LOGIN7
หลังโรงเตี้ยมท้ายตรอก
เยว่หลินมาถึงก่อนผู้อื่นในอาภรณ์สตรีจากหอเฟิงเยี่ย นางสวมชุดของสตรีจึงหลบออกมาอย่างง่ายดาย ทั้งหมดแยกกันหนีเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจแล้วนัดมาพบกันที่นี่
“เหตุใดจึงมาช้านัก คงไม่ได้เกิดสิ่งใดกระมัง” เจ้าของเสียงหวานพึมพำกับตนเองแผ่วเบา ขณะนั่งเฝ้าม้าของแม่ทัพหนุ่มนางมาถึงก่อนจึงถือโอกาสเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษตัวเดิม
“เจ้ามาทำสิ่งใดที่ม้าของผู้อื่น” หญิงสาวตกใจจึงโยนหญ้าแห้งในมือทิ้ง ชูสองมือแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดแปลก ๆ กับม้า คนพูดเห็นท่าทางตกใจราวสตรีของเขาก็หัวเราะออกมา
“ตกใจราวสตรี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขบขันพลางเอนหลังพิงเสาไม้ของโรงฝากม้า
มู่ฉีไม่ชอบคบค้ากับผู้อื่นเพราะมักถูกชมหน้าตาที่โดดเด่น จึงทำตัวลึกลับไม่ติดต่อผู้คนมากนัก ทว่าเมื่อเห็นเยว่หลินในอาภรณ์บุรุษแต่ยังไม่ได้ทาผิวด้วยน้ำดินน้ำโคลนก็รู้สึกถูกชะตาขึ้นมา
นางมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหิมะแรก ใบหน้าก็งดงามไม่ต่างจากสตรี ทำให้เขาสนใจไม่น้อย
“สตรีที่ท่านเห็นแข็งแรงเช่นข้าหรือ” บุรุษแท้หากถูกปรามาสว่าเหมือนสตรีจะไม่โกรธได้อย่างไร เยว่หลินจึงเอ่ยออกไปพลางชูกำปั้นตนเองให้เขาดู แสดงความเป็นบุรุษอย่างเต็มที่
แต่หากให้เทียบกำปั้นนางกับเขานับว่าเล็กน้อยนัก มู่ฉี่เห็นขนาดกำปั้นแข็งแรงของสหายหนุ่มตรงหน้าจึงหัวเราะเบา ๆ
“เช่นนั้น เจ้าหนุ่มมาทำอันใดที่โรงฝากม้า”
“ข้ามารอคน” พูดถึงรอคนเหตุใดจนป่านนี้คนที่รอยังไม่มาอีก จะกลับก่อนก็ไม่ได้ไม่เช่นนั้นต้องถูกโทษหนีทหารเป็นแน่ นี่นางยุ่งเรื่องของผู้อื่นมากไปหรือไม่ ไหนจะเรื่องเมื่อคืน หวังว่าเขาจะจำไม่ได้อย่างที่นางเคยศึกษา
ก่อนจะถูกส่งมายังโรงดัดสันดาน นางถูกทิ้งได้พ่อแม่บุญธรรมที่เป็นหมอช่วยไว้ แต่ไม่นานโรงหมอถูกปล้นพ่อแม่บุญธรรมตาย นางจึงหนีตายแต่ถูกกลุ่มนักฆ่าจับได้เลี้ยงนางไว้หวังจะใช้งานในภายหน้า คนเหล่านั้นสอนวิธีลอบฆ่าให้นางไม่น้อย แต่กลับไม่สอนให้นางเก่งกาจ มีเพียงการขี่ม้า การใช้พิษ การลอบฆ่าที่ไม่ใช้กำลังเพราะกลัวนางจะหนี
สุดท้ายนางก็หาทางหนีออกมาจริง ๆ แต่ไม่พ้นถูกจับไปขายยังโรงดัดสันดานแห่งนั้น ทำให้ได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ ไม่น้อย
