LOGINมัสสิกาคือผู้หญิงที่ทำให้คนรักของศรันย์ต้องตาย เขาเกลียดเธอยิ่งกว่าเชื้อโรคแต่สุดท้ายโชคชะตากลับนำพาทั้งคู่ต้องมาแต่งงานกัน"เธอลองตายดูสิ เผื่อฉันใจอ่อนยอมยกโทษให้"
View More“คุณครับ คุณ ได้ยินไหมครับ”
เสียงร้องเรียกดังเข้ามาในโซนประสาทของมัสสิกา หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นแต่ก็พร่ามัวจนมองอะไรไม่ชัด แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่วิ่งพล่านไปทั่วร่างกาย
ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวปวดหนึบขึ้นมาทันที เธอจำได้ว่าไปงานวันเกิดเพื่อนแล้วดื่มเข้าไปหนักมาก หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
“คุณได้ยินไหม ตั้งสติหน่อยครับ”
คราวนี้เป็นการสัมผัสมาที่หัวไหล่แล้วเขย่าร่างเบาๆ ดวงตาเริ่มชินกับแสงสว่างทำให้เธอมองเห็นอะไรๆ ที่ชัดขึ้น
เธอมองออกไปยังหน้ารถที่กระจกเป็นรอยแตกร้าว กะบังหน้ารถพังยุบเข้ามา ใบหน้าหวานถึงกับซีด หันมองไปด้านนอกที่มีผู้คนยืนอยู่มากมายแล้วจ้องมองมาที่เธอ
สองมือเล็กยกขึ้นจับที่พวงมาลัยรถ เธอมาขับรถได้อย่างไร เพราะหากเธอดื่มเหล้าแล้วจะไม่แตะรถเด็ดขาด แล้วนี่ยังขับมาเกิดอุบัติเหตุอีก
“เอ้าคุณ ถ้าได้สติแล้วก็ลงมาก่อนครับ เราจะได้รู้ว่าคุณได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
มัสสิการับรู้แล้วพยักหน้าให้ เธอก้าวขาลงมาจากรถช้าๆ แต่ก็มีอาการเซเล็กน้อย เสียงซุบซิบจากไทยมุงแถวนั้นดังเข้ามาให้ได้ยิน
“สภาพแบบนี้เมาแน่ๆ”
“ภาระสังคม ทำลายชีวิตคนอื่น”
หญิงสาวไม่เข้าใจในสิ่งที่คนเหล่านั้นพูด จนกระทั่งเธอหันไปยังหน้ารถ เรี่ยวแรงที่มีหายไปจนหมดสิ้น เธอถึงกับทรุดตัวลงนั่ง
ผ้าคลุมสีขาวปกคลุมร่างคนหนึ่งอยู่ ผ้าขาวนั้นแดงไปด้วยเลือดสีสดที่ไหลนองพื้น
“ม่ะ...มันไม่จริงใช่ไหม”
มัสสิกาแทบสติหลุดเมื่อรู้ว่าตัวเองขับรถชนคนตาย จากที่ทรุดตัวลงนั่งเธอค่อยๆ คลานเข่าเข้าไปหา เธอกรีดร้องออกมาเหมือนคนบ้า เนื้อตัวสั่นเทา ทั้งหวาดกลัว ทั้งเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป
กู้ภัยหญิงที่อยู่บริเวณนั้นวิ่งเข้ามากอดเธอและเรียกสติ แต่ยามนี้มันเปล่าประโยชน์เพราะเธอแทบหมดเรี่ยวแรง เสียงร้องไห้ของเธอดังไปทั่วบริเวณ จนเธอถูกอุ้มออกไปจากจุดนั้นแล้วนำไปขึ้นรถเพื่อสงบสติอารมณ์
“คุณคะ รบกวนช่วยเป่าแอลกอฮอล์ด้วยค่ะ”
กู้ภัยสาวยื่นเครื่องเป่าสีขาวมาตรงหน้า เธอเหลือบมองด้วยสายตาเหม่อลอยแล้วอ้าปากงับเครื่องเป่าลมแล้วออกแรงเป่า
กู้ภัยยกขึ้นดูแล้วถึงกับส่ายหน้า ก่อนจะหันไปตะโกนบอกเพื่อนว่าค่าแอลกอฮอล์ว่า153 ให้จดไว้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ขณะที่กู้ภัยหญิงจะก้าวขาเดินออกไป มัสสิกาจึงรีบคว้าแขนเอาไว้
