LOGIN5
ฟ้าสางขบวนทหารออกเดินทางเข้าสู่เมืองอู๋เยี่ย พ้นเขตภูเขาอู่หลิงเป็นที่ราบหินจึงไม่เฉอะแฉะหลังฝนตก นับว่าเหมาะแก่การตั้งค่าย ค่ายชั่วคราวถูกตั้งขึ้นโดยใช้เวลาไม่นาน และยังวางทหารลาดตระเวนไว้มากเพื่อคอยดูความปลอดภัยรอบค่าย
นอกจากนี้ยังส่งทหารสอดแนมไปตรวจดูความเรียบร้อยของเส้นทางล่วงหน้า
“ท่านแม่ทัพ เส้นทางข้างหน้าถูกตัดขาดเพราะน้ำท่วม กว่าน้ำจะลดคงใช้เวลาอีกสองถึงสามวัน” โจวต้าเป็นหัวหน้า เมื่อทหารสอดแนมกลับมาแจ้งข่าวแก่หัวหน้าตน เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ของโจวต้ามารายงานต่อแม่ทัพของค่าย
“พักที่นี่ก่อน พาทหารใหม่ฝึกเบื้องต้นไปก็แล้วกัน” ไม่คิดเลยว่าฝนที่ตกเพียงสองชั่วยามจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเช่นนี้ได้ นี่ก็นับว่าสวรรค์เข้าข้างเพราะเขาต้องทำการตรวจสอบที่ว่าการเมืองอู๋เยี่ย
“ข้าจะอ่านรายงาน อย่าให้ผู้ใดมารบกวน ทุกอย่างในค่ายให้เจ้าตัดสินใจ” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เข้ากระโจมตนเองไป ไม่รอให้โจวต้าเอ่ยทัดทานหรือสอบถามสิ่งใดอีก นี่เป็นโอกาสดีเขาจะออกไปสืบข่าวด้วยตนเอง
เครื่องแบบทหารถูกปลดออกเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ธรรมดาสีเขียวอ่อนไม่สะดุดตา แต่ก็ไม่ซอมซ่อจนเกินไป ตอนฟ้ายังไม่สางเขาให้มู่ฉีไปสืบข่าวที่หอเฟิ่งเยี่ย ยามนี้จึงคิดจะเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเองเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในตอนพักตั้งค่าย
“ท่านแม่ทัพจะไปเองจริงหรือขอรับ” เฉินเฟยถามขึ้นหลังได้รับอนุญาตจากผู้เป็นนายให้เข้ามาในกระโจม แม้จะอยู่ในค่ายทหารทว่าเฉินเฟย จางผิงและมู่ฉีไม่ได้มียศทางทหาร เป็นเพียงองครักษ์ประจำกายของแม่ทัพหลงจวิน จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ประจำการในค่าย สามารถติดตามผู้เป็นนายไปได้ทุกที่
“อย่างไรเสียข้าก็ต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองสักวัน ถือว่าเร็วขึ้นหน่อยจะเป็นอันใดไปเล่า อย่างน้อยก็มิต้องกลับมาที่นี่อีกหลังถึงค่ายที่เว่ยซาน” เขากล่าวพลางรัดสายคาดเอว เสร็จแล้วจึงหันกลับมามององครักษ์ข้างกายด้วยสีหน้าราบเรียบ สองวันก็เพียงพอให้เขาจัดการเรื่องที่นี่ได้แล้ว
