Masukโถงล็อบบี้ของอาคารสำนักงานใจกลางสุขุมวิทเย็นเฉียบจนบาดผิว ปลายยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกบานยักษ์ที่กรุผนังตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เสื้อยืดสีดำที่ซักจนคอเริ่มย้วย กางเกงยีนส์ตัวเก่ง และรองเท้าผ้าใบที่ผ่านการลุยฝนมานับไม่ถ้วน ดูตัดกับพนักงานออฟฟิศที่เดินขวักไขว่ด้วยชุดสูทและเดรสแบรนด์เนมอย่างสิ้นเชิง
เขาล้วงหยิบบัตรประชาชนออกมาวางบนเคาน์เตอร์หินอ่อนเพื่อแลกบัตรผู้มาติดต่อ พนักงานต้อนรับสาวส่งยิ้มตามมารยาท พลางยื่นบัตรแข็งสีเงินที่มีโลโก้เอเจนซี่ของ ‘ต้น’ ให้เขาพร้อมบัตรประชาชน ขณะที่ก้าวเข้าไปในลิฟต์ความเร็วสูง ตัวเลขชั้นที่พุ่งทะยานขึ้นไปทำให้อาการหูอื้อกำเริบเบาๆ พร้อมกับความรู้สึกโหวงในช่องท้อง อายุสามสิบสี่ปีแล้ว... ปลายก้มมองบัตรประชาชนของตัวเองในมือ การไม่มีบัตรพนักงานหมายถึงการไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับชีวิต เขาจำได้ดีว่าตัวเองเคยก้มหน้าก้มตาส่งเงินสมทบทุนมาตลอดในช่วงที่เคยทำงานประจำ ก่อนจะตัดสินใจลาออกเมื่อหลายปีก่อนเพื่อแสวงหาคำว่า ‘อิสระ’ แต่ตอนนี้ ความเป็นจริงเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลที่หายไป และเงินบำนาญชราภาพที่ดูริบหรี่ กลายเป็นเงาทะมึนที่คอยหลอกหลอนเขาทุกครั้งที่รู้สึกปวดหลังหรือป่วยไข้ ต่างจากคนที่อยู่บนชั้นสูงสุดของตึกนี้ พวกเขามีประกันสุขภาพกลุ่มระดับวีไอพี มีความมั่นคงที่มองเห็นได้เป็นรูปธรรม... มีสิ่งที่ปลายไม่มี ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 42 เผยให้เห็นออฟฟิศเอเจนซี่ที่ถูกตกแต่งในสไตล์ลอฟต์ผสมผสานกับความมินิมอล โลโก้บริษัททำจากเหล็กดัดรมดำโดดเด่นอยู่กลางผนังปูนเปลือย ปลายเดินตามเลขาฯ สาวเข้าไปยังโซนด้านในสุด ที่ซึ่งห้องกระจกขนาดใหญ่ถูกกั้นไว้เป็นอาณาจักรส่วนตัวของ Executive Creative Director “เชิญค่ะ บอสรออยู่ด้านในแล้ว” เลขาฯ ผายมือ ปลายผลักประตูเข้าไป แอร์ในห้องนี้เย็นเยียบกว่าข้างนอกเสียอีก กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนลอยแตะจมูก บนโซฟาหนังสีน้ำตาลคาราเมลตรงมุมห้อง มีชายสองคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว “ไอ้ปลาย! ทางนี้โว้ย” ต้นลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มเดียวกับที่ปลายเห็นในเฟซบุ๊กเมื่อคืน ต้นอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมปลดกระดุมบน ดูดีแบบไม่ได้ตั้งใจ ทว่าใต้ดวงตาที่เคยสดใสกลับมีรอยคล้ำจางๆ ที่คอนซีลเลอร์ก็ปิดไม่มิด และปลายนิ้วที่ถือแก้วกาแฟนั้นสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวเองก็คงไม่รู้ตัว “ออฟฟิศมึงอลังการฉิบหาย สมฐานะท่าน ECD” ปลายแกล้งชกไหล่เพื่อนเบาๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูร่าเริงและเป็นกันเองที่สุด “ก็แค่หัวโขนแหละวะ เหนื่อยจะตายห่า” ต้นหัวเราะรับ ก่อนจะพยักพเยิดไปทางผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่บนโซฟา “มึงดูนี่ ใครเสด็จลงมาจากดอย” บิว... เจ้าของโฮมสเตย์ที่เชียงใหม่ นั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น เขาสวมเสื้อฝ้ายย้อมคราม กางเกงผ้าลินินทรงหลวม และรองเท้าแตะหนัง ถักผมเปียเส้นเล็กๆ ไว้ที่ท้ายทอย บิวยังคงมีแววตาที่สงบและเชื่องช้า ขัดแย้งกับจังหวะชีวิตของกรุงเทพมหานครโดยสิ้นเชิง “ไงมึง ไม่เจอกันนานเลยนะ” บิวยิ้มบางๆ รอยยิ้มของเขาดูจริงใจที่สุดในห้องนี้ แต่มันกลับทำให้ปลายรู้สึกหงุดหงิดลึกๆ อย่างบอกไม่ถูก ความสงบของบิวเหมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นความว้าวุ่นในใจของคนอื่น “นึกว่าจะตัดขาดโลกโซเชียล ไปปลูกผักกินเองถาวรซะแล้ว” ปลายแซว แทรกร่างลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวฝั่งตรงข้าม “ลมอะไรหอบมึงลงมาวะ” “ต้นมันโทรไปตื๊อสามรอบ บอกว่าโปรเจกต์นี้ถ้าไม่ใช่อาร์ตไดเรกชั่นแบบกู งานไม่รอดแน่” บิวตอบเรียบๆ ก่อนจะจิบชาเปปเปอร์มินต์ในแก้วเซรามิกที่พกมาเอง “อีกอย่าง... โฮมสเตย์กูช่วงนี้โลว์ซีซั่นพอดี ลงมาหาค่าซ่อมหลังคารั่วหน่อยก็ดี” “พูดซะกูดูแย่เลยนะไอ้บิว” ต้นหัวเราะร่วน แต่แววตาไม่ได้ขำตาม “แต่งานนี้กูต้องการพวกมึงจริงๆ... ขาดแค่อีกคนเดียว” พูดไม่ทันขาดคำ ประตูห้องกระจกก็ถูกผลักเปิดออก เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังเป็นจังหวะหนักแน่น มั่นใจ และคุ้นเคยจนปลายรู้สึกชาวาบไปทั้งแผ่นหลัง “ขอโทษทีที่สาย พอดีแพรติดประชุมบอร์ดเพิ่งเสร็จ” แพรก้าวเข้ามาในห้อง เธอสวมชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบสีเบจ ผมซอยสั้นประบ่าดูโฉบเฉี่ยว ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีส้มอิฐขยับยิ้มทรงเสน่ห์แบบฉบับนักธุรกิจหญิงรุ่นใหม่ กลิ่นน้ำหอม Jo Malone กลิ่นเดิมที่ปลายคุ้นเคยเป็นอย่างดีเมื่อห้าปีก่อนลอยมาเตะจมูก ทว่าแพรในวันนี้ไม่ใช่เด็กสาวที่เคยนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและร้องไห้เรื่องงานกับเขาอีกต่อไปแล้ว เธอคือ Founder ที่ประสบความสำเร็จ ผู้หญิงที่ยืนอยู่บนยอดเขา ขณะที่ปลายยังคงตะเกียกตะกายอยู่ตรงตีนดอย ปลายเกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ เขาสบตาแพรชั่ววินาที ก่อนที่ทั้งคู่จะเลือกสวมหน้ากาก ‘อดีตคนรักที่เลิกกันด้วยดี’ พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “ไงแพร สวยขึ้นเป็นกองเลยนะท่านประธาน” ปลายทักทาย รอยยิ้มของเขาถูกประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ “ปลายก็เหมือนกัน... ดู ‘อิสระ’ เหมือนเดิมเลยนะ” แพรตอบกลับ รอยยิ้มของเธอไม่ได้ลดลง แต่น้ำเสียงที่เน้นย้ำคำว่าอิสระกลับคมกริบราวกับมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในปลอกกำมะหยี่ ต้นรีบตบมือหนึ่งครั้งเพื่อทำลายบรรยากาศอึดอัดที่เริ่มก่อตัวขึ้น “เอาล่ะ ในเมื่อครบ ‘สี่ทิศ’ แล้ว กูจะเข้าเรื่องเลยละกัน” ต้นเดินไปที่จอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่กลางห้อง กดรีโมตเพื่อเปิดสไลด์หน้าแรก โลโก้ของแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศปรากฏขึ้นบนจอ “แคมเปญเปิดตัวรถยนต์ EV ซีรีส์ใหม่ของปีหน้า