“เดี๋ยวค่ะพี่ เขาเสียชีวิตจริงๆ เหรอคะ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น”
น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่มีน้ำตาคลอ แววตาช่างว่างเปล่าเพราะเธอนึกยังไงก็นึกไม่ออก ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะรู้สึกตัวก็เกิดอุบัติเหตุนี้แล้ว
“คุณจำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ ก็ไม่แปลกหรอกที่จะขับรถชนคนตาย ดื่มเข้าเสียขนาดนั้น เขาก็รณรงค์อยู่ว่าเมาไม่ขับ ดูสิ มีอีกหลายคนต้องสูญเสีย”
น้ำเสียงแข็งตอบกลับมาปนความประชดประชันพร้อมกับเหลือบสายตาไปยังหน้ารถ ที่ตอนนี้มีผู้ชายอีกคนที่เพิ่งมาถึงกำลังก้มลงกอดศพผู้หญิงที่เสียชีวิตร้องไห้ออกมาปานจะขาดใจ
มัสสิกามองตามสายตานั้นแล้วเธอเองก็หัวใจสลายที่พรากชีวิตคนอื่นไปเพราะตัวเอง
แต่สิ่งที่ทำให้กู้ภัยหญิงแปลกใจมากกว่าก็คือผู้หญิงที่ขับรถชนคนอื่นทำไมไม่ได้รับบาดเจ็บเลยสักนิด ไม่มีแม้กระทั่งเลือดหรือรอยถลอกเลยสักนิด แต่เธอก็ไม่อยากสนใจ คนเมาก็คือคนเมาเป็นปัญหาให้ได้ไม่หยุดหย่อน
“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะน้ำมนต์ คุณต้องอยู่กับผมนะ ไหนเราเคยสัญญากันไงว่าถ้าคุณได้บรรจุเป็นครู คุณจะแต่งงานกับผม คุณฟื้นสิ ได้ยินที่ผมเรียกไหม น้ำมนต์!”
สองแขนแกร่งช้อนร่างที่อยู่ใต้ผ้าคลุมสีขาวขึ้นมากอดไว้แนบอก เพียงแค่ได้รับโทรศัพท์จากปลายสายว่าเจ้าของเครื่องได้รับอุบัติเหตุเสียชีวิต วินาทีนั้นโลกของศรัณย์เหมือนหยุดหมุน เขาคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง คว้ากุญแจรถได้เขาก็รีบมาที่นี่ทันที
ว่ากันว่าน้ำตาลูกผู้ชายไหลยากมันไม่ใช่เรื่องจริงเลยสักนิด แค่เห็นร่างเล็กที่คุ้นตาถูกปกคลุมด้วยผ้าขาวที่ชุ่มไปด้วยเลือด หัวใจเขาเหมือนสลายแทบอยากกลั้นลมหายใจให้ตายตาม
เสียงร้องไห้ของชายร่างสูงที่นั่งกอดศพอยู่ริมถนน สร้างความเวทนาให้กับคนที่ผ่านไปมา
“ขะ คุณคะ ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
มัสสิกาที่พยุงร่างที่แทบไร้เรี่ยวแรงของตัวเองเดินเข้ามาหาพร้อมกับทรุดตัวลงนั่ง สองมือกระพุ่มยกขึ้นไหว้ด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาเพราะตัวเธอเองก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ใบหน้าคมเงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงตรงหน้าช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ดวงตาแดงก่ำแฝงไปด้วยความเคียดแค้น สองกรามขบกันแน่นจนขึ้นเป็นนูนก่อนจะพูดผ่านไรฟัน
“คุณมันคือฆาตกร ขยะสังคม ไปให้พ้น จะไปตายที่ไหนก็ไป ไป!”
