดัง“เยว่หลินรับราชโองการ... เยว่หลินมีความชอบช่วยราษฎรให้พ้นภัยหิมะ และยังสามารถสังหารแม่ทัพซยงหนูช่วยด่านเฉิงซานพ้นภัย เราขอประกาศราชโองการ แต่งตั้งให้เยว่หลินเป็นเสียนจู่ ราชทินนามรุ่ยเสียนจู่และเป็นรองแม่ทัพแห่งค่ายเว่ยซาน เราหวังว่าเจ้าจะช่วยปกป้องดินแดนด้วยความสุขุม ป้องกันต้าหยางโดยไม่ประมาท สร้างสันติและความสงบ สืบทอดปณิธานดูแลราษฎรต้าหยางสืบไป จบราชโองการ”“ข้าน
51สองวันต่อมาเยว่หลินและเยว่เหมยพากันเข้าวังเพื่อกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดที่ทั้งสองประสบพบเจอมา ส่วนซินเจ๋ออ๋องถูกขังอยู่ในคุกหลวง ถูกทรมานให้รับสารภาพแม้หลักฐานต่าง ๆ จะแน่นหนามากแล้วก็ตาม“เยว่เหมย ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเหล่านี้เพียงลำพัง ทั้งที่ข้าเป็นถึงฮ่องเต้แต่กลับไม่สามารถช่วยเหลือเจ้าได้เลย เช่นนั้นข้าจะเป็นฮ่องเต้ไปเพื่อสิ่งใดกัน ไม่สู้สละบัลลังก์ไม่ดีกว่าหรือ” ฮ่องเต้อิงตี๋เองก็มีมุมประชดประชันเช่นนี้ด้วย เขากล่าวอย่างน้อยใจแม้แต่ฮองเฮาเองยังขบขัน ทั้งเยว่เหมยและกู้จวินในตอนนั้นล้วนแยกย้ายกันเติบโตไปแล้วในตอนนี้หลงเหลือเพียงสายสัมพันธ์พี่น้องเท่านั้น...“อย่าประชดประชันไปเลยเพคะ ที่หม่อมฉันไม่บอกก็เพราะกลัวเยว่หลินจะเป็นอันตราย เราอยู่ในที่แจ้งคนผู้นั้นอยู่ในที่มืด หม่อมฉันจะยอมเสี่ยงได้อย่างไร”“ฝ่าบาทอย่าทรงกริ้วไปเลยเพคะ” เยว่หลินเองก็เล่าทุกเรื่องที่ตนประสบให้ฮ่องเต้อิงตี๋ฟังเช่นกัน รวมถึงเรื่องที่นางปลอมตัวเป็นบุรุษเข้าไปอยู่ในค่ายทหาร แทนที่พระอ
50เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนนางได้ช่วยชีวิตจิ้งอันโหวเอาไว้ และเพราะนางไม่มีที่ไปเขาจึงได้พานางกลับมายังจวนหลง พอนางมาอยู่ใกล้ๆ ทำให้เขารู้จักนางมากขึ้นสุดท้ายก็หลงรักนาง เขาต้องการให้นางอยู่ด้วยตลอดไปทว่าเยว่เหมยกลับมีความต้องการที่เขาไม่สามารถให้นางได้ยามนี้ได้รู้ว่านางมีฐานะสูงส่ง อีกทั้งยังเป็นนางในดวงใจของฮ่องเต้มีหรือเขาจะสามารถแข่งขันด้วยได้“เรื่องลงโทษข้าจะจัดการให้เจ้าสองแม่ลูกอย่างแน่นอน พวกเจ้าสองแม่ลูกเพิ่งได้เจอกัน พักในวังดีหรือไม่จะได้อยู่พูดคุยกันก่อน” ฮ่องเต้ทรงเสนอด้วยความตื่นเต้น คิดถึงนางมาตลอดสิบเจ็ดปีบัดนี้นางอยู่ตรงหน้าจะให้เขาทำใจแข็งได้อย่างไร ฮองเฮาอมยิ้มแล้วลุกเดินมายืนข้างกายสวามีตนพร้อมเอ่ยเย้าด้วยเสียงเบา“พระองค์ไม่เห็นหรือเพคะว่าทั้งเยว่เหมยและเยว่หลินต่างมีผู้ที่รอนางอยู่แล้ว” ได้ยินคำพูดนี้จากฮองเฮา ฮ่องเต้อิงตี๋ต้องรีบเหลียวกลับมามองบุรุษอีกสองคนในโถง ก่อนนี้เขาหลงดีใจจนลืมไปว่าเยว่เหมยมากับจิ้งอันโหว ส่วนเยว่หลินมาแม่ทัพใหญ่หลง ตระกูลหลงอีกแล้ว...“เช่นน
