เข้าสู่ระบบแสงสุดท้ายของวันทอดตัวลับหลังคาเรือน ลู่ชิงหรูเดินเรื่อย ๆ กลับบ้านพร้อมถุงผ้าใบเล็กในมือที่บรรจุทั้งผักสด ข้าวสาร ยาต้มสำหรับมารดา และขนมถั่วแผ่นกรอบที่ตั้งใจซื้อให้ลู่เทียนหรงน้องชายสุดน่ารักโดยเฉพาะ ระหว่างทาง บ้านเรือนค่อย ๆ เบาบางลงจนเข้าสู่เขตชานเมืองที่เต็มไปด้วยแปลงผักและทุ่งนา บ้านช่องอย่างง่ายคับแคบเรียงราย บ่งบอกฐานะของคนที่อาศัยแถวนี้อย่างชัดเจน
เมื่อถึงหน้ารั้วไม้เตี้ย ๆ ของบ้านตนเอง นางยังไม่ทันผลักประตูเข้าไปด้วยซ้ำ เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ก็ดังตึกตึกมาตามลานดิน พร้อมเสียงเรียกที่ดังเจื้อยแจ้ว
“ท่านพี่!”
เทียนหรงวิ่งโผเข้ามากอดขานางแน่น ใบหน้าเปื้อนดินเปรอะเปื้อนคราบดิน รอยยิ้มกลับสดใสน่าเอ็นดูในสายตาของชิงหรูนัก
“ทำงาน เหนื่อยไหม ?” เด็กชายเงยหน้าถาม ติดจะหอบนิด ๆ พูดไม่เป็นประโยคมากนัก
“เล็กน้อย แต่ดูนี่สิพี่เอาอะไรมาให้เจ้าด้วย...” นางยิ้มพลางยื่นห่อขนมให้เด็กชายตัวน้อยดู
เทียนหรงดีใจจนเกือบลื่นหกล้มขณะรีบวิ่งเข้าเรือนไปก่อนจะกลับออกมาพร้อมกระบวยไม้บรรจุน้ำในมือ “ท่านพี่ ดื่มน้ำก่อนขอรับ”
ชิงหรูรับน้ำมาดื่มเงียบ ๆ ระหว่างนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นรอยจ้ำแดงบนหลังมือน้องชายโดยบังเอิญพอดี
“หรงเอ๋อร์ นั่นรอยอะไร?”
เด็กชายสะดุ้ง เบือนหน้าเลี่ยง
หุบแขนลงทันควัน “ไม่มี…”
“อย่าปิดพี่ เจ้าไปถูกแกล้งมาอีกใช่ไหม?”
“ข้า…ข้าโดนอามู่แกล้ง แต่วันนี้ ข้าตีมือเขากลับ! ขอรับ”
“เจ้าไม่ได้แกล้งอามู่ก่อนใช่หรือไม่”
เด็กชายส่ายหน้าอย่างแรง “อามู่ล้อ ข้าไม่มีบิดา ทำให้ท่านพี่ต้องไปทำงาน”
ชิงหรูก็คิดไว้แล้วว่าน้องชายไม่ใช่คนที่เอะอะก็ใช้กำลัง เช่นนั้นหากเป็นอย่างที่เทียนหรงบอกว่าตีอามู่ไปหลายที ก็อาจเป็นไปได้ว่ามารดาของอามู่ต้องมาเรื่องภายหลังตามนิสัยขี้โวยวายเป็นแน่
ยังไม่ทันไรเสียงตะโกนจากปลายตรอกดังแทรกขึ้นเสียแล้ว ไม่ใช่ใครที่ไหน มารดาของอามู่นั่นเอง
“เด็กปัญญาอ่อนบ้านเจ้ามันตีลูกข้า! ออกมารับผิดชอบเดี๋ยวนี้!”
สตรีวัยกลางคนเดินอาด ๆ เข้ามาในลานบ้าน ท่าทีฮึดฮัด ไม่สนใจอื่นใด นางจูงมืออามู่ที่มีสีหน้าเจ็บปวดเกินจริงเข้ามาถึงหน้าของชิงหรู
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าให้เด็กปัญญาไม่ดีออกมาเล่นเพ่นพ่าน มันบ้าจนเอาไม้ตีลูกข้าจนแดงไปหมดแล้ว!”
