Masuk6 เดือนผ่านไป....
ภายในห้องอ่านคำพิพากษา มัสสิกานั่งอยู่ตรงเก้าอี้หน้าบัลลังก์ สองมือกุมเข้าหากัน เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ หญิงสามก้มหน้าลงด้วยความกังวลใจไม่รู้ว่าวันนี้คำตัดสินจะเป็นอย่างไร เธอก็พร้อมรับชะตากรรม
หลายเดือนที่ผ่านมาเธอแวะเวียนเข้าไปดูแลคุณกนกที่เป็นพ่อคู่กรณีไม่ได้ขาดพร้อมกับจ่ายเงินค่าทำขวัญไปสองล้าน เธอสัญญาต่อหน้าโลงศพคุณน้ำมนต์แล้วว่าจะดูแลท่านให้ดี ทำหน้าที่ลูกคนหนึ่งแทนเธอเอง
แม้ตลอดที่ผ่านมามัสสิกาพยายามจะหลบเลี่ยงไม่ให้เจอกับศรัณย์เลย แต่ก็มีบางครั้งที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ เธอก็ต้องยอมรับชะตากรรมที่ถูกเขาต่อว่าด่ากราดราวกับอาชญากรข้ามชาติ เธอก็ได้แต่อดทนไว้
วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะเป็นวันที่ศาลนัดตัดสินคดีความ เขาก็มาพร้อมกันกับคุณกนก
มัสสิกาแอบชำเลืองมองไปที่เขาหลายครั้งก็เจอแต่สายตาที่อาฆาตมาดร้าย เกลียดชัง จนบางทีเธอก็ก้มหน้าลงต่ำเพื่อหลบตาเขา
หลังจากที่ทุกคนเข้ามาในห้องพิจารณาคดีได้ไม่นาน ผู้พิพากษาทั้งสามคนก็เข้ามานั่งประจำตำแหน่งเพื่ออ่านคำวินิจฉัย
“การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (2) เป็นเหตุให้ชนนางสาวน้ำมนต์ถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 และ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4) ต้องลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291
ศาลขอตัดสินจำคุกจำเลย 5 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การยอมรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80 และจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ศาลขอให้รอลงอาญาไว้ก่อนและชดใช้ค่าสินไหมให้แก่ครอบครัวผู้ตายเป็นจำนวนเงินสองล้านบาท และเพิกถอนใบอนุญาตในการขับรถยนต์เป็นเวลา 5 ปี”
เสียงอ่านคำวินิจฉัยของศาลดังเข้ามาในโซนประสาทของมัสสิกาเป็นระยะ ๆ แม้เธอจะโล่งอกที่คดีต้องรอลงอาญาไว้ก่อน แต่ความผิดที่เธอได้ก่อมันก็จะฝั่งลึกอยู่ภายในใจเธอไม่มีวันจางไป
หลังจากฟังคำอ่านวินิจฉัยของศาลจบมัสสิกาก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาคุณลุงกนก เพื่อกราบขอโทษอีกครั้ง แต่ทว่าก็เป็นศรัณย์ที่เดินเข่ามาผลักอกเธอเบาๆ
“คิดว่าเธอรอดจากเงื้อมมือกฎหมายไปได้แล้วจะสบายใจนะ ถ้ากฎแห่งกรรมไม่ทำงาน ฉันนี่แหละจะตามจองล้างจองผลาญไม่ให้เธอมีความสุขเอง”
ดวงตาคมแดงก่ำจ้องมอง เขาขบกรามแน่นจนดูน่ากลัว
