Mag-log inเมื่อสิงขรมาถึงคฤหาสน์เทวาลัย เกตุศิรินทร์ออกมาต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูจะจริงใจมากขึ้น
“คุณสุริยาวดียังไม่ออกจากห้องนอนเลยค่ะ แต่เธอสั่งเอาไว้ว่า ให้คุณดูได้อย่างเดียวห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด” เกตุศิรินทร์บอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สิงขรพยักหน้าเข้าใจ
“ครับ”
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในห้องโถงที่แสงสว่างยังส่องมาไม่ทั่วถึง ครั้นเมื่อถึงหน้าตู้กระจกที่เก็บรักษาศิลาจารึก เกตุศิรินทร์ก็เปิดบานประตูตู้ให้สิงขรเข้าไปใกล้ จากนั้นมือเรียวสวยของเธอก็เอื้อมไปแตะสวิตช์ ไฟหลายดวงพลันสว่างวาบพร้อมกัน เผยให้เห็นแผ่นศิลาจารึกโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในตู้กระจกอย่างชัดเจน ลวดลายสลักบนแผ่นหินปรากฏแก่สายตาคมกริบของสิงขรอย่างละเอียดถี่ถ้วน
นายตำรวจหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ตู้กระจก เพ่งมองตัวอักษรโบราณที่คดเคี้ยวราวกับงูเลื้อย เขาพยายามเชื่อมโยงสัญลักษณ์ที่ฐานกับตัวอักษรด้านบน แต่ก็ยังไม่สามารถถอดความหมายใดๆ ออกมาได้
“คุณพอจะคุ้นเคยกับภาษาที่จารึกบนศิลานี้บ้างไหมครับ?”
“ไม่เลยค่ะ แต่เห็นคุณสุริยาวดีเคยบอกว่ามันเป็นภาษาขอมโบราณ”
สิงขรใช้สายตากวาดมองไปทั่วแผ่นศิลาอย่างละเอียด เขาพยายามจดจำรูปร่างของตัวอักษรแต่ละตัว และเปรียบเทียบกับสัญลักษณ์ที่คมกฤชให้เขาดูเมื่อวาน
มือหนาลูบเบาๆ ไปตามร่องรอยการสลัก พบว่าบางส่วนมีร่องรอยที่ดูเหมือนจะถูกแก้ไขหรือเพิ่มเติมในภายหลัง สิงขรสังเกตเห็นสัญลักษณ์วงกลมซ้อนกันที่มีเปลวไฟตรงกลางปรากฏอยู่หลายแห่งบนศิลาจารึก มันเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่เขาเห็นในตำราของคมกฤช และยังคล้ายกับเครื่องรางของคุณยายของเขาอีกด้วย
ความสงสัยในใจของเขายิ่งทวีคูณขึ้น ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับการสำรวจศิลาจารึกนั้นเอง สิงขรก็สังเกตเห็นร่องรอยเล็กๆ คล้ายคราบสีแดงจางๆ ติดอยู่ตามร่องตัวอักษรบางส่วน เขามองอย่างพิจารณา
“สัญลักษณ์ที่ฐานศิลา... คุณเคยเห็นมันที่ไหนอีกบ้างไหมครับ” สิงขรถามพลางชี้ไปยังจุดนั้น
เกตุศิรินทร์ขมวดคิ้ว ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม... เหมือนจะเคยเห็นบนเครื่องประดับของคุณสุริยาวดีด้วยค่ะ เป็นจี้เล็กๆ ที่เธอมักจะใส่ติดตัวเสมอ”
“คุณสุริยาวดีมักจะใส่จี้นั่นเมื่อไหร่?” สิงขรถามต่ออย่างรวดเร็ว
“ก็... เกือบจะตลอดเวลานะคะ ดิฉันไม่ค่อยเห็นเธอถอดมันออก” สิงขรพยักหน้าช้าๆ ในใจเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่าง
“ขอบคุณมากนะครับคุณเกตุศิรินทร์” สิงขรกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผมคงต้องขอตัวกลับไปก่อน ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม ผมจะติดต่อมาอีกครั้ง” เกตุศิรินทร์พยักหน้า
