แชร์

7

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-28 11:26:06

7

หลังโรงเตี้ยมท้ายตรอก

เยว่หลินมาถึงก่อนผู้อื่นในอาภรณ์สตรีจากหอเฟิงเยี่ย นางสวมชุดของสตรีจึงหลบออกมาอย่างง่ายดาย ทั้งหมดแยกกันหนีเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจแล้วนัดมาพบกันที่นี่

“เหตุใดจึงมาช้านัก คงไม่ได้เกิดสิ่งใดกระมัง” เจ้าของเสียงหวานพึมพำกับตนเองแผ่วเบา ขณะนั่งเฝ้าม้าของแม่ทัพหนุ่มนางมาถึงก่อนจึงถือโอกาสเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษตัวเดิม

“เจ้ามาทำสิ่งใดที่ม้าของผู้อื่น” หญิงสาวตกใจจึงโยนหญ้าแห้งในมือทิ้ง ชูสองมือแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดแปลก ๆ กับม้า คนพูดเห็นท่าทางตกใจราวสตรีของเขาก็หัวเราะออกมา

“ตกใจราวสตรี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขบขันพลางเอนหลังพิงเสาไม้ของโรงฝากม้า

มู่ฉีไม่ชอบคบค้ากับผู้อื่นเพราะมักถูกชมหน้าตาที่โดดเด่น จึงทำตัวลึกลับไม่ติดต่อผู้คนมากนัก ทว่าเมื่อเห็นเยว่หลินในอาภรณ์บุรุษแต่ยังไม่ได้ทาผิวด้วยน้ำดินน้ำโคลนก็รู้สึกถูกชะตาขึ้นมา

นางมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหิมะแรก ใบหน้าก็งดงามไม่ต่างจากสตรี ทำให้เขาสนใจไม่น้อย

“สตรีที่ท่านเห็นแข็งแรงเช่นข้าหรือ” บุรุษแท้หากถูกปรามาสว่าเหมือนสตรีจะไม่โกรธได้อย่างไร เยว่หลินจึงเอ่ยออกไปพลางชูกำปั้นตนเองให้เขาดู แสดงความเป็นบุรุษอย่างเต็มที่

แต่หากให้เทียบกำปั้นนางกับเขานับว่าเล็กน้อยนัก มู่ฉี่เห็นขนาดกำปั้นแข็งแรงของสหายหนุ่มตรงหน้าจึงหัวเราะเบา ๆ

“เช่นนั้น เจ้าหนุ่มมาทำอันใดที่โรงฝากม้า”

“ข้ามารอคน” พูดถึงรอคนเหตุใดจนป่านนี้คนที่รอยังไม่มาอีก จะกลับก่อนก็ไม่ได้ไม่เช่นนั้นต้องถูกโทษหนีทหารเป็นแน่ นี่นางยุ่งเรื่องของผู้อื่นมากไปหรือไม่ ไหนจะเรื่องเมื่อคืน หวังว่าเขาจะจำไม่ได้อย่างที่นางเคยศึกษา

ก่อนจะถูกส่งมายังโรงดัดสันดาน นางถูกทิ้งได้พ่อแม่บุญธรรมที่เป็นหมอช่วยไว้ แต่ไม่นานโรงหมอถูกปล้นพ่อแม่บุญธรรมตาย นางจึงหนีตายแต่ถูกกลุ่มนักฆ่าจับได้เลี้ยงนางไว้หวังจะใช้งานในภายหน้า คนเหล่านั้นสอนวิธีลอบฆ่าให้นางไม่น้อย แต่กลับไม่สอนให้นางเก่งกาจ มีเพียงการขี่ม้า การใช้พิษ การลอบฆ่าที่ไม่ใช้กำลังเพราะกลัวนางจะหนี

สุดท้ายนางก็หาทางหนีออกมาจริง ๆ แต่ไม่พ้นถูกจับไปขายยังโรงดัดสันดานแห่งนั้น ทำให้ได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ ไม่น้อย

ชีวิตนางพลิกผันมากมาย ราวกับว่าหากมีผู้ใดยื่นมือช่วยเหลือนาง ผู้มีพระคุณเหล่านั้นจะตายอย่างน่าอนาถ ไม่แปลกใจเลยเหตุใดฝันของนางจึงเลือกที่จะยอมอยู่เป็นบ่าวในจวนหลง

