تسجيل الدخولตีสี่สี่สิบห้านาที ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครยังคงมืดสนิท มีเพียงแสงไฟกะพริบจากยอดเสาสัญญาณบนตึกระฟ้าที่ยืนยันว่าเมืองนี้ไม่เคยหลับใหล
ห้องวอร์รูมบนชั้น 42 ของเอเจนซี่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศและเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ แพรนอนขดตัวอยู่บนโซฟาหนังตัวยาวโดยมีเสื้อสูทของต้นห่มทับไว้ รอยคราบมาสคาร่ายังคงทิ้งร่องรอยจางๆ ไว้ใต้ตา ต้นฟุบหน้าหลับอยู่กับโต๊ะกระจกโดยมีกองกระดาษบรีฟงานหนุนต่างหมอน ส่วนปลาย... ก็อปปี้ไรเตอร์ผู้ประกาศตัวว่าเป็นผู้แพ้ นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นพรมอย่างไม่สนใจมาดใดๆ แขนข้างหนึ่งก่ายหน้าผาก ราวกับว่าแม้แต่ในความฝัน เขาก็ยังพยายามคิดหาคำโฆษณาอยู่ …มีเพียงคนเดียวในห้องที่ยังคงตื่นอยู่ “บิว” นั่งอยู่หลังโต๊ะดราฟต์งานตรงมุมห้อง แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบกระดาษขนาด A3 ที่ถูกตีเส้นแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมสำหรับวาดสตอรี่บอร์ด (Storyboard) เสียงปลายดินสอ 4B ขูดขีดลงบนผิวกระดาษดังแกรกๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอและหนักแน่น บิวกำลังลงเงาในช่องที่เจ็ด... ช่องที่เป็นภาพโคลสอัปดวงตาของผู้หญิงในรถ EV คันนั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโดดเดี่ยว บิวหยุดมือ เลื่อนสายตามองภาพวาดของตัวเอง ก่อนจะหันไปมองเพื่อนทั้งสามคนที่กำลังหลับสนิท ทุกคนคิดว่าเขาคือ ‘ผู้บรรลุ’ เป็นคนที่ค้นพบสัจธรรมของการใช้ชีวิต ปล่อยวางจากอีโก้ ทิ้งเงินเดือนหลักแสนในฐานะอาร์ตไดเรกเตอร์มือทองเพื่อไปเปิดโฮมสเตย์เล็กๆ ที่แม่ริม ชงกาแฟดริป ใช้ชีวิตช้าๆ ท่ามกลางหมอกควันและต้นไม้สีเขียว ทุกคนในกลุ่มมองเขาเป็นเซฟโซน เป็นคนที่พร้อมจะรับฟังปัญหาโดยไม่ตัดสิน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า... การไปเชียงใหม่ ไม่ใช่การไปค้นหาความสงบ มันคือการ ‘หนี’ ต่างหาก ความทรงจำเมื่อหกปีก่อนไหลย้อนกลับมาในหัวของบิวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกกรอกลับ ในตอนนั้น บิวคือดาวรุ่งที่พุ่งแรงที่สุดในวงการ คว้ารางวัลคานส์ไลอ้อนส์ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสามสิบ เขาบ้างานยิ่งกว่าต้น กระหายความสำเร็จยิ่งกว่าแพร และหมกมุ่นกับความสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าปลายหลายเท่า เขาสามารถอดนอนสี่วันติดเพื่อแก้สีในงานวิดีโอโฆษณาแค่เฟรมเดียว จนกระทั่งวันนั้น... วันที่เขาได้รับบรีฟงานรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ บิวทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อถ่ายทำหนังโฆษณาที่สมจริงที่สุด สะเทือนอารมณ์ที่สุด เขาต้องการให้มันเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ และมันก็เป็นเช่นนั้น โฆษณาตัวนั้นกวาดรางวัลทุกสถาบัน ยอดแชร์ถล่มทลาย ทุกคนชื่นชมในความอัจฉริยะของเขา แต่ในวันที่เขาขึ้นรับรางวัลใหญ่ที่สุดของปี โทรศัพท์จากโรงพยาบาลก็โทรเข้ามา ‘แม่ของคุณบิวประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ครับ... รถพยาบาลไปถึงช้าเพราะติดขัดการจราจร... ท่านเสียชีวิตแล้วครับ’ ความย้อนแย้งที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดในชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นกับเขา บิวสร้างโฆษณารณรงค์ที่คนทั้งประเทศดูแล้วน้ำตาไหล ซาบซึ้งกับคุณค่าของชีวิต แต่ตัวเขาเองกลับเอาแต่นั่งตัดต่องานอยู่ในห้องมืดๆ ไม่ยอมรับโทรศัพท์ของแม่ที่โทรมาหาเมื่อสองชั่วโมงก่อนเกิดอุบัติเหตุ เพียงเพราะคิดว่า ‘เดี๋ยวทำงานเสร็จค่อยโทรกลับ... งานนี้มันสำคัญต่ออนาคตมาก’ หลังจากงานศพ บิวไม่สามารถจับดินสอหรือนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้อีกเลย ทุกครั้งที่เขาเห็นโฆษณาที่ตัวเองทำ เขาจะรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคอ เขาเกลียดวงการที่เชิดชูความสำเร็จจอมปลอม เกลียดคำว่า ‘แพสชัน (Passion)’ ที่กลายเป็นข้ออ้างในการละเลยคนที่รัก และที่สำคัญที่สุด... เขาเกลียดตัวเอง เขาจึงหนี หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง สร้างตัวตนใหม่ที่ชื่อว่า ‘บิวหนุ่มสโลว์ไลฟ์’ ซ่อนความรู้สึกผิดบาปไว้ใต้รอยยิ้มจางๆ และเสื้อผ้าฝ้ายย้อมคราม “มึงมันขี้ขลาดไอ้บิว...” เสียงพึมพำลอดออกจากริมฝีปากของชายหนุ่ม เขาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยผงคาร์บอนบนกระดาษให้เกิดเงาฟุ้งๆ รอบดวงตาของผู้หญิงในภาพ การได้เห็นความพังทลายของปลาย ต้น และแพร เมื่อคืนนี้ ทำให้เขากระจ่างแก่ใจ ความเจ็บปวดของเพื่อนๆ มันเรียล มันดิบ และมันกล้าหาญ พวกเขากล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน กล้าที่จะสติแตก กล้าที่จะร้องไห้ฟูมฟาย ต่างจากเขา... ที่ใช้วิธีซุกขยะไว้ใต้พรม แล้วหลอกตัวเองว่าห้องมันสะอาด บิวสูดลมหายใจลึก เขาดึงสติกลับมาที่หน้ากระดาษ นี่คือครั้งแรกในรอบหกปีที่เขากลับมาจับงานโฆษณาสเกลใหญ่ขนาดนี้ เขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน ไม่ได้ทำเพื่อช่วยต้น แต่เขากำลังทำเพื่อ ‘ไถ่บาป’ ให้กับตัวเอง เขาจะใช้ความเจ็บปวดทั้งหมดที่มี ใส่ลงไปในผลงานชิ้นนี้ งานที่จะบอกผู้คนว่า ‘ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องผิด และการร้องไห้ก็ไม่ได้แปลว่าเราแพ้’ เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่เริ่มสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ อาบย้อมห้องวอร์รูมให้กลายเป็นสีทองหม่น “อืม...” เสียงครางสะลึมสะลือดังมาจากฝั่งโซฟา แพรขยับตัวช้าๆ เสื้อสูทที่คลุมตัวอยู่ร่วงลงไปกองกับพื้น เธอลืมตาขึ้นมากะพริบถี่ๆ ปรับสายตาให้เข้ากับแสงสว่าง ความทรงจำเมื่อคืนหลั่งไหลเข้ามาทำให้ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว เธอสารภาพเรื่องบริษัทที่กำลังจะเจ๊ง ร้องไห้เหมือนเด็ก และดื่มเบียร์จนภาพตัด แพรยันตัวลุกขึ้นนั่ง เห็นต้นยังคงฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะ ส่วนปลายกำลังนอนกรนเบาๆ อยู่บนพื้น เธอหันไปมองรอบห้องจนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่โต๊ะดราฟต์งานตรงมุมสุด