LOGINกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย
“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”
เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้
“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”
เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”
“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียงดัง
เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังจากชาวบ้านที่มุงดูอยู่ห่าง ๆ หลายคนเริ่มหันมองไป๋อี้เหยา บางคนสงสาร บางคนลังเล เพราะต่างก็รู้ดีว่าสกุลหูไม่ใช่คนดีนัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
ผู้ใหญ่บ้านพยายามเอ่ยกล่อมเสียงอ่อน “เอ่อ...แม่นางไป๋ หากเป็นไปได้ ชดใช้เนื้อกวางตัวนั้นเสียเถอะ จะได้จบ ๆ กันไป”
ชิงหรูทนฟังอีกต่อไปไม่ไหวแล้ว นางพอรู้ที่มาก็ถึงเวลาจัดการพวกขี้โกงแล้ว นางเดินตรงเข้าไปหา ยืนประจันหน้าเถียนเหล่ยด้วยแววตานิ่งสงบดวงตาเรียวคมกริบหรี่ลงช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงเย็นอย่างไร้ความเกรงกลัว
“ข้าขอถามแค่ข้อเดียว!” น้ำเสียงของนางดังพอให้ทุกคนได้ยิน “เจ้ามีหลักฐานอะไร ว่าครอบครัวข้าขโมยเนื้อนั้น? นอกจากคนของพวกเจ้าที่พร้อมใจกันมาเป็นพยาน?”
เสียงเงียบสนิทไปทันที เถียนเหล่ยชะงักไปเล็กน้อยมองผู้มาใหม่อย่างไม่พอใจ นางหูก็เบือนหน้าเอ่ยบอกสามีที่ชิงหรูคือใครเล็กน้อยก่อนจะหันมาโต้ตอบกลับ
“ก็บอกว่าเจอที่เรือนของพวกเจ้าอย่างไรเล่า!”
“เจอหรือ? หึ” ลู่ชิงหรูขัดขึ้นทันควัน “เพียงเจ้าบอกว่าเจอก็คือผู้นั้นขโมยไปแล้ว คำพูดใส่ร้ายลอย ๆ แล้วพาพรรคพวกมาอวดพลังข่มขู่ผู้ใหญ่บ้านเช่นนี้เจตนาเจ้าชัดเจนยิ่งนัก จนข้าที่เห็นยังอับอายแทน...”
หากนางเดาไม่ผิด ที่ว่าเจอเนื้อกวางที่บ้านของนางพวกเขาน่าจะแค่กุเรื่องขึ้นมา ไม่แม้จะเอาเนื้อกว้างมาแอบวางในบ้านของนางด้วยซ้ำ กลุ่มอันธพาลตรงหน้าดีแต่อวดเพ่งกำลังแต่ไร้สมองเสียจริง!
คำพูดนั้นของชิงหรูทำเอาชาวบ้านที่ฟังรวมถึงผู้ใหญ่บ้านหน้าเจื่อนไปทันใด สุดท้ายพอเขาเหลือบตามองสบกับดวงหน้าคมเข้มของเถียนเหล่ยที่มองมาผู้ใหญ่บ้านก็ถอนใจยาว
“อย่างไรเสียก็หมู่บ้านเดียวกัน เจ้ายอมเอาเนื้อกวางมอบคืนไปเสียเถอะ เพื่อความสงบสุขของหมู่บ้าน...”
“เพื่อความสงบสุข หรือเพราะกลัวกันแน่!?” ชิงหรูเอ่ยคมจนบาดลึก ดวงตาเรียวเล็กของนางหรี่ลง มองพรรคพวกของเถียนเหล่ยที่ยืนข่มขู่อยู่รอบ ๆ อย่างไม่หวั่นกลัว
ผู้ใหญ่บ้านคงเกรงจะถูกทำร้ายมากนักจึงเอาแต่จะให้รีบยอมความอยู่นั่นล่ะ หากนางยอมครานี้คราต่อไปอีกฝ่ายอยากได้อะไรเพียงใช้มุกนี้ก็มิใช่ว่าจะได้หมดหรือ ?
บ้านนางไม่มีเนื้อกวาง จะเอาคืนก็หมายความว่าต้องไปหามาหรือซื้อมาคืนน่ะสิ เหอะ ชิงหรูหาได้ยอมให้ใครมาเอาเปรียบตนไม่!
