Masuk[จริงหรือเปล่าคะ ที่พี่มัสขับรถชนคนตาย”]
[เมาแล้วขับทำไมคะ]
[ไม่รู้สึกเสียใจบ้างเหรอคะ ที่ทำลายชีวิตคนคนหนึ่ง]
[ฉันเคยซื้อของคนแบบนี้ไปได้ยังไง]
[นั้นก็เรื่องส่วนตัวปะ ขายของไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว สู้ๆนะคะ]
[ซื้อของไม่ลง ฆาตกร]
ความคิดเห็นจากลูกเพจร้านค้าออนไลน์ที่มัสสิกากำลังไลฟ์ขายของเด้งขึ้นต่อๆ กันไหลเป็นน้ำแทบจะอ่านไม่ทัน แต่ข้อความเหล่านั้นไม่ได้ส่งมาเพื่อซื้อของหรือใส่รหัสจองสินค้าเหมือนแต่ก่อน
ข้อความสาปแช่ง ด่าทอ ถูกส่งเข้ามาเรื่อย ๆ จนหญิงสาวถึงกับพูดไม่ออกจนต้องปิดการไลฟ์ขายของลงแต่ก็ไม่วายโดนตามคอมเม้นท์ในโพสต์ต่างๆ
“ไหวไหมมัส ฉันว่าแกหยุดขายของสักอาทิตย์ไหม”
มัสสิกาพยักหน้ารับเธอพยายามห้ามใจไม่ให้อ่านคอมเม้นท์พวกนั้นแล้ว แต่ก็อดไม่ได้สักที แม้ปากเธอจะบอกว่าไม่สนใจ แต่ลึก ๆ แล้วถ้อยคำเหล่านั้นก็บั่นทอนจิตใจเธออยู่ดี
หญิงสาวจึงรีบเคลียร์สินค้าที่ลูกสั่งเข้ามาและแพคของส่งให้หมดภายในสองวันเพื่อที่เธอจะหายไปพักร่างกายและจิตใจสักสองอาทิตย์
ภายในผับกึ่งบาร์ย่านใจกลางรัชดาฯที่ชื่อเรื่องสถานบันเทิงที่ราคาแพงที่สุด ศรัณย์นั่งอยู่คนเดียวพร้อมกับกระดกเหล้าลงคอราวกับเห็นมันเป็นน้ำเปล่า
สาวสวยหลายคนที่เดินผ่านไปมาเมื่อต้องใบหน้าหล่อแล้วถึงกับโปรยยิ้มให้เพื่อยั่วยวน แต่ศรัณย์เองก็ไม่ได้เล่นด้วยแถมยังส่งสายตาพิฆาตแสนเย็นชาไปให้ ทำเอาเหล่าสาวๆ ถึงกับยิ้มแห้งๆ แล้วก็เดินจากไป
“น้องเอาเหล้ามาอีกขวด”
เขาตะโกนบอกเด็กในบาร์พร้อมกับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เห็น เด็กหนุ่มในชุดขาวประจำร้านพยักหน้ารับ
“คุณดื่มมากเกินแล้วนะคะ รัน”
ณิชาไฮโซสาวสวยเพื่อนสนิทของศรัณย์และเธอก็แอบมีใจให้กับเขามาโดยตลอดเรื่องนี้ศรัณย์ก็รู้ดี แต่เขาก็คิดกับเธอเพียงแค่เพื่อน วันที่รู้ว่าหล่อนรู้ว่าเธอกลับมาโสดอีกครั้งหญิงสาวดีใจจนเนื้อเต้น เพราะเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวหล่อนเองอีกครั้ง
“ณิเหรอ รู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่นี่”
น้ำเสียงอ้อแอ้เอ่ยถามพร้อมกับตบไปที่เบาะนั่งเบาๆ ณิชาส่ายหน้าพร้อมกับย่อตัวลงนั่งข้างๆ
“ณิ รู้จักคุณดีกว่าใครๆ นะคะ เลิกดื่มแล้วกลับบ้านดีไหมคะ”
เธอคว้าแก้วเหล้าเขาออกจากมือ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังจะยกแก้วเหล้าที่เด็กเสิร์ฟเพิ่งเอามาวางไว้ขึ้นดื่ม
“อย่ายุ่ง เอามา ผมแค่อยากเมาแล้วนอนหลับไป”
“อย่าดื้อสิคะ คุณควรมีสติได้แล้วนะคะ แล้วกลับไปเป็นคนเก่า อย่าเอาแต่ดื่มแบบนี้”