บิวยืนอยู่ตรงนั้น กำลังใช้หมุดแม่เหล็กติดกระดาษ A3 จำนวนสิบแผ่นเรียงต่อกันบนกระดานไวท์บอร์ด แพรลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้โดยไม่ส่งเสียง เมื่อเธอได้เห็นสิ่งที่อยู่บนกระดาน ลมหายใจของเธอก็สะดุดไปชั่วขณะ มันไม่ใช่แค่สตอรี่บอร์ดสำหรับพรีเซนต์งาน มันคืองานศิลปะที่สกัดออกมาจากหยาดเหงื่อและน้ำตาของพวกเขาทั้งสี่คน เฟรมที่ 1: ภาพมุมกว้างของถนนสาทรยามเย็น ฝนตกหนัก รถติดยาวเหยียด แสงไฟท้ายรถสีแดงสะท้อนบนพื้นถนนที่เปียกปอน บรรยากาศดูอึดอัดและไร้ทางออก ก๊อปปี้ (ลายมือปลาย): โลกข้างนอก... พร่ำบอกให้เราวิ่งให้เร็วกว่าคนอื่น เฟรมที่ 2-4: ตัดสลับภาพผู้คนในรถแต่ละคัน คันแรก... ชายหนุ่มในชุดสูท (คล้ายต้น) กำลังกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูด หอบหายใจเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ คันที่สอง... หญิงสาว (คล้ายแพร) กำลังซบหน้าลงกับโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแสดงกราฟตัวเลขติดลบ ไหล่ของเธอสั่นเทา คันที่สาม... ชายหนุ่มเซอร์ๆ (คล้ายปลาย) นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถ แววตาว่างเปล่าและเต็มไปด้วยคำถาม ก๊อปปี้: แต่ไม่มีใครเคยบอกว่า... ถ้าวิ่งไม่ไหว เรามีสิทธิ์ที่จะหยุดพักไหม? เฟรมที่ 5: กล้องแพนมาที่รถ EV คันใหม่ของแบรนด์ลูกค้า ดีไซน์ล้ำสมัยจอดนิ่งอยู่ท่ามกลางดงรถติด เฟรมที่ 6-8: กล้องเจาะเข้าไปในห้องโดยสารของรถ EV คันนั้น ไม่มีการโชว์สมรรถนะ ไม่มีการพูดถึงระบบสั่งการด้วยเสียง หรือเบาะหนังพรีเมียม มีเพียงความเงียบสงบ แสงไฟแอมเบียนต์ในรถสลัวลง หญิงสาวในรถเอนเบาะลงหลับตา น้ำตาของเธอไหลอาบแก้ม แต่ใบหน้าของเธอกลับดูผ่อนคลาย ราวกับได้ทิ้งโลกทั้งใบไว้ข้างนอกกระจกรถ ก๊อปปี้: ระบบกันเสียงที่ดีที่สุด ไม่ได้สร้างมาเพื่อกั้นเสียงความวุ่นวาย... แต่สร้างมาเพื่อกั้นเสียงตัดสินคุณจากคนรอบข้าง เฟรมที่ 9: ภาพมุมกว้างอีกครั้ง รถ EV คันนั้นค่อยๆ ปิดไฟหน้า เป็นจุดสีดำที่สงบเงียบท่ามกลางความวุ่นวายของท้องถนน ก๊อปปี้: ลมหายใจใหม่... เริ่มต้นได้ ในวินาทีที่คุณอนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ เฟรมที่ 10: โลโก้แบรนด์รถ พร้อมสโลแกนจบ สโลแกน: "Drive to Your Safe Zone - ขับ... กลับมาเป็นตัวเอง" แพรยืนจ้องสตอรี่บอร์ดทั้งสิบเฟรมนั้นเนิ่นนาน น้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนกลับรื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่น้ำตาของความอัปยศหรือความหวาดกลัว มันคือน้ำตาของความตื้นตัน งานชิ้นนี้ไม่ได้ซับซ้อน ไม่ได้ใช้ Data นำทาง ไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณทางวิศวกรรม แต่มันทรงพลังจนทะลวงเข้าไปถึงกระดูก “มึงไม่ได้นอนเลยเหรอวะบิว...” เสียงแหบพร่าของปลายดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินงัวเงียเข้ามาสมทบ โดยมีต้นที่เพิ่งตื่นเดินตามมาติดๆ ชายหนุ่มทั้งสามและหนึ่งหญิงสาวยืนเรียงหน้ากระดาน มองผลงานชิ้นเอกที่ถูกสร้างขึ้นจากความแตกสลายของพวกเขา “มันสวยมากเลยว่ะมึง...” ต้นพึมพำ แววตาของ ECD