Masuk“ยัยมัส ไปยืนทำอะไรตรงนั้น ทำไมไม่รีบไปขึ้นรถ”
ปากพูดแต่เท้าก็เดินเข้าไปหา แต่พอเห็นสภาพเพื่อนเท่านั้นแหละ เธอถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“ตายแล้ว ทำไมตัวแกมีแต่แผลแบบนี้ละ ไอ้รถคันเมื่อกี้มันชนแกแล้วหนีใช่ไหม ฉันจะไปดูกล้องไปแจ้งความจับมัน ในศาลก็ไม่เว้น หนีไปได้ยังไง”
“ไม่ต้องวิกา อย่าไป”
มัสสิการีบรั้งแขนเพื่อนไว้
“ทำไม ห้ามทำไม ดูเนื้อตัวแกสิ เลือดออกด้วย”
“ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก อีกอย่างเขาก็รับผิดชอบค่ารักษาให้ฉันแล้ว เราแค่ไปโรงพยาบาลกันก็พอ”
“แกแน่ใจนะว่าจะไม่ไปแจ้งความ ว่าแต่คนที่ชนแกเป็นใคร”
มัสสิกาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แต่ก็ทนสายตาที่จ้องมองจับผิดไม่ไหว จึงยอมบอกออกไป
“คุณศรัณย์”
“หะ คุณศรัณย์แฟนคุณน้ำมนต์ที่แกขับรถชนนะเหรอ”
“อือ”
“เฮ้ย แบบนี้ฉันว่าเขาตั้งใจแล้วแหละ แกยอมได้ไงวะ”
“ฉันไม่อยากมีปัญหาอ่า อีกอย่างเขาก็คงยังเสียใจกับการจากไปของคนรัก มันก็สมควรแล้วที่เขาจะโกรธ”
มัสสิกาพูดพร้อมกับเขย่งเท้าที่เจ็บเดินนำหน้าไปที่รถ
“แล้วที่บอกว่าเขารับผิดชอบค่ารักษาเขารับผิดชอบยังไง”
มัสสิกาไม่ได้ตอบแต่กลับยื่นนามบัตรที่เขาเพิ่งโยนใส่หน้าเธอเมื่อสักครู่ให้กับเพื่อน
“โรงพยาบาล กรุงเทพเอสอาร์
ศรัณย์ พิพัฒน์วรกุล รองประธานบริหาร”
อ่านชื่อในนามบัตรจบกรรณวิกาถึงกับเบิกตากว้างแล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินตามไป พร้อมกับเรียกให้คนที่เดินนำหยุดเดินก่อน
“มีอะไรอีกล่ะวิกา มัสแสบแผลอยากไปล้างแผลไวๆ”
“แกรู้ไหมว่าคุณศรัณย์เป็นใคร”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ไม่ได้ตามสืบประวัติหรือสนใจอะไรขนาดนั้น อีกอย่างเขาก็เกลียดฉันยิ่งกว่าไส้เดือนกิ้งกือ ไม่รู้ประวัติกันนะดีแล้ว”
“แต่ฉันอยากให้แกรู้ ก็คุณศรัณย์เนี่ย เป็นทายาทโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังทั่วประเทศ และที่สำคัญยังเป็นรองประธานบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศเราอีก”
“แล้วไงอ่า ฉันต้องรู้เรื่องแบบนี้เหรอ”
“แกจะไม่รู้ไม่ได้ ก็พ่อแกเป็นผู้รับเหมารายย่อยที่รับงานต่อจากที่นี่มาเป็นสิบๆ ปีนะยัยมัส”
“แกว่ายังไงนะ”
“แกได้ยินไม่ผิดหรอก นี่แกอยู่บ้านเดียวกันกับพ่อแกหรือเปล่า ทำไมถึงไม่รู้เรื่องนี้”
มัสสิกาถึงกับส่ายหน้าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเลย ถ้าเขารู้ว่าพ่อเธอเป็นหนึ่งในบริษัทลูกที่รับงานมาทำต่อ เขาต้องหาเรื่องกลั่นแกล้งแน่นอน เพราะดูท่าทางผู้ชายคนนี้แล้วเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่ใช่เล่นเหมือนกัน