งบการตลาดเฉพาะเฟสแรกคือหนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาท...” ต้นกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสามคน “เรามีเวลาเตรียมพิตช์งานสองอาทิตย์ คู่แข่งคือเอเจนซี่ท็อปทรีของประเทศทั้งหมด และโจทย์ที่ลูกค้าให้มามีคำเดียว...” ต้นกดเปลี่ยนสไลด์ บนหน้าจอมีตัวหนังสือสีขาวบนพื้นดำเขียนว่า: 'A New Breath for Thai People' (ลมหายใจใหม่ของคนไทย) “ลูกค้าต้องการให้รถรุ่นนี้ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ เป็นความหวังของคนที่กำลังดิ้นรนในเศรษฐกิจแบบนี้” ต้นอธิบาย “แพร... กูอยากได้ดาต้าจากแพลตฟอร์มของมึงมาแบคอัปอินไซต์คนไทยวัยทำงาน บิว... กูต้องการวิชวลที่ฉีกจากโฆษณารถตระกูลเดิมๆ ที่เน้นโชว์สมรรถนะ ให้มันดูมีความเป็นมนุษย์ที่สุด” “แล้วกูล่ะ?” ปลายถามขึ้นมากลางปล้อง ต้นหันมามองหน้าปลาย นัยน์ตาของเขาทอประกายบางอย่างที่ปลายอ่านไม่ออก “กูต้องการก๊อปปี้จากมึง... ก๊อปปี้ที่จะกระชากใจคนไทยที่กำลังเหนื่อยล้า ก๊อปปี้ที่บอกเขาว่า การพยายามมีชีวิตรอดในประเทศนี้มันคุ้มค่า” ปลายแค่นยิ้มในใจ การพยายามมีชีวิตรอดมันคุ้มค่าอย่างนั้นหรือ? “งานสเกลนี้... ถ้าชนะ พวกมึงทุกคนจะได้เครดิตที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต” ต้นทิ้งท้าย “ว่าไงวะ เรามาทำเหมือนตอนทำโปรเจกต์จบเมื่อสิบปีที่แล้วกันไหม?” ไม่มีใครตอบรับในทันที แพรจ้องมองตัวเลขงบประมาณบนหน้าจอด้วยดวงตาที่วูบไหวราวกับคนกระหายน้ำ บิวมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกดูท้องฟ้าขมุกขมัวของกรุงเทพฯ ส่วนปลาย... เขามองหน้าเพื่อนแต่ละคน มองเห็นรอยยิ้มที่เคลือบฉาบอยู่บนใบหน้า รอยยิ้มที่บอกว่าทุกคนพร้อมจะลุย รอยยิ้มที่ซ่อนความอ่อนแอและความล้มเหลวของตัวเองไว้อย่างมิดชิด “เอาดิ” ปลายเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ “กูก็อยากรู้เหมือนกันว่า ลมหายใจใหม่... มันหน้าตาเป็นยังไง” ในห้องสี่เหลี่ยมที่ถูกแช่แข็งด้วยเครื่องปรับอากาศ การรวมตัวของกลุ่มสี่ทิศได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายใต้ความปรารถนาดีที่ฉาบหน้า ไม่มีใครรู้เลยว่าระเบิดเวลาของแต่ละคนได้เริ่มเดินถอยหลังแล้วอย่างเงียบเชียบ“ถ้าพี่ปลายกังวลเรื่องโรคร้ายแรง รินขอแนะนำแผน ‘โกลด์ แคร์ พลัส’ ตัวนี้นะคะ...” รินเปิดแฟ้มนำเสนอขาย กางออกตรงหน้าปลาย นิ้วเรียวที่เคลือบเล็บเจลสีนู้ดชี้ไปตามกราฟิกรูปโล่และตัวเลขความคุ้มครองที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม น้ำเสียงของเธอใสแจ๋ว ฉะฉาน และเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวกราวกับสคริปต์ที่ถูกฝึกซ้อมมาเป็นร้อยรอบ “แผนนี้ครอบคลุมโรคร้ายแรงถึงห้าสิบโรคเลยค่ะ รวมถึงมะเร็งทุกระยะ ถ้าตรวจเจอ บริษัทจะจ่ายเงินก้อนให้พี่ปลายทันทีหนึ่งล้านบาท เพื่อเอาไปใช้รักษาตัวหรือเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว แถมยังมีค่าชดเชยรายวันกรณีแอดมิตด้วยนะคะ...” รินฉีกยิ้ม “ซื้อความอุ่นใจไว้เถอะค่ะพี่ เจ็บป่วยขึ้นมา