Beranda / อื่น ๆ / ระหว่างที่เราหายไป / บทที่ 3: ดาต้า หน้ากาก และซากความฝัน

Share

บทที่ 3: ดาต้า หน้ากาก และซากความฝัน

Penulis: Wanderer
last update Tanggal publikasi: 2026-05-23 13:11:28

สามวันหลังจากการประชุมครั้งแรก ห้องกระจกของต้นกลายสภาพเป็นวอร์รูม (War Room) ที่เต็มไปด้วยกระดานไวท์บอร์ด โพสต์อิทหลากสี และแก้วกาแฟที่ถูกทิ้งไว้ข้ามคืน บรรยากาศในห้องตลบอบอวลไปด้วยความเครียดที่ถูกกดทับไว้ใต้รอยยิ้มบางๆ แบบมืออาชีพ

แพรยืนอยู่หน้าจอโปรเจกเตอร์ เลเซอร์พอยเตอร์ในมือของเธอชี้ไปที่กราฟแสดงพฤติกรรมผู้บริโภค

“จาก Data ที่แพลตฟอร์มเราเก็บมาตลอดหกเดือนหลังสุด” แพรเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน มั่นใจแบบคนที่คุ้นเคยกับการพิตช์งานกับนักลงทุน “อินไซต์ของคนไทยวัยทำงานตอนต้นถึงกลาง สิ่งที่พวกเขาโหยหาที่สุดไม่ใช่ ‘การพักผ่อน’ แต่คือ ‘การได้รับการยอมรับ’ (Recognition) ตัวเลขชี้ชัดเลยว่า ยอดเอ็นเกจเมนต์ของคอนเทนต์ที่โชว์ความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือเลื่อนตำแหน่ง สูงกว่าคอนเทนต์สายฮีลใจถึงสามเท่า”

แพรกดเปลี่ยนสไลด์ หน้าจอแสดงรูปภาพจำลองของป้ายโฆษณาที่ใช้ AI สร้างขึ้น เป็นภาพชายหนุ่มใส่สูทยืนพิงรถ EV คันหรู ท่ามกลางแสงไฟเมืองหลวง พร้อมสโลแกน ‘พุ่งทะยานสู่ความสำเร็จที่ใครก็ต้องมอง’

“นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ…ต้น” แพรหันไปทางเจ้าของห้อง “ภาพลักษณ์ที่บอกว่า ฉันรอดแล้ว ฉันก้าวข้ามเส้นความลำบากมาแล้ว ถ้าเราอยากขายรถคันละเกือบสองล้านในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ เราต้องขาย ‘เครื่องมือยกระดับชนชั้น’ ไม่ใช่แค่ขายลมหายใจใหม่”

“มันดูปลอม”

เสียงทุ้มต่ำแทรกขึ้นมากลางปล้อง ปลายที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหมุนปากกาในมือ ดวงตาจ้องตรงไปที่กราฟบนหน้าจอโดยไม่มองหน้าคนพรีเซนต์

แพรชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มแบบบิสิเนสวูบหายไปจากริมฝีปากเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาประดับใหม่อย่างแนบเนียน “ปลอมตรงไหน ปลาย? ตัวเลขพวกนี้เก็บมาจากพฤติกรรมจริงของคนนับล้าน Data ไม่เคยโกหกนะ”

“Data ไม่โกหก... แต่คนเราโกหกเก่งครับคุณแพร” ปลายเอนหลังพิงพนักโซฟา “คุณเห็นยอดไลก์ ยอดแชร์ของคนที่โพสต์อวดความสำเร็จ แต่ Data ของคุณไม่ได้บอกว่า มีคนอีกกี่ล้านคนที่นั่งซึมเศร้าอยู่หน้าจอเพราะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนพวกนั้น แคมเปญนี้ชื่อ ‘ลมหายใจใหม่’ นะ ไม่ใช่ ‘เครื่องช่วยหายใจที่ต้องเหยียบหัวคนอื่นขึ้นไปสูด’ ”