“ยัยมัส แกได้ยินที่ฉันถามไหม ยืนเหม่ออะไร”
“เออ ฉันไม่รู้เรื่องนี้เลย อีกอย่างแกก็รู้ว่าฉันกับพ่อไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไร”
“แล้วจะทำไงละคราวนี้”
“ก็ไม่ต้องทำอะไร เราก็แค่อยู่ส่วนเรา”
“แล้วถ้าเขาไม่อยู่ส่วนเขาล่ะ”
นั่นสิ ถ้าเขาไม่อยู่ส่วนเขาล่ะเธอจะทำเช่นไร หากพ่อมาเดือดร้อนเพราะเรื่องเธออีก ชีวิตเธอก็คงไม่สงบสุขอีกต่อไปแน่ ๆ
“เรื่องมันยังไม่ทันเกิด ฉันไม่อยากคิดอะไรให้มันปวดหัว แค่เรื่องยอดขายของออนไลน์ตก ฉันก็เครียดจะแย่อยู่แล้ว”
“เออๆ ไม่คิดก็ไม่คิด รีบไปโรงพยาบาลก่อนเถอะ ดูสิ แผลแกมีเลือดซึมออกมาเต็มเข่าไปหมดแล้ว”
กรรณวิกาค่อยๆ พยุงเพื่อนไปขึ้นรถ แล้ววิ่งอ้อมไปนั่งประจำคนขับแล้วตรงดิ่งไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ในนามบัตร
“คุณมัสสิกา วรจินดา เชิญที่ห้องตรวจหมายเลขสองค่ะ”
พยาบาลสาวสวยประกาศเรียกชื่อมัสสิกา เธอจึงยกมือขึ้น กำลังจะลุกขึ้นเดินแต่ทว่าบุรุษพยาบาลก็ไวกว่า เข็นรถมาให้เธอนั่งแล้วก็เข็นเข้าห้องตรวจไป สมกับเป็นโรงพยาบาลเอกชนจริงๆ
“จากที่หมอดูแผ่นเอกซเรย์แล้ว ไม่มีส่วนไหนแตกหักนะครับ มีแค่แผลถลอกเล็กน้อย ล้างแผลแล้วก็กลับบ้านได้ แต่อย่าลืมมาล้างแผลทุกๆ วันนะครับ”
หมอหนุ่มก้มหน้าก้มตาอ่านชาร์ตคนไข้ และบอกอาการ โดยที่ยังไม่ได้เงยหน้ามองเสียด้วยซ้ำ แตกต่างจากมัสสิกาที่ชำเลืองมองแล้วมองอีก เหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นหมอคนนี้ที่ไหน แต่พอเหลือบไปมองป้ายชื่อที่อยู่ตรงหน้า เธอก็ถึงกับดีใจ
“พี่แดนเทพ”
“ครับ” หมอหนุ่มเงยหน้ามอง พอเห็นหน้าคนไข้เขาเองก็พรายยิ้มออกมา
“ใช่พี่แดนเทพจริงๆ ด้วย”
“มัสสิกา น้องมัสเองเหรอ พี่ก็ว่าอยู่ทำไมชื่อคนไข้คุ้นตาจัง”
ประวัติคนไข้ถูกปิดลง แล้วหันมาสนใจผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าแทน
“พี่แดนเทพกลับมาตั้งแต่เมื่อไรคะ แล้วเรียนจบแล้วเหรอ”
“ก็ต้องเรียนจบแล้วสิพี่ถึงได้กลับมา สามเดือนแล้วมั่งที่ได้กลับมาทำงานที่นี่”
“มัสดีใจจังเลยค่ะ ที่ได้เจอพี่อีก สิบปีได้แล้วมั่งตั้งแต่ที่ครอบครัวพี่ขายบ้านหลังนั้นแล้วย้ายไปอยู่อเมริกา ไม่เห็นติดต่อมัสมาบ้างเลย”
หญิงสาวบุ้ยปากเล็กๆ ราวกับว่าน้อยใจหมอหนุ่มตรงหน้า แดนเทพเห็นแบบนั้นแล้วก็รู้สึกเอ็นดูไม่ได้
มัสสิกาคือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อยู่บ้านติดกันเมื่อตอนเป็นเด็ก เขามักจะเห็นเธอแอบมานั่งร้องไห้บ่อยๆ ตรงริมรั้ว จนเขาเองก็อดสงสารแล้วมานั่งเล่นเป็นเพื่อนประจำจนสนิทกัน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศ
“ก็พี่ไม่รู้จะติดต่อยังไงนี่ อีกอย่างพี่ก็เพิ่งกลับมาได้สามเดือนเอง งานก็ยุ่งๆ อย่างที่เห็น”
“จริงด้วย มัวแต่คุยกับพี่ ลืมไปว่ามีคนไข้รออยู่ข้างนอกเต็มเลย ถ้างั้นเอาไว้เรานัดเจอกันนะ เดี๋ยวมัสทิ้งเบอร์ไว้ให้”
มัสสิกากุลีกุจอหยิบปากกาพร้อมกระดาษออกมาจดเบอร์โทรให้ แล้วกำชับว่าให้เขาติดต่อมา แล้วก็รีบขอตัวออกไป แดนเทพได้แต่มองตามแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ เธอก็ยังเป็นเธอ น่ารักไม่เคยเปลี่ยน
บริเวณหน้าบริษัทมัสสิกาให้กรรณวิกามาส่งพร้อมกับอุ้มเจ้าตัวเล็กในอก ก่อนจะหันไปบอกให้เพื่อนกลับไปก่อนได้เลยดวงตาแหงนมองตึกสูงระฟ้าพร้อมกับหยอกเย้าลูกไปด้วยว่าที่นี่แหละที่พ่อของหนูอยู่ เราไปหาพ่อกันนะคะ“อะไรนะ มัสกับลูกรอฉันอยู่เหรอ”หลังจากเลิกประชุมที่เคร่งเครียดหลายชั่วโมง ดวงตาคมเปล่งประกายทันทีที่ภวิทย์บอกว่าคนที่อยู่ในความคิดถึงมาหาเขาถึงที่นี่ แฟ้มงานที่อยู่ในมือถูกโยนกลับไปให้คนเป็นลูกน้องสองขายาวก้าวเร็วกลับไปที่ห้องทำงานแต่พอเปิดประตูเข้าไปกลับพบเจอแต่ความว่างเปล่า“ไหนแกบอกฉันว่ามัสกับลูกมาหาฉันกลับลูกไง” ตาคมตวัดมองคนเป็นลูกน้องที่ยืนทำหน้าเป็นอยู่ไม่ไกล“ใช่ครับ แต่ว่าตอนนี้อยู่แผนกการตลาด”“แล้วทำไมแกไม่บอกฉัน”“เอ้า กำลังจะอ้าปากบอกก็เห็นเดินเอ้าๆ นึกว่าจะรู้ ว่าคุณมัสอยู่ที่ไหน”ภวิทย์ตอบกลับโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัว“เดี๋ยวนี้ ปีกกล้าขาแข็ง ย้อนฉันเก่งจังเลยนะ”“จะไล่ออกก็ได้นะ ผมไม่ติด” ภวิทย์แสยะยิ้มมุมปากท้าทายเพราะรู้ดีว่าศรัณย์ไม่กล้าทำ อีกทั้งตอนนี้คนที่ให้ท้ายเขาก็คือมัสสิกา“ไม่ไล่ แกจะทำไม ถ้าฉันไล่แกออก จะมีใครรู้ใจฉันเท่าแกอีก ฉันไม่คุยกับแกแล้ว เสียเวลา ไปหา
“หนูมัส คนนั้นสามีหนูจริงๆ เหรอ”ป้านาวบุ้ยหน้าไปทางศรัณย์ที่นั่งคุยอยู่กับลุงชิตและชาวบ้านอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน หญิงสาวไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรทำได้เพียงแค่พยักหน้าให้ก่อนหน้านี้ที่เธอย้ายมาอยู่ก็มีหลายๆ คนถามถึงพ่อของลูก แต่เธอก็พยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบมาตลอด จนมีข่าวลือไปทั่วหมู่บ้านว่าเธอท้องไม่มีพ่อ แต่เพราะความดีของพ่อที่ช่วยเหลือชาวบ้านข่าวลือพวกนั้นก็หายไป“ส่วนใหญ่แล้วพืชไร่ที่นี่ส่วนใหญ่ เอาไปขายที่ไหนกันเหรอครับ”ศรัณย์เอ่ยถามชาวบ้านหลังจากที่พวกเขาสาธยายว่าแต่ละฤดูปลูกอะไรบ้าง และก็เห็นว่าบางอย่างบริษัทในเครือของตนสามารถรับซื้อได้“ก่อนหน้านี้ก็จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเขาเห็นว่ากดราคาของไม่ได้เหมือนแต่ก่อน เพราะคุณกนกมาเจรจาราคาให้ใหม่ ตอนแรกพวกเขาก็ยอม แต่พอตอนนี้ก็พากันหายไป เราก็เลยเดือดร้อนไปด้วย”หนึ่งในชาวบ้านเล่าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หากฟังกลายๆ เขาคงคิดว่าชาวบ้านกำลังคิดโทษกนกที่ทำให้พ่อค้าคนกลางไม่มารับซื้อสินค้า แม้ว่าแต่ก่อนจะโดนกดราคาแต่อย่างน้อยมันก็ขายออกจนหมด“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พืชผลบางอย่างผมให้บริษัทในเครือผมเป็นคนรับซื้อโดยตรงโดยให้ร
รถยนต์เคลื่อนตัวมาตามเส้นทางเปลี่ยวที่สองข้างทางมีต้นไม้หลากชนิดปลูกเรียงราย ศรัณย์หันไปมองผู้หญิงที่นั่งเคียงข้างมาเอาแต่ทำหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา แต่พอเธอหันออกไปมองนอกหน้าต่างก็พบว่าเป็นทางเข้าบ้านตัวเอง“คุณรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันอยู่ที่นี่” เขาขับรถมาโดยไม่ถามทางเธอสักคำ“ภวิทย์เป็นคนบอก” ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉย ที่เขาให้ภวิทย์ไปส่งกนกก็เพราะแบบนี้อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ไหนเมื่อรถจอดมัสสิกากำลังจะเปิดประตูก้าวขาลงแต่มันก็ช้าศรัณย์ที่รีบวิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้และประคองเธอลง คราวนี้ปฏิเสธความช่วยเหลือไม่ได้เพราะเธอลงเดินไม่ถนัดจริงๆ“คุณกลับไปได้แล้วค่ะ” เธอออกปากไล่เขาทันทีเมื่อเท้าก้าวเข้ามาถึงบ้าน“ผมไม่กลับ ก็บอกแล้วว่าอยากอยู่ดูแลคุณกับลูก”“ที่ผ่านมาฉันก็ดูแลตัวเองได้ ฉันไม่ติดนะคะที่คุณจะแวะมาเยี่ยมลูกได้ เพราะยังไงคุณก็เป็นพ่อของเขา”ชายหนุ่มยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไรต่อเลยเธอก็ตัดบทด้วยการเดินหันหลังกลับเข้าบ้านไป สงสัยงานนี้จะไม่หมูอย่างที่คิดเลยแฮะ“คุณต้องอดทนให้มากๆ นะคุณศรัณย์ จากที่ผมรู้จักลูกสาวผม เธอเหมือนวลัยมาก ท่าทางใจดีแต่ใจแข็ง คุณต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เป็นไปอย่างที่ศรัณย์คิดไม่มีผิด เมื่อภวิทย์ให้ผู้บริหารฝ่ายโรงพยาบาลนำชื่อของมัสสิกาไปตรวจสอบก็เห็นประวัติการฝากครรภ์จริงๆ อย่างที่ศรัณย์บอก“เรารู้แล้วนะครับว่าคุณมัสสิกาอยู่ที่ไหน”ภวิทย์รีบมารายงานทันทีเมื่อได้รับรายงาน