“พอเถอะ ศรัณย์ศาลตัดสินมาแล้วเราก็ต้องยอมรับตามนั้น ลุงอโหสิกรรมให้ แล้วนี่มาคนเดียวเหรอ”
แม้เด็กผู้หญิงตรงหน้านจะเป็นคู่กรณีที่ขับรถชนลูกสาวตัวเองตาย แต่กนกก็ยังมีน้ำใจที่จะไถ่ถาม เพราะว่ามองไปรอบๆ แล้วก็ไม่เห็นมีญาติของเธอมาเลยสักคน
“จะมีใครมาละครับ พ่อแม่ก็คงรับไม่ได้ที่ลูกสาวทำตัวเละเทะเมาแล้วขับรถชนคนตายขนาดนี้ ก็คงจะไม่กล้ามาสู้หน้า”
ยังที่ไม่ทันที่หล่อนจะเอ่ยตอบก็เป็นศรัณย์เสียมากกว่าเหน็บแนมเธอและมันก็เป็นจริงดังคำที่เขาว่า ขนาดแม่ที่วันแรกดูท่าทีเป็นห่วงเป็นใยเธอก็ยังไม่สนใจเธอแล้วเลย
“คุณศรัณย์นี่รู้ดีจังเลยนะคะ มัสนึกว่าไปเฝ้าอยู่หน้าบ้านเสียอีก”
เธอยิ้มมุมปากเล็กๆ เพราะก็อดทนมามากที่ปล่อยให้เขาต่อว่า แต่พอเขาจะหันมาเถียงคืนหญิงสาวก็เบื่อนหน้าหันมาคุยกับลุงกนกแทน เขาจึงสงบปากลงได้
“มัสมากับเพื่อนค่ะ สงสัยจะออกไปรออยู่ข้างนอกแล้ว หนูต้องขอโทษคุณลุงอีกครั้งนะคะ กับเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนค่าสินไหมไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ มัสจะจัดการให้เร็วที่สุด แล้วถ้าเกิดคุณลุงขาดเหลืออะไร ให้รีบบอกหนูทันทีเลยนะคะ หนูจะจัดการทุกอย่างให้”
หญิงสาวยกมือไหว้อีกครั้ง กนกสังเกตเห็นว่าแม้ท่าทางที่เด็กสาวตรงหน้าจะแสดงออกมาว่าเข้มแข็ง แต่แววตาที่เห็นมาค่อนข้างตรงกันข้ามเสียจริง เพราะมันเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง อมทุกข์อย่างเห็นได้ชัด
หลังจากขอตัวแยกจากกนกมาได้ มัสสิกาก็เดินตรงมายังลานจอดรถที่อยู่หลังอาคาร เพราะเธอเพิ่งเห็นข้อความจากกรรณวิกาว่าเธอเดินไปรออยู่ที่รถแล้ว
หญิงสาวเดินทอดน่องมาเรื่อย ๆ ในสมองก็คิดไตร่ตรองเรื่องราวต่างๆ ที่เจอมา โดยที่ไม่ทันระวังว่ามีรถยนต์คันหนึ่งขับตรงมาที่เธอด้วยความเร็วสูง
กว่ามัสสิกาจะรู้ตัว รถก็เคลื่อนเข้ามาประชิดตัว จนเธอล้มลงกับพื้น และโชคดีที่รถคันนั้นเบรกทัน
“เอี๊ยดดดด”
“โอ๊ย”
ฝ่ามือและหัวเข่าทั้งสองข้างกระแทกกับพื้นอย่างแรงจนถลอก มีเลือดไหลซึมออกมา มัสสิกาตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เสียงล้อลากกับพื้นถนนได้ยินไปถึงรถของที่จอดกรรณวิกาอยู่ แต่ย่นคิ้วแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะบริเวณที่รถจอดอยู่นั้น ค่อนข้างอับจนมองไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เธอมองบาดแผลที่มือแล้วก็พยายามยันกายลุกขึ้น ก่อนจะเห็นว่าคนที่ลงมาจากรถหรูเป็นใคร ใบหน้าที่มองมายิ้มเยาะราวกับสะใจที่เห็นเธอเป็นแบบนี้
“คุณทำแบบนี้ทำไม คุณศรัณย์!”