“ข้าเตรียมม้าไว้ที่ท้ายป่า” ผู้ฟังไม่ได้ตอบเพียงพยักหน้า เหน็บมีดสั้นเล่มบางไว้ในอกเสื้อแล้วออกจากกระโจมไป กระโจมแม่ทัพถูกตั้งไว้ริมสุดห่างจากกระโจมเหล่าทหารอื่น ให้ง่ายต่อการวางแผนพูดคุยปรึกษาหารือเรื่องต่าง ๆ โดยไม่มีผู้ใดได้ยิน
ชายหนุ่มควบม้าออกจากค่ายเพื่อไปยังย่านการค้าของเมือง ใช้เวลาควบม้าเกือบหนึ่งก้านธูปจึงมาถึงที่หมาย ผูกม้าไว้ในโรงเตี้ยมเล็กแห่งหนึ่งแล้วเดินจากไป
อาคารสูงสามชั้นสะดุดตั้งตระหง่านท่ามกลางย่านถนนสายหลักซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน เพียงเดินเฉียดใกล้ทางเข้าหอด้วยใบหน้าดุจรูปสลักย่อมโดดเด่นขึ้นมา
“คุณชายรูปงาม เชิญด้านในก่อนดีหรือไม่” บุปผางามประจำหอกรูเข้ามาห้อมล้อม เมื่อพบคุณชายที่แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดี อีกทั้งยังสะอาดสะอ้านดูมีฐานะไม่น้อย
“เชิญคุณชาย หอเฟิ่งเยี่ยของเรามีสาวงามให้ท่านเลือกมากมาย ถูกใจผู้ใดข้าจะตามนางมาปรนนิบัติพัดวีให้ท่านทั้งคืน” สาวงามนางหนึ่งเกาะแขนพาเขาเดินหาที่นั่งเหมาะ ๆ ทั้งยังแนะนำเรื่องภายในหอให้ฟังไม่น้อย แต่เรื่องราวเหล่านั้นล้วนไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ยิน
ตลอดทางชายหนุ่มไม่กล่าวสิ่งใดออกมาเลย เพียงใช้สายตาปราดมองภายใน ราวกับกำลังหาบางสิ่งอยู่ ก่อนจะล้วงเอาทองก้อนขนาดเล็กออกมาจากบริเวณอกเสื้อสองก้อน ยื่นให้สาวงามข้างกาย
“ข้าต้องการแม่นางต้าสู่ ได้ยินว่านางเป็นอันดับหนึ่งของหอเฟิ่งเยี่ย”
“คุณชาย ต้าสู่นางกำลัง...” เสียงเล็กเสียงน้อยเมื่อครู่เงียบไปเมื่อนางหันกลับมาพบว่า ชายหนุ่มข้างกายนอกจากจะรูปงามแล้วยังมากน้ำใจ สตรีผู้นั้นรีบหยิบทองจากมือของเขาไปยัดไว้ในอกเสื้อตนเอง
“คุณชาย เช่นนั้นเชิญชั้นบนเถิดเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะไปตามแม่นางต้าสู่มาเดี๋ยวนี้ เจ้าพาคุณชายขึ้นไป” ตอบรับคำขอของชายหนุ่มอาภรณ์เขียวแล้ว จึงหันไปเรียกสตรีร่างเล็กในชุดกระโปรงสีเหลืองดอกเบญจมาศมานำทางให้
เขาเดินตามขึ้นไปยังชั้นสองของหอ ผู้คนไม่พลุ่งพล่านเท่าชั้นล่างเพราะชั้นสองถูกกันไว้เพื่อรับรองอาคันตุกะที่มีฐานะและกระเป๋าหนัก
เดิมทีเขาอยากไปหาเถ้าแก่ผู้ดูแลหอบนชั้นสาม เพื่อฟังเรื่องราวเลยมากกว่า ทว่าตอนเข้ามาเปรายตามองจึงพบว่ามีคนพวกหนึ่งที่เขามั่นใจว่าเป็นคนของคนผู้นั้น
จับโจรต้องจับหัวหน้า แต่หัวหน้าของคนกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ชั้นล่างจึงคาดเดาได้ว่าคนผู้นั้นอาจอยู่ชั้นนี้