หนุ่มทอประกายของความหวังที่แท้จริง ไม่ใช่ความหวังที่ถูกปั้นแต่งด้วยยอดขาย “กูทำโฆษณามาเป็นสิบปี นี่คืองานชิ้นแรกที่กูรู้สึกว่า... กูอยากซื้อมันจริงๆ กูอยากเข้าไปนั่งโง่ๆ ในรถคันนี้ แล้วร้องไห้ให้พอใจ” “แพรขอโทษนะ...” จู่ๆ แพรก็พูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ เธอหันไปมองหน้าทุกคน “ที่แพรทำตัวงี่เง่า ที่แพรเอาตัวเลขมาข่มทุกคน แพรแค่... กลัว” “กูก็ขอโทษ” ปลายยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ “ที่กูประชดประชันพวกมึงมาตลอด กูก็แค่อิจฉาที่พวกมึงไปได้ไกลกว่ากู” “พวกมึงเลิกดราม่าแย่งซีนกูเถอะ” บิวพูดขัดขึ้นมาพร้อมกับยิ้มบางๆ เขาเอื้อมมือไปแตะที่กระดานไวท์บอร์ดเบาๆ “กูต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกมึง... ที่ดึงกูกลับมาขึ้นมาจากหลุมหลบภัย” บิวสูดลมหายใจลึก เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่หนีอีกต่อไป “เอาล่ะ” ต้นตบมือเข้าด้วยกันดังฉาด ดึงบรรยากาศให้กลับมาฮึกเหิม “เราได้คอนเซปต์ที่ดีที่สุด สตอรี่บอร์ดที่ทรงพลังที่สุด และก๊อปปี้ที่โคตรจะทัชใจ... พรุ่งนี้คือวันพิตช์งานจริง (Pitching Day) คู่แข่งเราคือเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ระดับโกลบอลที่เตรียมพรีเซนต์ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่” ต้นกวาดสายตามองเพื่อนรักทั้งสามคน รอยยิ้มของเขาในเช้าวันนี้ ไม่มีพลาสติกเคลือบอีกต่อไป “ส่วนพวกเรา... สี่ทิศ เราจะเดินเข้าไปในห้องประชุมนั้น แล้วเราจะเอา ‘ความพังพินาศ’ ของเราไปขายให้ประธานบริษัทรถยนต์ดู... พวกมึงพร้อมไหม?” ปลายแค่นหัวเราะ ก่อนจะชูกำปั้นขึ้นมา “ไอ้ขี้แพ้พร้อมลุยว่ะ” แพรเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มมั่นใจของ CEO กลับมาอีกครั้ง แต่มันดูซอฟต์และเป็นธรรมชาติกว่าเดิม “ถึงตัวเลขในบัญชีจะติดลบ แต่สกิลการพรีเซนต์ของฉันยังเกินร้อยย่ะ” ส่วนบิวพยักหน้าเงียบๆ สายตาของเขามุ่งมั่นและคมกริบกว่าที่เคยเป็นมาในรอบหกปี การเดินหมากครั้งสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น พวกเขาต้องนำเอาบาดแผลไปวางบนโต๊ะประชุมที่มีเดิมพันมูลค่าร้อยยี่สิบล้านบาท พวกเขาไม่รู้หรอกว่าจะชนะหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ การรวมตัวกันครั้งนี้... ได้รักษาลมหายใจของพวกเขาทั้งสี่คนไว้ได้อย่างสมบูรณ์แล้วหกเดือนผ่านไป... สายฝนแห่งฤดูมรสุมผ่านพ้นไปแล้ว ท้องฟ้ากรุงเทพมหานครในเดือนพฤศจิกายนโปร่งใสและมีลมเย็นพัดเอื่อย บรรยากาศของเมืองหลวงยังคงเร่งรีบ ทุนนิยมยังคงหมุนกงล้อของมันไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่สำหรับฟันเฟืองบางตัว... พวกเขาได้ค้นพบจังหวะการหมุนของตัวเองแล้ว ที่ออฟฟิศ ‘สี่ทิศ ครีเอทีฟ เอเจนซี่’“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะคุณลูกค้า ทางเราคงไม่สามารถรับทำแคมเปญโฆษณายาลดน้ำหนักตัวนี้ได้ค่ะ... ใช่ค่ะ ถึงจะมี อย. แต่ก๊อปปี้ที่บรีฟมาให้เคลมว่า ‘ผอมทันใจในสามวัน’ มันเกินจริงไป และอาจสร้างค่านิยมที่ผิดให้วัยรุ่นได้ค่ะ...”