“ผมทำอะไร ก็แค่มองไม่เห็น มันเป็นอุบัติเหตุ”
“คุณตั้งใจ มันไม่ใช่อุบัติเหตุ”
“ใช่ ฉันตั้งใจ ความจริงแล้วฉันอยากให้เธอตายตามน้ำมนต์ไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องแลกด้วยชีวิต”
ศรัณย์ย่างสามขุมเข้ามาหาจนมัสสิกาเริ่มรู้สึกไม่ดี เธอถอยหลังช้าๆ จนไปชนกับเสา และไม่มีทางไหนหนีได้อีก
แขนแกร่งค้ำยันบังไว้ไม่ให้เธอหนีไปไหน แววตาที่มีแต่ความเกลียดถ่ายทอดออกมาให้ได้เห็น
“เธอกลัวเหรอ ไม่ต้องกลัว เพราะนี้มันแค่บทเริ่มต้นที่ฉันจะตามจองล้างจองผลาญเธอ”
เขาแสยะยิ้มออกมา แล้วดึงกระดาษแผ่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ โยนใส่หน้าเธอ
“ไปหาหมอที่โรงพยาบาลนี้ แล้วยื่นนามบัตรให้พยาบาลมันแทนค่ารักษา ถือว่าฉันรับผิดชอบในสิ่งที่ทำแล้ว”
เขาพูดผ่านไรฟันแล้วก็เดินจากไปโดยที่ไม่ได้หันกลับมามองอาการบาดเจ็บเธอเสียด้วยซ้ำ ก่อนจะขับรถออกไป มีเพียงแค่เสียงเจื้อยแจ้วของกรรณวิกาที่ดังมาตามหลัง
“เกิดอะไรขึ้นคะ ใครอยู่ตรงนั้น มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า”
กรรณวิกามองเห็นท้ายรถขับออกไปไวๆ เธอจึงมองตาม แต่พอเหลือบมองข้างเสาก็เห็นว่าเพื่อนรักเธอยืนอยู่
บริเวณหน้าบริษัทมัสสิกาให้กรรณวิกามาส่งพร้อมกับอุ้มเจ้าตัวเล็กในอก ก่อนจะหันไปบอกให้เพื่อนกลับไปก่อนได้เลยดวงตาแหงนมองตึกสูงระฟ้าพร้อมกับหยอกเย้าลูกไปด้วยว่าที่นี่แหละที่พ่อของหนูอยู่ เราไปหาพ่อกันนะคะ“อะไรนะ มัสกับลูกรอฉันอยู่เหรอ”หลังจากเลิกประชุมที่เคร่งเครียดหลายชั่วโมง ดวงตาคมเปล่งประกายทันทีที่ภวิทย์บอกว่าคนที่อยู่ในความคิดถึงมาหาเขาถึงที่นี่ แฟ้มงานที่อยู่ในมือถูกโยนกลับไปให้คนเป็นลูกน้องสองขายาวก้าวเร็วกลับไปที่ห้องทำงานแต่พอเปิดประตูเข้าไปกลับพบเจอแต่ความว่างเปล่า“ไหนแกบอกฉันว่ามัสกับลูกมาหาฉันกลับลูกไง” ตาคมตวัดมองคนเป็นลูกน้องที่ยืนทำหน้าเป็นอยู่ไม่ไกล“ใช่ครับ แต่ว่าตอนนี้อยู่แผนกการตลาด”“แล้วทำไมแกไม่บอกฉัน”“เอ้า กำลังจะอ้าปากบอกก็เห็นเดินเอ้าๆ นึกว่าจะรู้ ว่าคุณมัสอยู่ที่ไหน”ภวิทย์ตอบกลับโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัว“เดี๋ยวนี้ ปีกกล้าขาแข็ง ย้อนฉันเก่งจังเลยนะ”“จะไล่ออกก็ได้นะ ผมไม่ติด” ภวิทย์แสยะยิ้มมุมปากท้าทายเพราะรู้ดีว่าศรัณย์ไม่กล้าทำ อีกทั้งตอนนี้คนที่ให้ท้ายเขาก็คือมัสสิกา“ไม่ไล่ แกจะทำไม ถ้าฉันไล่แกออก จะมีใครรู้ใจฉันเท่าแกอีก ฉันไม่คุยกับแกแล้ว เสียเวลา ไปหา