“คุณชายท่านรอที่นี่นะเจ้าคะ ข้าจะไปนำอาหารและสุรามาให้เจ้าค่ะ” เขาพยักหน้าตอบรับนางจึงจากไป ทว่าเท้าคู่นั้นไม่ได้ก้าวเข้าไปในห้องแต่อย่างใด กลับหมุนปลายเท้าเดินไปอีกฟากของห้องรับรอง
อย่างไรเสียทางด้านผู้ดูแลหอก็มีมู่ฉีคอยอยู่ เขาควรไปเยี่ยมเยียนคนผู้นั้นดูก่อนจึงจะถูก
“ในเมื่อท่านมาแล้วก็เชิญนั่งเถิด” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพลางผายมือเชื้อเชิญ ภายในห้องไม่มีองครักษ์เลย ภายนอกก็ไม่มีการเคลื่อนไหวมีเพียงนางระบำ ผู้บรรเลงเครื่องดนตรี และสตรีที่คอยปรนนิบัติตักอาหารรินสุรา
“ท่านดูมีความสุขยิ่งนัก นายอำเภอ” แม่ทัพหลงจวินกล่าวขณะนั่งลงฝั่งตรงข้าม ท่าทางของนายอำเภอล่ายอี้ราวกับกำลังรอผู้ใดอยู่ หากคาดเดาไม่ผิดล่ายอี้ผู้นี้คงรู้ว่าเขาจะมาเป็นแน่
“บุรุษยากจะผ่านด่านสาวงาม ท่านแม่ทัพก็อย่าได้เคร่งเครียดไป มิสู้ให้นางลองปรนนิบัติท่านดูดีหรือไม่ ถือว่าเป็นน้ำใจจากข้ามอบแด่ท่านที่อุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนถึงเมืองอู๋เยี่ยเช่นนี้” สตรีรูปร่างบอบบางน่าถนอมรีบเดินเข้ามารินสุราให้เขาทันที หลังจากนายอำเภอกล่าวจบ
“ไม่รบกวนท่าน ข้าเองก็สั่งสุราเอาไว้”
“ท่านแม่ทัพคงไม่ได้กลัวว่าข้าจะวางยากระมัง” เสียงหัวเราะดังขึ้นหลังจากกล่าวปรามาสชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรชาย
แม่ทัพหลงจวินชื่อนี้กล่าวไปผู้ใดก็ต้องยำเกรง ล่ายอี้เองก็มิใช่ข้อยกเว้น เพียงแต่เขามีการใหญ่ที่ต่อไปไม่ต้องหวาดกลัวบุรุษตรงหน้าอีก ใจที่เคยห่อเหี่ยวจึงฟื้นคืนจนอาจหาญล่วงเกินเขาเช่นนี้
“เห็นหรือไม่ นางก็ดื่มสุราไหเดียวกับท่าน ข้าก็เช่นกัน ท่านแม่ทัพให้เกียรติดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอกได้หรือไม่” สตรีที่เป็นผู้รินสุรายกกาสุรารินใส่ปากโดยตรง หมายจะแสดงความบริสุทธิ์ใจว่ามิได้มีสิ่งใดอยู่ในไห
“ข้าเป็นฝ่ายมาหายังไม่ถือว่าให้เกียรติอีกหรือ”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านแม่ทัพ ขอให้สนุกอย่างเต็มที่” น้ำเสียงดีใจจนปิดไม่มิดของล่ายอี้ทำให้หลงจวินนึกสงสัย ทว่าเพียงไม่นานดวงตาสองข้างก็พร่าเลือนไปชั่วขณะ เหงื่อผุดพรายทั่วสรรพางค์กาย