รินในชุดกางเกงสแล็กและเสื้อเชิ้ตคอจีนสีเอิร์ธโทน นั่งหลังตรง คุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่น้ำเสียงหนักแน่นอย่างมืออาชีพ “ค่ะ เข้าใจค่ะว่าบัดเจ็ตสิบล้าน... แต่ทางเรามีนโยบายชัดเจนเรื่องความโปร่งใสของคอนเทนต์ค่ะ ต้องขออภัยจริงๆ นะคะ ขอบคุณที่นึกถึงสี่ทิศค่ะ สวัสดีค่ะ”รินวางสายโทรศัพท์ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้กับต้นและแพรที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ที่โต๊ะประชุม “ปฏิเสธเงินสิบล้านไปอีกเจ้าแล้วนะพี่ต้น” รินหัวเราะเบาๆ “เดือนนี้เราปฏิเสธงานสายเทา สายโอเวอร์เคลมไปสี่งาน
ป้าย ‘CLOSED’ ถูกพลิกแขวนไว้ที่ประตูกระจกหน้าร้านกาแฟของโอมตั้งแต่หกโมงเย็น บรรยากาศภายในร้านไม่ได้เงียบเหงา แต่กลับอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ กลิ่นเนื้อย่างจากเตาปิกนิกที่โอมอุตส่าห์ไปยืมร้านข้างๆ มาตั้งไว้กลางร้าน และกลิ่นคราฟต์เบียร์ผสมกับกาแฟคั่วเข้ม นี่คืองานเลี้ยงฉลองที่แปลกประหลาดที่สุด... เพราะมันคืองานฉลองให้กับความสำเร็จของการ ‘รอดตาย’ และการ ‘แยกทาง’ ข่าวการช่วยชีวิตลูกเพจบนดาดฟ้าตึกร้างเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้เพจ ‘ระหว่างที่เราหายไป’ กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม หน้าหนังสือพิมพ์และสำนักข่าวออนไลน์ต่างพากันตั้งคำถามถึงความกดดันของคนวัยทำงาน และยกย่องแอดมินเพจนิรนามกลุ่มนี้ แต่สำหรับกลุ่มสี่ทิศและทีมงาน... พวกเขาไม่ได้ต้องการเป็นฮีโร่ พวกเขาแค่อยากกลับมานั่งจิบเบียร์เย็นๆ ในฐานะคนธรรมดาที่ยังมีลมหายใจ ต้นในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนสบายๆ ลุกขึ้นยืน เขาหยิบขวดเบียร์เปล่ามาเคาะกับแก้วใสเพื่อขอเสียง “เอาล่ะทุกคน... ในฐานะที่กูเป็นคนที่สร้างปัญหาหนักที่สุดจนเกือบพาพวกเราไปนอนคุก” ต้นหัวเราะแห้งๆ โดยมีแพรส่งสายตาค้อนให้วงใหญ่ “กูขอเป็นคนเปิดประเด็นเลยแล้วกัน”ทุกคนในวงปิ้งย่างวางตะเกี
หลายวันผ่านไปนับตั้งแต่คืนที่เตยค้นพบความลับในสมุดโน้ตปกดำ ความสัมพันธ์ในออฟฟิศสี่ทิศไม่ได้อึดอัดขึ้น แต่มันกลับมีความเข้าอกเข้าใจที่ลึกซึ้งโอบอุ้มพวกเขาไว้ ปลายไม่ได้กลับไปทำตัวร่าเริง หรือทำตัวแข็งกร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแออีกแล้ว เขายอมรับสถานะการเป็น 'คนพังๆ' ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ และนั่นทำให้เขากลับมาเขียนก๊อปปี้งานโฆษณา (บนดิน) ให้กับบริษัทได้อย่างไหลลื่นอีกครั้ง คืนวันศุกร์... เวลาห้าทุ่มสี่สิบห้านาที ฝนเพิ่งหยุดตก ถนนพระรามเก้าเปียกชื้นและสะท้อนแสงไฟจากท้ายรถยนต์ที่ติดหนึบ ต้น แพร บิว ปลาย และเตย เพิ่งกลับมาถึงออฟฟิศหลังจากออกไปกินหมูกระทะฉลองปิดงบโปรเจกต์ของเดือนนี้ได้สำเร็จ “เดี๋ยวกูเช็กอินบ็อกซ์เพจแป๊บนะ แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับ” ปลายเดินไปทรุดตัวลงหน้าแท็บเล็ตส่วนกลาง เลื่อนปลดล็อกหน้าจอ แชตส่วนใหญ่เป็นข้อความระบายความเหนื่อยล้าจากงาน ซึ่งรินและเตยช่วยกันตอบไปบ้างแล้วในช่วงหัวค่ำ แต่มีข้อความหนึ่งเพิ่งเด้งขึ้นมาเมื่อสามนาทีที่แล้ว จากแอคเคานต์ที่ไม่มีรูปโปรไฟล์ ชื่อว่า **‘Moonlight_Tears’**ปลายกดเข้าไปอ่าน และเพียงแค่ประโยคแรกที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ... เลือดในกายของชา