“แพรไม่ได้บอกให้ใครเหยียบหัวใคร แพรแค่พูดถึงความเป็นจริง” น้ำเสียงของแพรเริ่มแข็งขึ้น แม้จะยังคงรักษาระดับความดังไว้เท่าเดิม “ในโลกความเป็นจริง คนที่อยู่รอดคือคนที่มีสถิติรองรับว่าสำเร็จ ไม่ใช่คนที่นั่งฝันลมๆ แล้งๆ ไปวันๆ แล้วปลอบใจตัวเองว่าฉันแค่ยังไม่ถึงเวลา... การสร้างโฆษณาที่บอกว่า ‘จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น’ มันขายของไม่ได้หรอกค่ะปลาย มันเป็นแค่ข้ออ้างของคนที่ไม่ยอมวิ่งไปข้างหน้าต่างหาก”

ประโยคสุดท้ายของแพรเหมือนเข็มที่ทิ่มทะลุลงไปกลางรอยแผลเป็น ปลายรู้ดีว่านั่นไม่ใช่แค่การวิจารณ์ไอเดียงาน แต่มันคือการวิจารณ์ชีวิตเขาทั้งชีวิต ตลอดห้าปีที่เลิกกันไป แพรเลือกทางที่วัดผลได้ ทุกอย่างเป็นตัวเลขและผลกำไร ส่วนเขาคือคนที่เธอมองว่า ‘ไม่ยอมวิ่ง’

ริมฝีปากของปลายกระตุกยิ้ม เป็นยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ก็เพราะมัวแต่วิ่งตามตัวเลขนี่แหละมั้ง คนเราถึงได้กลวงขึ้นทุกวัน คุณแพรอาจจะชินกับการใช้ AI คำนวณความรู้สึกคน แต่โฆษณาที่ทัชใจคนจริงๆ มันต้องใช้หัวใจเขียน ไม่ใช่อัลกอริทึม... ของบางอย่างมันมีค่ามากกว่าแค่ผลกำไรระยะสั้นนะ”

“หัวใจงั้นเหรอ?” แพรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังรู้สึกชาไปทั้งตัว “หัวใจมันจ่ายค่าไฟไม่ได้นะปลาย และมันก็ซื้อรถ EV คันนี้ไม่ได้ด้วย ถ้าปลายยังติดอยู่กับความโรแมนติกแบบยุคสิบปีที่แล้ว แพรว่าเราคงทำงานร่วมกันยาก”

“พอ! ทั้งคู่นั่นแหละ!”

ต้นที่นั่งเงียบอยู่นานกระแทกแก้วกาแฟลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังลั่น ทำลายบรรยากาศตึงเครียดที่แทบจะบีบคอคนในห้อง ต้นรีบปรับสีหน้า ยกมือขึ้นนวดขมับพยายามทำตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย “ใจเย็นดิวะ พวกมึงนี่นะ... เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย กัดกันตั้งแต่สมัยเรียนยันทำงาน”

ต้นพยายามหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนรังสีอำมหิต แต่ไม่มีใครในห้องขำตาม

“กูเข้าใจที่แพรบอก ตัวเลขมันสำคัญ ลูกค้าชอบเห็นตัวเลข” ต้นพยายามหาทางลงแบบประนีประนอม ไม่หักหน้าใคร “แต่กูก็ชอบความลึกซึ้งแบบที่ปลายมันพูดนะ... บิว มึงว่าไงเงียบเชียว ในฐานะอาร์ตไดเรกเตอร์ มึงเห็นภาพงานนี้เป็นยังไง”

ทุกคนหันไปมองบิวที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง บิวไม่ได้มองหน้าจอโปรเจกเตอร์ หรือมองคู่กรณีทั้งสองคน เขากำลังใช้ดินสอ สเก็ตช์ภาพบางอย่างลงบนสมุดที่เย็บสันด้วยลวดอย่างใจเย็น

“กูเห็นคนเหนื่อย” บิวตอบสั้นๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมา

