LOGIN‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’
เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย
‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจ
นางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ
“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”
นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่
เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตา
บ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว
“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”
ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก้าวถอย เสียงของหยวนเหวินซีก็ดังแทรกขึ้น เรียบเฉียบจนบ่าวคนสนิทต้องชะงักไปทันใด
“ปล่อยให้เขาทำสิ่งที่ควรเถอะ”
เป็นคำพูดง่าย ๆ แต่กลับแฝงอำนาจมากพอให้ทุกคนในห้องเงียบลง ลู่ชิงหรูสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะก้าวเข้าไปช้า ๆ แล้วเริ่มแนะนำอาหารแต่ละจานด้วยน้ำเสียงสงบมั่นคง
“ข้าวปั้นปลาย่างสมุนไพร ปั้นด้วยข้าวร้อน ๆ คลุกงาคั่วและน้ำมันงา ด้านบนคือปลาย่างลมควันแบบแห้งหั่นบาง คลุกเครื่องเทศกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผสมซีอิ๊ว เห็ดหอมและเหล้าจีน... หากท่านจะเริ่มจากจานนี้ จะได้กลิ่นรมควันค่อย ๆ แทรกขึ้นในลำคอจะช่วยให้อยากอาหารมากขึ้น...”
หยวนเหวินซีไม่พูดอะไรเพียงฟังนิ่ง ๆ แต่หยิบข้าวปั้นขึ้นมาอย่างสงบนิ่ง กัดและเคี้ยวคำแรก สีหน้าไม่เปลี่ยนแต่อย่างใด
ติ๊ง! ได้รับคะแนนความพอใจ: +200
อิ๋นอิ๋นแทบจะระเบิดเสียงร้องยินดีในหัวจนชิงหรูเกือบเก็บอาการไม่ไหว
‘สองร้อย! พระเจ้า เพียงซูชิหน้าปลาย่างเขาก็พอใจถึงเพียงนั้นแล้ว!?’
ลู่ชิงหรูกลั้นยิ้ม ในใจตะโกนดีใจกับความฝันที่นางจะได้ใช้ครัวยุโรปภายในระบบเสียที
หยวนเหวินซียังคงกินอาหารอย่างเงียบงันแต่ต่อเนื่อง ทุกคำของเขาส่งผลต่อคะแนนในระบบ บ้างเพิ่มหลักสิบ บ้างร้อยต้น ๆ แต่นางก็จดจำได้หมดว่าเขาชอบรสใดเป็นพิเศษ
จนกระทั่ง...เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนางอย่างจัง ลู่ชิงหรูก็เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอมองเขาไม่ละสายตาไปพักใหญ่แล้ว
นางรีบเบนหน้าไปอีกทางทันที แต่ก็นั่นแหละไม่ทันเสียแล้ว...
“เจ้ามีอะไรจะพูดหรือ?”
น้ำเสียงของเขาทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อยอย่างคนร้อนตัว พอคิดไม่ทันสิ่งที่พูดออกไปจึงเป็นความคิดที่นางวนคิดไปคิดมาเฝ้าฝันโดยไม่รู้ตัว
“ท่านต้องการพ่อครัวเพิ่มบ้างหรืไม่? อุ๊บ..”
คำพูดหลุดออกจากปากก่อนที่นางจะทันกลั่นกรองปิดปากไปก็ไม่ทันเสียแล้ว ลู่ชิงหรูแทบอยากเอากระบวยเคาะปากตัวเองให้ได้สติขึ้นมา
จากคำพูดหลุดปากของนางทำให้หยวนเหวินซีเงียบไปครู่หนึ่ง
“กลับไปได้แล้ว”
เขาเอ่ยเรียบ ๆ โดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆนอกจากเดิมอีก อย่างน้อยก็ดีที่เขาไม่เอ่ยดูถูกหรือสมน้ำหน้านาง แม้ไม่ได้เอ่ยปฏิเสธตึความเงียบนี้ก็เป็นตัวเทนคำตอบแล้วนั่นล่ะ
ลู่ชิงหรูรีบโค้งตัวก่อนจะหมุนกายออกไปตามพวกบ่าวที่ถือถาดที่มีจานชามว่างเปล่าออกไป
ทว่านางยังเดินไม่ทันพ้นประตู เสียงของเขาก็ดังตามมาอย่างไม่คาดคิด
“ข้ามีพ่อครัวแล้ว... แต่ยังไม่มีแม่ครัว...”
ชิงหรูชะงักไปหันมองเขาเพียงวูบเดียวก่อนจะเดินต่อ ใจเต้นโครมครามเสียจนระบบต้องแซวไม่ขาดปาก
เมื่อเดินมาถึงหน้าคฤหาสน์ นางก็เอ่ยถามบ่าวคนสนิทของหยวนเหวินซีเดินตามมาส่ง
“เช่นนั้นข้า… ได้รับการว่าจ้างแล้วหรือไม่?”