ศรัณย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เอารถออกเลยไอ้วิทย์ฉันจะไปตามเมียกลับบ้าน”“อ้าว แล้วประชุมผู้บริหารตอนบ่ายละครับ”“เลื่อนไปก่อน ไม่งั้นก็โทรตามปู่ฉันมาประชุมแทนแล้วกัน”ปากสั่งงานลูกน้องแต่มือก็พะวิงกับการหยิบเสื้อสูทมาใส่ด้วยความกระตือรือร้น“เดี๋ยวครับท่านรอง ถ้าคุณใจร้อนไปหาแบบนี้ ไม่กลัวว่าคุณมัสสิกาจะหนีไปอีกเหรอครับ”มือที่ง่วนอยู่กับการใส่เสื้อถึงกับชะงัก เขาหันไปหาเลขาเพื่อนสนิทช้าๆ“จริงด้วย แกมีวิธีง้อผู้หญิงไหมวะ”ภวิทย์ถึงกับพ่นลมหายใจออกมา เขาจะไปรู้ได้ไงว่าต้องง้อยังไง เพราะไม่เคยมีเมียมาก่อน“งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ ถ้าอยากรู้ว่าบ้านคุณมัสอยู่ที่ไหนไม่ยากเลยครับ เราไปแอบรอที่โรงพยาบาลวันที่คุณมัสไปตรวจครรภ์ ท่านรองก็แค่สะกดรอยตามไป”“เออ ความคิดนายดี ถ้าฉันเดินดุ่มๆ เข้าไปมีหวังเธอได้หนีฉันไปอีกแน่ ๆ”หลัง
“หนูมีอะไรจะบอกค่ะ”เธอเอื้อมมือไปจับมือเหี่ยวย่นขึ้นมากุม “มีอะไร ทำไมหน้าดูลังเล”“คือว่า เอ่อ ....” เธอไม่รู้จะเริ่มยังไงดี กนกหรี่ตามองลูกสาว“จะบอกกับพ่อ ว่าท้องใช่ไหม”“ทะ...ทำไมคุณพ่อทราบคะ” เธอเบิกตาขึ้น“พ่อเป็นพ่อคนนะ ทำไมจะไม่รู้ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงลูกเอาแต่อาเจียน ข้าวปลาก็ไม่กิน กินแต่ของหมักของดอง”“มัสขอโทษนะคะ ที่ไม่ได้บอกพ่อตั้งแต่ทีแรก” เป็นครั้งแรกที่มัสสิกาเอ่ยปากเรียกกนกว่าพ่อ จนทำหน้าให้เขาถึงกับน้ำตาคลอดีใจ“ไม่เป็นไรเลยลูก ว่าแต่คุณศรัณย์เขารู้เรื่องนี้ไหม”“ไม่ค่ะ มัสไม่ได้บอกใครเลย เขาเคยบอกว่าไม่อยากมีลูกกับมัส”มัสสิกาฝืนยิ้มทั้งน้ำตา กนกรู้สึกสงสารลูกสาวจับใจและนึกโทษตัวเองที่ตอนนั้นไม่มีความรับผิดชอบที่ทิ้งให้วลัยเผชิญกับเรื่องท้องลูกด้วยตัวเอง ถึงคราวแล้วที่เขาจะชดเชย“ไม่เป็นไรนะลูก อย่างน้อยก็ยังมีพ่อ หลานคนเดียวพ่อช่วยเลี้ยงเอง”กนกโอบกอดลูกสาวแล้วลูบหัวเบาๆ เขารู้ดีว่ามัสสิการักศรัณย์แต่ก็เลือกที่จะเดินจากมาเพราะคิดว่าศรัณย์นั้นไม่ได้รักอีกทั้งอยากปกป้องครอบครัวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ อีกด้วยหลายเดือนผ่านไปสภาพร่างกายศรัณย์เองก็ไม่ต่างจากซากศพเด