“หากผู้ใหญ่บ้านไม่สามารถตัดสินความได้ด้วยเหตุผล ข้าก็จะไปแจ้งต่อทางการให้ช่วยจัดการ… พวกเจ้าก็เตรียมพาหลักฐานไปด้วยละกัน”
คำว่า ทางการ ทำให้เถียนเหล่ยและนางหูหน้าเปลี่ยนสีทันที พวกเขาเคยโอ้อวดว่ามีเส้นสายมากนัก เคยบอกคนในหมู่บ้านว่าเถียนเหล่ยออกจากทหารเพราะไม่อยากห่างครอบครัวแต่ก็ยังติดต่อพี่น้องทหารอยู่เสมอ ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้หรอกว่าเขาโม้หรือความจริง
ทว่าชิงหรูนั้นไม่เหมือนพวกชาวบ้านพวกนั้น นางเดาว่าสาเหตุที่เถียนเหล่ยออกจากทหารมาล่าสัตว์ไปขายแทนนั้น คงเพราะถูกไล่ออกมากกว่า ดูจากนิสัยแสนจะอันธพาลก็รู้แล้ว ไหนจะการสั่งสอนบุตรชายอีกเล่า ไม่แน่ว่าไปทำผิดกฎทหารด้วยซ้ำ
หากนางไปแจ้งทางการ ความจริงที่เถียนเหล่ยเพียงโอ้อวดเหล่านี้คงเปิดเผยแน่แล้ว
เมื่อเห็นว่าเพียงยืนข่มขู่สตรีร่างบางตรงหน้าไม่กลัวไม่พอยังจะไปแจ้งทางการอีกเขาจึงเปลี่ยนท่าทีจะใช้กำลังจัดการเรื่องตรงหน้าให้จบ ๆ ไปเสีย
“ปากดีนัก!” เถียนเหล่ยคำรามแล้วสั่งให้พรรคพวกขยับเข้าหาอย่างช้า ๆ “คิดว่าแค่มีปากจะชนะพวกข้าได้หรือ!”
ชิงหรูดันลู่เทียนหรงไปอยู่ด้านหลังโดยไม่พูดจา นางก้าวไปหนึ่งก้าว มือข้างหนึ่งขยับเล็กน้อย...นิ้วกดลงบนเส้นประสาทสำคัญของชายคนแรกที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
เสียงร้องด้วยความเจ็บดังขึ้นทันที ชายผู้นั้นทรุดฮวบกลางวง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน นางไม่ต้องออกแรงมากแต่เพียงจี้ไปที่จุดอ่อนบนร่างกายก็สามารถทำให้คนตัวใหญ่กว่าพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดายแล้ว...
คนถัดไปพยายามเข้าโจมตีอีก แต่เพียงวูบเดียว ชิงหรูก็พลิกตัวหลบแล้วสกัดข้อศอกกลับไปที่ดั้งจมูก ชายผู้นั้นล้มไปอีกคนทันที เลือดกำเดาไหลออกมามากจนน่ากลัว
แน่นอนเพราะชิงหรูรู้จุดว่าหากต่อยตรงใดจะทำให้เลือดกำเดาไหลจนน่ากลัวเช่นตอนนี้...
ผู้ชมรอบลานเงียบสนิทไปเสียแล้ว...
แม้แต่เถียนเหล่ยยังต้องชะงักเมื่อเห็นพรรคพวกตนล้มลงในพริบตา ดวงตาเขาขุ่นเคือง ราวจะไม่เชื่อว่าสตรีตัวเล็กเช่นนางทำได้
“ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง!” เขาคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่ทันใด
ชิงหรูไม่ถอย ไม่หลบ แต่ตั้งหลักมั่นหลบการจู่โจมของเขา แล้วพลิกจุดถ่วงน้ำหนักของตนแล้ววาดขาเตะตัดข้อพับของเขาอย่างเฉียบคม เถียนเหล่ยล้มไปกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัวอีกครั้งในท่ากำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้ามารดาและน้องชายของนาง
เสียงอึ้งดังครางเบา ๆ จากคนดูรอบนอก คราวนี้ไม่มีใครลังเลใจอีกแล้วสายตาของทุกคนหันขวับมาทางลู่ชิงหรูเปลี่ยนไป
แทนที่จะกลัวพวกเถียนเหล่ยบัดนี้พวกเขาควรหย่ำเกรงไม่ไปหาเรื่องครอบครัวของชิงหรูมากกว่า
เถียนเหล่ยกัดฟันแน่น เขาอาย เขาเจ็บ เขาโกรธ...แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ และเห็นว่าไม่มีใครคิดจะช่วยพยุงเขาอีก ทุกคนก็แค่...มอง มอง แล้วก็หันไปคุยกัน!
สุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นมาอย่างอับอาย หันไปตวาดใส่พรรคพวกแล้วนำเดินออกไปด้วยสีหน้าดำแดงทันที “ไป!”
นางหูเองก็หายอิ้งแล้วก็รีบเผ่นลากบุตรชายกลับไปเงียบ ๆ ไม่กล้าเอ่ยอะไรแม้ครึ่งคำ ไม่กล้าแม้จะมองสบตาชิงหรูในตอนนี้ด้วยซ้ำ
ผู้ใหญ่บ้านทำได้แค่ถอนหายใจยาว ป้าเจากับลู่เทียนหรงรีบมาหาลู่ชิงหรูอย่างเป็นห่วงทันที
“ข้าไม่เป็นไร” นางกล่าวเพียงเบา ๆ แล้วลูบหัวน้องชายที่มองตนด้วยดวงตาเปล่งประกายราวนางคือผู้ที่เขาเคารพและอยากจะเป็นที่สุด
“พี่...เก่งมาก”
ลู่เทียนหรงเอ่ยขึ้นในที่สุด ดวงตากลมโตยังไม่คลายจากความประทับใจเมื่อครู่ ในใจเขามีความคิดเดียวคือเขาต้องรีบโตและเก่งให้ได้จนดูแลครอบครัวได้แบบพี่สาว
นางไม่ได้ตอบ เพียงยกมือลูบผมน้องชายเบา ๆ ก่อนจะเปิดประตูบ้านของพวกนางเข้าไปด้านใน พอพ้นสายตาผู้คนลงแล้ว ไป๋อี้เหยาที่เงียบมาตลอดทางก็หันมาเอ่ยด้วยเสียงเรียบแต่แฝงความเครียดขึง
“เจ้าไปเรียนวิชาการต่อสู้นั่นมาจากที่ใดกัน?”
ชิงหรูนิ่งชั่วครู่ นางไม่ได้ตอบ แต่นางพาน้องชายไปจัดแจงเช็ดเนื้อตัวในห้อง แล้วจึงกลับออกมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเป็นสัญญาณบอกว่านางไม่คิดจะตอบคำถามนั้น
ไป๋อี้เหยาที่บัดนี้นั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างหน้าต่างตัวประจำก็ไม่ได้รอคำอธิบายเพราะนางพอเข้าใจนิสัยบุตรสาวที่เปลี่ยนไปในช่วงนี้ นางเพียงหันหน้าไปทางหน้าต่างแล้วเอ่ยขึ้นอีกด้วยน้ำเสียงห่วงใยปนเหนื่อยล้า หวังเพียงว่าอย่างน้อยก็น่าจะช่วยเตือนสติอันใดได้บ้าง...
“ครั้งนี้รอดไปก็ใช่ว่าจะรอดพ้นได้เสมอไป หากไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นวันนี้อีก ก็ควรเอาเนื้อที่พวกเขาต้องการไปให้เสีย อย่างน้อยก็ไม่สร้างศัตรูให้มากกว่านี้...เราจะได้อยู่ที่หมู่บ้านนนี้อย่างสงบสุข...”
คำพูดนั้นเรียบง่าย หากแต่ทิ่มแทงจิตใจยิ่งนัก ลู่ชิงหรูกลับหยุดสิ่งที่ทำอยู่ไปชั่วขณะ ก่อนจะหันมามองผู้เป็นมารดาด้วยสายตานิ่งลึกจนอีกฝ่ายต้องเบือนหน้าหนรอีกครา
“หากท่านอยากจะเอาไป...ก็ไปเอง ข้าไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบข้า เอาเปรียบคนในครอบครัวข้า”
ไป๋อี้เหยาเม้มปากเงียบ แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วยแต่นางรู้ว่าทำอะไรความคิดของบุตรสาวตนเองไม่ได้
ชิงหรูนั้นอายุยังน้อยหารู้ไม่ว่า ในแผ่นดินนี้ผู้หญิงหากไม่มีสามีให้พึ่งพิงย่อมถูกรังแกเช่นนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ คิดแล้วอี้เหยาก็นึกถึงก่อนตนจะถูกขับไล่จากมาที่บ้านนอกแห่งนี้ นางก็เคยหัวแข็งไม่ยอมอ่อนข้อให้ผู้ใดเช่นนี้แหละ สุดท้าย...เป็นเช่นไรบัดนี้ก็เห็นกันอยู่
“อาหรง ไปกับพี่”
เสียงเรียกนั้นเรียบ แต่หนักแน่นดังมาจากชิงหรูที่กำลังสวมรองเท้าอยู่หน้าบ้าน ลู่เทียนหรงรีบลุกขึ้นมาโดยไม่แม้แต่จะมองหน้ามารดา ไปจับมือพี่สาวแล้วทั้งสองก็ออกจากบ้านไปโดยไม่ได้หันกลับมามองอีกเลย
ยามค่ำคืนคลี่ตัวลงเต็มที่แล้ว ขณะสองพี่น้องเดินเลาะไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ตะเกียงในมือส่องสว่างวูบไหวตามแรงลม สองข้างทางคือทุ่งโล่งที่ทอดไปสู่เงาไผ่สีดำที่พริ้วไหวขณะนี้
“พี่...ไปไหนเหรอ?”