“คนเหนื่อย?” ต้นทวนคำ

“อืม... กูเห็นคนที่พยายามทำตัวว่าเก่ง พยายามทำตัวว่าไหว ทั้งที่ข้างในแม่งโคตรพัง” บิวหยุดดินสอ แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเพื่อนทีละคน “เหมือนพวกมึงตอนนี้ไง”

ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมห้องกระจกทันที มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าอุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศ คำพูดเรียบๆ ของบิวเหมือนมือที่กระชากหน้ากากที่ทุกคนสวมอยู่ออกมา แล้วตบหน้าพวกเขากลางสี่แยก

แพรเม้มริมฝีปากแน่นเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ขณะที่ปลายก้มลงมองมือตัวเองที่กำลังกำปากกาจนข้อขาว ส่วนต้น... ชายผู้เป็นหัวหน้าทีมและดูเหมือนจะมีอำนาจที่สุดในห้อง กลับลอบกลืนน้ำลายและซ่อนมือที่สั่นเทาของตัวเองไว้ใต้โต๊ะอย่างเงียบงัน

พวกเขาทั้งสี่คนมารวมตัวกันเพื่อสร้าง ‘ลมหายใจใหม่’ ให้กับคนทั้งประเทศ โดยที่ไม่รู้เลยว่า... ลมหายใจของพวกเขาเองกำลังจะหมดลงเรื่อยๆ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 48: ตอนจบของกัปตันเจคอบ

    หกเดือนผ่านไป... สายฝนแห่งฤดูมรสุมผ่านพ้นไปแล้ว ท้องฟ้ากรุงเทพมหานครในเดือนพฤศจิกายนโปร่งใสและมีลมเย็นพัดเอื่อย บรรยากาศของเมืองหลวงยังคงเร่งรีบ ทุนนิยมยังคงหมุนกงล้อของมันไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่สำหรับฟันเฟืองบางตัว... พวกเขาได้ค้นพบจังหวะการหมุนของตัวเองแล้ว ที่ออฟฟิศ ‘สี่ทิศ ครีเอทีฟ เอเจนซี่’“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะคุณลูกค้า ทางเราคงไม่สามารถรับทำแคมเปญโฆษณายาลดน้ำหนักตัวนี้ได้ค่ะ... ใช่ค่ะ ถึงจะมี อย. แต่ก๊อปปี้ที่บรีฟมาให้เคลมว่า ‘ผอมทันใจในสามวัน’ มันเกินจริงไป และอาจสร้างค่านิยมที่ผิดให้วัยรุ่นได้ค่ะ...”รินในชุดกางเกงสแล็กและเสื้อเชิ้ตคอจีนสีเอิร์ธโทน นั่งหลังตรง คุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่น้ำเสียงหนักแน่นอย่างมืออาชีพ “ค่ะ เข้าใจค่ะว่าบัดเจ็ตสิบล้าน... แต่ทางเรามีนโยบายชัดเจนเรื่องความโปร่งใสของคอนเทนต์ค่ะ ต้องขออภัยจริงๆ นะคะ ขอบคุณที่นึกถึงสี่ทิศค่ะ สวัสดีค่ะ”รินวางสายโทรศัพท์ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้กับต้นและแพรที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ที่โต๊ะประชุม “ปฏิเสธเงินสิบล้านไปอีกเจ้าแล้วนะพี่ต้น” รินหัวเราะเบาๆ “เดือนนี้เราปฏิเสธงานสายเทา สายโอเวอร์เคลมไปสี่งาน

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 47: งานเลี้ยงส่งบนดิน และการเติบโตใต้ดิน