เราจะได้ไม่ต้องเอาเงินเก็บทั้งชีวิตไปให้โรงพยาบาล”ปลายรับฟังเงียบๆ เขานั่งกอดอก สายตาไม่ได้มองที่โบรชัวร์สีสันสดใส แต่มองตรงเข้าไปในดวงตาของพนักงานขายสาว ที่แม้จะยิ้มกว้างแค่ไหน แต่ขอบตายังคงแดงช้ำและมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ลึกๆ ก็อปปี้ไรเตอร์วัยสามสิบสี่ปล่อยให้รินร่ายสคริปต์จนจบ ก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวไปข้างหน้า “ฟังดูดีนะ...” ปลายพยักหน้าช้าๆ ทำน้ำเสียงให้ดูแหบพร่าและอมทุกข์ “บอกตรงๆ นะริน... พี่เพิ่
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา หลังจากที่วิดีโอ ‘คำสารภาพของหลุมดำ’ ของกานต์ถูกเผยแพร่ออกไป... มันไม่ได้สร้างปรากฏการณ์ไวรัลแบบถล่มทลายในชั่วข้ามคืน ทว่ามันกลับค่อยๆ แทรกซึมลึกลงไปในโลกออนไลน์อย่างเงียบเชียบและทรงพลัง ยอดวิวที่วิ่งขึ้นอย่างช้าๆ มาพร้อมกับยอดแชร์ที่พุ่งสูงปรี๊ด หลายเพจข่าวและอินฟลูเอนเซอร์สายไอทีนำเรื่องราวของ Content Moderator ไปวิเคราะห์ต่อ สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงสวัสดิภาพของคนทำงานกะดึกที่คอยกวาดขยะดิจิทัล ท้ายคลิปวิดีโอ มีเพียงโลโก้เล็กๆ ของแบรนด์รถ EV ของคุณสมภพ ปรากฏขึ้นพร้อมกับข้อความเรียบง่าย: ‘ขับเคลื่อนความเข้าใจ... เพื่อทุกชีวิตที่อยู่เบื้องหลังความสวยงาม’มันเป็นการสปอนเซอร์ (Sponsorship) ที่แนบเนียน ไม่ยัดเยียด และทำให้แบรนด์ดูเป็น ‘ผู้สนับสนุนพื้นที่ปลอดภัย’ อย่างแท้จริง คุณสมภพส่งอีเมลสั้นๆ มาหาแพรในเช้าวันรุ่งขึ้น มีเพียงคำว่า *‘Excellent work.’* ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะการันตีงบประมาณสิบห้าล้านบาทให้อยู่ในมือของพวกเค้าอย่างปลอดภัย ที่ร้านกาแฟของโอม... บ่ายวันอังคารที่อากาศร้อนอบอ้าว ปลายนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เข้ามุมตัวเดิม บนโต๊ะมีแก้วอเมริกาโน่เย็นที่น้ำแข็งละลาย
สามวันผ่านไปนับตั้งแต่มื้อเช้าที่ร้านโจ๊กริมทาง กานต์ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในลูปเดิมๆ ตื่นตอนสี่ทุ่ม อาบน้ำ แต่งตัว ฝ่าความมืดไปนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศ ลบขยะของโลกออนไลน์ แล้วกลับมานอนตอนพระอาทิตย์ขึ้น ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนฟันเฟืองที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป... คือนามบัตรสีดำยับๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะคอมพิวเตอร์ในห้องพักของเขา เวลาตีสอง... วันหยุดพักผ่อนของกานต์ ห้องเช่าขนาดยี่สิบตารางเมตรถูกปิดทับด้วยผ้าม่านทึบแสง สองชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดในเวลากลางวันเล็ดลอดเข้ามารบกวนการนอน แต่ในเวลานี้ที่เป็นกลางคืน ห้องทั้งห้องกลับมืดสนิทราวกับถ้ำลึก มีเพียงแสงสีฟ้าอมเทาจากหน้าจอมอนิเตอร์ที่กานต์เปิดทิ้งไว้ สาดสะท้อนให้เห็นสภาพห้องที่รกเรื้อไปด้วยกล่องข้าวสะดวกซื้อและกระป๋องกาแฟเปล่า กานต์นั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้เกมมิ่งตัวเก่าที่หนังลอกหลุดลุ่ย เขามองนามบัตรใบนั้นสลับกับหน้าต่างแชตของเพจ ‘ระหว่างที่เราหายไป’ คำพูดของปลายที่ริมถนนยังคงดังก้องอยู่ในหัว *‘ถ้าวันไหนมึงตื่นขึ้นมาตอนสี่ทุ่ม แล้วรู้สึกว่ามึงไม่อยากเป็นผีที่ไม่มีใครเห็นอีกต่อไปแล้ว...’*กานต์สูดล