ล่ายอี้ลุกยืนปรบมือสองสามทีก่อนจะเดินนำเหล่าสตรีหลายคนออกไปจากห้อง เหลือเพียงเขาและสตรีที่ยกไหสุราดื่มเมื่อครู่ เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มควบคุมได้ยากลำบาก สตรีนางนั้นลุกจากพื้นตั้งใจจะนั่งลงบนตักแกร่ง
“หลีกไป” หลงจวินผลักนางลงบนพื้น เขาไม่ได้แตะต้องอาหาร เครื่องดื่มเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้ปัญหาคงไม่ใช่ของเหล่านี้ คิดได้เพียงครู่ก็หยิบตะเกียบขึ้นมาขว้างออกไปอย่างรวดเร็ว โถกำยานถูกตะเกียบกระแทกจนหล่นลงบนพื้นดับไปในที่สุด
แม้จะรู้ตัวทว่าช้าไปเขากลับสูดดมมันมากมายเสียแล้ว สติที่ยากจะประคองของเขากำลังสลายไปทีละน้อย
ล่ายอี้ต้องการให้เขาร่วมประเวณีกับหญิงนางนั้นอย่างรุนแรงจึงใช้กำยานปลุกกำหนัดเป็นจำนวนมาก เมื่อมีร่องรอยการร่วมประเวณีก็จะฆ่าสาวใช้เพื่อป้ายสี ความผิดข่มเหงสาวชาวบ้านแล้วฆ่าให้แก่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่
ความผิดต่ำช้าเช่นนี้แพร่ได้รวดเร็วและต่อให้ฮ่องเต้ไว้พระทัยมากเพียงใดก็คงไม่อาจปิดปากประชาได้หมด อย่างไรหลงจวินผู้นี้ก็ต้องถูกประหาร แค่คิดว่าตนเองสามารถล้มแม่ทัพใหญ่ได้ล่ายอี้ก็เบิกบานไร้กังวลแล้ว
คืนนี้หากไม่ใช่แม่ทัพหนุ่มหายตัวได้ไม่มีทางรอด...
ล่ายอี้จากไปเพื่อรอให้มีการร้องทุกข์ในวันพรุ่งนี้เช้า แต่กระนั้นก็มิได้ประมาททิ้งลูกน้องเฝ้ารอบหอไว้เป็นจำนวนมาก
“คุณชายท่านเมินเฉยเช่นนี้ ข้าเสียใจนะเจ้าคะ”
“ออกไป!” หลงจวินตวาดพลางผลักร่างสตรีผู้นั้นให้ออกห่าง ยามนี้เขายังรู้ตัวแต่ไม่รู้ว่าสันดานดิบจะถูกกระชากออกมาเมื่อใด หากไม่จากไปเขาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอันใดขึ้น
ผงยาปลุกกำหนัดจำนวนมากเขาจะเอาชนะมันได้อย่างไร ชายหนุ่มคิดแล้วได้แต่กร่นด่าตนเองที่มัวระแวงอาหารและคำปรามาสจนพลาดไป
“ท่านฝืนความต้องการตนเองไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ผงกำยานนี้ไม่มียาแก้หากไม่ร่วมประเวณีมีเพียงความตายที่รอท่านอยู่” จบประโยคเสื้อคลุมตัวบางก็ถูกปลดออก เชื่องช้าอ่อนหวาน ชายหนุ่มพยายามอย่างที่สุดที่จะหันสายตาไปทางอื่น แต่ร่างกายทั้งหมดกลับไม่ฟังเขาแม้แต่น้อย ซ้ำยังยื่นมือพยายามคว้าร่างเล็กนั้นมาไว้ในอ้อมกอด
ตอนนี้ต่อให้มู่ฉีมาก็ไม่แน่ว่าจะช่วยเขาได้ คงมีเพียงนางชายหนุ่มประคองใบหน้าเล็กของสาวงามผู้นั้นเอาไว้ หากเขาไม่ร่วมประเวณีมีเพียงความตาย
ทว่าเขาตายไม่ได้ คงมีเพียงปล่อยไปตามฤทธิ์ยา...