“สหาย เจ้าได้ยินข้าหรือไม่” มู่ฉีสะกิดเรียกเสียงดัง อยู่ ๆ เด็กหนุ่มตรงหน้าก็เหม่อลอยไป เยว่หลินยิ้มแห้งพลางส่งสายตารู้สึกผิดมาให้

“เมื่อครู่ท่านว่าอย่างไร”

“ข้าถามว่าเจ้าชื่อแซ่ใด”

“ข้าแซ่เยว่ นามหลิน ท่านเรียกเยว่หลินก็ได้”

“ข้ามู่ฉี” ทั้งสองพูดคุยกันสักครู่ก็ปรากฏเงาร่างคนคุ้นหน้า เฉินเฟยมาเพียงลำพังไร้เงาแม่ทัพและจางผิง ชายหนุ่มแสร้งไอเบา ๆ ก่อนจะสบตาหญิงสาวตรงหน้า เขายังลืมเรื่องก่อนนี้ไม่ได้จึงรู้สึกแปลกไม่น้อยตอนยืนต่อหน้านางเช่นนี้

“ท่านแม่ทัพไม่อยู่หรือ” เยว่หลินและมู่ฉีเอ่ยขึ้นพร้อมกันเมื่อรอสักครู่ก็ไม่มีผู้ใดมาเพิ่มอีก พูดจบก็รีบหันมองหน้ากันแปลกใจที่อีกฝ่ายก็เป็นคนของแม่ทัพหลงจวิน บังเอิญนัก

“ท่านแม่ทัพจำต้องไปจัดการเรื่องนายอำเภอให้จบจึงให้ข้าพาเจ้ากลับค่ายเสียก่อน กลัวว่าหากเจ้ากลับไปเพียงลำพังจะถูกโทษทหาร สุดท้ายอาจต่อว่าแม่ทัพว่าไร้น้ำใจได้” เฉินเฟยพูดจบก็หน้าแดงรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น มู่ฉีแปลกใจที่เฉินเฟยจากเดิมประหลาดอยู่แล้วยิ่งประหลาดขึ้นไปอีก

“เฉินเฟยเจ้าป่วยหรือ”

“เจ้าสิป่วย มู่ฉีท่านแม่ทัพให้เจ้านำบัญชีไปยังที่ว่าการ ส่วนเจ้าไปกับข้า” เยว่หลินพยักหน้ารับคำ นางไม่มีปัญหาใดกับคำสั่งนี้ ที่ยังรออยู่ก็เพราะกลัวถูกลงโทษเท่านั้น มู่ฉีเลิกคิ้วสงสัยท่าทางสหายแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เขาหันไปหาเยว่หลิน

“ที่แท้เจ้าก็เป็นทหารในค่ายของท่านแม่ทัพ เช่นนั้นข้าไปล่ะ” มู่ฉีพูดจบก็ยิ้มให้ก่อนจะจากไป เฉินเฟยมองสหายตนด้วยความสงสัย เขาไม่เคยเห็นมู่ฉีพูดคุยดี ๆ กับผู้ใดเลยนอกเสียจากแม่ทัพหลงจวินผู้เป็นนาย สหายผู้นี้คงไม่รู้กระมังว่านางเป็นสตรีหาใช่บุรุษ

“ไปเถอะ หากช้าเกินไป ข้าจะถูกเกลียดเอาได้” เยว่หลินว่าพลางเดินไปจูงม้าตัวที่ใช้เมื่อวาน ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นจึงกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าเช่นเดียวกับนาง ทั้งสองควบม้าด้วยความเร็วไม่ต่างกันมากนัก

นัยน์ตาเรียวเล็กของชายหนุ่มดูแปลกใจไม่น้อยที่สตรีจากโรงดัดสันดานจะสามารถขี่ม้าได้ดีเช่นนี้

“เจ้ามาจากโรงดัดสันดานจริงหรือ”

“มิสู้ลองถามฮูหยินรองจวนเจ้าดูเล่าว่าใช่หรือไม่” นางตอบอย่างขบขัน เข้าใจว่าเขาคงสงสัยเรื่องเดียวกับที่จางผิงเอ่ยเมื่อวาน ทักษะขี่ม้านี้เกรงว่าต้องขอบคุณสำนักนักฆ่าแห่งนั้นกระมังที่อุตส่าห์สั่งสอนนางมา