ชิงหรูได้ยินคำว่าหยาบช้าเช่นนั้นก็ทำให้ความใจเย็นของนางมลายหายไปทันที นางเดินมาขวางอาหรงไว้ข้างหลังแล้วยืดตัวขึ้นพลางพูดเสียงเรียบแต่แฝงด้วยรังสีเยือกเย็น
“ป้าหู ท่านพูดเช่นนั้นก็มากเกินไปกระมัง หากลูกท่านไม่เริ่มก่อน เด็กอย่างหรงเอ๋อร์จะกล้าแตะต้องหรือ? ข้าควรถามกลับว่าท่านเลี้ยงลูกอย่างไรให้กล้ารังแกผู้อื่นกันแน่?”
“เจ้ากล้าว่าข้าเลี้ยงลูกเสียคนหรือ?” นางก้าวเข้ามาด้วยท่าทางจะก้าวเข้าประตูบ้านมาผลักนางทันใด
“ถ้าก้าวเข้ามาในเขตบ้านข้าหรือแตะสิ่งใดในบ้านของข้าแม้เพียงนิดเดียว ข้าจะถือว่าท่านรุกล้ำและทำลายข้าวของ แล้วข้าจะไปเรียนต่อผู้ใหญ่บ้านทันทีว่า กล้าเสี่ยงก็ลองดู!?”
อีกฝ่ายอึกอักเล็กน้อยก่อนย้อนเสียงแหลม “เช่นนั้นข้าก็จะพาลูกไปฟ้องเช่นเดียวกัน ดูนี่สิ! หลักฐานชัดเจน!”
“ป้าหูท่านเลี้ยงลูกมามิรู้เชียวหรือว่าอามู่มีนิสัยเกเรเช่นไร ท่านผู้ใหญ่บ้านเป็นคนมีจิตใจดีและกว้างไกลย่อมรู้กระมังว่าอามู่ของท่านกลั่นแกล้งเด็กบ้านอื่นไปกี่คนแล้ว ส่วนอาหรงบ้านข้านั้นข้าสอนน้องข้าไม่ให้ยอมให้ใครมารังแกหากไม่เพราะถูกใครแกล้งก่อนเขาจะปกป้องตนเองจนเกิดเป็นต่างคนต่างมีรอยแดงหรือ?”
สตรีวัยกลางคนหน้าแดงสลับหน้าดำจนแทบแยกระหว่างรอยแดงบนมือของอามู่และหน้าของนางไม่ออกแล้วว่าตรงไหนแดงกว่ากัน นางนั้นกะจะมาขอความรับผิดชอบกับมารดาของเทียนหรงไม่คิดอยากปะทะฝีปากกับแม่นางผู้นี้หรอก เดี๋ยวอ้าปากหุบปากจนแมลงวันบินไปหลายตัวก็ยังคิดคำพูดมาตอบโต้ไม่ได้เลย
ชิงหรูนั้นก้าวเดินไปข้างหน้าส่งผลให้อีกฝ่ายถอยหลังไปโดยปริยายก่อนเอ่ยต่อเสียงเยาะเย้ย
“เอ... เด็กเล่นกันเท่านั้น ท่านเองก็เคยพูดถ้อยคำนั้นกับข้า จำมิได้หรือ?”
อีกฝ่ายหน้าชาไปทันใด สุดท้ายเมื่อสู้ไม่ได้ก็ใช้ไม้ตายเดิมมากล่าวเหน็บแนม
“หึ ผู้ดีหรือปากเก่งเสียยิ่งกว่าแม่ค้าในตลาดเสียอีก มาจากเมืองหลวงหรือ ตระกูลสูงส่งอะไรนั่น ไม่สอนลูกให้รู้จักก้มหัวให้ผู้ใหญ่บ้างเลยกระมัง!”
“พอแล้ว ชิงหรู อย่าทำตัวหยาบคายต่อแขกเยี่ยงนี้...”
เสียงไอแผ่วเบาขัดเข้ามาจากในเรือน
ผู้เป็นมารดาของชิงหรูและเทีนงหรง ไป๋อี้เหยา เดินออกมาพร้อมผ้าคลุมไหล่บางสีซีดจาง ป้าเจาบ่าวที่อยู่ด้วยกันแต่เด็กเดินพยุงอยู่ข้าง ๆ แม้ใบหน้าซีดเซียวแต่ก็ยังพยายามยืดหลังตรงไว้ ดวงตาเรียวทอดมองสตรีข้างบ้านพลางเอ่ยอย่างสุภาพแต่ไม่ดูง้อใคร
“ขออภัยแทนลูก ๆ ของข้าด้วย เด็กทั้งคู่ต่างก็ยังอายุไม่มาก ล่วงเกินนางหูแล้ว...”