“ถ้าผมกลับไปเป็นคนเดิม แล้วน้ำมนต์จะกลับมาเหรอ”
“คนตายไปแล้วเขากลับมาไม่ได้ค่ะ คุณต้องตัดใจนะ แล้วมองคนที่รักคุณดีกว่าค่ะ”
“ผมรักน้ำมนต์ ผมคิดถึงเธอ”
พูดจบประโยคนั้นร่างสูงก็เอนตัวล้มลงหลับบนโซฟา ณิชาเอื้อมมือไปลูบหน้าเบาๆ เพราะเธอไม่เคยได้ใจเขาเลย ไม่รู้ว่าผู้หญิงเชยๆ แบบยัยน้ำมนต์มีดีอะไรถึงได้กุมหัวใจศรัณย์
ต่อไปนี้ณิจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งคุณแล้วนะคะ เพราะคุณต้องเป็นของณิคนเดียว
“อะไรนะคะ คุณพ่อยกหุ้นบริษัท20%ให้กับใครนะคะ”
ศิริณมารดาของศรัณย์ลูกสะใภ้ของฐากูรเอ่ยขึ้นมาด้วยความตกใจ เพราะเพิ่งจะรู้เรื่องนี้
“ใช่ หล่อนฟังไม่ผิดหรอกแม่ศิริณ ฉันกำลังจะยกหุ้นในส่วนของฉันให้กับหนูมัสสิกา”
ชายชราวัย70ปีพับหนังสือพิมพ์ประจำวันที่อ่านเพิ่งเสร็จวางลงกับโต๊ะตรงหน้า
“ทำไมคุณพ่อทำแบบนี้ล่ะคะ แล้วหนูมัสอะไรของคุณพ่อเป็นใคร”
“เด็กคนนั้นเป็นหลานของเพื่อนสนิทฉันเอง แต่เขาตายไปแล้ว”
น้ำเสียงแหบบอกลูกสะใภ้โดยที่ไม่รู้สึกสะทกสะท้าน เพราะคิดว่าเรื่องที่ทำมันถูกต้องแล้ว
“แล้วมีเหตุจำเป็นอะไรคะ ที่ต้องยกให้”
ศิริณเอ่ยถามเหมือนไม่พอใจ เพราะแทนที่จะยกให้กับศรัณย์ที่เป็นหลานคนเดียวแต่กลับยกให้กับใครที่ไหนไม่รู้
“ความจริงแล้วสมบัติทุกอย่างที่เรามีอยู่ตอนนี้ ต้องขอบใจเพื่อนของฉันที่เป็นคนให้เงินมาลงทุน จนงอกเงยมหาศาล ฉันเคยเอาเงินไปคืนแต่เขาไม่เอา แต่พวกเราสองคนสัญญากันว่าจะให้หลานแต่งงานกัน”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหุ้นบริษัทคะ” ศิริณทำสีหน้าไม่เข้าใจ
“ก็ถ้าอยากได้หุ้นนั้นคืน เจ้ารันก็ต้องยอมแต่งงานกับหนูมัส”
“นี่มันคลุมถุงชนชัดๆ เลยนะคะ คุณพ่อ แบบนี้ตารันจะยอมเหรอคะ”
“ไม่ยอมก็ไม่เป็นไร หุ้นนั้นก็ต้องตกเป็นของหนูมัส ก็เท่านั้น”
ชายชรายิ้มให้เบาๆ แล้วก็ลุกขึ้นเดินหนีออกไปดูแลต้นไม้ในสวนเหมือนกับทุกวัน ปล่อยให้ศิรินนั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดคิดไม่ตก เพราะไม่รู้ว่าหนูมัสที่ฐากูรพูดถึงนี่เป็นใคร
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ คุณแม่”
ศรัณย์ที่เดินลงมาจากบ้านพอดี กำลังจะเดินผ่านห้องรับแขกเพื่อออกไปข้างนอกเห็นสีหน้าคนเป็นแม่เคร่งเครียดจึงแวะเข้าไปหาก่อน
“แล้วนี่ แกจะไปไหน เมื่อไรจะเลิกเหลวไหลแล้วเข้าบริษัทไปทำงานเสียที”
“ผมยังไม่มีกระจิดกระใจทำงานตอนนี้หรอกครับ”
เขาทรุดตัวลงนั่งฝั่งโซฟาตรงข้าม แล้วถอนหายใจเบาๆ เพราะยังทำใจเรื่องคนรักที่จากไปไม่ได้ แถมคนทำผิดยังรอดคุกรอดตารางอีกต่างหาก