ศรัณย์ตะโกนไล่เธอให้ไปพร้อมกับจะกระโจนเข้าหาราวกับว่าจะเข้ามาทำร้ายมัสสิกา จนกู้ภัยและตำรวจต้องวิ่งเข้ามาห้ามแล้วพาตัวของเธอออกไป แล้วเชิญไปที่โรงพักเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา
มัสสิกาเดินออกมาด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับเสียงตะโกนด่าสาปแช่งของผู้ชายคนนั้นที่ดังเข้ามาในหู เธอได้แต่ก้มหน้ารับกรรม ทั้ง ๆ ที่เธอเองก็จำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
ภายในสถานีตำรวจย่านชานเมืองมัสสิกานั่งเหม่อลอยอยู่หน้าโต๊ะตำรวจร้อยเวรที่กำลังสอบสวนอยู่
“คุณจะบอกว่าจำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลยเหรอครับ”
ตำรวจหน้าตาเคร่งขรึมอายุราว ๆ สี่สิบปีเอ่ยถามขึ้น เพราะคุยกันมาจะครึ่งชั่วโมงแล้วผู้ต้องหาก็เอาแต่ปฏิเสธว่าจำอะไรไม่ได้เลย จำได้แค่ว่าเธอดื่มเหล้าเข้าไปหนักมาก มารู้สึกตัวอีกทีก็มีกู้ภัยมาเรียกว่าเธอขับรถชนคนตาย
“คุณตำรวจคะ แล้วที่นั่นไม่มีกล้องวงจรปิดเหรอคะ”
“ไม่มีครับ กล้องที่มีก็เสีย พยานที่เห็นเหตุการณ์ก็ไม่มี ช่วงเวลานั้นไม่มีคนขับรถผ่านไปเลยไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นแค่ว่าคุณขับรถชนเขาไปแล้ว และทุกอย่างก็เป็นหลักฐานชัดเจนว่าคุณเมาแล้วขับรถชนคนเสียชีวิต”
น้ำเสียงเข้มเน้นย้ำถึงความผิดที่มัสสิกาได้ก่อ
“แล้วกล้องหน้ารถฉันล่ะคะ”
“กล้องหน้ารถคุณไม่มีนะครับ ผมว่าคุณอย่าพยายามหาหลักฐานให้ตัวเองพ้นผิดเลยยังไง ทุกอย่างมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว”
หญิงสาวถึงกับใบหน้าถอดสีคอตกพยักหน้ารับ
“ยัยมัส เป็นยังไงบ้างลูก”
เสียงแหลมเล็กของวิภาดังขึ้นด้วยความร้อนรนจากทางด้านหลัง พร้อมกับก้าวขายาวๆ เดินเข้ามา ตามมาด้วยชายรูปร่างสันทัดแต่งตัวภูมิฐาน
“แม่ มัสกลัว มัสจะติดคุกไหมอ่าแม่”
“ใจเย็นๆนะ ไหนเรื่องมันเป็นยังไง เล่าให้แม่ฟังสิ”
“มัสไม่รู้อ่าแม่ มัสจำอะไรไม่ได้เลย”
มัสสิกาสวมกอดคนเป็นแม่ด้วยความกลัว แต่ปลายจมูกของวิภากลับได้กลิ่นแอลกอฮอล์ที่คละคลุ้งก็พอจะเข้าใจว่าลูกตัวเองเมาแล้วขับรถ
วิภาพยักหน้าให้กับชายมีอายุด้านหลังซึ่งเป็นทนายที่เธอสามารถติดต่อได้เร็วที่สุดในยามนี้ ก่อนที่จะปล่อยทนายไปจัดการเรื่องประกันตัว
“แล้วคู่กรณีล่ะ อยู่ที่ไหน แม่จะได้ไปคุยกับเขา”
มัสสิกาเองก็เอาแต่ส่ายหน้าเหมือนเธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนก่อนหน้านี้กำลังประคองชายแก่คนหนึ่งขึ้นมา
“เขาอยู่นั้นค่ะ มัสเห็นเขามาดูคนที่มัสขับรถชน” นิ้วเรียวสั่นเทาชี้ไปยังศรัณย์ที่กำลังจะเดินเข้ามา
วิภาตัดสินใจดึงมือลูกสาวตนเองให้เดินเข้าไปหาแล้วก็ได้ใจความว่าเขาคือคุณกนกพ่อของผู้หญิงที่เสียชีวิต