8ศาลาว่าการอำเภออู๋เยี่ยผู้ตรวจการลับจากเมืองหลวงมาถึงอู๋เยี่ยตั้งแต่เช้า เมื่อได้สติแม่ทัพหลงจวินจึงให้จางผิงส่งจดหมายถึงผู้ตรวจการลับให้มาตัดสินคดีที่ศาลาว่าการคนของนายอำเภอล่ายอี้ที่ล้อมหอเฟิงเยี่ยถูกจับกุมไว้ทั้งหมด หลักฐานสำคัญมู่ฉีก็ขโมยจากห้องเก็บของนายอำเภอแถบชานเมืองแล้ว สตรีเมื่อคืนก็ถูกขังไว้ในคุก รอเพียงการไต่สวนจากแม่ทัพหลงจวินเท่านั้นเขาจะตัดสินคดีนี้เองก็ทำได้เพียงแต่หากกราบทูล คงมีคนไม่น้อยหาทางโจมตีเขาด้วยเรื่องนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นการเชิญผู้ตรวจการมาร่วมพิจารณาคดีนี้ด้วย ภายหลังยังมีแผนการรองรับ“ล่ายอี้เจ้ามีความผิดฐานยักยอกเสบียงหลวง ใช้เงินซื้อขายตำแหน่ง ใช้อำนาจข่มเหงประชา ใส่ร้ายขุนนางในราชสำนัก เพียงโทษยักยอกเสบียงหลวงก็เพียงพอให้ตัดหัวของเจ้าแล้วรู้หรือไม่ ทุกสิ่งที่เจ้ากระทำต่อให้ประหารเจ็ดชั่วโคตรก็ไม่ถือว่ามากไป” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน พูดจบก็ลุกจากตำแหน่งของผู้ตัดสินโทษประจำศาลาว่าการ ร่างสูงสง่าหยุดยืนเบื้องหน้าน
7หลังโรงเตี้ยมท้ายตรอกเยว่หลินมาถึงก่อนผู้อื่นในอาภรณ์สตรีจากหอเฟิงเยี่ย นางสวมชุดของสตรีจึงหลบออกมาอย่างง่ายดาย ทั้งหมดแยกกันหนีเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจแล้วนัดมาพบกันที่นี่“เหตุใดจึงมาช้านัก คงไม่ได้เกิดสิ่งใดกระมัง” เจ้าของเสียงหวานพึมพำกับตนเองแผ่วเบา ขณะนั่งเฝ้าม้าของแม่ทัพหนุ่มนางมาถึงก่อนจึงถือโอกาสเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษตัวเดิม“เจ้ามาทำสิ่งใดที่ม้าของผู้อื่น” หญิงสาวตกใจจึงโยนหญ้าแห้งในมือทิ้ง ชูสองมือแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดแปลก ๆ กับม้า คนพูดเห็นท่าทางตกใจราวสตรีของเขาก็หัวเราะออกมา“ตกใจราวสตรี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขบขันพลางเอนหลังพิงเสาไม้ของโรงฝากม้ามู่ฉีไม่ชอบคบค้ากับผู้อื่นเพราะมักถูกชมหน้าตาที่โดดเด่น จึงทำตัวลึกลับไม่ติดต่อผู้คนมากนัก ทว่าเมื่อเห็นเยว่หลินในอาภรณ์บุรุษแต่ยังไม่ได้ทาผิวด้วยน้ำดินน้ำโคลนก็รู้สึกถูกชะตาขึ้นมานางมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหิมะแรก ใบหน้าก็งดงามไม่ต่างจากสตรี ทำให้เขาสนใจไม่น้อย