“เจ้าไม่คิดจะบอกท่านแม่ทัพเรื่องเมื่อวานจริงหรือ” เฉินเฟยเป็นคนเดียวที่รู้ว่านางหยุดพิษจากกำยานนั้นอย่างไร จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางต้องปิดบัง ท่านแม่ทัพของเขาหน้าตา ฐานะ ความสามารถหากกล่าวว่าแม่ทัพเป็นที่สองคงไม่มีผู้ใดกล้าเป็นหนึ่ง

“ใช่ ข้าไม่คิดจะบอกและเจ้าก็ต้องไม่บอก ข้าช่วยเพียงเพราะต้องช่วยไม่ได้คิดจะใช้เรื่องนี้มาต่อรอง”

“แต่เจ้าเป็นสตรี เช่นนี้ภายหน้าจะทำอย่างไร”

“ข้าละทิ้งความเป็นสตรีตั้งแต่คิดจะมาเป็นทหารแล้ว เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องคิดแทนข้า ขอเพียงเก็บเรื่องนี้ไว้ลำพังก็พอ” ไม่รู้ว่านางมีเรื่องราวอันใดให้ยอมทุ่มเทเป็นทหารถึงเพียงนี้ ใช้ชีวิตมาหลายสิบปีไม่เคยได้ยินเลยว่าสตรีละทิ้งความเป็นสตรี แต่ในเมื่อนางไม่พูดเขาจะซักไซ้ไปก็ไม่ได้ความอันใด ขอแค่นางไม่เป็นภัยเขาจะยอมปิดปากเอาไว้

ม้าดำอ้วนพีสองตัวห้อตะบึงมาถึงค่ายในช่วงเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม เพราะเยว่หลินหยุดพักเพื่อฉาบผิวให้ดำคล้ำก่อน โจวต้าหัวหน้าค่ายรีบเข้ามาดูด้วยความร้อนใจ ก่อนนี้เรียกพบทหารตรวจนับจำนวน พบว่าทหารใหม่หายไป ทหารใหม่หนีทัพต้องโทษเดียวกับกบฏคือตัดหัว เช่นนี้จึงร้อนใจอยู่ไม่น้อย

“หัวหน้าโจว ขอเชิญท่านสักเดี๋ยว” เฉินเฟยกล่าวกับหัวหน้าทหารวัยกลางคนผู้นั้น โจวต้ามีสีหน้าไม่ดีแต่เมื่อเห็นตราประจำตัวแม่ทัพที่องครักษ์เฉินเฟยถืออยู่จึงไม่ปฏิเสธ

“องครักษ์เฉินมีสิ่งใดจะกล่าว”

“ข้าเพียงแต่นำคำพูดท่านแม่ทัพมาส่งต่อเท่านั้น ก่อนนี้ท่านแม่ทัพต้องออกไปจัดการบางอย่างจึงได้นำทหารใหม่ผู้นั้นไปด้วย ท่านแม่ทัพรีบร้อนไปไม่ได้แจ้งเลยให้ข้านำตราประจำตัวมาแจ้งแก่หัวหน้าโจว หากมีสิ่งใดสงสัยให้รอแม่ทัพกลับมา”

“ในเมื่อองครักษ์เฉินกล่าวเช่นนี้ข้าก็ไม่มีข้อสงสัยใด เจ้าหนุ่มกลับไปร่วมฝึกกับทหารใหม่เสีย” โจวต้ามีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อยจึงหันไปไล่เยว่หลินให้กลับไปฝึกร่วมกับเพื่อนทหาร เยว่หลินค้อมตัวรับคำสั่งแล้วออกวิ่งไปด้วยความรวดเร็ว

“หากไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอตัวก่อนท่านแม่ทัพยังรอข้าอยู่”

“องครักษ์เฉินเดินทางดี ๆ ข้าส่งเท่านี้”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • รองแม่ทัพไม่ใช่บุรุษ   8