ลู่เทียนหรงถามเสียงเบา พลางกระชับมือพี่สาวแน่นขึ้นเดินตามอย่างว่าง่ายแม้จะไม่รู้จุดหมายก็ตาม
“ไปตัดไม้ไผ่” ชิงหรุตอบเสียงเรียบ
“ทำไม?”
“ไว้ทำกับดักฝังรอบบ้าน...สามารถป้องกันคนไม่ดีตอนพี่ไม่อยู่ได้ชั่วคราว”
คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้ดวงตาของเด็กชายเบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างตื่นเต้น
“ทำได้ด้วยเหรอ?”
“แน่นอน พี่เสียอย่าง...”
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาเหยียบลงบนใบไผ่แห้งที่ปูทับพื้นดิน ชิงหรูก้มลงเลือกกิ่งไผ่แล้วค่อย ๆ ใช้มีดที่เหน็บไว้ข้างเอวตัดอย่างคล่องแคล่ว
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวทันทีที่ปลายมีดเฉือนผ่านเนื้อไม้
‘อีกแล้ว...เจ้าใช้มีดพิเศษเช่นข้า ทำสิ่งไร้สาระอีกแล้วเหรอ?’ เสียงของหยางอิ๋นบ่นอุบ
‘เจ้าควรภูมิใจที่ได้ทำอะไรนอกจากทำกับข้าวอยู่ในครัวสิ’
‘ข้าเป็นมีดระบบสุดล้านสมัยที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแทรกซึมศัตรูนะ ไม่ใช่ตัดกิ่งไม้ในป่าไผ่!’
‘อ้อ เช่นนั้นเจ้าคงอยากเข้าไปในกายผู้คนแทนจะให้ข้าใช้ตัดกิ่งไผ่สินะ’
เสียงถอนหายใจจากในหัวดังขึ้นเบา ๆ แต่หยางอิ๋นก็ยอมเงียบลงให้ในที่สุด เพราะเขากลัวนางจะเอาเขาไปแทงใครจริง ๆ
ลู่เทียนหรงนั่งลงข้าง ๆ ขณะพี่สาวกำลังใช้เชือกมัดไม้ไผ่เข้าด้วยกันแม้เก้ ๆ กัง ๆ บ้างแต่ก็เสร็จเรียบร้อยดี
ดวงตาเด็กน้อยจ้องมือพี่สาวอย่างไม่วางตาหลังจากทำหน้าที่ของตนเองเสร็จแล้ว
“ข้าโตไปอยากเป็น...เหมือนพี่”
ชิงหรูไม่ตอบทันที นางฟันมีดตัดลำต้นไผ่ต้นตรงหน้าเสร็จก่อนจะมองน้องชายตรง ๆ
“เจ้าฉลาด อาหรง...เจ้าทำได้มากกว่าพี่แน่ เพียงแต่ตอนนี้ เจ้าต้องเรียนรู้ไปทีละนิดก่อน เข้าใจไหม?”