หญิงข้างบ้านสกุลหูเชิดหน้าอย่างมีชัยทันใด นี่ล่ะสาเหตุที่นางจูงบุตรชายมาหาถึงบ้าน นางเพียงอยากได้รับคำขอโทษเล็กน้อยเท่านั้น วันนี้นอนหลับฝันดีแล้ว...
“ข้าก็เพียงอยากให้ฮูหยินไป๋สั่งสอนลูกเสียบ้าง ท่านมารยาทงามสมกับที่เป็นผู้ดีเก่า ส่วนลูกเจ้านั้น เหอะ ข้าไม่อยากจะพูด!”
ไป๋อี้เหยายิ้มอย่างอัธยาศัยดีก่อนจะหันมาหาชิงหรูสั่งเสียงเข้มขึ้น “เจ้าก็ขอโทษนางหูเสีย”
ชิงหรูนิ่งงัน ก่อนจะถอนหายใจอย่างไม่พอใจชัดเจน
“ท่านแม่ก็เห็นอยู่ว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มพูดไร้มารยาทก่อน ท่านจะให้ข้าก้มหัวเพื่อรักษาหน้าตนเอง ทั้งที่ข้าไม่ผิดหรือ?”
เสียงมารดานางเยียบเย็นตอบ “สตรีสูงศักดิ์ย่อมรู้จักยอมอ่อนบ้างมิใช่ดื้อรั้นไร้หลักการไปเสียทั้งหมด เช่นนี้เจ้าจะอยู่ร่วมกับผู้ใดที่นี่ได้กัน?”
ชิงหรูเอือมระอากับมารดาของร่างนี้นัก นางนั้นมัวแต่คอยระวังไม่ให้ตนเสื่อมชื่อเสียงเสมอ จนบางทีก็ทำร้ายคนในครอบครัวมาหลายต่อหลายคราแล้ว
“หากศักดิ์ศรีของท่านหมายถึงการยอมให้คนเหยียบย่ำ ข้าก็ไม่คิดจะรักษามันไว้ ศักดิ์ศรีเช่นนั้นเอามาประทังชีวิตก็ไม่ได้เหตุใดต้องมีมันด้วยเล่า...”
ไป๋อี้เหยาเริ่มมีอารมณ์โกรธพุ่งสูงจนเกิดอาการความดันขึ้นและต้องหันหน้าหนีไอเบา ๆ ก่อนพูดเสียงสั่นแต่ยังไม่วายเบี่ยงประเด็นไปที่บุตรชายที่เชื่อฟังนางมากกว่า
“หรงเอ๋อร์ ไปขอโทษอามู่เสีย”
เทียนหรงเงยหน้ามองมารดาเงียบ ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ เริ่มซีดเผือดแต่ก็หมุนจะจะไปทำตามแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม
ชิงหรูรีบก้าวไปหาน้องชายก่อนจะจูงมือเทียนหรงให้เข้าไปในบ้านทันที นางเดินผ่านผู้เป็นมารดาแต่ทำตัวราวไม่มองพวกนางเป็นลูกราวอีกฝ่ายเป็นเพียงลมที่พัดผ่านเท่านั้น
ป้าเจาที่เห็นว่าเรื่องเริ่มบานปลายแล้วก็รีบเข้ามาประคองไป๋อี้เหยาที่ขาอ่อนไว้ไม่ให้ล้มก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม
“เอาเถิดเจ้าค่ะ ฮูหยินไปพักก่อนดีกว่า ลมยามค่ำวันนี้เริ่มแรงแล้วเดี๋ยวจะไม่สบายเอาอีก นางหูพวกข้าไม่ส่งล่ะไปดี ๆ นะ...”