    8ศาลาว่าการอำเภออู๋เยี่ยผู้ตรวจการลับจากเมืองหลวงมาถึงอู๋เยี่ยตั้งแต่เช้า เมื่อได้สติแม่ทัพหลงจวินจึงให้จางผิงส่งจดหมายถึงผู้ตรวจการลับให้มาตัดสินคดีที่ศาลาว่าการคนของนายอำเภอล่ายอี้ที่ล้อมหอเฟิงเยี่ยถูกจับกุมไว้ทั้งหมด หลักฐานสำคัญมู่ฉีก็ขโมยจากห้องเก็บของนายอำเภอแถบชานเมืองแล้ว สตรีเมื่อคืนก็ถูกขังไว้ในคุก รอเพียงการไต่สวนจากแม่ทัพหลงจวินเท่านั้นเขาจะตัดสินคดีนี้เองก็ทำได้เพียงแต่หากกราบทูล คงมีคนไม่น้อยหาทางโจมตีเขาด้วยเรื่องนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นการเชิญผู้ตรวจการมาร่วมพิจารณาคดีนี้ด้วย ภายหลังยังมีแผนการรองรับ“ล่ายอี้เจ้ามีความผิดฐานยักยอกเสบียงหลวง ใช้เงินซื้อขายตำแหน่ง ใช้อำนาจข่มเหงประชา ใส่ร้ายขุนนางในราชสำนัก เพียงโทษยักยอกเสบียงหลวงก็เพียงพอให้ตัดหัวของเจ้าแล้วรู้หรือไม่ ทุกสิ่งที่เจ้ากระทำต่อให้ประหารเจ็ดชั่วโคตรก็ไม่ถือว่ามากไป” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน พูดจบก็ลุกจากตำแหน่งของผู้ตัดสินโทษประจำศาลาว่าการ ร่างสูงสง่าหยุดยืนเบื้องหน้าน

  • รองแม่ทัพไม่ใช่บุรุษ   7

    7หลังโรงเตี้ยมท้ายตรอกเยว่หลินมาถึงก่อนผู้อื่นในอาภรณ์สตรีจากหอเฟิงเยี่ย นางสวมชุดของสตรีจึงหลบออกมาอย่างง่ายดาย ทั้งหมดแยกกันหนีเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจแล้วนัดมาพบกันที่นี่“เหตุใดจึงมาช้านัก คงไม่ได้เกิดสิ่งใดกระมัง” เจ้าของเสียงหวานพึมพำกับตนเองแผ่วเบา ขณะนั่งเฝ้าม้าของแม่ทัพหนุ่มนางมาถึงก่อนจึงถือโอกาสเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษตัวเดิม“เจ้ามาทำสิ่งใดที่ม้าของผู้อื่น” หญิงสาวตกใจจึงโยนหญ้าแห้งในมือทิ้ง ชูสองมือแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดแปลก ๆ กับม้า คนพูดเห็นท่าทางตกใจราวสตรีของเขาก็หัวเราะออกมา“ตกใจราวสตรี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขบขันพลางเอนหลังพิงเสาไม้ของโรงฝากม้ามู่ฉีไม่ชอบคบค้ากับผู้อื่นเพราะมักถูกชมหน้าตาที่โดดเด่น จึงทำตัวลึกลับไม่ติดต่อผู้คนมากนัก ทว่าเมื่อเห็นเยว่หลินในอาภรณ์บุรุษแต่ยังไม่ได้ทาผิวด้วยน้ำดินน้ำโคลนก็รู้สึกถูกชะตาขึ้นมานางมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหิมะแรก ใบหน้าก็งดงามไม่ต่างจากสตรี ทำให้เขาสนใจไม่น้อย