“หนูน้ำมนต์ก็ตายไปหลายเดือนแล้วเมื่อไรแกจะตั้งสติ ทำตัวเป็นผู้เป็นคนเสียที รู้ไหมแกกำลังจะเสียหุ้นบริษัทให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้”
“คุณแม่พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงครับ”
เขาขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่พูด ศิริณจึงเล่าเรื่องที่ฐากูรเพิ่งบอกไปเมื่อครู่ให้กับลูกชายฟัง
“ผมไม่แต่ง จะให้ผมไปแต่งงานกับใครที่ไหนก็ไม่รู้” เขาลุกขึ้นโวยวาย
“แต่ปู่แกบอกว่าถ้าไม่แต่งก็ยกหุ้นให้กับเด็กคนนั้น”
“ไม่ แล้วเรื่องอะไรผมจะยกของของผมให้กับเขา”
“แล้วลูกจะทำยังไง ถ้าไม่ยอมแต่ง”
“ผมจะไปคุยกับคุณปู่”
พูดจบศรัณย์ก็ลุกขึ้นเดินออกไป โดยไม่ได้ฟังเสียงทัดทานจากคนเป็นมารดาเลยสักนิด
บริเวณหน้าบริษัทมัสสิกาให้กรรณวิกามาส่งพร้อมกับอุ้มเจ้าตัวเล็กในอก ก่อนจะหันไปบอกให้เพื่อนกลับไปก่อนได้เลยดวงตาแหงนมองตึกสูงระฟ้าพร้อมกับหยอกเย้าลูกไปด้วยว่าที่นี่แหละที่พ่อของหนูอยู่ เราไปหาพ่อกันนะคะ“อะไรนะ มัสกับลูกรอฉันอยู่เหรอ”หลังจากเลิกประชุมที่เคร่งเครียดหลายชั่วโมง ดวงตาคมเปล่งประกายทันทีที่ภวิทย์บอกว่าคนที่อยู่ในความคิดถึงมาหาเขาถึงที่นี่ แฟ้มงานที่อยู่ในมือถูกโยนกลับไปให้คนเป็นลูกน้องสองขายาวก้าวเร็วกลับไปที่ห้องทำงานแต่พอเปิดประตูเข้าไปกลับพบเจอแต่ความว่างเปล่า“ไหนแกบอกฉันว่ามัสกับลูกมาหาฉันกลับลูกไง” ตาคมตวัดมองคนเป็นลูกน้องที่ยืนทำหน้าเป็นอยู่ไม่ไกล“ใช่ครับ แต่ว่าตอนนี้อยู่แผนกการตลาด”“แล้วทำไมแกไม่บอกฉัน”“เอ้า กำลังจะอ้าปากบอกก็เห็นเดินเอ้าๆ นึกว่าจะรู้ ว่าคุณมัสอยู่ที่ไหน”ภวิทย์ตอบกลับโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัว“เดี๋ยวนี้ ปีกกล้าขาแข็ง ย้อนฉันเก่งจังเลยนะ”“จะไล่ออกก็ได้นะ ผมไม่ติด” ภวิทย์แสยะยิ้มมุมปากท้าทายเพราะรู้ดีว่าศรัณย์ไม่กล้าทำ อีกทั้งตอนนี้คนที่ให้ท้ายเขาก็คือมัสสิกา“ไม่ไล่ แกจะทำไม ถ้าฉันไล่แกออก จะมีใครรู้ใจฉันเท่าแกอีก ฉันไม่คุยกับแกแล้ว เสียเวลา ไปหา
“หนูมัส คนนั้นสามีหนูจริงๆ เหรอ”ป้านาวบุ้ยหน้าไปทางศรัณย์ที่นั่งคุยอยู่กับลุงชิตและชาวบ้านอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน หญิงสาวไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรทำได้เพียงแค่พยักหน้าให้ก่อนหน้านี้ที่เธอย้ายมาอยู่ก็มีหลายๆ คนถามถึงพ่อของลูก แต่เธอก็พยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบมาตลอด จนมีข่าวลือไปทั่วหมู่บ้านว่าเธอท้องไม่มีพ่อ แต่เพราะความดีของพ่อที่ช่วยเหลือชาวบ้านข่าวลือพวกนั้นก็หายไป“ส่วนใหญ่แล้วพืชไร่ที่นี่ส่วนใหญ่ เอาไปขายที่ไหนกันเหรอครับ”ศรัณย์เอ่ยถามชาวบ้านหลังจากที่พวกเขาสาธยายว่าแต่ละฤดูปลูกอะไรบ้าง และก็เห็นว่าบางอย่างบริษัทในเครือของตนสามารถรับซื้อได้“ก่อนหน้านี้ก็จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเขาเห็นว่ากดราคาของไม่ได้เหมือนแต่ก่อน เพราะคุณกนกมาเจรจาราคาให้ใหม่ ตอนแรกพวกเขาก็ยอม แต่พอตอนนี้ก็พากันหายไป เราก็เลยเดือดร้อนไปด้วย”หนึ่งในชาวบ้านเล่าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หากฟังกลายๆ เขาคงคิดว่าชาวบ้านกำลังคิดโทษกนกที่ทำให้พ่อค้าคนกลางไม่มารับซื้อสินค้า แม้ว่าแต่ก่อนจะโดนกดราคาแต่อย่างน้อยมันก็ขายออกจนหมด“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พืชผลบางอย่างผมให้บริษัทในเครือผมเป็นคนรับซื้อโดยตรงโดยให้ร
รถยนต์เคลื่อนตัวมาตามเส้นทางเปลี่ยวที่สองข้างทางมีต้นไม้หลากชนิดปลูกเรียงราย ศรัณย์หันไปมองผู้หญิงที่นั่งเคียงข้างมาเอาแต่ทำหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา แต่พอเธอหันออกไปมองนอกหน้าต่างก็พบว่าเป็นทางเข้าบ้านตัวเอง“คุณรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันอยู่ที่นี่” เขาขับรถมาโดยไม่ถามทางเธอสักคำ“ภวิทย์เป็นคนบอก” ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉย ที่เขาให้ภวิทย์ไปส่งกนกก็เพราะแบบนี้อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ไหนเมื่อรถจอดมัสสิกากำลังจะเปิดประตูก้าวขาลงแต่มันก็ช้าศรัณย์ที่รีบวิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้และประคองเธอลง คราวนี้ปฏิเสธความช่วยเหลือไม่ได้เพราะเธอลงเดินไม่ถนัดจริงๆ“คุณกลับไปได้แล้วค่ะ” เธอออกปากไล่เขาทันทีเมื่อเท้าก้าวเข้ามาถึงบ้าน“ผมไม่กลับ ก็บอกแล้วว่าอยากอยู่ดูแลคุณกับลูก”“ที่ผ่านมาฉันก็ดูแลตัวเองได้ ฉันไม่ติดนะคะที่คุณจะแวะมาเยี่ยมลูกได้ เพราะยังไงคุณก็เป็นพ่อของเขา”ชายหนุ่มยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไรต่อเลยเธอก็ตัดบทด้วยการเดินหันหลังกลับเข้าบ้านไป สงสัยงานนี้จะไม่หมูอย่างที่คิดเลยแฮะ“คุณต้องอดทนให้มากๆ นะคุณศรัณย์ จากที่ผมรู้จักลูกสาวผม เธอเหมือนวลัยมาก ท่าทางใจดีแต่ใจแข็ง คุณต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เป็นไปอย่างที่ศรัณย์คิดไม่มีผิด เมื่อภวิทย์ให้ผู้บริหารฝ่ายโรงพยาบาลนำชื่อของมัสสิกาไปตรวจสอบก็เห็นประวัติการฝากครรภ์จริงๆ อย่างที่ศรัณย์บอก“เรารู้แล้วนะครับว่าคุณมัสสิกาอยู่ที่ไหน”ภวิทย์รีบมารายงานทันทีเมื่อได้รับรายงาน