LOGIN
สนามบินประจำจังหวัด
ร่างสูงโปร่งภายใต้เสื้อแขนยาวตัวโคล่ง กางเกงวอร์มขายาวเข้าชุดกัน ฮูดถูกยกขึ้นไปคลุมหมวกแก๊บบนหัวบดบังใบหน้าเอาไว้ แว่นตาดำกรอบใหญ่บวกกับหน้ากากอนามัยสีดำ
ตอนนี้กรดูไม่ต่างจากนักโทษที่ตำรวจพาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เขายืนเก้ ๆ กัง ๆ มองซ้ายทีขวาทีก่อนจะตรงไปที่เคาน์เตอร์ประสัมพันธ์เพื่อถามหารถเช่า
กรพูดได้สามภาษา ไทย อังกฤษ เกาหลี ส่วนภาษาจีนกับญี่ปุ่นเขาพูดได้แค่คำง่าย ๆ ที่เคยได้ยินเท่านั้น
ชายหนุ่มเลือกใช้ภาษาอังกฤษด้วยความเคยชินพูดกับหญิงสาวประจำเคาน์เตอร์ ซึ่งเขาคิดว่านี่น่าจะเป็นภาษากลางที่สุด กรไม่ได้อยู่ไทยนานมากแล้วบางทีก็คิดคำไทยบางคำไม่ออก หรืออาจจะคิดช้าสักหน่อย
ไม่นานเขาก็ได้คำตอบพร้อมบริการสุดพิเศษจากคุณเจ้าหน้าที่ เธอจัดการเรียกเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริการรถเช่าให้มารับกรถึงเคาน์เตอร์
กรเดินตามคุณลุงไปจนถึงจุดที่ลุงจอดรถ เขาส่งที่อยู่ให้ลุงคนขับรถดู ลุงอ่านเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมองเขาก่อนจะบ่นเบา ๆ คนเดียวด้วยภาษาท้องถิ่น “ไปอยู่ในป่าในเขาจังซั่น สิอยู่ได้อยู่บ่”
“ครับ?” กรถามลุงกลับด้วยภาษาไทย เขารู้สึกได้ว่าลุงไม่น่าจะพูดภาษาอื่นกับเขา ไม่ใช่จะดูถูกหรือบูลลี่การศึกษาลุง เขาฟังออกว่าเป็นภาษาไทยแต่พอรวมกับสำเนียงลุงแล้วเขาแค่ไม่ค่อยเข้าใจ
คนไทยน่ะภูมิใจในภาษาถิ่นของตัวเองกันจะตาย ทั้งน่ารักและมีเสน่ห์ ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร ซึ่งกรเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน
“เอ้า เว่าไทยได้ตั๋วนิ ไสว่าคนต่างซาติ มา ๆ” ลุงพูดไปพลางเดินมาหยิบกระเป๋าของกรขึ้นรถให้ “แล้วนี่เจ้าเป็นคนบ้านได๋”
“อ่า... กรุงเทพฯ ครับ” คำว่าบ้านได๋กรเคยได้ยินบ่อย ๆ ในละครไทยพื้นบ้านที่ได้ดูบ้าง ซึ่งซับเกาหลีมันขึ้นประมาณว่าบ้านอยู่ที่ไหน
“อ๋อออ คนไทยบ่ บ่เป็นหยัง ๆ ข่อยถามซื่อ ๆ ว่าสิอยู่ได้บ่” ลุงมองหน้าผมแล้วพูดช้าลงอีก “จะอยู่ได้ไหม ที่เจ้าสิไป มันอยู่ในป่าในเขา”
กรยิ้มให้กับความพยายามของลุง แต่ก็นะ ลุงเว่าไทยแต่สำเนียงตกอีสานไม่ไหว
“อ๋อ ได้ครับ อยู่ได้ครับ” หลังจากที่กรขึ้นไปนั่ง ปิดประตูเรียบร้อย ลุงก็ออกรถทันที
“แล้วบ่ฮ้อนบ่ ใส่เสื้อผ้าอิหยังหนาพ้อปานนั้น” ลุงยื่นมือไปเร่งแอร์ให้ ถึงงานลุงจะมีรายได้ไม่มากนัก แต่ก็ไม่อยากให้มีร้องเรียนจากลูกค้า
การทำงานที่บริษัทมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการให้บริการที่ตกลงกับสนามบินไว้ เป็นเรื่องที่คนขับรถแบบลุงกลัวที่สุด
ทว่า ลุงพูดเร็วราวกับกำลังแร็ปอยู่ ด้วยภาษาที่กรไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย “เอ่อ…” ดีที่ลุงเป็นคนใส่ใจ พอเห็นว่าเขาดูอึกอักก็จะพูดช้าลงให้