“ค่ะ ดิฉันหวังว่าคุณตำรวจจะคลี่คลายคดีนี้ได้นะคะ” แววตาของเธอดูเป็นห่วงอย่างแท้จริง เธอพูดก่อนจะปิดประตูเบาๆ สิงขร พยายามเพ่งมองลวดลายและตัวอักษรโบราณที่สลักอยู่บนแผ่นหินนั้นอีกระหว่างเดินออกมา ร่างของเกตุศิรินทร์ที่กำลังเดินอยู่ก็เสียหลัก เขาไม่รอช้ารีบเข้าไปประคองเธอไว้ได้ทัน ร่างของหญิงสาวล้มเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของสิงขรอย่างไม่ทันตั้งตัว
ทั้งคู่สบตากันอย่างใกล้ชิด ความรู้สึกประหลาดที่สิงขรเคยสัมผัสได้เมื่อแรกเจอเธอหวนกลับมาอีกครั้ง ดวงตากลมโตของเกตุศิรินทร์ฉายแววตกใจและสับสน ในขณะที่สิงขรเองก็รู้สึกถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ ช่วงเวลานั้นราวกับมีเพียงเขาสองคนอยู่ในโลก ความเงียบเข้าปกคลุม มีเพียงเสียงลมหายใจเบาๆ ของกันและกัน
“ขอบคุณค่ะคุณตำรวจ” เกตุศิรินทร์เอ่ยเสียงแผ่วเบา พลางค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอดของเขา ใบหน้าหวานของเธอแดงระเรื่อเล็กน้อย
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” สิงขรถามด้วยความเป็นห่วง
“แค่สะดุดตรงพื้นที่มันไม่เท่ากันน่ะค่ะ” เธอตอบพร้อมกับฝืนยิ้มบางๆ
21.00 น.
สิงขรเดินทางไปที่บาร์แห่งหนึ่งเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น ในขณะที่เขากำลังนั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ กับคมกชฤที่มุมหนึ่งของบาร์ เสียงดนตรีคลอเบา ๆ เสียงหัวเราะของผู้คนที่มาปลดปล่อยความเหนื่อยล้า สายตาคมกริบคอยกวาดมองผู้คนที่รายล้อม นี่คือหนึ่งในวิธีสืบสวนแบบฉบับของเขา การเฝ้าสังเกตการณ์ในสถานที่ที่เหยื่อเคยมาเยือน อาจนำไปสู่ร่องรอยบางอย่าง
สิงขรเอนกายหลบมุมทันที เมื่อสายตาของเขาหันไปปะทะกับร่างระหงของสาวงามคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามานั่งบริเวณโต๊ะใกล้ ๆ ที่เขานั่งอยู่ เมื่อเพ่งมองดีๆ หัวใจของเขาก็กระตุกวูบ
“เป็นอะไรของมึงวะไอ้สิงห์ ทำอย่างกับเจอเจ้าหนี้งั้นแหละ” คมกฤชกระซิบถาม สิงขรไม่ตอบ เพียงแต่ใช้สายตาเป็นสัญญาณชี้ไปยังร่างระหงของสาวงามคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามานั่งบริเวณโต๊ะใกล้ๆ ที่พวกเขานั่งอยู่ ภายใต้แสงไฟสลัวๆ นั้น เธอดูโดดเด่นเป็นจุดสนใจของชายหนุ่มบริเวณนั้นไม่น้อย
“คุณเกตุศิรินทร์ เลขาฯ ของคุณสุริยาวดีไง” สิงขรตอบเสียงเบา
“อ่าว!..แล้วทำไมมึงต้องหลบด้วยว่ะ” คมกฤชเลิกคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ
“กูมาสืบคดีนะโว้ย จะเปิดเผยให้ใครรู้ได้ยังไงล่ะ” สิงขรปรามเสียงต่ำ
“อ๋อ...” คมกฤชพยักหน้าอย่างเข้าใจทันที
“เออจริงของมึง แล้วเธอมากับใครวะ?” คมกฤชถามด้วยความสงสัยเช่นกัน
“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน” สิงขรตอบคมกฤชเสียงแผ่ว ก่อนจะจ้องมองเกตุศิรินทร์ที่นั่งอยู่โต๊ะฝั่งตรงกันข้าม เธอมากับชายหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันเบาๆ ท่าทางไม่ได้สนิทสนมจนเกินเลย แต่ก็ดูเหมือนรู้จักกัน
“ไอ้เราก็นึกว่าโสด” สิงขรพึมพำ สายตาไม่ละจากร่างบางที่นั่งอยู่โต๊ะนั้น
“มึงแอบชอบเค้าล่ะสิ” คมกฤชแซว พลางยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ
“ดูรวม ๆ ก็โออยู่นะ แต่สวย ๆ แบบนี้..” สิงขรเว้นคำพูด ทิ้งท้ายด้วยความไม่มั่นใจ