สวัสดีค่ะ คุณศรัณย์ มัสเองนะคะ ขณะที่คุณได้รับจดหมายนี้ฉันคงไม่อยู่แล้ว ขอโทษนะคะที่ไม่ได้อยู่ลาด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง และคิดว่าได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว หวังว่าคุณคงให้อภัยช่วงเวลาที่ผ่านมาฉันเคยคิดว่าฉันเกลียดคุณ ที่ทนอยู่เพราะอยากชดใช้กับเรื่องที่ผ่านมา แต่นั้นมันก็คือข้ออ้าง มันตรงข้ามกับความรู้สึกตัวเองจริงๆ ฉันรักคุณนะคะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้รู้สึกเหมือนกัน มันจึงเป็นอีกเหตุผลที่ฉันต้องไป ใบหย่าฉันวางให้คุณบนโต๊ะแล้ว ไม่ต้องตามหาฉันนะคะ เมื่อถึงเวลาเราคงได้เจอกัน คุณอย่าโกรธอย่าเกลียดฉันเลยนะคะ มัสสิกา....ทุกบรรทัดทุกตัวอักษรศรัณย์อ่านมันด้วยความเจ็บปวด น้ำตาลูกผู้ชายค่อยๆ ไหลออกมา เพราะความแค้นที่คอยบังตาจึงทำให้เขาต้องพบเจอแต่ความเจ็บปวดแบบนี้ แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะยอมเสียเธอไปล่ะศรัณย์ตัดสินใจไปหากรรณวิกาที่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอทันที“คุณศรัณย์มาหาวิกามีอะไรหรือเปล่าคะ”“คุณรู้ใช่ไหมว่ามัสสิกา เขาไม่ได้อยู่แล้ว”ดวงตาคมปราดมอง หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาแล้วจ้องหน้าเขากลับ“ทราบค่ะ แต่ฉันว่
“ไม่แต่งค่ะ ยังไงมัสก็ไม่แต่ง!”“แต่ถ้าแกไม่แต่ง บริษัทพ่อก็ล้ม แล้วลูกน้องพ่อกับครอบครัวเขาอีกล่ะ พ่อจะรับผิดชอบยังไง”พิมุกมองหน้าลูกสาวเหมือนขอความเห็นใจเพื่อช่วยกิจการของครอบครัว“และความสุขของมัสล่ะคะ ใครจะรับผิดชอบ ทุกคนก็รู้ว่าหนูเคยทำอะไรไว้กับตัวเขาบ้าง ถ้าหนูแต่งงานไป พ่อกับแม่คิดว่าเขาจะ
ไม่นานมิณฑิราก็ยกน้ำดื่มออกมาเสิร์ฟแล้วก็ปลีกตัวออกไปแบบเงียบๆ ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่คุยกัน แม้ในใจอยากจะอยู่ฟังเพราะอยากรู้ว่าผู้ใหญ่คุยอะไรกันก็ตาม“คุณลุงมีธุระอะไร หรือเปล่าคะถึงมาหาวิถึงที่นี่”“ก็ไม่มีอะไร ที่ฉันมาก็เพราะว่าจะมาทำตามคำสัญญาที่ฉันเคยให้ไว้กับพ่อของเธอไว้”“สัญญาอะไรคะ” เธอย่นคิ้วน
“2ปีถ้าแกแต่งงานกับหนูมัสได้2ปี ฉันถึงจะยอมยกหุ้น20% ให้กับแก”ฐากูรว่าพลางวางแก้วกาแฟในมือลงบนโต๊ะอาหารมื้อเช้า ทำเอาศรัณย์ถึงกับตาตื่น“ทำไมละครับ ผมก็ยอมแต่งแล้วไง ทำไมปู่ถึงตั้งเงื่อนไขขึ้นมาอีกทีหลัง”“แกคิดว่าฉันโง่หรือไงเจ้ารัน ฉันเป็นปู่แกไง แกก็คิดแค่จะแต่งงานให้เสร็จๆไป พอได้หุ้นบริษัทแล้
“ปู่ครับ ปู่!”ปากร้องตะโกนเรียกหา สายตาก็คอยสอดส่องไปทั่วบริเวณสวนหย่อม เมื่อเห็นชายชรากำลังฮัมเพลงพร้อมกับตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ไม่ไกล เขาก็รีบสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหา“มีอะไรเจ้ารัน ร้องเรียกปู่มาแต่ไกล”“จะเรื่องอะไรล่ะครับ ที่คุณแม่พูดให้ผมฟังว่าปู่จะยกหุ้นบริษัทให้ใครก็ไม่รู้ถ้าผมไม่ยอมแต่งงาน”เขาทำ