สองสัปดาห์หลังจากผ่านพ้นวิกฤตสิบห้าล้านบาท... ออฟฟิศสี่ทิศกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ แผนงานต่างๆ ถูกจัดระเบียบใหม่ภายใต้การดูแลของริน เพจ ‘ระหว่างที่เราหายไป’ ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบ แอดมินทั้งสี่คนผลัดเปลี่ยนเวรกันตอบข้อความและรับฟังปัญหาของลูกเพจเหมือนเช่นเคย เวลาห้าทุ่มครึ่ง... สมาชิกคนอื่นๆ กลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงปลายที่นอนฟุบหลับอยู่หน้าโต๊ะทำงานคอมพิวเตอร์ และเตยที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงแฟ้มเอกสารและทำความสะอาดออฟฟิศ เตยเดินถือไม้ขนไก่ปัดฝุ่นมาจนถึงโต๊ะของปลาย เธอเห็นก็อปปี้ไรเตอร์รุ่นพี่นอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ใต้ตาของปลายคล้ำลึกจากการอดนอนติดต่อกันหลายคืน ขณะที่เตยกำลังจะเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมไหล่ให้ปลาย ศอกของเธอก็เผลอไปปัดโดน ‘สมุดโน้ตปกหนังสีดำ’ ที่วางหมิ่นเหม่ยอยู่ขอบโต๊ะ จนมันร่วงหล่นลงพื้นสมุดโน้ตตกลงบนพื้นพรม กระดาษด้านในเปิดกางออก เตยรีบก้มลงไปเก็บ เธอตั้งใจจะพับปิดมันเพื่อวางคืนที่เดิม แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับลายมือไก่เขี่ยของปลายที่เขียนด้วยหมึกสีดำ มันคือพล็อตนิยายไซไฟที่โอมเคยเล่าให้ฟังว่าปลายแต่งค้างไว้มาหลายปี ด้วยความ
เช้าวันจันทร์ที่บรรยากาศอึมครึม... ภายในออฟฟิศของเอเจนซี่สี่ทิศ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมราวกับสุสาน แพรนั่งกุมขมับอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บนโต๊ะมีซองจดหมายตราประทับจากสำนักงานกฎหมายส่งตรงมาจากแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง เนื้อหาข้างในระบุชัดเจนถึงการยกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดเงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ เป็นจำนวนเงิน 15,000,000 บาท ต้นนั่งพิงกำแพงอยู่บนพื้น ใบหน้าของเขามีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้นอนมาสองคืนติด รินและเตยนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาด้วยความเครียด ส่วนบิวเอาแต่นั่งหมุนเลนส์กล้องไปมาอย่างไร้จุดหมายมีเพียงปลายที่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่าง สายตาทอดมองลงไปยังการจราจรที่ติดขัดเบื้องล่าง “สิบห้าล้าน...” แพรพึมพำเสียงแหบแห้ง “ต่อให้เราขายออฟฟิศนี้ ขายกล้องทุกตัว เอารถไปเข้าไฟแนนซ์... เราก็หาเงินมาคืนเขาก้อนเดียวไม่ทันหรอก... พวกเขาขีดเส้นตายให้เราโอนเงินภายในเจ็ดวัน ไม่งั้นจะส่งเรื่องฟ้องศาล”“กูเป็นคนเซ็นสัญญาเอง” ต้นลุกขึ้นยืนช้าๆ “กูจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง แพร... เตรียมเอกสารทำเรื่องถอดชื่อออกจากกรรมการบริษัทซะ กูจะยอมประกาศล้มละลายคนเดียว”“พูดเหี้ยอะไรต้น!” แพรตบโต๊