“เฮ่ย!!!..อย่าเพิ่งท้อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มจีบสิวะ บางทีเธออาจจะแค่มาสังสรรค์กับเพื่อนก็ได้” คมกฤชออกความเห็น สิงขรส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เกตุศิรินทร์อย่างไม่วางตา ราวกับกำลังพยายามอ่านความคิดของเธอ
“กูว่าไม่ใช่เพื่อนหรอก”
“แล้วมึงจะทำยังไงต่อ?” คมกฤชถามอีกครั้ง สิงขรจ้องมองชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามเกตุศิรินทร์ด้วยแววตาครุ่นคิด
“รอดูไปก่อน ไม่แน่เหยื่อรายต่อไปอาจจะเป็นไอ้หมอนั่นก็ได้” สิงขรตอบเสียงต่ำ แฝงไว้ด้วยความกังวลถึงคดีที่เขากำลังสืบสวน
ตอนที่ 32 ตอนจบศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์ยืนหยัดอยู่เบื้องหลังคมกฤช มือของเขาถือตำราโบราณ ดวงตาจดจ่ออยู่กับอักขระศักดิ์สิทธิ์บนแท่นหินนั้น เสียงสวดมนต์ภาษาโบราณเริ่มดังขึ้นแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงดาบที่ปะทะเนื้อหนังเหวอะหวะและเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดของเหล่าผีดิบ คมกฤชกัดฟันแน่น เขาต้องปกป้องอาจารย์ของเขาให้สวดจนจบพิธี ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ดาบอัสนีบาตยังคงวาดลวดลายสังหารเหล่าสมุนของมนทิราณีเทวีอย่างต่อเนื่อง แสงสีฟ้าที่เปล่งออกมาทุกครั้งที่ดาบฟาดฟัน ราวกับสายฟ้าที่พิฆาตเหล่าภูตผีปีศาจ“หยุดเดี๋ยวนี้องค์หญิง เลิกก่อกรรมได้แล้ว!” เสียงคำรามกึกก้องของสิงขรกระหึ่มไปทั่วห้องโถง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือมนทิราณีเทวีกำลังยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างของเกตุศิรินทร์ แววตาของนางแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยอำนาจ ราวกับพญามารที่กำลังจะช่วงชิงวิญญาณนางแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น ก่อนจะมือขึ้นโบกเบาๆ พลังงานสีดำมืดมิดพลันแผ่ออกมาราวกับคลื่นพายุ ซัดเข้าใส่ร่างของสิงขรอย่างรุนแรงจนเขากระเด็นไป“คิดว่า...เจ้าจะขัดขวางข้าได้งั้นรึ หมื่นสุนทรเทวา?” เสียงของนางเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งบาดลึก“ข้ามาไกลเกินกว่าจะถอยกลั
ตอนที่ 31 คำสาปบนแผ่นศิลาเสียงคำรามดังกึกก้องของผีดิบธนา มันพุ่งร่างอันน่าสะพรึงเข้าใส่สิงขรราวกับพายุคลั่ง หมายจะขัดขวางไม่ให้นายตำรวจหนุ่มตามไปช่วยคนรักได้สำเร็จ อดีตสัญชาตญาณความเป็นนักรบของหมื่นสุนทรเทวาทำงานทันทีในร่างของสิงขร เขาตัดสินใจใช้ความว่องไวที่มี เบี่ยงตัวหลบร่างมหึมาที่โถมเข้ามาอย่างฉิวเฉียด ก่อนจะออกตัววิ่งสุดกำลัง มุ่งตรงไปยังเป้าหมายเดียว...คือช่วยเหลือเกตุศิรินทร์ให้ทันก่อนที่พิธีบูชายัญจะเริ่มขึ้น!ผีดิบธนากู่ร้องด้วยความเดือดดาล เมื่อเหยื่อเป้าหมายของมันหลุดมือ มันตะเกียกตะกายไล่ตามสิงขรมาอย่างไม่ลดละ เสียงเท้าหนักๆ กระแทกพื้นดินดังก้องกังวาน แต่สิงขรก็ไม่ย่อท้อ เขาทิ้งระยะห่างจากอสูรกายร้ายตนนั้นได้ทีละน้อยๆ และเข้าใกล้แท่นบูชายัญเข้าไปทุกขณะเบื้องหน้าแท่นหินโบราณ มนทิราณีเทวีกำลังร่ายมนต์ด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง แสงสีดำแผ่รังสีออกจากมือเรียวของหล่อน แต่แล้วดวงตาคมกริบของนางก็เบิกโพลงด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นร่างของสิงขรทะยานฝ่าฝูงผีดิบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดาบอัตนิบาสในมือของนายตำรวจหนุ่มส่องประกายวาววับ ราวกับสายฟ้าที่พร้อมจะฟาดฟันทุกสิ่งที่ขวางหน้า ความมั่นใจบนใ