เด็กน้อยพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาเป็นประกายอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารู้สึกปลอดภัยยิ่งนักเมื่อมีท่านพี่อยู่ข้าง ๆ
บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียง
บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตาบ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก
บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง ผู้มีใบหน้าคมสันดวงตาสว่างกระจ่างดังทะเลสาบยามต้องแสง เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในร้าน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็รีบตรงเข้าไปต้อนรับ“คุณชายเซียว เชิญท่านนั่งด้านในขอรับ ห้องชั้นบนยังว่างอยู่”“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากกินมื้อกลางวันธรรมดา”เซียวหลิงชวนยิ้มบางแล้วเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังถนนเบื้องนอก ก่อนเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...วันนี้พ่อครัวหรูอยู่หรือไม่?”เสี่ยวเอ้อชะงักเล็กน้อยอย่างฉงนก่อนจะตอบเสียงสุภาพ“น่าเสียดาย พ่อครัวหรูเพิ่งออกไปได้ครู่เดียวเองขอรับ ไปส่งอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลหยวน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ เถ้าแก่เลยให้ไปดูแลด้วยตนเอง...”เซียวหลิงชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ รอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากจางลง“คลาดกันเสียได้...”เขาพึมพำเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าเป็นกา
บทที่ 15นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองกลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น‘ซูชิ…?’นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่
บทที่ 14คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวนทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ เซียวหลิงชวนก็รีบจัดการติดต่อทางการอย่างรวดเร็ว ขุนนางผู้รับหน้าที่ตรวจตราบริเวณท่าเรือเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้นเขาก็เอ่ยปลอบใจชาวบ้านที่ยังตกใจกับเหตุการณ์บนเรือด้วยสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีไม่ถือดีแม้จะเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองก็ตาม จากนั้นจึงเดินมายังลู่ชิงหรูและลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง“ข้าต้องขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งอีกครั้ง ชาวบ้านบนเรือเมื่อครู่ฝากมาเช่นกัน”เซียวหลิงชวนประสานมือคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงจริงใจทำให้ชิงหรูรู้สึกทำอันใดไม่ถูกโดยพลัน โดยปกติแล้วนางมักทำตามหน้าที่ตามภารกิจที่องค์กรสายลับมอบหมาย พอได้ช่วยคนโดยไม่หวังผลอันใดจึงรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรไปบ้าง หากนางอยู่ตรงนี้คงต้องรับคำขอบคุณอีกหลายรอบแน่ ทางที่ดีควรรีบพาอาหรงที่เกาะขานางอยู่ด้วยใบหน้าง่วงงุนมาสักพักกลับบ้านเสียที“ข้ารับคำขอบคุณไว้ แล้วฝากไปบอกพวกเขาว่าข้าเพียงช่วยตนเองเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจช่วยใครไม่ต้องมาขอบคุณข้าอีก”หลิงชวนยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วสุดท้ายก็มองมาทางนางที่กำลังอุ้มน้องชายที่ห
บทที่ 13เมื่อครู่มันมุกจีบสาวชายหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดออกมาจากอกเสื้อ เงาวับสะท้อนแสงแดดพร้อมกระโดดขึ้นยืนโดดเด่นบนที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนชายอีกสองคนจะชักอาวุธตามออกมา กระตุ้นให้เสียงหวีดร้องดังระงมทันทีหญิงสาวคนหนึ่งกรีดร้องไม่หยุดก็ถูกฟาดด้วยสันมีดที่ไหล่ ล้มลงกุมแขนสะอื้นแทน นางรู้ว่าพวกเขาทำพอเป็นตัวอย่างเซียวหลิงชวนก้าวออกมาขวางไว้อย่างใจกล้า “อย่าทำร้ายใครอีก ข้ามีเงินเยอะ นี่เอาไปเถอะ!”เขาดึงถุงเงินออกมาแล้วโยนลงบนพื้นเรือทันทีชายคนหนึ่งเก็บขึ้นมา พลิกดูภายในสีหน้าฉายความพอใจเล็กน้อย แต่คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลับต่างออกไป“เงินแค่นี้ไม่พอ! ทรัพย์สินทั้งหมด เอาออกมาวางตรงนี้!”สายตามันไล่ไปทั่วเรือก่อนหยุดที่เด็กน้อยลู่เทียนหรง เด็กชายตัวเล็กที่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาว แววตาสว่างวาบอย่างมีความคิดร้ายใหม่ทันใด“เด็กคนนั้นก็ใช้ได้ เอามา!”“อย่าแตะต้องเขา!”ลู่ชิงหรูที่มองนิ่งอยู่นานแทรกตัวขึ้นขวางอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความหวั่นเกรงเหมือนสตรีอื่น นางไม่ได้กลัวเพียงบุรุษร่างโตแต่เหมือนเพียงทรงตัวบนเรือยังทำได้ยากพวกนี้หรอก เพียงแต่นางไม่อยากทำร้