“หนูมัส คนนั้นสามีหนูจริงๆ เหรอ”ป้านาวบุ้ยหน้าไปทางศรัณย์ที่นั่งคุยอยู่กับลุงชิตและชาวบ้านอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน หญิงสาวไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรทำได้เพียงแค่พยักหน้าให้ก่อนหน้านี้ที่เธอย้ายมาอยู่ก็มีหลายๆ คนถามถึงพ่อของลูก แต่เธอก็พยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบมาตลอด จนมีข่าวลือไปทั่วหมู่บ้านว่าเธอท้องไม่มีพ่อ แต่เพราะความดีของพ่อที่ช่วยเหลือชาวบ้านข่าวลือพวกนั้นก็หายไป“ส่วนใหญ่แล้วพืชไร่ที่นี่ส่วนใหญ่ เอาไปขายที่ไหนกันเหรอครับ”ศรัณย์เอ่ยถามชาวบ้านหลังจากที่พวกเขาสาธยายว่าแต่ละฤดูปลูกอะไรบ้าง และก็เห็นว่าบางอย่างบริษัทในเครือของตนสามารถรับซื้อได้“ก่อนหน้านี้ก็จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเขาเห็นว่ากดราคาของไม่ได้เหมือนแต่ก่อน เพราะคุณกนกมาเจรจาราคาให้ใหม่ ตอนแรกพวกเขาก็ยอม แต่พอตอนนี้ก็พากันหายไป เราก็เลยเดือดร้อนไปด้วย”หนึ่งในชาวบ้านเล่าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หากฟังกลายๆ เขาคงคิดว่าชาวบ้านกำลังคิดโทษกนกที่ทำให้พ่อค้าคนกลางไม่มารับซื้อสินค้า แม้ว่าแต่ก่อนจะโดนกดราคาแต่อย่างน้อยมันก็ขายออกจนหมด“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พืชผลบางอย่างผมให้บริษัทในเครือผมเป็นคนรับซื้อโดยตรงโดยให้ร
รถยนต์เคลื่อนตัวมาตามเส้นทางเปลี่ยวที่สองข้างทางมีต้นไม้หลากชนิดปลูกเรียงราย ศรัณย์หันไปมองผู้หญิงที่นั่งเคียงข้างมาเอาแต่ทำหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา แต่พอเธอหันออกไปมองนอกหน้าต่างก็พบว่าเป็นทางเข้าบ้านตัวเอง“คุณรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันอยู่ที่นี่” เขาขับรถมาโดยไม่ถามทางเธอสักคำ“ภวิทย์เป็นคนบอก” ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉย ที่เขาให้ภวิทย์ไปส่งกนกก็เพราะแบบนี้อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ไหนเมื่อรถจอดมัสสิกากำลังจะเปิดประตูก้าวขาลงแต่มันก็ช้าศรัณย์ที่รีบวิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้และประคองเธอลง คราวนี้ปฏิเสธความช่วยเหลือไม่ได้เพราะเธอลงเดินไม่ถนัดจริงๆ“คุณกลับไปได้แล้วค่ะ” เธอออกปากไล่เขาทันทีเมื่อเท้าก้าวเข้ามาถึงบ้าน“ผมไม่กลับ ก็บอกแล้วว่าอยากอยู่ดูแลคุณกับลูก”“ที่ผ่านมาฉันก็ดูแลตัวเองได้ ฉันไม่ติดนะคะที่คุณจะแวะมาเยี่ยมลูกได้ เพราะยังไงคุณก็เป็นพ่อของเขา”ชายหนุ่มยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไรต่อเลยเธอก็ตัดบทด้วยการเดินหันหลังกลับเข้าบ้านไป สงสัยงานนี้จะไม่หมูอย่างที่คิดเลยแฮะ“คุณต้องอดทนให้มากๆ นะคุณศรัณย์ จากที่ผมรู้จักลูกสาวผม เธอเหมือนวลัยมาก ท่าทางใจดีแต่ใจแข็ง คุณต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เป็นไปอย่างที่ศรัณย์คิดไม่มีผิด