ชีวิตนางพลิกผันมากมาย ราวกับว่าหากมีผู้ใดยื่นมือช่วยเหลือนาง ผู้มีพระคุณเหล่านั้นจะตายอย่างน่าอนาถ ไม่แปลกใจเลยเหตุใดฝันของนางจึงเลือกที่จะยอมอยู่เป็นบ่าวในจวนหลง
“สหาย เจ้าได้ยินข้าหรือไม่” มู่ฉีสะกิดเรียกเสียงดัง อยู่ ๆ เด็กหนุ่มตรงหน้าก็เหม่อลอยไป เยว่หลินยิ้มแห้งพลางส่งสายตารู้สึกผิดมาให้
“เมื่อครู่ท่านว่าอย่างไร”
“ข้าถามว่าเจ้าชื่อแซ่ใด”
“ข้าแซ่เยว่ นามหลิน ท่านเรียกเยว่หลินก็ได้”
“ข้ามู่ฉี” ทั้งสองพูดคุยกันสักครู่ก็ปรากฏเงาร่างคนคุ้นหน้า เฉินเฟยมาเพียงลำพังไร้เงาแม่ทัพและจางผิง ชายหนุ่มแสร้งไอเบา ๆ ก่อนจะสบตาหญิงสาวตรงหน้า เขายังลืมเรื่องก่อนนี้ไม่ได้จึงรู้สึกแปลกไม่น้อยตอนยืนต่อหน้านางเช่นนี้
“ท่านแม่ทัพไม่อยู่หรือ” เยว่หลินและมู่ฉีเอ่ยขึ้นพร้อมกันเมื่อรอสักครู่ก็ไม่มีผู้ใดมาเพิ่มอีก พูดจบก็รีบหันมองหน้ากันแปลกใจที่อีกฝ่ายก็เป็นคนของแม่ทัพหลงจวิน บังเอิญนัก
“ท่านแม่ทัพจำต้องไปจัดการเรื่องนายอำเภอให้จบจึงให้ข้าพาเจ้ากลับค่ายเสียก่อน กลัวว่าหากเจ้ากลับไปเพียงลำพังจะถูกโทษทหาร สุดท้ายอาจต่อว่าแม่ทัพว่าไร้น้ำใจได้” เฉินเฟยพูดจบก็หน้าแดงรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น มู่ฉีแปลกใจที่เฉินเฟยจากเดิมประหลาดอยู่แล้วยิ่งประหลาดขึ้นไปอีก
“เฉินเฟยเจ้าป่วยหรือ”
“เจ้าสิป่วย มู่ฉีท่านแม่ทัพให้เจ้านำบัญชีไปยังที่ว่าการ ส่วนเจ้าไปกับข้า” เยว่หลินพยักหน้ารับคำ นางไม่มีปัญหาใดกับคำสั่งนี้ ที่ยังรออยู่ก็เพราะกลัวถูกลงโทษเท่านั้น มู่ฉีเลิกคิ้วสงสัยท่าทางสหายแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เขาหันไปหาเยว่หลิน
“ที่แท้เจ้าก็เป็นทหารในค่ายของท่านแม่ทัพ เช่นนั้นข้าไปล่ะ” มู่ฉีพูดจบก็ยิ้มให้ก่อนจะจากไป เฉินเฟยมองสหายตนด้วยความสงสัย เขาไม่เคยเห็นมู่ฉีพูดคุยดี ๆ กับผู้ใดเลยนอกเสียจากแม่ทัพหลงจวินผู้เป็นนาย สหายผู้นี้คงไม่รู้กระมังว่านางเป็นสตรีหาใช่บุรุษ
“ไปเถอะ หากช้าเกินไป ข้าจะถูกเกลียดเอาได้” เยว่หลินว่าพลางเดินไปจูงม้าตัวที่ใช้เมื่อวาน ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นจึงกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าเช่นเดียวกับนาง ทั้งสองควบม้าด้วยความเร็วไม่ต่างกันมากนัก
นัยน์ตาเรียวเล็กของชายหนุ่มดูแปลกใจไม่น้อยที่สตรีจากโรงดัดสันดานจะสามารถขี่ม้าได้ดีเช่นนี้