    ป้าย ‘CLOSED’ ถูกพลิกแขวนไว้ที่ประตูกระจกหน้าร้านกาแฟของโอมตั้งแต่หกโมงเย็น บรรยากาศภายในร้านไม่ได้เงียบเหงา แต่กลับอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ กลิ่นเนื้อย่างจากเตาปิกนิกที่โอมอุตส่าห์ไปยืมร้านข้างๆ มาตั้งไว้กลางร้าน และกลิ่นคราฟต์เบียร์ผสมกับกาแฟคั่วเข้ม นี่คืองานเลี้ยงฉลองที่แปลกประหลาดที่สุด... เพราะมันคืองานฉลองให้กับความสำเร็จของการ ‘รอดตาย’ และการ ‘แยกทาง’ ข่าวการช่วยชีวิตลูกเพจบนดาดฟ้าตึกร้างเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้เพจ ‘ระหว่างที่เราหายไป’ กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม หน้าหนังสือพิมพ์และสำนักข่าวออนไลน์ต่างพากันตั้งคำถามถึงความกดดันของคนวัยทำงาน และยกย่องแอดมินเพจนิรนามกลุ่มนี้ แต่สำหรับกลุ่มสี่ทิศและทีมงาน... พวกเขาไม่ได้ต้องการเป็นฮีโร่ พวกเขาแค่อยากกลับมานั่งจิบเบียร์เย็นๆ ในฐานะคนธรรมดาที่ยังมีลมหายใจ ต้นในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนสบายๆ ลุกขึ้นยืน เขาหยิบขวดเบียร์เปล่ามาเคาะกับแก้วใสเพื่อขอเสียง “เอาล่ะทุกคน... ในฐานะที่กูเป็นคนที่สร้างปัญหาหนักที่สุดจนเกือบพาพวกเราไปนอนคุก” ต้นหัวเราะแห้งๆ โดยมีแพรส่งสายตาค้อนให้วงใหญ่ “กูขอเป็นคนเปิดประเด็นเลยแล้วกัน”ทุกคนในวงปิ้งย่างวางตะเกี

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 46: ข้อความสุดท้าย และการไถ่บาปของกัปตัน

    หลายวันผ่านไปนับตั้งแต่คืนที่เตยค้นพบความลับในสมุดโน้ตปกดำ ความสัมพันธ์ในออฟฟิศสี่ทิศไม่ได้อึดอัดขึ้น แต่มันกลับมีความเข้าอกเข้าใจที่ลึกซึ้งโอบอุ้มพวกเขาไว้ ปลายไม่ได้กลับไปทำตัวร่าเริง หรือทำตัวแข็งกร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแออีกแล้ว เขายอมรับสถานะการเป็น 'คนพังๆ' ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ และนั่นทำให้เขากลับมาเขียนก๊อปปี้งานโฆษณา (บนดิน) ให้กับบริษัทได้อย่างไหลลื่นอีกครั้ง คืนวันศุกร์... เวลาห้าทุ่มสี่สิบห้านาที ฝนเพิ่งหยุดตก ถนนพระรามเก้าเปียกชื้นและสะท้อนแสงไฟจากท้ายรถยนต์ที่ติดหนึบ ต้น แพร บิว ปลาย และเตย เพิ่งกลับมาถึงออฟฟิศหลังจากออกไปกินหมูกระทะฉลองปิดงบโปรเจกต์ของเดือนนี้ได้สำเร็จ “เดี๋ยวกูเช็กอินบ็อกซ์เพจแป๊บนะ แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับ” ปลายเดินไปทรุดตัวลงหน้าแท็บเล็ตส่วนกลาง เลื่อนปลดล็อกหน้าจอ แชตส่วนใหญ่เป็นข้อความระบายความเหนื่อยล้าจากงาน ซึ่งรินและเตยช่วยกันตอบไปบ้างแล้วในช่วงหัวค่ำ แต่มีข้อความหนึ่งเพิ่งเด้งขึ้นมาเมื่อสามนาทีที่แล้ว จากแอคเคานต์ที่ไม่มีรูปโปรไฟล์ ชื่อว่า **‘Moonlight_Tears’**ปลายกดเข้าไปอ่าน และเพียงแค่ประโยคแรกที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ... เลือดในกายของชา

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 45: บันทึกของนักบินหนีตาย และกาแล็กซีที่สูญหาย