“เสื้อ เสื้อเจ้ามันหนา มันสิฮ้อน ฮ้อนน่ะฮ้อน”
“ห่อน” กรลองพูดตาม
แต่สำเนียงยังไม่ได้ จึงลองใหม่ “ฮ่อน”
“ห้อน” ก็ยังไม่ได้อีก
“บ่แม่น” ลุงคนขับเห็นว่าไม่ถูกสักทีจึงทวนใหม่เป็นคำไทย “ร้อนน่ะร้อน”
“อ๋อ” กรพยักหน้า “ไม่ร้อนครับ ขอบคุณครับ” เขาถอดแว่นกันแดด ดึงเอาฮูดลง หยิบหมวกแก๊ปออก เหลือไว้เพียงหน้ากากอนามัย
“ขอบคุณเฮ็ดหยัง ข่อยถามซื่อ ๆ” ลุงพูดไว้อย่างนั้นก่อนจะหัวเราะเสียงดังชอบใจใหญ่
“…” คราวนี้กรไม่ได้ตอบ เขาเพียงส่งยิ้มที่แม้จะเห็นเพียงแค่ตาให้ลุงก่อนจะมองออกไปรอบ ๆ บางทีการโต้ตอบด้วยภาษาท้องถิ่นอาจจะเร็วไปสำหรับเขาในวันนี้
เขาใช้เวลาเดินทางชั่วโมงเศษก็มาถึง บ้านสวนหัตถกร เขาจ่ายเงินให้ลุงด้วยราคาที่มากกว่าราคาค่าโดยสารที่ลุงบอก ไม่ใช่ว่าจะอวดรวยอะไร แค่เห็นว่าเส้นทางก่อนจะเข้ามาถึงนี่มีบางช่วงที่มันขรุขระ ทุลักทุเลจนรู้สึกสงสารรถ
กรลากกระเป๋าเดินผ่านประตูรั้วที่เปิดทิ้งไว้ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ให้ความรู้สึกสดชื่น ร่มรื่น กิ่งก้านของมันแผ่ขยายมาชนกันตรงกลาง ราวกับเป็นซุ้มที่ให้ร่มเงาไปจนตลอดทางเดิน
ด้านหน้าของกรเป็นโรงเรือนใหญ่ ๆ ที่ทำจากไม้สวดลายสวยงามประดับด้วยกระจกใสที่มองเห็นทะลุรอบทิศ
สายตาคมมองสำรวจไปรอบ ๆ เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาปั้นดินก้อนตรงหน้า แววตาของชายหนุ่มเวลาที่จดจ่ออยู่กับดินก้อนนั้นช่างดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
ใบหน้าที่เห็นเพียงด้านข้างแต่ก็รับรู้ได้ว่าเจ้าของมันต้องหน้าตาดีมาก ดูจริงจังและตั้งใจ มันสะกดให้กรยืนมองเงียบ ๆ อยู่อย่างนั้น
กระทั่งเสียงมือถือดัง กรรีบจับดูที่กระเป๋ากางเกง ทว่าเสียงนั้นไม่ได้มาจากมือถือของเขา สายตาคมจึงมองกลับไปที่อีกคน
เจ้าของมือถือกดเปิดลำโพงทันทีหลังจากที่กดรับสาย มือของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยดินโคลน
[อันยอง หัตถเพื่อนร้ากกก]
นั่นเสียงนัยน์ฮยองนี่ แน่นอนว่ากรจำเสียงพี่ชายคนสนิทของเขาได้ดี
“ว่า...” หัตถถามกลับสั้น ๆ
[น้องกูที่ว่าจะฝากไปอยู่กับมึงไปถึงยัง]
“อ้าว มาวันนี้เหรอวะ กูนึกว่าอีกสักพัก กูยังไม่ได้เตรียมห้องให้เลย”
[เรื่องห้องน้องกูมันไม่ยากหรอก ตอนมันอยู่นี่แรก ๆ ก็ฟีลเด็กหอต้องดูแลตัวเองทั้งนั้น]
“แล้วยากเรื่องไรอะ ถ้าเรื่องแดกนี่มึงบอกน้องมึงบินกลับได้เลยนะ อาหารอีสานมึงก็รู้”
[เออกูรู้ เรื่องแดกมันก็ไม่ยาก มันยากแค่ตอนนอนมึงมีหมอนข้างให้น้องกูก็พอ ตอนนอนมันต้องมีไรกอด]
“น้องมึงนี่กี่ขวบเนี่ย สัด ไม่ใช่เอาลูกมึงมาหลอกให้กูเลี้ยงให้นะ”
[ลูกพ่อง! ดิ มันอายุ 25 แล้ว]
“เออ ๆ ไว้กูจะหาให้ ถ้าไม่มีเดี๋ยวกูซื้อให้เลย แต่กูยังไม่เห็นมีใครมานะ” หัตถเงยหน้าขึ้น หันซ้ายแลขวา
กรถอยหลบมายืนหลังประตู เมื่อเห็นหัตถกำลังหันมายังจุดที่เขายืนอยู่ แล้วเราจะหลบทำไมวะ?