บ่าวคนนั้นนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงประหลาดใจและสงสัยไม่ต่างกัน
“เรื่องนั้น...ข้าก็ไม่อาจตอบแทนคุณชายได้ คงต้องรอรับคำสั่งอีกครั้ง แล้วจะรีบไปแจ้งแม่นางที่ภัตตาคาร”
แม้จะยังไม่แน่ชัด แต่แววตาของลู่ชิงหรูกลับมีประกายขึ้นมาแล้ว ในหัวของนางขณะนี้มีเพียงคำว่าครัวยุโรป ๆ
หากได้ทำอาหารให้เขากินบ่อย ๆ เช่นนี้ อาจได้คะแนนพอเปิดห้องครัวยุโรปในระบบก่อนฤดูหนาวมาถึงเสียแล้ว
นางจะไม่ยอมปล่อยโอกาสเกาะขาทองคำนี้ให้หลุดมือเป็นอันขาด!
นางกลับไปทำงานต่อตกเย็นก็จัดการงานที่ภัตตาคารจนเสร็จเรียบร้อย ลู่ชิงหรูก็ล้างมือ ก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนแล้วออกจากโรงครัวทางข้างหลังร้าน เสี่ยวเอ้อที่รู้จักกันดีต่างโบกมือส่งนางด้วยใบหน้าเป็นมิตร ชิงหรูก็พยักหน้ารับเบา ๆ ให้อย่างเช่นทุกวัน
ยามเย็นในเมืองเฟิ่งเซียงยังคงคึกคัก ผู้คนทยอยกลับบ้านหลังจากทำมาหากินกันทั้งวัน แสงอาทิตย์คล้อยต่ำจนเฉดทองเรื่อกลายเป็นแดงอมส้ม แสงตะวันสาดกระทบผิวน้ำในลำคลองแวววาว สะท้อนแผ่นไม้ของสะพานที่นางเดินผ่านเป็นเงาทอดยาว
การเดินทางกลับหมู่บ้านย่อมเงียบกว่าในเมือง ถนนแคบคดเคี้ยวค่อย ๆ ลัดเข้าสู่แนวไร่นา มีกลิ่นดิน กลิ่นฟางแห้ง และเสียงแมลงยามเย็นดังคลอเคลียไปกับเสียงฝีเท้าของนาง กลิ่นควันจากเตาฟืนของบ้านเรือนประปรายยิ่งทำให้หัวใจรู้สึกวาบวาบ เหมือนถูกดึงเข้าสู่อ้อมอกของความคุ้นเคยที่เจือด้วยความเหนื่อยล้าของวัน
แต่เมื่อเท้าก้าวพ้นแนวไม้หน้าบ้านของตน...ความเงียบงันก็จู่โจมเข้ามา
แปลก...
หน้าบ้านว่างเปล่า ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วของลู่เทียนหรง ไม่มีแม้กระทั่งเงาของป้าเจาที่มักจะออกมารดน้ำผักที่ข้างบ้าน ยิ่งก้าวเข้าไปก็ยิ่งรู้สึกว่าบ้านเย็นชืดเงียบงันผิดปกติ
ชิงหรูวางห่อผ้ากับของใช้ที่เพิ่งซื้อมาไว้บนโต๊ะอย่างลวก ๆ แล้วรีบเดินไล่หาทุกห้อง เริ่มจากห้องของตน ต่อด้วยห้องนอนมารดา...ว่างเปล่าเช่นกัน
“ท่านแม่...?” นางเรียกเบา ๆ แล้วเสียงก็สะท้อนกลับมาแต่ไร้การตอบรับใดใด
หัวใจของชิงหรูเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
มารดาของร่างเดิม ไม่ใช่คนแข็งแรง ไม่เคยออกไปไหนหากไม่จำเป็น แล้วยังเทียนหรงกับป้าเจาล่ะ?
...ทุกคนหายไปไหนหมด?
ในจังหวะที่นางกำลังจะวิ่งออกจากบ้าน เสียงของหญิงชราข้างบ้านก็ดังขึ้น
“แม่นางลู่ เจ้าเพิ่งกลับมาใช่ไหม?”
หญิงชราเดินหลังงุ้มมาจากบ้านฝั่งตรงข้าม ใบหน้าเปื้อนเหงื่อเต็มไปด้วยความห่วงใย
“ใช่แล้ว พวกเขาไม่อยู่บ้าน ท่านป้าทราบหรือไม่ว่าพวกเขาไปที่ใด?”
ชิงหรูรีบถาม สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างห้ามไม่อยู่ มาชาตินี้นางถือว่าพวกเขาคือคนในครอบคัวของนาง
หญิงชราผ่อนหายใจยาวทันใด
“สามีนางหูน่ะสิ...เขากลับมาจากล่าสัตว์เมื่อวานกลางคืน เพิ่งรู้เรื่องที่ลูกเมียตัวเองโดนรังแก เห็นทีจะโกรธจัด เมื่อครู่ข้าเห็นเขาลากพวกเจ้าไปทางบ้านผู้ใหญ่บ้านน่ะ ดูน่าจะเอาเรื่องไม่น้อย...”
