LOGINอีตัว ผู้หญิงที่ใครจะนอนด้วยก็ได้งั้นเหรอ?คำพูดที่แฝงไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงแบบนี้ ทำให้สีหน้าของผมดูย่ำแย่เอามาก ๆถึงแม้จะไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ผม แต่การดูถูกหลินเสวี่ยอิงแบบนี้ มันก็ทำให้ผมรู้สึกแย่ในใจมากเหมือนกันทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?มันเป็นไปไม่ได้เลยนี่นาหลินเสวี่ยอิงไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้นสักหน่อยถึงแม้ระยะเวลาที่ผมกับหลินเสวี่ยอิงรู้จักกันจะไม่ได้นานนัก บางทีผมอาจจะยังไม่ได้เข้าใจหลินเสวี่ยอิงลึกซึ้งมากพอ แต่สัญชาตญาณของผมมันบอกว่า หลินเสวี่ยอิงไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่ใครจะนอนด้วยก็ได้แน่ ๆในทางกลับกัน หลินเสวี่ยอิงให้ความรู้สึกที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์มาก ๆ บริสุทธิ์ราวกับกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาบางครั้งผมก็เห็นสีหน้าที่ดูสิ้นหวังและอ้างว้างบนใบหน้าของหลินเสวี่ยอิง บางทีก็แฝงไปด้วยความเศร้าหมองจาง ๆถ้าเป็นผู้หญิงที่ไม่แคร์เรื่องพวกนั้นจริง ๆ ก็ไม่น่าจะแสดงสีหน้าแบบนี้ออกมาได้หรอกมั้ง?เรื่องนี้ ถูกผมเก็บเอาไว้ในใจ รอให้ถึงตอนที่กลับไปมหาวิทยาลัยแล้ว ค่อยไปถามให้รู้เรื่องว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ยังไงผมก็ไม่เชื่อหรอกว่าหลินเสวี่ยอิงจะเป็นผู้หญิงแบบนี้พ
ให้ตายสิ สมกับที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ เรื่องพวกนี้คิดเยอะกว่าผู้ชายซะอีก แต่ว่าถึงแก่ไปแล้วมันจะยานก็เถอะ แต่การที่เธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะให้มันยานเนี่ย มันไม่น่าเศร้ากว่าหรือไง?แน่นอนว่าคำพูดพวกนี้ ผมก็แค่คิดในใจเท่านั้นแหละ ขืนพูดออกไปมีหวังได้รนหาที่ตายแน่ ๆชะงักไปครู่หนึ่ง ซูอีอีก็พูดต่อ “หุ่นดี หน้าตาสวย เรียนเก่ง ตามหลักแล้วน่าจะเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบมาก ผู้หญิงแบบนี้ ต่อให้พวกผู้หญิงด้วยกันจะแอบอิจฉาบ้าง แต่ก็คงไม่แสดงออกมาชัดเจนนัก ส่วนพวกผู้ชาย คงทำตัวเป็นแมลงวันตอมหึ่งอยู่รอบ ๆ ตัวหลินเสวี่ยอิงแน่”“แต่ว่า ชื่อเสียงของหลินเสวี่ยอิงกลับไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ อันที่จริงในมหาวิทยาลัย แทบจะหาคนที่สนิทกับหลินเสวี่ยอิงไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม”“ทำไมล่ะ?”“ง่ายมาก ก็เพราะหลินเสวี่ยอิงคบแฟนมาเยอะเกินไปน่ะสิ”“เยอะขนาดไหนน่ะเหรอ บางทีแม้แต่หลินเสวี่ยอิงเองก็คงจำไม่ได้ด้วยซ้ำมั้ง”“ตามปกติแล้ว ขอแค่มีคนไปสารภาพรัก หลินเสวี่ยอิงก็จะตอบตกลง แต่การคบกันแบบนี้ มักจะอยู่ได้ไม่นาน แป๊บ ๆ ก็เลิกกัน แล้วก็เปลี่ยนคนใหม่...”“ตอนนี้ผู้ชายหลายคน แทบจะต่อคิวรอให้หลินเสวี่ยอ