เมื่อภวิทย์ให้ผู้บริหารฝ่ายโรงพยาบาลนำชื่อของมัสสิกาไปตรวจสอบก็เห็นประวัติการฝากครรภ์จริงๆ อย่างที่ศรัณย์บอก“เรารู้แล้วนะครับว่าคุณมัสสิกาอยู่ที่ไหน”ภวิทย์รีบมารายงานทันทีเมื่อได้รับรายงาน ศรัณย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เอารถออกเลยไอ้วิทย์ฉันจะไปตามเมียกลับบ้าน”“อ้าว แล้วประชุมผู้บริหารตอนบ่ายละครับ”“เลื่อนไปก่อน ไม่งั้นก็โทรตามปู่ฉันมาประชุมแทนแล้วกัน”ปากสั่งงานลูกน้องแต่มือก็พะวิงกับการหยิบเสื้อสูทมาใส่ด้วยความกระตือรือร้น“เดี๋ยวครับท่านรอง ถ้าคุณใจร้อนไปหาแบบนี้ ไม่กลัวว่าคุณมัสสิกาจะหนีไปอีกเหรอครับ”มือที่ง่วนอยู่กับการใส่เสื้อถึงกับชะงัก เขาหันไปหาเลขาเพื่อนสนิทช้าๆ“จริงด้วย แกมีวิธีง้อผู้หญิงไหมวะ”ภวิทย์ถึงกับพ่นลมหายใจออกมา เขาจะไปรู้ได้ไงว่าต้องง้อยังไง เพราะไม่เคยมีเมียมาก่อน“งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ ถ้าอยากรู้ว่าบ้านคุณมัสอยู่ที่ไหนไม่ยากเลยครับ เราไปแอบรอที่โรงพยาบาลวันที่คุณมัสไปตรวจครรภ์ ท่านรองก็แค่สะกดรอยตามไป”“เออ ความคิดนายดี ถ้าฉันเดินดุ่มๆ เข้าไปมีหวังเธอได้หนีฉันไปอีกแน่ ๆ”หลัง
“หนูมีอะไรจะบอกค่ะ”เธอเอื้อมมือไปจับมือเหี่ยวย่นขึ้นมากุม “มีอะไร ทำไมหน้าดูลังเล”“คือว่า เอ่อ ....” เธอไม่รู้จะเริ่มยังไงดี กนกหรี่ตามองลูกสาว“จะบอกกับพ่อ ว่าท้องใช่ไหม”“ทะ...ทำไมคุณพ่อทราบคะ” เธอเบิกตาขึ้น“พ่อเป็นพ่อคนนะ ทำไมจะไม่รู้ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงลูกเอาแต่อาเจียน ข้าวปลาก็ไม่กิน กินแต่ของหมักของดอง”“มัสขอโทษนะคะ ที่ไม่ได้บอกพ่อตั้งแต่ทีแรก” เป็นครั้งแรกที่มัสสิกาเอ่ยปากเรียกกนกว่าพ่อ จนทำหน้าให้เขาถึงกับน้ำตาคลอดีใจ“ไม่เป็นไรเลยลูก ว่าแต่คุณศรัณย์เขารู้เรื่องนี้ไหม”“ไม่ค่ะ มัสไม่ได้บอกใครเลย เขาเคยบอกว่าไม่อยากมีลูกกับมัส”มัสสิกาฝืนยิ้มทั้งน้ำตา กนกรู้สึกสงสารลูกสาวจับใจและนึกโทษตัวเองที่ตอนนั้นไม่มีความรับผิดชอบที่ทิ้งให้วลัยเผชิญกับเรื่องท้องลูกด้วยตัวเอง ถึงคราวแล้วที่เขาจะชดเชย“ไม่เป็นไรนะลูก อย่างน้อยก็ยังมีพ่อ หลานคนเดียวพ่อช่วยเลี้ยงเอง”กนกโอบกอดลูกสาวแล้วลูบหัวเบาๆ เขารู้ดีว่ามัสสิการักศรัณย์แต่ก็เลือกที่จะเดินจากมาเพราะคิดว่าศรัณย์นั้นไม่ได้รักอีกทั้งอยากปกป้องครอบครัวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ อีกด้วยหลายเดือนผ่านไปสภาพร่างกายศรัณย์เองก็ไม่ต่างจากซากศพเด