    สองสัปดาห์หลังจากผ่านพ้นวิกฤตสิบห้าล้านบาท... ออฟฟิศสี่ทิศกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ แผนงานต่างๆ ถูกจัดระเบียบใหม่ภายใต้การดูแลของริน เพจ ‘ระหว่างที่เราหายไป’ ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบ แอดมินทั้งสี่คนผลัดเปลี่ยนเวรกันตอบข้อความและรับฟังปัญหาของลูกเพจเหมือนเช่นเคย เวลาห้าทุ่มครึ่ง... สมาชิกคนอื่นๆ กลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงปลายที่นอนฟุบหลับอยู่หน้าโต๊ะทำงานคอมพิวเตอร์ และเตยที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงแฟ้มเอกสารและทำความสะอาดออฟฟิศ เตยเดินถือไม้ขนไก่ปัดฝุ่นมาจนถึงโต๊ะของปลาย เธอเห็นก็อปปี้ไรเตอร์รุ่นพี่นอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ใต้ตาของปลายคล้ำลึกจากการอดนอนติดต่อกันหลายคืน ขณะที่เตยกำลังจะเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมไหล่ให้ปลาย ศอกของเธอก็เผลอไปปัดโดน ‘สมุดโน้ตปกหนังสีดำ’ ที่วางหมิ่นเหม่ยอยู่ขอบโต๊ะ จนมันร่วงหล่นลงพื้นสมุดโน้ตตกลงบนพื้นพรม กระดาษด้านในเปิดกางออก เตยรีบก้มลงไปเก็บ เธอตั้งใจจะพับปิดมันเพื่อวางคืนที่เดิม แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับลายมือไก่เขี่ยของปลายที่เขียนด้วยหมึกสีดำ มันคือพล็อตนิยายไซไฟที่โอมเคยเล่าให้ฟังว่าปลายแต่งค้างไว้มาหลายปี ด้วยความ

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 44: การโต้กลับของคนพัง และเขี้ยวเล็บของหมาป่า

    เช้าวันจันทร์ที่บรรยากาศอึมครึม... ภายในออฟฟิศของเอเจนซี่สี่ทิศ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมราวกับสุสาน แพรนั่งกุมขมับอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บนโต๊ะมีซองจดหมายตราประทับจากสำนักงานกฎหมายส่งตรงมาจากแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง เนื้อหาข้างในระบุชัดเจนถึงการยกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดเงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ เป็นจำนวนเงิน 15,000,000 บาท ต้นนั่งพิงกำแพงอยู่บนพื้น ใบหน้าของเขามีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้นอนมาสองคืนติด รินและเตยนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาด้วยความเครียด ส่วนบิวเอาแต่นั่งหมุนเลนส์กล้องไปมาอย่างไร้จุดหมายมีเพียงปลายที่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่าง สายตาทอดมองลงไปยังการจราจรที่ติดขัดเบื้องล่าง “สิบห้าล้าน...” แพรพึมพำเสียงแหบแห้ง “ต่อให้เราขายออฟฟิศนี้ ขายกล้องทุกตัว เอารถไปเข้าไฟแนนซ์... เราก็หาเงินมาคืนเขาก้อนเดียวไม่ทันหรอก... พวกเขาขีดเส้นตายให้เราโอนเงินภายในเจ็ดวัน ไม่งั้นจะส่งเรื่องฟ้องศาล”“กูเป็นคนเซ็นสัญญาเอง” ต้นลุกขึ้นยืนช้าๆ “กูจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง แพร... เตรียมเอกสารทำเรื่องถอดชื่อออกจากกรรมการบริษัทซะ กูจะยอมประกาศล้มละลายคนเดียว”“พูดเหี้ยอะไรต้น!” แพรตบโต๊