ตอนที่ 30 ดาบอัสนีบาต“ก็ด้วยจิตวิญญาณของข้าผูกพันอยู่กับอำนาจแห่งคำสาปที่ข้าได้สลักเสลาไว้ เพื่อติดตามล้างความเป็นอมตะของพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะหลีกเร้นไป ณ ที่แห่งใดก็ตามแต่”“ออกญาพิพัฒราชรณ คือดอกเตอร์ฌองกลับชาติมาเกิดอย่างนั้นเหรอ” สิงขรพึมพำด้วยความตกใจ เขามองหน้าศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์สลับกับสุริยาวดีอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาและหูศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์หันมาเผชิญหน้ากับสุริยาวดี แววตาของเขาแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น“การหลบหนีขององค์หญิงได้สิ้นสุดลงแล้ว”“นี่!!! สุริยาวดี...คือพระนางมนทิราณีเทวีจริง ๆ เหรอเนี่ย โอ้แม่เจ้า!!!!?” คมกฤชอุทานอีกครั้ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมาอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ที่องค์หญิงพูดเป็นความจริงเหรอครับ....ดอกเตอร์!!!” สิงขรหันมาถามศาสดาจารย์ฌอง“ใช่แล้วครับ!!!...ผมกลับชาติมาเกิดหลายภพหลายชาติ เพื่อตามล่าทำลายความเป็นอมตะของพระนางมนทิราณีเทวี...”“ผมแทบไม่เชื่อเลยอาจารย์!?” คมกฤชตกตะลึง“แต่พระนางนี้สิ! หนีรอดผมไปได้ทุกครั้ง...” ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์กล่าวพลางจ้องมองสุริยาวดีตาเขม็ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นกับ
ตอนที่ 29 เงาอดีตภายใต้แสงไฟสีนวลที่ส่องสว่างภายในห้องทำงาน ซึ่งรายล้อมไปด้วยข้าวของเครื่องใช้โบราณนานาชนิด ราวกับเป็นห้องเก็บรักษาสมบัติจากยุคสมัยที่ล่วงลับ ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์ค่อยๆ ยื่นปิ่นปักผมทองคำโบราณให้กับเกตุศิรินทร์ที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงอย่างอ่อนโยน“ถือนี่เอาไว้ครับคุณเกตุศิรินทร์...” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบแต่หนักแน่นเกตุศิรินทร์รับปิ่นปักผมมาไว้ในมืออย่างแผ่วเบา โลหะเย็นเยียบปะทะฝ่ามือ ราวกับเจ็บปวดในครั้งหนึ่งแล่นร้าวไปทั่วสมอง ลวดลายสลักเสลาอันวิจิตรบรรจงดูราวกับมีชีวิต เธอมองมันด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ทั้งคุ้นเคยและรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่มอง“ผ่อนคลายนะครับ...ปล่อยใจให้สบาย...” ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์เริ่มกระบวนการสะกดจิต..ไปเรื่อย ๆ พยายามให้เธอเข้าสู่ภวังค์ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนแต่ทรงพลัง ราวกับคลื่นเสียงที่ค่อยๆ กล่อมเกลาจิตใจทุกขณะ“จงจดจ่ออยู่กับปิ่นปักผมในมือ...สัมผัสความเย็นของมันแล้วผ่อนคลาย...และลองเปิดใจรับรู้ถึงความทรงจำที่อาจซ่อนอยู่ในนั้น...”“ตอนนี้...จงค่อยๆ ย้อนกลับไป...มองหาภาพ...มองหาเสียง...มองหาความรู้สึกที่คุณผูกพันอยู่กับปิ่นปักผมอันนี