ศรัณย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เอารถออกเลยไอ้วิทย์ฉันจะไปตามเมียกลับบ้าน”“อ้าว แล้วประชุมผู้บริหารตอนบ่ายละครับ”“เลื่อนไปก่อน ไม่งั้นก็โทรตามปู่ฉันมาประชุมแทนแล้วกัน”ปากสั่งงานลูกน้องแต่มือก็พะวิงกับการหยิบเสื้อสูทมาใส่ด้วยความกระตือรือร้น“เดี๋ยวครับท่านรอง ถ้าคุณใจร้อนไปหาแบบนี้ ไม่กลัวว่าคุณมัสสิกาจะหนีไปอีกเหรอครับ”มือที่ง่วนอยู่กับการใส่เสื้อถึงกับชะงัก เขาหันไปหาเลขาเพื่อนสนิทช้าๆ“จริงด้วย แกมีวิธีง้อผู้หญิงไหมวะ”ภวิทย์ถึงกับพ่นลมหายใจออกมา เขาจะไปรู้ได้ไงว่าต้องง้อยังไง เพราะไม่เคยมีเมียมาก่อน“งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ ถ้าอยากรู้ว่าบ้านคุณมัสอยู่ที่ไหนไม่ยากเลยครับ เราไปแอบรอที่โรงพยาบาลวันที่คุณมัสไปตรวจครรภ์ ท่านรองก็แค่สะกดรอยตามไป”“เออ ความคิดนายดี ถ้าฉันเดินดุ่มๆ เข้าไปมีหวังเธอได้หนีฉันไปอีกแน่ ๆ”หลัง
“หนูมีอะไรจะบอกค่ะ”เธอเอื้อมมือไปจับมือเหี่ยวย่นขึ้นมากุม “มีอะไร ทำไมหน้าดูลังเล”“คือว่า เอ่อ ....” เธอไม่รู้จะเริ่มยังไงดี กนกหรี่ตามองลูกสาว“จะบอกกับพ่อ ว่าท้องใช่ไหม”“ทะ...ทำไมคุณพ่อทราบคะ” เธอเบิกตาขึ้น“พ่อเป็นพ่อคนนะ ทำไมจะไม่รู้ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงลูกเอาแต่อาเจียน ข้าวปลาก็ไม่กิน กินแต่ของหมักของดอง”“มัสขอโทษนะคะ ที่ไม่ได้บอกพ่อตั้งแต่ทีแรก” เป็นครั้งแรกที่มัสสิกาเอ่ยปากเรียกกนกว่าพ่อ จนทำหน้าให้เขาถึงกับน้ำตาคลอดีใจ“ไม่เป็นไรเลยลูก ว่าแต่คุณศรัณย์เขารู้เรื่องนี้ไหม”“ไม่ค่ะ มัสไม่ได้บอกใครเลย เขาเคยบอกว่าไม่อยากมีลูกกับมัส”มัสสิกาฝืนยิ้มทั้งน้ำตา กนกรู้สึกสงสารลูกสาวจับใจและนึกโทษตัวเองที่ตอนนั้นไม่มีความรับผิดชอบที่ทิ้งให้วลัยเผชิญกับเรื่องท้องลูกด้วยตัวเอง ถึงคราวแล้วที่เขาจะชดเชย“ไม่เป็นไรนะลูก อย่างน้อยก็ยังมีพ่อ หลานคนเดียวพ่อช่วยเลี้ยงเอง”กนกโอบกอดลูกสาวแล้วลูบหัวเบาๆ เขารู้ดีว่ามัสสิการักศรัณย์แต่ก็เลือกที่จะเดินจากมาเพราะคิดว่าศรัณย์นั้นไม่ได้รักอีกทั้งอยากปกป้องครอบครัวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ อีกด้วยหลายเดือนผ่านไปสภาพร่างกายศรัณย์เองก็ไม่ต่างจากซากศพเด