สวัสดีค่ะ คุณศรัณย์ มัสเองนะคะ ขณะที่คุณได้รับจดหมายนี้ฉันคงไม่อยู่แล้ว ขอโทษนะคะที่ไม่ได้อยู่ลาด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง และคิดว่าได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว หวังว่าคุณคงให้อภัยช่วงเวลาที่ผ่านมาฉันเคยคิดว่าฉันเกลียดคุณ ที่ทนอยู่เพราะอยากชดใช้กับเรื่องที่ผ่านมา แต่นั้นมันก็คือข้ออ้าง มันตรงข้ามกับความรู้สึกตัวเองจริงๆ ฉันรักคุณนะคะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้รู้สึกเหมือนกัน มันจึงเป็นอีกเหตุผลที่ฉันต้องไป ใบหย่าฉันวางให้คุณบนโต๊ะแล้ว ไม่ต้องตามหาฉันนะคะ เมื่อถึงเวลาเราคงได้เจอกัน คุณอย่าโกรธอย่าเกลียดฉันเลยนะคะ มัสสิกา....ทุกบรรทัดทุกตัวอักษรศรัณย์อ่านมันด้วยความเจ็บปวด น้ำตาลูกผู้ชายค่อยๆ ไหลออกมา เพราะความแค้นที่คอยบังตาจึงทำให้เขาต้องพบเจอแต่ความเจ็บปวดแบบนี้ แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะยอมเสียเธอไปล่ะศรัณย์ตัดสินใจไปหากรรณวิกาที่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอทันที“คุณศรัณย์มาหาวิกามีอะไรหรือเปล่าคะ”“คุณรู้ใช่ไหมว่ามัสสิกา เขาไม่ได้อยู่แล้ว”ดวงตาคมปราดมอง หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาแล้วจ้องหน้าเขากลับ“ทราบค่ะ แต่ฉันว่
“น้ำมนต์ครับ หลับให้สบายนะ ไม่ต้องเป็นห่วงคุณพ่อของน้ำมนต์นะ พี่จะดูแลท่านแทนน้ำมนต์เอง พี่รักน้ำมนต์นะคะ”ประโยคที่เปล่งออกมาจากปากหนาได้รูปใครฟังก็รับรู้ได้ว่าผู้ชายที่กำลังใช้มือแตะที่ฝาโลงนั้นเสียใจแค่ไหน ใบหน้าหล่อคมแต่ก่อนนั้นแทบหายไปจนหมดสิ้นแทบไม่เหลือเค้าเลยสักนิด มีเพียงหนวดเคราที่ขึ้นรุง
“เอามือสกปรกของคุณออกไปจากคุณพ่อ ต่อให้คุณมานั่งคุกเข่าจนตายผมก็ไม่มีวันให้อภัย”ศรัณย์เดินไปขวางแล้วก้มมอง มัสสิกาเห็นสายตานั้นแล้วก็รู้ดีว่าเขาคงเกลียดเธอมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเขามีความสัมพันธ์อย่างไรกับคนที่เสียชีวิต“แต่ฉันรู้สึกผิดจริงๆ นะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”“คำว่าไม่ตั้งใจมันใช้สำหรับคนที่มีเหตุส
“ยัยมัส ไปยืนทำอะไรตรงนั้น ทำไมไม่รีบไปขึ้นรถ”ปากพูดแต่เท้าก็เดินเข้าไปหา แต่พอเห็นสภาพเพื่อนเท่านั้นแหละ เธอถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ“ตายแล้ว ทำไมตัวแกมีแต่แผลแบบนี้ละ ไอ้รถคันเมื่อกี้มันชนแกแล้วหนีใช่ไหม ฉันจะไปดูกล้องไปแจ้งความจับมัน ในศาลก็ไม่เว้น หนีไปได้ยังไง”“ไม่ต้องวิกา อย่าไป”มัสสิก
เรียวนิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากมัสสิกาจนแทบจะหงายหลัง พวงหรีดที่เธอหิ้วมาหล่นลงพื้นไม่พอ ยังถูกศรัณย์ขว้างมันลงพื้นอีกทุกคนต่างตกใจกับการกระทำของเขาไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าที่นั่งสวดอยู่ต้องหยุดลงกลางคันหลายคนไม่เคยเห็นด้านนี้ของศรัณย์มาก่อน เพราะเวลาที่ชายหนุ่มอยู่กับน้ำมนต์เขาดูเป็นคนอบอุ่นและ