“เจ้ามาจากโรงดัดสันดานจริงหรือ”
“มิสู้ลองถามฮูหยินรองจวนเจ้าดูเล่าว่าใช่หรือไม่” นางตอบอย่างขบขัน เข้าใจว่าเขาคงสงสัยเรื่องเดียวกับที่จางผิงเอ่ยเมื่อวาน ทักษะขี่ม้านี้เกรงว่าต้องขอบคุณสำนักนักฆ่าแห่งนั้นกระมังที่อุตส่าห์สั่งสอนนางมา
“เจ้าไม่คิดจะบอกท่านแม่ทัพเรื่องเมื่อวานจริงหรือ” เฉินเฟยเป็นคนเดียวที่รู้ว่านางหยุดพิษจากกำยานนั้นอย่างไร จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางต้องปิดบัง ท่านแม่ทัพของเขาหน้าตา ฐานะ ความสามารถหากกล่าวว่าแม่ทัพเป็นที่สองคงไม่มีผู้ใดกล้าเป็นหนึ่ง
“ใช่ ข้าไม่คิดจะบอกและเจ้าก็ต้องไม่บอก ข้าช่วยเพียงเพราะต้องช่วยไม่ได้คิดจะใช้เรื่องนี้มาต่อรอง”
“แต่เจ้าเป็นสตรี เช่นนี้ภายหน้าจะทำอย่างไร”
“ข้าละทิ้งความเป็นสตรีตั้งแต่คิดจะมาเป็นทหารแล้ว เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องคิดแทนข้า ขอเพียงเก็บเรื่องนี้ไว้ลำพังก็พอ” ไม่รู้ว่านางมีเรื่องราวอันใดให้ยอมทุ่มเทเป็นทหารถึงเพียงนี้ ใช้ชีวิตมาหลายสิบปีไม่เคยได้ยินเลยว่าสตรีละทิ้งความเป็นสตรี แต่ในเมื่อนางไม่พูดเขาจะซักไซ้ไปก็ไม่ได้ความอันใด ขอแค่นางไม่เป็นภัยเขาจะยอมปิดปากเอาไว้
ม้าดำอ้วนพีสองตัวห้อตะบึงมาถึงค่ายในช่วงเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม เพราะเยว่หลินหยุดพักเพื่อฉาบผิวให้ดำคล้ำก่อน โจวต้าหัวหน้าค่ายรีบเข้ามาดูด้วยความร้อนใจ ก่อนนี้เรียกพบทหารตรวจนับจำนวน พบว่าทหารใหม่หายไป ทหารใหม่หนีทัพต้องโทษเดียวกับกบฏคือตัดหัว เช่นนี้จึงร้อนใจอยู่ไม่น้อย
“หัวหน้าโจว ขอเชิญท่านสักเดี๋ยว” เฉินเฟยกล่าวกับหัวหน้าทหารวัยกลางคนผู้นั้น โจวต้ามีสีหน้าไม่ดีแต่เมื่อเห็นตราประจำตัวแม่ทัพที่องครักษ์เฉินเฟยถืออยู่จึงไม่ปฏิเสธ
“องครักษ์เฉินมีสิ่งใดจะกล่าว”
“ข้าเพียงแต่นำคำพูดท่านแม่ทัพมาส่งต่อเท่านั้น ก่อนนี้ท่านแม่ทัพต้องออกไปจัดการบางอย่างจึงได้นำทหารใหม่ผู้นั้นไปด้วย ท่านแม่ทัพรีบร้อนไปไม่ได้แจ้งเลยให้ข้านำตราประจำตัวมาแจ้งแก่หัวหน้าโจว หากมีสิ่งใดสงสัยให้รอแม่ทัพกลับมา”
“ในเมื่อองครักษ์เฉินกล่าวเช่นนี้ข้าก็ไม่มีข้อสงสัยใด เจ้าหนุ่มกลับไปร่วมฝึกกับทหารใหม่เสีย” โจวต้ามีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อยจึงหันไปไล่เยว่หลินให้กลับไปฝึกร่วมกับเพื่อนทหาร เยว่หลินค้อมตัวรับคำสั่งแล้วออกวิ่งไปด้วยความรวดเร็ว
“หากไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอตัวก่อนท่านแม่ทัพยังรอข้าอยู่”
“องครักษ์เฉินเดินทางดี ๆ ข้าส่งเท่านี้”
52คนทั้งจวนหลงต่างรีบพากันมารับราชโองการจากวังหลวง ทุกชีวิตคุกเข่าอยู่กลางลานใหญ่ รอฟังราชโองการที่หลิวกงกงเชิญมา“จิ้งอันโหวรับราชโองการ เนื่องด้วยจิ้งอันโหวมีความชอบฐานจับกบฏ ซินเจ๋ออ๋องได้ เราขอมอบสมรสพระราชทานให้แก่จิ้งอันโหวและเยว่เหมย บุตรสาวคนเดียวของป้อมตระกูลเยว่ จบราชโองการ”“ข้าน้อยจิ้งอันโหวน้อมรับราชโองการ” จิ้งอันโหวรับราชโองการไว้ในมือ ปากก็ยิ้มไม่หุบ เขาไม่คิดเช่นกันว่าฮ่องเต้จะทรงพระราชทานสมรสให้เขาและเยว่เหมยขณะที่ทั้งหมดกำลังจะลุกขึ้น หลิวกงกงก็หยิบราชโองการอีกอันมาถือเอาไว้ พร้อมประกาศเสียงดัง“เยว่หลินรับราชโองการ... เยว่หลินมีความชอบช่วยราษฎรให้พ้นภัยหิมะ และยังสามารถสังหารแม่ทัพซยงหนูช่วยด่านเฉิงซานพ้นภัย เราขอประกาศราชโองการ แต่งตั้งให้เยว่หลินเป็นเสียนจู่ ราชทินนามรุ่ยเสียนจู่และเป็นรองแม่ทัพแห่งค่ายเว่ยซาน เราหวังว่าเจ้าจะช่วยปกป้องดินแดนด้วยความสุขุม ป้องกันต้าหยางโดยไม่ประมาท สร้างสันติและความสงบ สืบทอดปณิธานดูแลราษฎรต้าหยางสืบไป จบราชโองการ”“ข้าน
51สองวันต่อมาเยว่หลินและเยว่เหมยพากันเข้าวังเพื่อกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดที่ทั้งสองประสบพบเจอมา ส่วนซินเจ๋ออ๋องถูกขังอยู่ในคุกหลวง ถูกทรมานให้รับสารภาพแม้หลักฐานต่าง ๆ จะแน่นหนามากแล้วก็ตาม“เยว่เหมย ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเหล่านี้เพียงลำพัง ทั้งที่ข้าเป็นถึงฮ่องเต้แต่กลับไม่สามารถช่วยเหลือเจ้าได้เลย เช่นนั้นข้าจะเป็นฮ่องเต้ไปเพื่อสิ่งใดกัน ไม่สู้สละบัลลังก์ไม่ดีกว่าหรือ” ฮ่องเต้อิงตี๋เองก็มีมุมประชดประชันเช่นนี้ด้วย เขากล่าวอย่างน้อยใจแม้แต่ฮองเฮาเองยังขบขัน ทั้งเยว่เหมยและกู้จวินในตอนนั้นล้วนแยกย้ายกันเติบโตไปแล้วในตอนนี้หลงเหลือเพียงสายสัมพันธ์พี่น้องเท่านั้น...“อย่าประชดประชันไปเลยเพคะ ที่หม่อมฉันไม่บอกก็เพราะกลัวเยว่หลินจะเป็นอันตราย เราอยู่ในที่แจ้งคนผู้นั้นอยู่ในที่มืด หม่อมฉันจะยอมเสี่ยงได้อย่างไร”“ฝ่าบาทอย่าทรงกริ้วไปเลยเพคะ” เยว่หลินเองก็เล่าทุกเรื่องที่ตนประสบให้ฮ่องเต้อิงตี๋ฟังเช่นกัน รวมถึงเรื่องที่นางปลอมตัวเป็นบุรุษเข้าไปอยู่ในค่ายทหาร แทนที่พระอ
50เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนนางได้ช่วยชีวิตจิ้งอันโหวเอาไว้ และเพราะนางไม่มีที่ไปเขาจึงได้พานางกลับมายังจวนหลง พอนางมาอยู่ใกล้ๆ ทำให้เขารู้จักนางมากขึ้นสุดท้ายก็หลงรักนาง เขาต้องการให้นางอยู่ด้วยตลอดไปทว่าเยว่เหมยกลับมีความต้องการที่เขาไม่สามารถให้นางได้ยามนี้ได้รู้ว่านางมีฐานะสูงส่ง อีกทั้งยังเป็นนางในดวงใจของฮ่องเต้มีหรือเขาจะสามารถแข่งขันด้วยได้“เรื่องลงโทษข้าจะจัดการให้เจ้าสองแม่ลูกอย่างแน่นอน พวกเจ้าสองแม่ลูกเพิ่งได้เจอกัน พักในวังดีหรือไม่จะได้อยู่พูดคุยกันก่อน” ฮ่องเต้ทรงเสนอด้วยความตื่นเต้น คิดถึงนางมาตลอดสิบเจ็ดปีบัดนี้นางอยู่ตรงหน้าจะให้เขาทำใจแข็งได้อย่างไร ฮองเฮาอมยิ้มแล้วลุกเดินมายืนข้างกายสวามีตนพร้อมเอ่ยเย้าด้วยเสียงเบา“พระองค์ไม่เห็นหรือเพคะว่าทั้งเยว่เหมยและเยว่หลินต่างมีผู้ที่รอนางอยู่แล้ว” ได้ยินคำพูดนี้จากฮองเฮา ฮ่องเต้อิงตี๋ต้องรีบเหลียวกลับมามองบุรุษอีกสองคนในโถง ก่อนนี้เขาหลงดีใจจนลืมไปว่าเยว่เหมยมากับจิ้งอันโหว ส่วนเยว่หลินมาแม่ทัพใหญ่หลง ตระกูลหลงอีกแล้ว...“เช่นน
49“ไม่เพียงแต่สมคบศัตรูเท่านั้น ซินเจ๋องอ๋องยังวางแผนฆ่าล้างป้อมตระกูลเยว่เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ทันทีที่จิ้งอันโหวกล่าวถึงเรื่องเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน นัยน์ตากรุ่นโกรธของฮ่องเต้เมื่อครู่ก็วาววับขึ้นมา ราวกับเขาโกรธเรื่องเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนมากกว่าเรื่องที่ซินเจ๋ออ๋องวางแผนก่อกบฏ เสียอีก“เรื่องนี้เป็นเช่นไร จิ้งอันโหวเจ้ารีบพูดต่อสิ”“ฝ่าบาทใจเย็น ๆ เถอะเพคะ” ฮ่องเต้รีบถามต่ออย่างเร่งร้อนจนฮองเฮาที่อยู่ข้าง ๆ ต้องเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ฮองเฮารู้ดีว่าสวามีของตนเสียใจกับเรื่องเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนมากเพียงใด แม้พระนางจะอยู่ในตำแหน่งฮองเฮามานาน แต่พระนางรู้ดีว่ายังมีสตรีอีกผู้หนึ่งที่ครองใจพระองค์มานานกว่านาง“ป้อมตระกูลเยว่มีกฎว่าต้องเป็นบุตรชายจึงจะสามารถสืบทอดวิชาลับได้ เช่นนี้ซินเจ๋ออ๋องจึงวางแผนให้ได้แต่งงานกับแม่นางเยว่เหมย เพื่อหวังให้นางให้กำเนิดบุตรชาย ทว่าเมื่อแม่นางเยว่ให้กำเนิดบุตรสาวจึงไม่สามารถสืบทอดวิชาลับได้ ซินเจ๋ออ๋องจึงจ้างนักฆ่าเพื่อกำจัดตระกูลเยว่แย่งชิงวิชาลับ แม