  • รองแม่ทัพไม่ใช่บุรุษ   6

    6มีดสั้นที่เหน็บอยู่ตรงเอวถูกชักออกมา ก่อนจะปักลงอย่างแม่นยำกลางฝ่ามือใหญ่ ชั่วขณะหนึ่งตอนมีสติเขาคิดใช้ความรู้สึกเจ็บปวดบรรเทาพิษจากกำยานปลุกกำหนัด“ไม่ได้ผลหรอกเจ้าค่ะคุณชาย มิสู้ชมเชยเรือนร่างข้าเพื่อบรรเทาพิษดีกว่าหรือ” นางกล่าวเชิญชวน เขากำลังจะหมดสติรับรู้สำนึกผิดชอบชั่วดีแล้วจริง ๆเฉินเฟยข้าให้เจ้าไปขโมยบัญชีต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้เลยหรือชายหนุ่มคิดในใจก่อนจะเอนกายลงบนพื้นตามที่ถูกการกระทำของสตรีตรงหน้าชักนำ นางตามมาคร่อมทับร่างกายสูงใหญ่อย่างเชี่ยวชำนาญ ก้มหน้าหมายจะจุมพิตดับสำนึกดีของเขาให้หมดสิ้น“ไร้ยางอาย” สิ้นเสียงเล็กร่างหญิงสาวผู้นั้นล้มลง หากไม่ถูกดึงคงล้มทับร่างของแม่ทัพหนุ่มไปแล้ว คนตีนางปัดมือแรง ๆ เหมือนกำจัดสิ่งสกปรก ก่อนจะข้ามร่างสตรีบนพื้นไปหาบุรุษที่ไม่รู้สติ“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เยว่หลินประคองเขาขึ้นมาพร้อมกับตีแก้มเขาเพื่อเรียกสติแผ่วเบา“ท่านแม่ทัพได้ยินหรือไม่” จางผิงถามด้วยความเป็นห่วง หากมาไม่ทันไม่รู้ว่าป่านนี้แม่ทัพของเขาจะถูกข่มเหงอย่างไร เคราะห์ดีที่เยว่หลินยืนกรานหนักแน่นแม้ไม่มั่นใจแต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับท่าทางมั่นอกมั่นใจร

  • รองแม่ทัพไม่ใช่บุรุษ   5

    5ฟ้าสางขบวนทหารออกเดินทางเข้าสู่เมืองอู๋เยี่ย พ้นเขตภูเขาอู่หลิงเป็นที่ราบหินจึงไม่เฉอะแฉะหลังฝนตก นับว่าเหมาะแก่การตั้งค่าย ค่ายชั่วคราวถูกตั้งขึ้นโดยใช้เวลาไม่นาน และยังวางทหารลาดตระเวนไว้มากเพื่อคอยดูความปลอดภัยรอบค่ายนอกจากนี้ยังส่งทหารสอดแนมไปตรวจดูความเรียบร้อยของเส้นทางล่วงหน้า“ท่านแม่ทัพ เส้นทางข้างหน้าถูกตัดขาดเพราะน้ำท่วม กว่าน้ำจะลดคงใช้เวลาอีกสองถึงสามวัน” โจวต้าเป็นหัวหน้า เมื่อทหารสอดแนมกลับมาแจ้งข่าวแก่หัวหน้าตน เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ของโจวต้ามารายงานต่อแม่ทัพของค่าย“พักที่นี่ก่อน พาทหารใหม่ฝึกเบื้องต้นไปก็แล้วกัน” ไม่คิดเลยว่าฝนที่ตกเพียงสองชั่วยามจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเช่นนี้ได้ นี่ก็นับว่าสวรรค์เข้าข้างเพราะเขาต้องทำการตรวจสอบที่ว่าการเมืองอู๋เยี่ย“ข้าจะอ่านรายงาน อย่าให้ผู้ใดมารบกวน ทุกอย่างในค่ายให้เจ้าตัดสินใจ” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เข้ากระโจมตนเองไป ไม่รอให้โจวต้าเอ่ยทัดทานหรือสอบถามสิ่งใดอีก นี่เป็นโอกาสดีเขาจะออกไปสืบข่าวด้วยตนเองเครื่องแบบทหารถูกปลดออกเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ธรรมดาสีเขียวอ่อนไม่สะดุดตา แต่ก็ไม่ซอมซ่อจนเกินไป ตอนฟ้ายังไม่สางเขาให้มู่ฉีไปสืบข่าวที่ห