ตอนที่ 28 ปิ่นปักผมแห่งความทรงจำห้องทำงานของศาสตราจารย์ฌองปิแอร์ หลังจากผ่านการสะกดจิตอันลึกล้ำ แสงไฟสลัวยามค่ำคืนส่องกระทบใบหน้าเคร่งขรึมของสิงขร เขาถูกสะกดจิตไปเกือบสองชั่วโมงเต็ม ๆดวงตาของนายตำรวจหนุ่มค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ ราวกับความทรงจำที่หลับใหลมานานได้หวนคืนสู่ห้วงสำนึกอย่างสมบูรณ์ ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์ยืนมองอยู่ข้างเตียงด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยความใคร่รู้ เช่นเดียวกับคมกฤชที่ยืนเท้าแขนมองด้วยความสงสัย“เป็นอย่างไรบ้าง คุณสิงขร?” ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสิงขรลืมตาขึ้นมองเพดานครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตากับนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส แววตาของเขาฉายความเข้าใจและความทรงจำที่ชัดเจน“ผม!!!... ผมเห็นทุกอย่างแล้วครับอาจารย์” สิงขรเอ่ยเสียงแผ่ว แต่ก็เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ“ผมจำ เรื่องราวของหมื่นสุนทรเทวาอดีตชาติของผม... พระนางยโสธราที่เสียชีวิตระหว่างทำศึก...และเหตุการณ์ที่เลวร้ายก่อนตาย”“หมายความว่ายังไงวะไอ้สิงห์? มึงจำเรื่องในอดีตชาติได้แล้วงั้นเหรอ?” คมกฤชขมวดคิ้ว “ใช่ เดี๋ยวฉันจะเล่าให้แกฟัง หลัก ๆ มันคือ โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในนครสิงหปุระบรรพตตามตำราของดอกเตอร์เลย”
ตอนที่ 27 เงาอมตะและศิลาแห่งคำสาปภายหลังความสูญเสียอันแสนสาหัส ทหารที่เหลือรอดชีวิตจากสมรภูมิอันน่าเศร้านั้น ได้นำร่างไร้วิญญาณของหมื่นสุนทรเทวาและพระนางยโสธราเทวีกลับสู่พระนคร บรรยากาศในเมืองหลวงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและการร่ำไห้ เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระธิดาองค์เล็กผู้เปี่ยมด้วยความสดใส และวีรบุรุษผู้กล้าหาญเป็นที่รักแพร่สะพัดไปทั่วพระเจ้าธรณินทร์ทรงโทมนัสยิ่งนัก พระองค์ทรงกริ้วโกรธต่อการกระทำของพระนางมนทิราณีเทวีจนแทบคลั่ง ความสูญเสียครั้งนี้ราวกับคมศรที่ปักลึกกลางพระทัย พระองค์ทรงมีราชโองการเรียกตัว ออกญาพิพัฒน์ราชรณ แม่ทัพใหญ่ผู้มากด้วยประสบการณ์และเล่ห์เหลี่ยมทางการรบ ให้เข้ามาบัญชาการศึกแทนหมื่นสุนทรเทวาโดยทันทีในท้องพระโรงอันเงียบงัน พระเจ้าธรณินทร์ประทับบนบัลลังก์ทอง พระพักตร์เศร้าสร้อยแต่แข็งกร้าวราวกับศิลา ออกญาพิพัฒน์ราชรณคุกเข่าเบื้องหน้าด้วยความเคารพ“พิพัฒน์ราชรณ...” พระเจ้าธรณินทร์ตรัสด้วยสุรเสียงต่ำ ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจ“เจ้าจงนำทัพหลวง ปราบปรามความอหังการของมนทิราให้สิ้นซาก จงนำความสงบและความยุติธรรมกลับคืนสู่แผ่นดินของเรา... และจงล้างแค้นให้แก่ยโสธราด้วย” ออกญ