6มีดสั้นที่เหน็บอยู่ตรงเอวถูกชักออกมา ก่อนจะปักลงอย่างแม่นยำกลางฝ่ามือใหญ่ ชั่วขณะหนึ่งตอนมีสติเขาคิดใช้ความรู้สึกเจ็บปวดบรรเทาพิษจากกำยานปลุกกำหนัด“ไม่ได้ผลหรอกเจ้าค่ะคุณชาย มิสู้ชมเชยเรือนร่างข้าเพื่อบรรเทาพิษดีกว่าหรือ” นางกล่าวเชิญชวน เขากำลังจะหมดสติรับรู้สำนึกผิดชอบชั่วดีแล้วจริง ๆเฉินเฟยข้าให้เจ้าไปขโมยบัญชีต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้เลยหรือชายหนุ่มคิดในใจก่อนจะเอนกายลงบนพื้นตามที่ถูกการกระทำของสตรีตรงหน้าชักนำ นางตามมาคร่อมทับร่างกายสูงใหญ่อย่างเชี่ยวชำนาญ ก้มหน้าหมายจะจุมพิตดับสำนึกดีของเขาให้หมดสิ้น“ไร้ยางอาย” สิ้นเสียงเล็กร่างหญิงสาวผู้นั้นล้มลง หากไม่ถูกดึงคงล้มทับร่างของแม่ทัพหนุ่มไปแล้ว คนตีนางปัดมือแรง ๆ เหมือนกำจัดสิ่งสกปรก ก่อนจะข้ามร่างสตรีบนพื้นไปหาบุรุษที่ไม่รู้สติ“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เยว่หลินประคองเขาขึ้นมาพร้อมกับตีแก้มเขาเพื่อเรียกสติแผ่วเบา“ท่านแม่ทัพได้ยินหรือไม่” จางผิงถามด้วยความเป็นห่วง หากมาไม่ทันไม่รู้ว่าป่านนี้แม่ทัพของเขาจะถูกข่มเหงอย่างไร เคราะห์ดีที่เยว่หลินยืนกรานหนักแน่นแม้ไม่มั่นใจแต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับท่าทางมั่นอกมั่นใจร
5ฟ้าสางขบวนทหารออกเดินทางเข้าสู่เมืองอู๋เยี่ย พ้นเขตภูเขาอู่หลิงเป็นที่ราบหินจึงไม่เฉอะแฉะหลังฝนตก นับว่าเหมาะแก่การตั้งค่าย ค่ายชั่วคราวถูกตั้งขึ้นโดยใช้เวลาไม่นาน และยังวางทหารลาดตระเวนไว้มากเพื่อคอยดูความปลอดภัยรอบค่ายนอกจากนี้ยังส่งทหารสอดแนมไปตรวจดูความเรียบร้อยของเส้นทางล่วงหน้า“ท่านแม่ทัพ เส้นทางข้างหน้าถูกตัดขาดเพราะน้ำท่วม กว่าน้ำจะลดคงใช้เวลาอีกสองถึงสามวัน” โจวต้าเป็นหัวหน้า เมื่อทหารสอดแนมกลับมาแจ้งข่าวแก่หัวหน้าตน เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ของโจวต้ามารายงานต่อแม่ทัพของค่าย“พักที่นี่ก่อน พาทหารใหม่ฝึกเบื้องต้นไปก็แล้วกัน” ไม่คิดเลยว่าฝนที่ตกเพียงสองชั่วยามจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเช่นนี้ได้ นี่ก็นับว่าสวรรค์เข้าข้างเพราะเขาต้องทำการตรวจสอบที่ว่าการเมืองอู๋เยี่ย“ข้าจะอ่านรายงาน อย่าให้ผู้ใดมารบกวน ทุกอย่างในค่ายให้เจ้าตัดสินใจ” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เข้ากระโจมตนเองไป ไม่รอให้โจวต้าเอ่ยทัดทานหรือสอบถามสิ่งใดอีก นี่เป็นโอกาสดีเขาจะออกไปสืบข่าวด้วยตนเองเครื่องแบบทหารถูกปลดออกเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ธรรมดาสีเขียวอ่อนไม่สะดุดตา แต่ก็ไม่ซอมซ่อจนเกินไป ตอนฟ้ายังไม่สางเขาให้มู่ฉีไปสืบข่าวที่ห