ล้างคอรอฉันไว้ได้เลย!น้ำเสียงแหบพร่า เย็นยะเยือก ภายในดวงตาที่แดงก่ำเล็กน้อยนั้น ถึงกับแผ่ซ่านสิ่งที่เรียกได้ว่ารังสีอำมหิตออกมาครั้งนี้ผมโกรธจริง ๆ แล้วผมหยางเฉินไม่ใช่สุภาพบุรุษอะไรหรอกนะ เรื่องประเภทตอบแทนความแค้นด้วยความดีอะไรทำนองนั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นกับผมเด็ดขาด ผมมันเป็นแค่คนพาล และคนพาลอย่างผมถือคติว่าแค้นนี้ต้องชำระกล้ามาล่วงเกินผม ก็เตรียมตัวเตรียมใจรอรับการแก้แค้นคืนเป็นร้อยเท่าได้เลย ผมจะทำให้ไอ้พวกสวะกัวอ้าวมันต้องเสียใจที่คิดมาตั้งตัวเป็นศัตรูกับผมท่าทางแบบนั้น ทำเอาสีหน้าของจางฮ่าวซีดเผือดลงไปอย่างกะทันหัน น้ำเสียงนั้น จิตสังหารแบบนั้น ถึงแม้จะไม่ได้มุ่งเป้าไปที่จางฮ่าว แต่ก็ทำให้จางฮ่าวถึงกับตัวสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัวจางฮ่าวส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้ผม จากนั้นเซวียหนิงหนิงกับหลินเสวี่ยอิงก็พากันเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป ตอนที่กำลังจะกลับ หลินเสวี่ยอิงยังแอบโบกมือลาผมด้วยแต่การกระทำนั้น กลับถูกซูอีอีสังเกตเห็นเข้าภาพนั้น ทำให้สีหน้าของซูอีอีดูแย่ลงทันที เงาร่างของพวกเขาสามคนเพิ่งจะลับสายตาไปจากหน้าประตู ซูอีอีก็อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบขึ้นม
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ...”“ได้ยินหรือยัง ดีขึ้นมากแล้ว ถ้าพวกเธอไม่มีธุระอะไรแล้ว ก็รีบกลับไปเถอะ” ซูอีอีโบกมือเล็ก ๆ ไปมา พูดด้วยน้ำเสียงรำคาญใจท่าทางแบบนั้นดูเสียมารยาทมาก ดูเหมือนตั้งแง่เป็นศัตรูกับคนตรงหน้า ถ้าจะพูดให้ถูก น่าจะตั้งแง่เป็นศัตรูกับหลินเสวี่ยอิงซะมากกว่ากลับเป็นเซวียหนิงหนิง พอได้ยินคำพูดประโยคนั้น ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที ดูท่าทางเหมือนจะดีใจมาก ยัยเด็กนี่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าผมตรง ๆ ด้วยซ้ำ สายตาที่มองมามีแต่ความหวาดกลัวอยู่เต็มไปหมดแต่ในเมื่อพวกเขาอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล จะให้ไล่กลับไปแบบนี้ มันก็ดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ผมเลยชวนให้พวกเขาสามคนเข้ามานั่งพักข้างในก่อน แล้วก็เห็นเซวียหนิงหนิง หัวหน้าชั้นปีที่ดูเหมือนกระต่ายคนนั้น หน้าจ๋อยทันทีหลังจากนั่งลง หลินเสวี่ยอิงก็หยิบกระดาษชีทปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้ข้างตัว เตรียมจะยื่นมาให้ผม “นายไม่ได้เข้าเรียนวันหนึ่ง ฉันกลัวว่านายจะเรียนไม่ทัน นี่เป็นโน้ตย่อสรุปเนื้อหาในคลาส ฉันช่วยจดและเรียบเรียงไว้ให้แล้ว นาย...”“ไม่ต้องหรอก เรื่องเรียนของเขาเดี๋ยวฉันรับผิดชอบเอง ไม่ตามหลังแน่” ซูอีอีส่งเสียงหึในลำคอ พู