มัสสิกาเดินออกจากข้างหลังแม่ตนเองแล้วก้าวเท้ามายืนต่อหน้าชายแก่ที่ยามนี้ดวงตายังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
สองขาย่อเข่าลงกับพื้นสองมือยกขึ้นไหว้แล้วก้มลงกราบที่แทบเท้า กนกเองถึงกับตกใจ แต่สีหน้าของศรัณย์ที่มองกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
บริเวณหน้าบริษัทมัสสิกาให้กรรณวิกามาส่งพร้อมกับอุ้มเจ้าตัวเล็กในอก ก่อนจะหันไปบอกให้เพื่อนกลับไปก่อนได้เลยดวงตาแหงนมองตึกสูงระฟ้าพร้อมกับหยอกเย้าลูกไปด้วยว่าที่นี่แหละที่พ่อของหนูอยู่ เราไปหาพ่อกันนะคะ“อะไรนะ มัสกับลูกรอฉันอยู่เหรอ”หลังจากเลิกประชุมที่เคร่งเครียดหลายชั่วโมง ดวงตาคมเปล่งประกายทันทีที่ภวิทย์บอกว่าคนที่อยู่ในความคิดถึงมาหาเขาถึงที่นี่ แฟ้มงานที่อยู่ในมือถูกโยนกลับไปให้คนเป็นลูกน้องสองขายาวก้าวเร็วกลับไปที่ห้องทำงานแต่พอเปิดประตูเข้าไปกลับพบเจอแต่ความว่างเปล่า“ไหนแกบอกฉันว่ามัสกับลูกมาหาฉันกลับลูกไง” ตาคมตวัดมองคนเป็นลูกน้องที่ยืนทำหน้าเป็นอยู่ไม่ไกล“ใช่ครับ แต่ว่าตอนนี้อยู่แผนกการตลาด”“แล้วทำไมแกไม่บอกฉัน”“เอ้า กำลังจะอ้าปากบอกก็เห็นเดินเอ้าๆ นึกว่าจะรู้ ว่าคุณมัสอยู่ที่ไหน”ภวิทย์ตอบกลับโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัว“เดี๋ยวนี้ ปีกกล้าขาแข็ง ย้อนฉันเก่งจังเลยนะ”“จะไล่ออกก็ได้นะ ผมไม่ติด” ภวิทย์แสยะยิ้มมุมปากท้าทายเพราะรู้ดีว่าศรัณย์ไม่กล้าทำ อีกทั้งตอนนี้คนที่ให้ท้ายเขาก็คือมัสสิกา“ไม่ไล่ แกจะทำไม ถ้าฉันไล่แกออก จะมีใครรู้ใจฉันเท่าแกอีก ฉันไม่คุยกับแกแล้ว เสียเวลา ไปหา
“หนูมัส คนนั้นสามีหนูจริงๆ เหรอ”ป้านาวบุ้ยหน้าไปทางศรัณย์ที่นั่งคุยอยู่กับลุงชิตและชาวบ้านอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน หญิงสาวไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรทำได้เพียงแค่พยักหน้าให้ก่อนหน้านี้ที่เธอย้ายมาอยู่ก็มีหลายๆ คนถามถึงพ่อของลูก แต่เธอก็พยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบมาตลอด จนมีข่าวลือไปทั่วหมู่บ้านว่าเธอท้องไม่มีพ่อ แต่เพราะความดีของพ่อที่ช่วยเหลือชาวบ้านข่าวลือพวกนั้นก็หายไป“ส่วนใหญ่แล้วพืชไร่ที่นี่ส่วนใหญ่ เอาไปขายที่ไหนกันเหรอครับ”ศรัณย์เอ่ยถามชาวบ้านหลังจากที่พวกเขาสาธยายว่าแต่ละฤดูปลูกอะไรบ้าง และก็เห็นว่าบางอย่างบริษัทในเครือของตนสามารถรับซื้อได้“ก่อนหน้านี้ก็จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเขาเห็นว่ากดราคาของไม่ได้เหมือนแต่ก่อน เพราะคุณกนกมาเจรจาราคาให้ใหม่ ตอนแรกพวกเขาก็ยอม แต่พอตอนนี้ก็พากันหายไป เราก็เลยเดือดร้อนไปด้วย”หนึ่งในชาวบ้านเล่าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หากฟังกลายๆ เขาคงคิดว่าชาวบ้านกำลังคิดโทษกนกที่ทำให้พ่อค้าคนกลางไม่มารับซื้อสินค้า แม้ว่าแต่ก่อนจะโดนกดราคาแต่อย่างน้อยมันก็ขายออกจนหมด“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พืชผลบางอย่างผมให้บริษัทในเครือผมเป็นคนรับซื้อโดยตรงโดยให้ร