หกโมงสิบห้านาที... ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติของอาคารสำนักงานใหญ่ย่านพระรามเก้าเปิดออก พร้อมกับร่างของกานต์ที่ก้าวพ้นจากความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศ ออกมาปะทะกับมวลอากาศร้อนชื้นและกลิ่นควันท่อไอเสียของกรุงเทพมหานครยามเช้า แสงอาทิตย์อ่อนๆ ที่สาดส่องลงมา ควรอบอุ่นและให้ความหวังในการเริ่มต้นวันใหม่ แต่สำหรับกานต์ แสงนั้นแสบตาจนเขาต้องดึงฮู้ดสีเทาขึ้นมาคลุมศีรษะและหรี่ตาลงราวกับแวมไพร์ที่หวาดกลัวแสงแดด ทางเท้าเริ่มพลุกพล่าน พนักงานออฟฟิศในชุดทำงานรีดเรียบกริบเดินสวนทางกานต์เข้าไปในตึก บางคนถือแก้วกาแฟแบรนด์ดัง บางคนคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น ทุกคนกำลังมุ่งหน้าไปสู่อนาคต... ในขณะที่กานต์กำลังลากสังขารที่แบกรับความโสมมของโลกออนไลน์มาทั้งคืน เพื่อกลับไปซุกตัวในห้องแคบๆ เขาเดินเลี้ยวซ้ายตรงหัวมุมถนน ตามที่คนแปลกหน้าในแชตบอกไว้ ร้านกาแฟเล็กๆ แบบคีออสตั้งอยู่ริมทางเท้า กานต์เดินเข้าไปหยุดหน้าเคาน์เตอร์ บาริสต้าสาวที่กำลังยุ่งกับการเตรียมเปิดร้านเงยหน้าขึ้นมอง “เอ่อ... มีคนฝากเงินไว้ สั่งอเมริกาโน่ร้อน...” กานต์พูดเสียงแผ่ว “แก้วของคนกะดึกครับ”บาริสต้าสาวยิ้มกว้าง “อ๋อ! พี่ผู้ชาย
“จะบ้าเหรอปลาย... คนคอมเมนต์เพจเราตั้งหลายร้อยคน จะให้แพรไปงมหาคนๆ เดียวที่ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่าผีเนี่ยนะ กฎหมาย PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ก็ค้ำคออยู่ ไปแฮ็กไอพีแอดเดรสเขาไม่ได้หรอกนะ แพรเป็นบริษัททำสื่อ ไม่ใช่หน่วยสืบราชการลับ!”แพรโวยวายเสียงดังลั่นออฟฟิศของต้น ในขณะที่มือก็กำลังพิมพ์รัวลงบนคีย์บอร์ดแมคบุ๊กอย่างขะมักเขม้น แว่นตากรองแสงสีฟ้าของ CEO สาวสะท้อนภาพบรรทัดโค้ดและกราฟข้อมูล (Data Visualization) ที่สลับซับซ้อน“เราไม่ได้บอกให้แพรไปแฮ็กข้อมูลส่วนตัวเขา” ปลายนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟา มือถือแก้วกาแฟดำ “แค่ให้แพรใช้ ‘เครื่องมือ’ วิเคราะห์พฤติกรรม (Behavioral Analysis) ของแอคเคานต์นี้ดู... ภาษาที่เขาพิมพ์ เวลาที่เขากดส่ง แพรบอกเองไม่ใช่เหรอว่า Data Analytics มันบอกตัวตนคนได้แม่นกว่าหมอดูเสียอีก”แพรจิ๊ปากอย่างขัดใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ปลายพูดคือความจริงในโลกบนดิน แพรคือผู้เชี่ยวชาญด้านการแกะรอยผู้บริโภคเพื่อยิงแอดโฆษณา เธอคุ้นเคยกับการเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ให้กลายเป็นตัวเลข วันนี้เธอแค่ต้องใช้ทักษะเดียวกันเพื่อตามหา ‘คนพังๆ’ หนึ่งคน“โอเค... แพรใช้โปรแกรม Social Listen