  • รองแม่ทัพไม่ใช่บุรุษ   4

    4ครึ่งชั่วยามผ่านไปทหารทั้งค่ายพากันตั้งแถวออกจากบริเวณเชิงเขาอู่หลิง ทหารบางนายแม้ไม่แสดงออกแต่ภายในไม่พอใจแม่ทัพหลงจวินอยู่มาก การเดินทางทั้งวันทำให้เมื่อยล้าอยู่แล้ว ทว่ายังนอนไม่เพียงพอก็ถูกปลุกให้เดินทางต่ออีก ฝนก็ยังตกลงมาไม่หยุด สายฟ้าผ่าหนแล้วหนเล่าน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทั้งที่เป็นต้นเหมันต์ไม่ควรมีพายุหนักเช่นนี้“เจ้าว่าท่านแม่ทัพคิดสิ่งใดอยู่จึงเร่งให้เดินทางยามฝนตกเช่นนี้” เสี่ยวกวงเอ่ยถามเยว่หลินซึ่งขณะนี้เดินอยู่ข้างกัน“ท่านแม่ทัพคงกลัวว่าดินจะถล่มกระมัง” เสียงที่ถูกดัดให้ทุ้มต่ำกล่าวแผ่วเบาพลางส่งยิ้มเล็ก ๆ ให้สหายใหม่“จะเป็นไปได้อย่างไร ฝนเพิ่งตกเพียงชั่วยามเดียวไหนเลยจะทำให้เกิดดินถล่มได้” ทหารหนุ่มร่างกำยำเอ่ยขึ้นหลังได้ฟังความคิดของสหายร่างบอบบางข้างน้องชายตนเอง เยว่หลินมิได้ตอบสิ่งใดออกไปเพียงหัวเราะเบา ๆ คล้ายเห็นด้วยกับที่เสี่ยวหานกล่าวหลังออกเดินมาจากบริเวณเชิงเขาหนึ่งก้านธูปแม่ทัพก็สั่งให้หยุดพักเพื่อรอฟ้าสาง ทหารใหม่และทหารประจำกองทัพพากันพักผ่อนตามคำสั่ง กระโจมและข้าวของยังคงถูกเก็บไว้เนื่องจากใกล้เวลาฟ้าสางแล้วแม่ทัพจึงไม่ได้ให้ตั้งกระโจม“แย่แล้ว ๆ” ทหา

  • รองแม่ทัพไม่ใช่บุรุษ   3

    3ท่ามกลางป่ารก กระโจมทหารมากมาย ฝนห่าใหญ่ตกลงมาอย่างคาดไม่ถึง ทว่าทั้งค่ายกลับมีเพียงนางที่ยืนอยู่นอกกระโจม สายอสนีฟาดฝ่าลงกลางผืนฟ้าดำสนิทดุจสีหมึก ก่อนเข้านอนดวงจันทร์ยังทอแสงนวลตา ครู่เดียวก็แปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้ากลางพายุเช่นนี้“มีผู้ใดอยู่หรือไม่” เยว่หลินตะโกนเรียกหลังเปิดเข้าไปในกระโจมกลับไม่เห็นผู้ใดอยู่เลย ค่ายชั่วคราวตั้งขึ้นใต้เชิงเขาอู่หลิงซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อเมืองชงหลิงกับเมืองอู๋เยี่ยเยว่หลินเดินตามหาเหล่าสหายทหารอยู่นาน ปากก็ร้องตะโกนเรียกหาสิ่งมีชีวิตในบริเวณค่าย นอกจากไม่มีเสียงใดตอบกลับมา นางยังได้ยินเสียงครืนดังลั่น สายฟ้าผ่าลงบนยอดต้นไม้สูงที่ตีนเขา จากนั้นหน้าดินบนเชิงเขาทะลักไหลลงมาตามสายน้ำ หากดูจากน้ำที่เอ่อบนพื้นดินเกรงว่าฝนคงตกมานานนับชั่วยามแล้วกระมังเพียงพริบตาเดียวกระโจมมากมายถูกดินถล่มทับซ้อนอยู่ใต้โคลนของเชิงเขา หญิงสาวเบิกตากว้าง รีบวิ่งไปข้างหน้าเพื่อหนีดินถล่มไปให้ได้ หัวใจเต้นรัวเหมือนกำลังจะหลุดออกมาข้างนอก สองเท้าเหยียบย่ำบนน้ำฝนเจิ่งนอง แต่ไม่ว่าจะวิ่งอย่างไรก็ไปไม่พ้นจากที่ตั้งของค่ายเสียทีเยว่หลินจนใจกรีดร้องออกมาเสียงดังแล้วพุ่งตัวเข้าไปในก

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status