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 43: คำสารภาพ

    สี่ทุ่มสี่สิบห้านาที... เสียงฝนยังคงตกกระทบหลังคาสังกะสีของหอพักเก่าๆ ย่านชานเมือง ปลายกำลังนั่งเหม่อมองหน้าจอแล็ปท็อปที่เปิดค้างไว้ หน้าจอแสดงผลหน้าเพจ ‘ระหว่างที่เราหายไป’ ที่เต็มไปด้วยคอมเมนต์ก่นด่า เขาไม่ได้กดลบ ไม่ได้ตอบโต้ เพียงแค่นั่งอ่านตัวอักษรที่กรีดแทงเหล่านั้นด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เพจที่เขาสร้างมากับมือ... กำลังจะตายลงเพราะความโลภ **ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...**เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ปลายขมวดคิ้ว เขาไม่ได้สั่งอาหารเดลิเวอรี และเวลานี้ก็ไม่น่าจะมีใครมาหา ก็อปปี้ไรเตอร์หนุ่มลุกขึ้นไปบิดลูกบิดประตู เมื่อบานประตูเปิดออก ปลายก็ต้องชะงัก คนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ไม่ใช่ CEO มาดเนี้ยบในชุดสูทราคาแพง แต่เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เปียกปอนไปด้วยละอองฝน เสื้อยืดสีดำยับย่น ผมเผ้าชี้ฟู ไหล่ที่เคยตั้งตรงอย่างคนมีความมั่นใจ บัดนี้ห่อตกลงมาอย่างคนหมดสภาพ ในมือซ้ายของต้น หิ้วถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ ภายในมีเบียร์สี่กระป๋อง กับลูกชิ้นปิ้งเหี่ยวๆ สองสามไม้ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ปลายมองหน้าเพื่อนรักที่ยืนตาแดงก่ำอยู่หน้าประตู สายตาของต้นไม่ได้มีความหยิ่งผยอง หรืออีโก้ของผู้บริหารหลงเหลืออยู่เล

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 8: รสชาติของความพ่ายแพ้ และเมล็ดพันธุ์แห่งคินสึงิ

    กาแฟอเมริกาโน่เย็นในแก้วทรงสูงละลายจนรสชาติจืดชืดไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่าบรรยากาศในล็อบบี้เลาจน์ของโรงแรมห้าดาวยังคงคลาคล่ำไปด้วยนักธุรกิจที่จับกลุ่มคุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ ทว่าที่มุมกั้นความเป็นส่วนตัวมุมหนึ่ง กลุ่ม ‘สี่ทิศ’ นั่งจมจ่อมอยู่บนโซฟาตัวหนาอย่างเงียบงัน เวลาผ่านไปกว่าสามชั่วโมงแล้วนั

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 7: สมรภูมิร้อยล้านและสูทที่ไร้รอยยับ

    โถงทางเดินชั้น 50 ของโรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางย่านเพลินจิต ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสมรภูมิเงียบสงัดสำหรับบริษัทเอเจนซี่โฆษณาระดับท็อปของประเทศ พรมทอหนานุ่มสีแดงเบอร์กันดีดูดซับเสียงฝีเท้าจนหมด บรรยากาศเย็นเยียบและอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพง กลุ่ม ‘สี่ทิศ’ นั่งเรียงกันอยู่บนโซ

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 6: ศิลปะการหลบหนีและสตอรี่บอร์ดของคนบาป

    ตีสี่สี่สิบห้านาที ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครยังคงมืดสนิท มีเพียงแสงไฟกะพริบจากยอดเสาสัญญาณบนตึกระฟ้าที่ยืนยันว่าเมืองนี้ไม่เคยหลับใหล ห้องวอร์รูมบนชั้น 42 ของเอเจนซี่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศและเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ แพรนอนขดตัวอยู่บนโซฟาหนังตัวยาวโดยมีเสื้อสูทขอ

  • ระหว่างที่เราหายไป   บทที่ 5: ยอดภูเขาน้ำแข็งและตัวเลขที่ติดลบ

    เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้ารถยุโรปสีดำขลับดังประสานกับเสียงที่ปัดน้ำฝนซึ่งทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ภายในห้องโดยสารที่เก็บเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แอร์คอนดิชันเนอร์ปรับอุณหภูมิไว้ที่ 22 องศาเซลเซียส น้ำหอมปรับอากาศกลิ่นไม้หอมซีดาร์วูดให้ความรู้สึกหรูหราและเงียบสงบ แต่มันไม่อาจดับความร้อนรุ่มในใจของผู้หญิง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status