ตีสามสิบห้านาที...ในขณะที่กรุงเทพมหานครกำลังหลับใหลและจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา บนชั้น 18 ของอาคารสำนักงานใจกลางย่านพระรามเก้า กลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวโพลนที่เปิดทิ้งไว้เต็มพิกัดห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ไร้หน้าต่าง ถูกซอยแบ่งเป็นพาร์ทิชันขนาดเล็กนับร้อยช่อง อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศถูกตั้งไว้ที่ 18 องศาเซลเซียสเพื่อรักษาเสถียรภาพของเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ แต่มันกลับแช่แข็งความรู้สึกของมนุษย์ที่นั่งอยู่หน้าจอให้ชาชินตามไปด้วย‘กานต์’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปี นั่งห่อไหล่อยู่ใต้เสื้อกันหนาวแบบมีฮู้ดสีเทาเข้ม แสงสีฟ้าจากหน้าจอมอนิเตอร์ขนาด 27 นิ้วสองจอสาดสะท้อนเข้ากับแว่นตากรองแสงของเขา กานต์กำลังทำหน้าที่เป็น ‘คอนเทนต์ มอดิเรเตอร์’ (Content Moderator) ให้กับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลกหน้าที่ของเขาไม่ได้มีอะไรซับซ้อน... เขาแค่ต้องนั่งดูกองขยะของมนุษยชาตินิ้วชี้ขวาของกานต์ขยับคลิกเมาส์อย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ภาพบนหน้าจอเปลี่ยนไปทุกๆ สามวินาที... ภาพอุบัติเหตุสยดสยอง ภาพการทารุณกรรมสัตว์ ข้อความด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายที่สุดเท่าที่พจนานุกรมจะบัญญัติไว้ ภาพอนาจาร และข่าวปลอมที่เ
กาแฟอเมริกาโน่เย็นในแก้วทรงสูงละลายจนรสชาติจืดชืดไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่าบรรยากาศในล็อบบี้เลาจน์ของโรงแรมห้าดาวยังคงคลาคล่ำไปด้วยนักธุรกิจที่จับกลุ่มคุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ ทว่าที่มุมกั้นความเป็นส่วนตัวมุมหนึ่ง กลุ่ม ‘สี่ทิศ’ นั่งจมจ่อมอยู่บนโซฟาตัวหนาอย่างเงียบงัน เวลาผ่านไปกว่าสามชั่วโมงแล้วนั
โถงทางเดินชั้น 50 ของโรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางย่านเพลินจิต ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสมรภูมิเงียบสงัดสำหรับบริษัทเอเจนซี่โฆษณาระดับท็อปของประเทศ พรมทอหนานุ่มสีแดงเบอร์กันดีดูดซับเสียงฝีเท้าจนหมด บรรยากาศเย็นเยียบและอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพง กลุ่ม ‘สี่ทิศ’ นั่งเรียงกันอยู่บนโซ
ตีสี่สี่สิบห้านาที ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครยังคงมืดสนิท มีเพียงแสงไฟกะพริบจากยอดเสาสัญญาณบนตึกระฟ้าที่ยืนยันว่าเมืองนี้ไม่เคยหลับใหล ห้องวอร์รูมบนชั้น 42 ของเอเจนซี่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศและเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ แพรนอนขดตัวอยู่บนโซฟาหนังตัวยาวโดยมีเสื้อสูทขอ
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้ารถยุโรปสีดำขลับดังประสานกับเสียงที่ปัดน้ำฝนซึ่งทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ภายในห้องโดยสารที่เก็บเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แอร์คอนดิชันเนอร์ปรับอุณหภูมิไว้ที่ 22 องศาเซลเซียส น้ำหอมปรับอากาศกลิ่นไม้หอมซีดาร์วูดให้ความรู้สึกหรูหราและเงียบสงบ แต่มันไม่อาจดับความร้อนรุ่มในใจของผู้หญิง