[เอาไงดีวะ กูโทรไปแม่งก็ไม่ติด ข้อความก็ไม่เปิดอ่าน]
ได้ยินแบบนั้นกรจึงหยิบมือถือที่เปิดโหมดพระจันทร์เพื่ออ่านข้อความของนัยน์ฮยอง
“มึงให้ที่อยู่กูถูกหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าหลงไปไหนต่อไหนแล้ว” หัตถเช็ดมือจนสะอาดที่สุดแล้วในสายตาเขา หยิบมือถือแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ตรงไปที่ประตู “พวกมึงนี่น๊า แทนที่จะให้กูไปรับก็จบ”
[ก็น้องกูมันบอกไม่อยากรบกวน แค่ให้พักด้วยก็เกรงใจมากแล้ว]
“เออ ๆ เดี๋ยวกูออกไปดูที่สนามบิ... เหี้ย!”
“กัมจ๊ากีย่าห์ อ่าาา” (คำอุทาน) กรยกมือขึ้นจับที่อก เขากำลังอ่านข้อความเพลิน ๆ เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าหล่อสวยก็มายืนตรงหน้าแล้ว
[เห้ย นั่นมันเสียงน้องกูนี่] นัยน์ตะโกนเสียงดังเมื่อได้ยินเสียงกร
“สัดตกใจหมด แล้วมายืนลับ ๆ ล่อ ๆ ห่าอะไรตรงนี้ ไม่เดินเข้าไปวะ” หัตถเห็นว่าคนตรงหน้าเอาแต่ทำหน้าเหวอ ไม่ยอมพูดยอมจา เขายกมือถือขึ้นมาจ่อปากอีกครั้ง “น้องมึงพูดไทยไม่ได้เหรอ ไหนบอกคนไทย”
กรกดตอบข้อความของนัยน์ บอกว่าให้วางสายไปก่อน ขอคุยกับเจ้าของบ้านเอง ไม่ต้องเป็นห่วง
[พูดได้ดิ แต่มันอาจจะยังปรับตัวอยู่มั้ง มันอยู่เกาหลีมานานไง]
“เออ ๆ เดี๋ยวกูคุยกับน้องมึงก่อน แค่นี้แหละ” เขากดวางสายเพื่อนไป เงยหน้าขึ้นมองสำรวจคนตรงหน้า
ดวงตาเรียวรี ใบหน้าหล่อตี๋ ผิวขาวสว่างอย่างกับแดกไฟนีออนเข้าไป ออร่าวิบวับขนาดนี้ถ้าอยู่ไทยมีหวังได้เป็นดาราไปแล้ว
กรเองก็ไล่สายตาสำรวจคนตรงหน้า ใบหน้าหล่อได้รูป ทว่าดวงตากลับดูวาวหวาน ส่วนสูงที่น้อยกว่าทำให้ช่วงตาของคนตรงหน้าอยู่ระดับเดียวกับปากเขา
เป็นคนหล่อที่หน้าสวย
ตัวเล็กปุ๊กปิ๊กน่ารักจริง ๆ
“ไงมึง สรุปพูดไทยได้มั้ย” หัตถถามย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเจ้าเด็กตรงหน้าเอาแต่มองไม่ยอมตอบ
“ได้ครับ สวัสดีครับคุณ...” กรยกมือขึ้นค้างไว้
หัตถก็ไม่รู้จะทำยังไงให้แบงก์เลิกรู้สึกกับตัวเขาแบบนี้สักที ปฏิเสธไปตรง ๆ ก็แล้วหรือเขาต้องมีใครสักคนแล้วจริง ๆ แบงก์ถึงจะตัดใจได้ตอนที่หัตถคิดถึงใครสักคนที่จะเป็นแฟนจริง ๆ ภาพในหัวเขากลับมีแต่หน้ากร แล้วทำไมต้องคิดถึงหน้ามันด้วยเนี่ย เพียงแค่คิดแก้มใสของหัตถก็ขึ้นริ้วสี กรยื่นหลังมือไปแตะหน้าผากหัตถทันทีที่เห็นสีหน้าเปลี่ยน เขาแน่ใจว่าไม่ใช่เมาเพราะปริมาณที่ดื่มกันตอนนี้ยังไม่มากพอให้หัตถเมาได้ “เป็นอะไรหน้าแดง”“เปล่า กูแค่ร้อน” หัตถตอบ เขาเอียงหน้าหลบสายตากรเล็กน้อยไม่อยากออกอาการมากไปกว่านี้แล้วตลอดคืนมีแค่แบงก์ที่วอแวหัตถตลอดส่วนกรเพียงแค่นั่งมองอยู่ทุกการกระทำ พอเริ่มกรึ่ม ๆ หัตถก็หยิบมือถือขึ้นมาไลว์สด ไม่ลืมยกมือจุ๊ปากให้กรเงียบ ๆLIVE (สด)“สวัสดีครับ” หัตถเริ่มต้นด้วยการกล่าวทักทาย ก่อนจะเงียบแล้วเพ่งสายตาอานคอมเมนต์ที่วิ่งเร็วมาก“ทุกคนพิมพ์เก่งกันจังครับ อ่านไม่ทันเลย”“น้องหัตถดื่มเหรอ อุ๊ย ทุกคนรู้ได้ไงครับได้กลิ่นเหรอครับ” หลังจากนั้นคอมเมนต์ก็เต็มไปด้วยเลข 5 เต็มไปหมดตามด้วยคำว่าน่ารัก“ทำไมทุกคนบอกว่าผมน่ารัก ผมต้องหล่อสิครับ”“น้องหัตถเจอกับแบงก์หรือ
หัตถหันไปมองดูรอบ ๆ ให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรที่ต้องจัดการก่อนมั้ยดีที่เตาย่างไฟมอดไปนานแล้ว เมื่อตรวจดูแน่ใจแล้วเขาจึงประคองเจ้าเด็กกลับห้อง“แล้วมึงก็งี้ทุกที เมาปุ๊บทิ้งตัวปั๊บ” หัตถบ่นเบา ๆ ให้เจ้าเด็กพอเดินผ่านห้องตัวเองเห็นไฟดับไปแล้วแบบนี้แปลว่าแบงก์คงหลับไปแล้ว จู่ ๆ คนเมาก็โวยวายขึ้นมาหัตถจึงต้องเอามือปิดปากไว้แล้วพาเข้าห้องกรไปพอเขาทิ้งตัวน้องลงเตียงมือของกรที่กอดคอเขาอยู่ก็ดึงตัวเขาลงไปนอนทับ “มีครั้งไหนมั้ยที่เมาแล้วมึงจะไม่ลวนลามกูเนี่ย ทั้งกอด ทั้งจูบ คราวทีแล้วก็ดูดนมกูคราวนี้มึงจะทำอะไรกูอีก หืม”คำบอกเล่าของหัตถทำเอาเลือดเจ้าเด็กสูบฉีดเร็วมาก ไม่น่าเชื่อว่าริมฝีปากที่เขาเฝ้ามองทุกวันเขาจะเคยลิ้มลองมาแล้ว นึกเสียดายที่เขาทำมันตอนเมาในหัวเขาจำอะไรไม่ได้เลยกรแลบลิ้นเลียปากตัวเองเองอย่างที่ชอบทำตอนลืมตัว“เลียปากอีกแล้ว อยากกินโมจิสตรอเบอรี่อีกหรือไง แต่ที่มึงกินทุกครั้งนั่นมันปากกูต่างหาก” เขาทำปากจู๋ยื่นใส่น้อง ตั้งใจจะยั่วเล่นสายตาปรือปรอยของกรฉายแววจริงจังขึ้นมา เขายื่นหน้าเข้าไปหาคนพี่ประกบริมฝีปากจูบแผ่วเบา พอละปากออกพวกเขามองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนที่จูบดูดดื่มจากทั้งส
หัตถเลิ่กลั่กไม่น้อย เขาไม่รู้หรอกว่าแบงก์มองเห็นอะไรหรือรู้อะไรมา แต่การมาพูดแบบนี้คนที่จะเสียหายไม่ใช่เขา “พูดเหี้ยไรของมึง อย่าไปทำให้น้องมันแปดเปื้อน”“พี่คิดว่ามันเป็นน้อง แล้วพี่รู้มั้ยว่ามันคิดยังไงกับพี่” แบงก์เริ่มขึ้นเสียง เขาเฝ้าแอบชอบพี่มาไม่รู้กี่ปีแต่หัตถก็เคยมีทีท่าว่าจะชอบผู้ชายด้วยกันเลยแล้วไอ้หมอนี่มันมีอะไรที่ต่างจากเขาตรงไหน