4ครึ่งชั่วยามผ่านไปทหารทั้งค่ายพากันตั้งแถวออกจากบริเวณเชิงเขาอู่หลิง ทหารบางนายแม้ไม่แสดงออกแต่ภายในไม่พอใจแม่ทัพหลงจวินอยู่มาก การเดินทางทั้งวันทำให้เมื่อยล้าอยู่แล้ว ทว่ายังนอนไม่เพียงพอก็ถูกปลุกให้เดินทางต่ออีก ฝนก็ยังตกลงมาไม่หยุด สายฟ้าผ่าหนแล้วหนเล่าน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทั้งที่เป็นต้นเหมันต์ไม่ควรมีพายุหนักเช่นนี้“เจ้าว่าท่านแม่ทัพคิดสิ่งใดอยู่จึงเร่งให้เดินทางยามฝนตกเช่นนี้” เสี่ยวกวงเอ่ยถามเยว่หลินซึ่งขณะนี้เดินอยู่ข้างกัน“ท่านแม่ทัพคงกลัวว่าดินจะถล่มกระมัง” เสียงที่ถูกดัดให้ทุ้มต่ำกล่าวแผ่วเบาพลางส่งยิ้มเล็ก ๆ ให้สหายใหม่“จะเป็นไปได้อย่างไร ฝนเพิ่งตกเพียงชั่วยามเดียวไหนเลยจะทำให้เกิดดินถล่มได้” ทหารหนุ่มร่างกำยำเอ่ยขึ้นหลังได้ฟังความคิดของสหายร่างบอบบางข้างน้องชายตนเอง เยว่หลินมิได้ตอบสิ่งใดออกไปเพียงหัวเราะเบา ๆ คล้ายเห็นด้วยกับที่เสี่ยวหานกล่าวหลังออกเดินมาจากบริเวณเชิงเขาหนึ่งก้านธูปแม่ทัพก็สั่งให้หยุดพักเพื่อรอฟ้าสาง ทหารใหม่และทหารประจำกองทัพพากันพักผ่อนตามคำสั่ง กระโจมและข้าวของยังคงถูกเก็บไว้เนื่องจากใกล้เวลาฟ้าสางแล้วแม่ทัพจึงไม่ได้ให้ตั้งกระโจม“แย่แล้ว ๆ” ทหา
3ท่ามกลางป่ารก กระโจมทหารมากมาย ฝนห่าใหญ่ตกลงมาอย่างคาดไม่ถึง ทว่าทั้งค่ายกลับมีเพียงนางที่ยืนอยู่นอกกระโจม สายอสนีฟาดฝ่าลงกลางผืนฟ้าดำสนิทดุจสีหมึก ก่อนเข้านอนดวงจันทร์ยังทอแสงนวลตา ครู่เดียวก็แปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้ากลางพายุเช่นนี้“มีผู้ใดอยู่หรือไม่” เยว่หลินตะโกนเรียกหลังเปิดเข้าไปในกระโจมกลับไม่เห็นผู้ใดอยู่เลย ค่ายชั่วคราวตั้งขึ้นใต้เชิงเขาอู่หลิงซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อเมืองชงหลิงกับเมืองอู๋เยี่ยเยว่หลินเดินตามหาเหล่าสหายทหารอยู่นาน ปากก็ร้องตะโกนเรียกหาสิ่งมีชีวิตในบริเวณค่าย นอกจากไม่มีเสียงใดตอบกลับมา นางยังได้ยินเสียงครืนดังลั่น สายฟ้าผ่าลงบนยอดต้นไม้สูงที่ตีนเขา จากนั้นหน้าดินบนเชิงเขาทะลักไหลลงมาตามสายน้ำ หากดูจากน้ำที่เอ่อบนพื้นดินเกรงว่าฝนคงตกมานานนับชั่วยามแล้วกระมังเพียงพริบตาเดียวกระโจมมากมายถูกดินถล่มทับซ้อนอยู่ใต้โคลนของเชิงเขา หญิงสาวเบิกตากว้าง รีบวิ่งไปข้างหน้าเพื่อหนีดินถล่มไปให้ได้ หัวใจเต้นรัวเหมือนกำลังจะหลุดออกมาข้างนอก สองเท้าเหยียบย่ำบนน้ำฝนเจิ่งนอง แต่ไม่ว่าจะวิ่งอย่างไรก็ไปไม่พ้นจากที่ตั้งของค่ายเสียทีเยว่หลินจนใจกรีดร้องออกมาเสียงดังแล้วพุ่งตัวเข้าไปในก