หลังจากผ่านเรื่องราวในครั้งนี้มาได้ ความบาดหมางระหว่างผมกับซูอีอีก็คลี่คลายลง ความสัมพันธ์ของพวกเราพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด สำหรับผมแล้ว ซูอีอีก็เปรียบเสมือนคนในครอบครัวของผมจริง ๆ ผมจะไม่มีทางยอมให้ซูอีอีต้องเผชิญกับอันตรายใด ๆ เด็ดขาดถ้าพวกกัวอ้าวกล้ามาหาเรื่องจริง ๆ ล่ะก็ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ผมก็จะเอากาต้มน้ำร้อนในมือนี้ฟาดใส่หัวของไอ้หมอนั่นในกาต้มน้ำนี้ มีน้ำร้อนจัดที่ซูอีอีเพิ่งจะใส่มา ถ้าเกิดฟาดเข้าไปจริง ๆ ล่ะก็ รับรองว่าหน้าของไอ้หมอนั่นได้สุกแน่ ๆผมทำหน้าถมึงทึง กระชากประตูห้องเปิดออกแล้วพุ่งออกไปแต่พอเพิ่งจะออกไปข้างนอก สีหน้าของผมก็เปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดทันทีเรื่องราวมันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิดไว้เลย ผมนึกว่าคนที่กำลังทะเลาะกับซูอีอีคือพวกกัวอ้าว แต่พอมองดูดี ๆ แล้วกลับไม่ใช่เลยคนที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าซูอีอีคือเพื่อนนักศึกษาสามคน หน้าตาคุ้น ๆ ทั้งนั้น น่าจะเป็นเพื่อนร่วมคลาสของพวกเราผมรู้จักแค่คนเดียว นั่นก็คือหลินเสวี่ยอิง เพื่อนร่วมโต๊ะของผมเธอยังคงเป็นเด็กสาวที่แฝงไปด้วยความเศร้าหมองเล็กน้อย แต่แววตากลับดูเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง สวมกระโปรงยาวคลุมเข่า ช่วงเอว
มองแผ่นหลังของซูเชียนเชียน แม้จะรู้สึกว่าคำพูดที่กำลังจะพูดออกไปมันอาจจะน่าอายไปสักหน่อย แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง“จริงสิ เชียนเชียน แล้วพี่สาวเธอล่ะ?” คำพูดเพิ่งจะหลุดออกจากปาก ผมก็นึกอยากจะตบปากตัวเองสักที นี่มันอะไรกัน?ใครจะไปรู้ว่า หลังจากได้ยินคำถามของผม สีหน้าของซูเชียนเชียนจะแข็งค้างไปในทันที เธอหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหลบสายตาโดยไม่รู้ตัว “พี่สาวน่ะ นายก็รู้ใช่ไหมว่า พี่เป็นอธิการบดี ทุกวันงานยุ่งจะตาย ก็เลยต้องไปเช้าหน่อย”“แต่พี่ก็ยังฝากมาบอกให้นายพักผ่อนให้มาก ๆ เรื่องอื่นไม่ต้องเป็นห่วง ทางนั้นพี่เขาจะจัดการให้เรียบร้อยเอง” ซูเชียนเชียนรีบพูดอย่างรวดเร็ว“สายมากแล้ว ฉันต้องไปแล้วล่ะ ตอนบ่ายเดี๋ยวฉันมาเยี่ยมใหม่นะ” ซูเชียนเชียนโบกมือให้ผม แล้วเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป ส่วนผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากหลังจากน้องเมียกลับไป ในห้องพักผู้ป่วยก็เหลือแค่ผมกับซูอีอีสองคนผมเหลือบมองซูอีอีแวบหนึ่ง คงเป็นเพราะเรื่องเมื่อกี้ ซูอีอีก็เลยยังอารมณ์เสียอยู่ เธอทำปากยื่น ท่าทางแบบนั้นดูน่ารักสุด ๆ ไปเลยผมถามซูอีอีว่า จะกลับไปมหาวิทยาลัยไหม ทางฝั่งผมไม่ค่อยมีปัญห