มันก็เป็นผู้ชายเหมือน ๆ กันกับเขา“เรียกเขาให้มันดี ๆ หน่อยไอ่แบงก์ ยังไงเขาก็มีชื่อเสียงไม่ต่างจากมึง อีกอย่างเขาโตกว่ามึงนะ” หัตถว่า“ปีเดียวไม่นับ” เขาเถียงพี่เสียงดังขึ้น น้ำเสียงออกไปทางหงุดหงิดเล็กน้อย ที่ผ่านมาแบงก์ไม่เคยทำท่าทางแบบนี้หรือใช้น้ำเสียงแบบนี้กับหัตถเลยพอเห็นว่าน้องเริ่มงอแงไปเรื่อยหัตถจึงคิดว่าเปลี่ยนเรื่องดีกว่า “เฮ้อออ แล้วนี่มึงมางานของอะไร งานเริ่มกี่โมงป่านนี้ยังไม่ไปเตรียมตัวอีก”“แค่อีเวนต์โชว์ตัวแล้วก็เล่นเกมกับแฟนคลับกับร้องเพลงนิด ๆ หน่อย ๆ งานมีพรุ่งนี้นู่น”“เอ้า! แล้วมึงจะรีบมาทำไม”“ก็กะว่าจะมาส่งพี่แล้วก็ค้างนี่สักคืน หาเวลาพักด้วย”หัตถถอนหายใจแรงรู้สึกได้ถึงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น เขาสัมผัสได้จากสีหน้าท่
กรเห็นปากเล็กอ้าปากงับข้าวในช้อนแล้วเคี้ยวหงุบหงับก็นึกมันเขี้ยว “ครับ ๆ อ้าปากหน่อยนะ อ้ามมม” เขาเห็นเศษข้าวติดริมฝีปากคนพี่อยู่จึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้อ้าปากงับริมฝีปากอิ่มไว้แล้วใช้ปลายลิ้นตวัดเลียเศษข้าวเข้าปากตัวเองหัตถยังคงตาโตนิ่งค้างอยู่แม้ว่ากรจะละริมฝีปากออกไปแล้ว ทั้งที่เมื่อคืนก็ทำเรื่องต่าง ๆ มากมายมาด้วยกันแต่ก็ไม่ช่วยให้เขาคลายความตื่นเต้นกับการกระทำแบบนี้เลย“มึงทำอะไรเนี่ย” เขาบ่นให้เจ้าเด็กที่ฉวยโอกาสขโมยจูบจากเขาอีกแล้ว“จริง ๆ อยากจูบแต่กลัวห้ามใจไม่ไหวเดี๋ยวเลยเถิด พอดีเห็นมีเศษข้าวติดอยู่เลยช่วยเอาออกให้แค่นั้นครับ” กรตอบอย่างจริงใจตรงไปตรงมาแต่นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าหล่อแต่ดูสวยของคนพี่แดงก่ำขึ้นมาอีก “จูบไรเยอะแยะ เมื่อคืนมึงจูบไม่พอหรือไง”“อย่าว่าแต่จูบเลยครับ ทั้งหมดที่เราทำกันเมื่อคืนผมก็ยังอยากทำอีกอยู่นะ เพราะงั้นถ้าพี่ไม่อยากเจ็บตัวอีกก็อย่าเพิ่งมาทำหน้าตายั่วผมแบบนี้” กรย้ำ สีหน้าแววตาที่ใช้มองคนพี่บอกให้รู้ว่าพูดจริงหัตถเห็นสายตาแบบนั้นจำต้องยอมกินข้าวต้มไปเงียบ ๆ พอได้ก้มลงมองตัวเองถึงได้เห