แน่นอนว่านางหูนั้นได้สิ่งที่หวังแล้วก็หมุนกายจูงมือไปกับบุตรชายอย่างมีความสุข พวกนางนั้นรู้สึกไม่ชอบใจกับท่าทีทำราวกับตัวเองสูงส่งกว่าผู้อื่นของคนบ้านนี้มาตลอด เพียงหน้าตาดีผิวพรรณดีแล้วอย่างไร อย่างไรก็ต้องหาเช้ากินค่ำเหมือนกันอยู่ดีมิใช่หรือ หึ
บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียง
บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตาบ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก
บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง ผู้มีใบหน้าคมสันดวงตาสว่างกระจ่างดังทะเลสาบยามต้องแสง เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในร้าน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็รีบตรงเข้าไปต้อนรับ“คุณชายเซียว เชิญท่านนั่งด้านในขอรับ ห้องชั้นบนยังว่างอยู่”“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากกินมื้อกลางวันธรรมดา”เซียวหลิงชวนยิ้มบางแล้วเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังถนนเบื้องนอก ก่อนเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...วันนี้พ่อครัวหรูอยู่หรือไม่?”เสี่ยวเอ้อชะงักเล็กน้อยอย่างฉงนก่อนจะตอบเสียงสุภาพ“น่าเสียดาย พ่อครัวหรูเพิ่งออกไปได้ครู่เดียวเองขอรับ ไปส่งอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลหยวน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ เถ้าแก่เลยให้ไปดูแลด้วยตนเอง...”เซียวหลิงชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ รอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากจางลง“คลาดกันเสียได้...”เขาพึมพำเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าเป็นกา
บทที่ 15นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองกลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น‘ซูชิ…?’นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่
บทที่ 14คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวนทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ เซียวหลิงชวนก็รีบจัดการติดต่อทางการอย่างรวดเร็ว ขุนนางผู้รับหน้าที่ตรวจตราบริเวณท่าเรือเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้นเขาก็เอ่ยปลอบใจชาวบ้านที่ยังตกใจกับเหตุการณ์บนเรือด้วยสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีไม่ถือดีแม้จะเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองก็ตาม จากนั้นจึงเดินมายังลู่ชิงหรูและลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง“ข้าต้องขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งอีกครั้ง ชาวบ้านบนเรือเมื่อครู่ฝากมาเช่นกัน”เซียวหลิงชวนประสานมือคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงจริงใจทำให้ชิงหรูรู้สึกทำอันใดไม่ถูกโดยพลัน โดยปกติแล้วนางมักทำตามหน้าที่ตามภารกิจที่องค์กรสายลับมอบหมาย พอได้ช่วยคนโดยไม่หวังผลอันใดจึงรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรไปบ้าง หากนางอยู่ตรงนี้คงต้องรับคำขอบคุณอีกหลายรอบแน่ ทางที่ดีควรรีบพาอาหรงที่เกาะขานางอยู่ด้วยใบหน้าง่วงงุนมาสักพักกลับบ้านเสียที“ข้ารับคำขอบคุณไว้ แล้วฝากไปบอกพวกเขาว่าข้าเพียงช่วยตนเองเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจช่วยใครไม่ต้องมาขอบคุณข้าอีก”หลิงชวนยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วสุดท้ายก็มองมาทางนางที่กำลังอุ้มน้องชายที่ห
บทที่ 13เมื่อครู่มันมุกจีบสาวชายหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดออกมาจากอกเสื้อ เงาวับสะท้อนแสงแดดพร้อมกระโดดขึ้นยืนโดดเด่นบนที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนชายอีกสองคนจะชักอาวุธตามออกมา กระตุ้นให้เสียงหวีดร้องดังระงมทันทีหญิงสาวคนหนึ่งกรีดร้องไม่หยุดก็ถูกฟาดด้วยสันมีดที่ไหล่ ล้มลงกุมแขนสะอื้นแทน นางรู้ว่าพวกเขาทำพอเป็นตัวอย่างเซียวหลิงชวนก้าวออกมาขวางไว้อย่างใจกล้า “อย่าทำร้ายใครอีก ข้ามีเงินเยอะ นี่เอาไปเถอะ!”เขาดึงถุงเงินออกมาแล้วโยนลงบนพื้นเรือทันทีชายคนหนึ่งเก็บขึ้นมา พลิกดูภายในสีหน้าฉายความพอใจเล็กน้อย แต่คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลับต่างออกไป“เงินแค่นี้ไม่พอ! ทรัพย์สินทั้งหมด เอาออกมาวางตรงนี้!”สายตามันไล่ไปทั่วเรือก่อนหยุดที่เด็กน้อยลู่เทียนหรง เด็กชายตัวเล็กที่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาว แววตาสว่างวาบอย่างมีความคิดร้ายใหม่ทันใด“เด็กคนนั้นก็ใช้ได้ เอามา!”“อย่าแตะต้องเขา!”ลู่ชิงหรูที่มองนิ่งอยู่นานแทรกตัวขึ้นขวางอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความหวั่นเกรงเหมือนสตรีอื่น นางไม่ได้กลัวเพียงบุรุษร่างโตแต่เหมือนเพียงทรงตัวบนเรือยังทำได้ยากพวกนี้หรอก เพียงแต่นางไม่อยากทำร้