รถยนต์เคลื่อนตัวมาตามเส้นทางเปลี่ยวที่สองข้างทางมีต้นไม้หลากชนิดปลูกเรียงราย ศรัณย์หันไปมองผู้หญิงที่นั่งเคียงข้างมาเอาแต่ทำหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา แต่พอเธอหันออกไปมองนอกหน้าต่างก็พบว่าเป็นทางเข้าบ้านตัวเอง“คุณรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันอยู่ที่นี่” เขาขับรถมาโดยไม่ถามทางเธอสักคำ“ภวิทย์เป็นคนบอก” ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉย ที่เขาให้ภวิทย์ไปส่งกนกก็เพราะแบบนี้อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ไหนเมื่อรถจอดมัสสิกากำลังจะเปิดประตูก้าวขาลงแต่มันก็ช้าศรัณย์ที่รีบวิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้และประคองเธอลง คราวนี้ปฏิเสธความช่วยเหลือไม่ได้เพราะเธอลงเดินไม่ถนัดจริงๆ“คุณกลับไปได้แล้วค่ะ” เธอออกปากไล่เขาทันทีเมื่อเท้าก้าวเข้ามาถึงบ้าน“ผมไม่กลับ ก็บอกแล้วว่าอยากอยู่ดูแลคุณกับลูก”“ที่ผ่านมาฉันก็ดูแลตัวเองได้ ฉันไม่ติดนะคะที่คุณจะแวะมาเยี่ยมลูกได้ เพราะยังไงคุณก็เป็นพ่อของเขา”ชายหนุ่มยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไรต่อเลยเธอก็ตัดบทด้วยการเดินหันหลังกลับเข้าบ้านไป สงสัยงานนี้จะไม่หมูอย่างที่คิดเลยแฮะ“คุณต้องอดทนให้มากๆ นะคุณศรัณย์ จากที่ผมรู้จักลูกสาวผม เธอเหมือนวลัยมาก ท่าทางใจดีแต่ใจแข็ง คุณต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เป็นไปอย่างที่ศรัณย์คิดไม่มีผิด เมื่อภวิทย์ให้ผู้บริหารฝ่ายโรงพยาบาลนำชื่อของมัสสิกาไปตรวจสอบก็เห็นประวัติการฝากครรภ์จริงๆ อย่างที่ศรัณย์บอก“เรารู้แล้วนะครับว่าคุณมัสสิกาอยู่ที่ไหน”ภวิทย์รีบมารายงานทันทีเมื่อได้รับรายงาน ศรัณย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เอารถออกเลยไอ้วิทย์ฉันจะไปตามเมียกลับบ้าน”“อ้าว แล้วประชุมผู้บริหารตอนบ่ายละครับ”“เลื่อนไปก่อน ไม่งั้นก็โทรตามปู่ฉันมาประชุมแทนแล้วกัน”ปากสั่งงานลูกน้องแต่มือก็พะวิงกับการหยิบเสื้อสูทมาใส่ด้วยความกระตือรือร้น“เดี๋ยวครับท่านรอง ถ้าคุณใจร้อนไปหาแบบนี้ ไม่กลัวว่าคุณมัสสิกาจะหนีไปอีกเหรอครับ”มือที่ง่วนอยู่กับการใส่เสื้อถึงกับชะงัก เขาหันไปหาเลขาเพื่อนสนิทช้าๆ“จริงด้วย แกมีวิธีง้อผู้หญิงไหมวะ”ภวิทย์ถึงกับพ่นลมหายใจออกมา เขาจะไปรู้ได้ไงว่าต้องง้อยังไง เพราะไม่เคยมีเมียมาก่อน“งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ ถ้าอยากรู้ว่าบ้านคุณมัสอยู่ที่ไหนไม่ยากเลยครับ เราไปแอบรอที่โรงพยาบาลวันที่คุณมัสไปตรวจครรภ์ ท่านรองก็แค่สะกดรอยตามไป”“เออ ความคิดนายดี ถ้าฉันเดินดุ่มๆ เข้าไปมีหวังเธอได้หนีฉันไปอีกแน่ ๆ”หลัง