กรพอใจในคำตอบที่ได้ยินไม่น้อย อดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ตัวเองทั้งดุและตะคอกคนตัวเล็ก “ผมขอโทษนะ ทั้งที่ตั้งใจจะช่วยพิทักษ์น้ำตาพี่ไม่ให้ไหล แต่เกือบเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่เข้าโรงพยาบาลเองเสียแล้ว” “มึงต้องจดจำความผิดนี้ไปชั่วชีวิตเลยนะ ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์น้ำตาให้ดีกว่านี้ด้วย” หัตถได้ทีชี้นิ้วคาดโทษ กรจับนิ้วคนพี่ไว้ “ได้ดิ ชั่วชีวิตผมหลังจากนี้เป็นของพี่คนเดียว” อีกแล้ว โรคหัวใจกูกำเริบอีกแล้ว หัตถกำมือน้อยทุบตรงหัวใจเบา ๆ แก้มแดงหูแดงเขารู้สึกร้อนขึ้นมาที่หน้า “กูง่วงแล้วอะ ขอไปนอนก่อนนะ” กรยกยิ้มพอใจ ท่าทีแบบนั้นเขารู้ดีว่าคนพี่กำลังเขินเขา “หน้าแดงขนาดนั้นสงสัยจะมีไข้พี่อย่าลืมกินยานะครับ” หัตถไม่ตอบอะไรได้แต่ยกมือโบกไปมารัว ๆ กลับให้เขา เขาปล่อยให้พี่ได้นอนพักไป ส่วนตัวเองก็เก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน เสร็จพอดีกับผ้าที่เอาใส่เครื่องไว้ก่อนหน้านี้ เขาเอาเสื้อผ้าทั้งของตัวเองแล้วก็ของหัตถไปตาก บ้านของหัตถเหมือนจะไม่ใหญ่มากแต่ก็ไม่เล็กเลยสำหรับการทำความสะอาด เขาทำงานบ้านเพลินจนเย็น ความหิว
เด็กสาวสองคนที่มาขอถ่ายรูปก่อนหน้านี้ลุกมายืนประกบแก้มไว้ พวกเธอตามติ่งเฝ้าเลี้ยงศิลปินที่รักผ่านมือถือมาตั้งนาน ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ให้ตอมแล้วนังป้านี่เป็นใครกล้าดียังไงมายืนว่าศิลปินอันเป็นที่รักของพวกเธอ“ฟังมานานละ ตอนแรกก็ว่าจะไม่ยุ่งนะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวป้ากับพี่หัตถ” เด็กสาวคนที่ 1“ใช่ แต่นี่ป้ามาลามถึงศิลปินที่หนูชอบอันนี้ยอมไม่ได้ละ” เด็กสาวคนที่ 2“ถ้าป้าคิดจะตามข่าวไหนควรตามให้สุดนะ ข่าวพี่เคตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง แล้วพี่เขาก็ลาออกเองเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ทำให้วงพลอยเสียชื่อเสียง” เด็กสาวคนที่ 1“ใช่ พี่เรื่องนี้พี่เคไม่ผิด เขายังบอกอีกว่าถึงแม้ไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่พี่เขาก็ผิดที่เอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น” เด็กสาวคนที่ 2“เขาแสนดีขนาดนี้ ยังต้องมาเจอคนไม่รู้อะไรเลยอย่างป้ากระแนะกระแหนอีกเหรอ” เด็กสาวคนที่ 1“ยัยเด็กพวกนี้นี่ วัน ๆ หนึ่งคงจะไม่เรียนหนังสือกันสินะเอาแต่ตามกรี๊ดผู้ชายไปเรื่อย” แก้มเบนเข็มหันไปแว๊ด ๆ ใส่สองสาวทันที“ไม่ต้องมาห่วงพวกหนูหรอก ถึงจะตามหวีดดาราแต่เกรดพวกหนูไม่เคยต่ำกว่าสามจุดห้านะ” เด็กสาวคนที่ 1“อ้อ พวกหนูถ่ายคลิปตอนที่ป้าชี้หน้า