48“ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จ” สิ้นเสียงของขันทีพิธีการผู้คนทั้งโถงรีบลุกมายืนต้อนรับ เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จผ่านก็พากันคุกเข่าก้มศีรษะแสดงความเคารพนอบน้อม กษัตริย์อิงตี๋เหลือบเห็นจิ้งอันโหวก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ให้ ก่อนจะเดินไปยังที่ประทับของตนเอง พลางสั่งให้ลุกขึ้นแล้วกลับที่นั่ง เริ่มงานเลี้ยงสารทฤดูขึ้นทันที“ท่านพ่อ ท่านเตรียมครบแล้วหรือไม่” หลงจวินกล่าวกับจิ้งอันโหวขณะขยับตะเกียบคีบอาหารให้เยว่หลิน แม้จะหนักใจทว่านางกลับไม่สามารถปฏิเสธเขาได้ ร่างกายอยากปฏิเสธเพื่อไม่ให้เขาต้องถูกครหาว่าเป็นบุรุษตัดแขนเสื้อ แต่หัวใจนางกลับยินดีรับทุกสิ่งที่เขามอบให้อย่างเต็มใจเสียอย่างนั้น“เจ้าแน่ใจแล้วหรือไม่”“...” หลงจวินพยักหน้าแล้วหันไปมองกษัตริย์อิงตี๋ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งกษัตริย์อิงตี๋ก็เบือนสายตาไปยังขุนนางของตนเอง ทั้งยังเป็นคนฝั่งตระกูลฮองเฮาอีกด้วย“กราบทูลฝ่าบาท” เสียงอึกทึกก่อนนี้เงียบลงเมื่อขุนนางผู้หนึ่งปรี่เข้ามาหมอบกราบอยู่เบื้องหน้า ทุกสายตาในท้องพระโรงยามนี้จับ
47เยว่หลินมาถึงหมิงหยางก่อนฉลองวันสารทฤดูเพียงสี่วัน แต่แม่ทัพกลับให้นางพักที่โรงเตี้ยมโดยมีมู่ฉีคอยระวังอยู่รอบตัว แม้จะอยู่รอบ ๆ ตัวนางทว่าเขากลับไม่ปรากฏกายให้นางเห็นเลย สักวันที่นางไม่จำเป็นต้องมีความลับกับผู้ใดอีก นางจะต้องถามเหตุผลจากเขาให้ได้“นี่เป็นอาภรณ์ที่ท่านแม่ทัพเตรียมไว้ให้ท่าน” เยว่หลินรับกล่องอาภรณ์มาจากมือของมู่ฉี เดิมคิดจะถามเขาว่าเหตุใดต้องให้อาภรณ์แก่นางแต่พอนึกดี ๆ แล้วจึงเข้าใจได้ว่าคืนนี้ทุกคนต้องเข้าวัง หากแต่งกายไม่เหมาะสมก็คงเป็นการไม่ให้เกียรติแก่เชื้อพระวงศ์แม่ทัพหลงจวินเองก็คงคิดเหมือนนางไม่อย่างนั้นคงไม่เตรียมของไว้ให้นาง ช่างใส่ใจ...มือเล็กคว้ากล่องอาภรณ์มาถือเอาไว้ก่อนจะใช้อีกมือเปิดดูของในกล่องที่เขาผู้นั้นเตรียมให้ชุดบุรุษสีขาวสะอาด มองแล้วให้ความสบายตา ดูอบอุ่น อ่อนโยนให้ความรู้สึกน่าถนอมไม่น้อย ทั้งที่นางเป็นผู้ฝึกทหารแต่กลับได้รับชุดที่งดงามถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังเป็นของที่เขาให้ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้าง บ่งบอกว่าชื่นชอบกับของสิ่งนี้อย่างปิดไม่