49“ไม่เพียงแต่สมคบศัตรูเท่านั้น ซินเจ๋องอ๋องยังวางแผนฆ่าล้างป้อมตระกูลเยว่เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ทันทีที่จิ้งอันโหวกล่าวถึงเรื่องเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน นัยน์ตากรุ่นโกรธของฮ่องเต้เมื่อครู่ก็วาววับขึ้นมา ราวกับเขาโกรธเรื่องเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนมากกว่าเรื่องที่ซินเจ๋ออ๋องวางแผนก่อกบฏ เสียอีก“เรื่องนี้เป็นเช่นไร จิ้งอันโหวเจ้ารีบพูดต่อสิ”“ฝ่าบาทใจเย็น ๆ เถอะเพคะ” ฮ่องเต้รีบถามต่ออย่างเร่งร้อนจนฮองเฮาที่อยู่ข้าง ๆ ต้องเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ฮองเฮารู้ดีว่าสวามีของตนเสียใจกับเรื่องเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนมากเพียงใด แม้พระนางจะอยู่ในตำแหน่งฮองเฮามานาน แต่พระนางรู้ดีว่ายังมีสตรีอีกผู้หนึ่งที่ครองใจพระองค์มานานกว่านาง“ป้อมตระกูลเยว่มีกฎว่าต้องเป็นบุตรชายจึงจะสามารถสืบทอดวิชาลับได้ เช่นนี้ซินเจ๋ออ๋องจึงวางแผนให้ได้แต่งงานกับแม่นางเยว่เหมย เพื่อหวังให้นางให้กำเนิดบุตรชาย ทว่าเมื่อแม่นางเยว่ให้กำเนิดบุตรสาวจึงไม่สามารถสืบทอดวิชาลับได้ ซินเจ๋ออ๋องจึงจ้างนักฆ่าเพื่อกำจัดตระกูลเยว่แย่งชิงวิชาลับ แม
48“ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จ” สิ้นเสียงของขันทีพิธีการผู้คนทั้งโถงรีบลุกมายืนต้อนรับ เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จผ่านก็พากันคุกเข่าก้มศีรษะแสดงความเคารพนอบน้อม กษัตริย์อิงตี๋เหลือบเห็นจิ้งอันโหวก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ให้ ก่อนจะเดินไปยังที่ประทับของตนเอง พลางสั่งให้ลุกขึ้นแล้วกลับที่นั่ง เริ่มงานเลี้ยงสารทฤดูขึ้นทันที“ท่านพ่อ ท่านเตรียมครบแล้วหรือไม่” หลงจวินกล่าวกับจิ้งอันโหวขณะขยับตะเกียบคีบอาหารให้เยว่หลิน แม้จะหนักใจทว่านางกลับไม่สามารถปฏิเสธเขาได้ ร่างกายอยากปฏิเสธเพื่อไม่ให้เขาต้องถูกครหาว่าเป็นบุรุษตัดแขนเสื้อ แต่หัวใจนางกลับยินดีรับทุกสิ่งที่เขามอบให้อย่างเต็มใจเสียอย่างนั้น“เจ้าแน่ใจแล้วหรือไม่”“...” หลงจวินพยักหน้าแล้วหันไปมองกษัตริย์อิงตี๋ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งกษัตริย์อิงตี๋ก็เบือนสายตาไปยังขุนนางของตนเอง ทั้งยังเป็นคนฝั่งตระกูลฮองเฮาอีกด้วย“กราบทูลฝ่าบาท” เสียงอึกทึกก่อนนี้เงียบลงเมื่อขุนนางผู้หนึ่งปรี่เข้ามาหมอบกราบอยู่เบื้องหน้า ทุกสายตาในท้องพระโรงยามนี้จับ
47เยว่หลินมาถึงหมิงหยางก่อนฉลองวันสารทฤดูเพียงสี่วัน แต่แม่ทัพกลับให้นางพักที่โรงเตี้ยมโดยมีมู่ฉีคอยระวังอยู่รอบตัว แม้จะอยู่รอบ ๆ ตัวนางทว่าเขากลับไม่ปรากฏกายให้นางเห็นเลย สักวันที่นางไม่จำเป็นต้องมีความลับกับผู้ใดอีก นางจะต้องถามเหตุผลจากเขาให้ได้“นี่เป็นอาภรณ์ที่ท่านแม่ทัพเตรียมไว้ให้ท่าน” เยว่หลินรับกล่องอาภรณ์มาจากมือของมู่ฉี เดิมคิดจะถามเขาว่าเหตุใดต้องให้อาภรณ์แก่นางแต่พอนึกดี ๆ แล้วจึงเข้าใจได้ว่าคืนนี้ทุกคนต้องเข้าวัง หากแต่งกายไม่เหมาะสมก็คงเป็นการไม่ให้เกียรติแก่เชื้อพระวงศ์แม่ทัพหลงจวินเองก็คงคิดเหมือนนางไม่อย่างนั้นคงไม่เตรียมของไว้ให้นาง ช่างใส่ใจ...มือเล็กคว้ากล่องอาภรณ์มาถือเอาไว้ก่อนจะใช้อีกมือเปิดดูของในกล่องที่เขาผู้นั้นเตรียมให้ชุดบุรุษสีขาวสะอาด มองแล้วให้ความสบายตา ดูอบอุ่น อ่อนโยนให้ความรู้สึกน่าถนอมไม่น้อย ทั้งที่นางเป็นผู้ฝึกทหารแต่กลับได้รับชุดที่งดงามถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังเป็นของที่เขาให้ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้าง บ่งบอกว่าชื่นชอบกับของสิ่งนี้อย่างปิดไม่