ยังไม่ทันจบคำ ชิงหรูก็รีบหันหลังกลับ หัวใจของนางบีบแน่นทันควัน
เสียงฝีเท้าของนางดังสะท้อนในหัวใจ คล้ายกลองเตือนภัยที่ตีดังไม่หยุด ความมืดของค่ำคืนค่อย ๆ คลี่ตัวลงจากฟากฟ้า แต่ลู่ชิงหรูไม่สน ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองทิวทัศน์ยามเย็นที่เคยน่ารื่นรมย์สำหรับใครหลายคน
นางต้องไปให้ถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านก่อนที่จะสายเกินไป...
บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียง
บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตาบ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก
บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง ผู้มีใบหน้าคมสันดวงตาสว่างกระจ่างดังทะเลสาบยามต้องแสง เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในร้าน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็รีบตรงเข้าไปต้อนรับ“คุณชายเซียว เชิญท่านนั่งด้านในขอรับ ห้องชั้นบนยังว่างอยู่”“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากกินมื้อกลางวันธรรมดา”เซียวหลิงชวนยิ้มบางแล้วเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังถนนเบื้องนอก ก่อนเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...วันนี้พ่อครัวหรูอยู่หรือไม่?”เสี่ยวเอ้อชะงักเล็กน้อยอย่างฉงนก่อนจะตอบเสียงสุภาพ“น่าเสียดาย พ่อครัวหรูเพิ่งออกไปได้ครู่เดียวเองขอรับ ไปส่งอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลหยวน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ เถ้าแก่เลยให้ไปดูแลด้วยตนเอง...”เซียวหลิงชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ รอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากจางลง“คลาดกันเสียได้...”เขาพึมพำเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าเป็นกา
บทที่ 15นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองกลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น‘ซูชิ…?’นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่
บทที่ 14คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวนทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ เซียวหลิงชวนก็รีบจัดการติดต่อทางการอย่างรวดเร็ว ขุนนางผู้รับหน้าที่ตรวจตราบริเวณท่าเรือเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้นเขาก็เอ่ยปลอบใจชาวบ้านที่ยังตกใจกับเหตุการณ์บนเรือด้วยสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีไม่ถือดีแม้จะเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองก็ตาม จากนั้นจึงเดินมายังลู่ชิงหรูและลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง“ข้าต้องขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งอีกครั้ง ชาวบ้านบนเรือเมื่อครู่ฝากมาเช่นกัน”เซียวหลิงชวนประสานมือคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงจริงใจทำให้ชิงหรูรู้สึกทำอันใดไม่ถูกโดยพลัน โดยปกติแล้วนางมักทำตามหน้าที่ตามภารกิจที่องค์กรสายลับมอบหมาย พอได้ช่วยคนโดยไม่หวังผลอันใดจึงรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรไปบ้าง หากนางอยู่ตรงนี้คงต้องรับคำขอบคุณอีกหลายรอบแน่ ทางที่ดีควรรีบพาอาหรงที่เกาะขานางอยู่ด้วยใบหน้าง่วงงุนมาสักพักกลับบ้านเสียที“ข้ารับคำขอบคุณไว้ แล้วฝากไปบอกพวกเขาว่าข้าเพียงช่วยตนเองเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจช่วยใครไม่ต้องมาขอบคุณข้าอีก”หลิงชวนยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วสุดท้ายก็มองมาทางนางที่กำลังอุ้มน้องชายที่ห
บทที่ 13เมื่อครู่มันมุกจีบสาวชายหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดออกมาจากอกเสื้อ เงาวับสะท้อนแสงแดดพร้อมกระโดดขึ้นยืนโดดเด่นบนที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนชายอีกสองคนจะชักอาวุธตามออกมา กระตุ้นให้เสียงหวีดร้องดังระงมทันทีหญิงสาวคนหนึ่งกรีดร้องไม่หยุดก็ถูกฟาดด้วยสันมีดที่ไหล่ ล้มลงกุมแขนสะอื้นแทน นางรู้ว่าพวกเขาทำพอเป็นตัวอย่างเซียวหลิงชวนก้าวออกมาขวางไว้อย่างใจกล้า “อย่าทำร้ายใครอีก ข้ามีเงินเยอะ นี่เอาไปเถอะ!”เขาดึงถุงเงินออกมาแล้วโยนลงบนพื้นเรือทันทีชายคนหนึ่งเก็บขึ้นมา พลิกดูภายในสีหน้าฉายความพอใจเล็กน้อย แต่คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลับต่างออกไป“เงินแค่นี้ไม่พอ! ทรัพย์สินทั้งหมด เอาออกมาวางตรงนี้!”สายตามันไล่ไปทั่วเรือก่อนหยุดที่เด็กน้อยลู่เทียนหรง เด็กชายตัวเล็กที่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาว แววตาสว่างวาบอย่างมีความคิดร้ายใหม่ทันใด“เด็กคนนั้นก็ใช้ได้ เอามา!”“อย่าแตะต้องเขา!”ลู่ชิงหรูที่มองนิ่งอยู่นานแทรกตัวขึ้นขวางอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความหวั่นเกรงเหมือนสตรีอื่น นางไม่ได้กลัวเพียงบุรุษร่างโตแต่เหมือนเพียงทรงตัวบนเรือยังทำได้ยากพวกนี้หรอก เพียงแต่นางไม่อยากทำร้