สี่ทุ่มสี่สิบห้านาที... เสียงฝนยังคงตกกระทบหลังคาสังกะสีของหอพักเก่าๆ ย่านชานเมือง ปลายกำลังนั่งเหม่อมองหน้าจอแล็ปท็อปที่เปิดค้างไว้ หน้าจอแสดงผลหน้าเพจ ‘ระหว่างที่เราหายไป’ ที่เต็มไปด้วยคอมเมนต์ก่นด่า เขาไม่ได้กดลบ ไม่ได้ตอบโต้ เพียงแค่นั่งอ่านตัวอักษรที่กรีดแทงเหล่านั้นด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เพจที่เขาสร้างมากับมือ... กำลังจะตายลงเพราะความโลภ **ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...**เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ปลายขมวดคิ้ว เขาไม่ได้สั่งอาหารเดลิเวอรี และเวลานี้ก็ไม่น่าจะมีใครมาหา ก็อปปี้ไรเตอร์หนุ่มลุกขึ้นไปบิดลูกบิดประตู เมื่อบานประตูเปิดออก ปลายก็ต้องชะงัก คนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ไม่ใช่ CEO มาดเนี้ยบในชุดสูทราคาแพง แต่เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เปียกปอนไปด้วยละอองฝน เสื้อยืดสีดำยับย่น ผมเผ้าชี้ฟู ไหล่ที่เคยตั้งตรงอย่างคนมีความมั่นใจ บัดนี้ห่อตกลงมาอย่างคนหมดสภาพ ในมือซ้ายของต้น หิ้วถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ ภายในมีเบียร์สี่กระป๋อง กับลูกชิ้นปิ้งเหี่ยวๆ สองสามไม้ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ปลายมองหน้าเพื่อนรักที่ยืนตาแดงก่ำอยู่หน้าประตู สายตาของต้นไม่ได้มีความหยิ่งผยอง หรืออีโก้ของผู้บริหารหลงเหลืออยู่เล
กาแฟอเมริกาโน่เย็นในแก้วทรงสูงละลายจนรสชาติจืดชืดไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่าบรรยากาศในล็อบบี้เลาจน์ของโรงแรมห้าดาวยังคงคลาคล่ำไปด้วยนักธุรกิจที่จับกลุ่มคุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ ทว่าที่มุมกั้นความเป็นส่วนตัวมุมหนึ่ง กลุ่ม ‘สี่ทิศ’ นั่งจมจ่อมอยู่บนโซฟาตัวหนาอย่างเงียบงัน เวลาผ่านไปกว่าสามชั่วโมงแล้วนั
โถงทางเดินชั้น 50 ของโรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางย่านเพลินจิต ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสมรภูมิเงียบสงัดสำหรับบริษัทเอเจนซี่โฆษณาระดับท็อปของประเทศ พรมทอหนานุ่มสีแดงเบอร์กันดีดูดซับเสียงฝีเท้าจนหมด บรรยากาศเย็นเยียบและอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพง กลุ่ม ‘สี่ทิศ’ นั่งเรียงกันอยู่บนโซ
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้ารถยุโรปสีดำขลับดังประสานกับเสียงที่ปัดน้ำฝนซึ่งทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ภายในห้องโดยสารที่เก็บเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แอร์คอนดิชันเนอร์ปรับอุณหภูมิไว้ที่ 22 องศาเซลเซียส น้ำหอมปรับอากาศกลิ่นไม้หอมซีดาร์วูดให้ความรู้สึกหรูหราและเงียบสงบ แต่มันไม่อาจดับความร้อนรุ่มในใจของผู้หญิง
เข็มนาฬิกาบนผนังออฟฟิศชี้บอกเวลาตีสองสี่สิบห้านาที เสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอคือเสียงเดียวที่หลงเหลืออยู่ในชั้น 42 ของอาคารสำนักงานใจกลางเมือง แสงไฟในโซนทำงานส่วนใหญ่ถูกปิดลงแล้ว เหลือเพียงไฟดาวน์ไลท์ไม่กี่ดวงที่ส่องสว่างลงมาตรงโต๊ะทำงานชั่วคราวของปลาย หน้าจอคอมพิวเตอร์ยังคงสว่างจ้