สวัสดีค่ะ คุณศรัณย์ มัสเองนะคะ ขณะที่คุณได้รับจดหมายนี้ฉันคงไม่อยู่แล้ว ขอโทษนะคะที่ไม่ได้อยู่ลาด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง และคิดว่าได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว หวังว่าคุณคงให้อภัยช่วงเวลาที่ผ่านมาฉันเคยคิดว่าฉันเกลียดคุณ ที่ทนอยู่เพราะอยากชดใช้กับเรื่องที่ผ่านมา แต่นั้นมันก็คือข้ออ้าง มันตรงข้ามกับความรู้สึกตัวเองจริงๆ ฉันรักคุณนะคะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้รู้สึกเหมือนกัน มันจึงเป็นอีกเหตุผลที่ฉันต้องไป ใบหย่าฉันวางให้คุณบนโต๊ะแล้ว ไม่ต้องตามหาฉันนะคะ เมื่อถึงเวลาเราคงได้เจอกัน คุณอย่าโกรธอย่าเกลียดฉันเลยนะคะ มัสสิกา....ทุกบรรทัดทุกตัวอักษรศรัณย์อ่านมันด้วยความเจ็บปวด น้ำตาลูกผู้ชายค่อยๆ ไหลออกมา เพราะความแค้นที่คอยบังตาจึงทำให้เขาต้องพบเจอแต่ความเจ็บปวดแบบนี้ แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะยอมเสียเธอไปล่ะศรัณย์ตัดสินใจไปหากรรณวิกาที่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอทันที“คุณศรัณย์มาหาวิกามีอะไรหรือเปล่าคะ”“คุณรู้ใช่ไหมว่ามัสสิกา เขาไม่ได้อยู่แล้ว”ดวงตาคมปราดมอง หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาแล้วจ้องหน้าเขากลับ“ทราบค่ะ แต่ฉันว่
“ไม่แต่งค่ะ ยังไงมัสก็ไม่แต่ง!”“แต่ถ้าแกไม่แต่ง บริษัทพ่อก็ล้ม แล้วลูกน้องพ่อกับครอบครัวเขาอีกล่ะ พ่อจะรับผิดชอบยังไง”พิมุกมองหน้าลูกสาวเหมือนขอความเห็นใจเพื่อช่วยกิจการของครอบครัว“และความสุขของมัสล่ะคะ ใครจะรับผิดชอบ ทุกคนก็รู้ว่าหนูเคยทำอะไรไว้กับตัวเขาบ้าง ถ้าหนูแต่งงานไป พ่อกับแม่คิดว่าเขาจะ
ไม่นานมิณฑิราก็ยกน้ำดื่มออกมาเสิร์ฟแล้วก็ปลีกตัวออกไปแบบเงียบๆ ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่คุยกัน แม้ในใจอยากจะอยู่ฟังเพราะอยากรู้ว่าผู้ใหญ่คุยอะไรกันก็ตาม“คุณลุงมีธุระอะไร หรือเปล่าคะถึงมาหาวิถึงที่นี่”“ก็ไม่มีอะไร ที่ฉันมาก็เพราะว่าจะมาทำตามคำสัญญาที่ฉันเคยให้ไว้กับพ่อของเธอไว้”“สัญญาอะไรคะ” เธอย่นคิ้วน
“2ปีถ้าแกแต่งงานกับหนูมัสได้2ปี ฉันถึงจะยอมยกหุ้น20% ให้กับแก”ฐากูรว่าพลางวางแก้วกาแฟในมือลงบนโต๊ะอาหารมื้อเช้า ทำเอาศรัณย์ถึงกับตาตื่น“ทำไมละครับ ผมก็ยอมแต่งแล้วไง ทำไมปู่ถึงตั้งเงื่อนไขขึ้นมาอีกทีหลัง”“แกคิดว่าฉันโง่หรือไงเจ้ารัน ฉันเป็นปู่แกไง แกก็คิดแค่จะแต่งงานให้เสร็จๆไป พอได้หุ้นบริษัทแล้
“ปู่ครับ ปู่!”ปากร้องตะโกนเรียกหา สายตาก็คอยสอดส่องไปทั่วบริเวณสวนหย่อม เมื่อเห็นชายชรากำลังฮัมเพลงพร้อมกับตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ไม่ไกล เขาก็รีบสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหา“มีอะไรเจ้ารัน ร้องเรียกปู่มาแต่ไกล”“จะเรื่องอะไรล่ะครับ ที่คุณแม่พูดให้ผมฟังว่าปู่จะยกหุ้นบริษัทให้ใครก็ไม่รู้ถ้าผมไม่ยอมแต่งงาน”เขาทำ







