Se connecter"เราต่างพยายามไขว่คว้าหาความสุข... ด้วยการแอบมองชีวิตของคนอื่น" สิบปีหลังจากกอดคอกันเรียนจบนิเทศฯ 'ปลาย' ยังคงเป็นแค่ก็อปปี้ไรเตอร์ฟรีแลนซ์ที่รอคอยจุดเปลี่ยนของชีวิต ขณะที่เพื่อนรักอย่าง 'ต้น' ผงาดขึ้นเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ระดับท็อป 'แพร' อดีตคนรักกลายเป็นเจ้าของสตาร์ทอัพที่ใครๆ ก็จับตามอง และ 'บิว' เลือกทิ้งแสงสีไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่เชียงใหม่ ชีวิตที่เหมือนจะเดินกันไปคนละเส้นทาง ถูกกระชากให้กลับมาพบกันอีกครั้ง เมื่อโปรเจกต์โฆษณามูลค่ามหาศาลบังคับให้พวกเขาต้องมาร่วมทีมกัน การรวมตัวที่หน้าฉากดูเหมือนจะเป็นภาพฝันของมิตรภาพ กลับกลายเป็นความกดดัน การเปรียบเทียบ และความอิจฉาริษยา ทุกการเบรนสตอร์มคือการฟาดฟัน ทุกรอยยิ้มคือการซ่อนคมมีด และทุกคำว่า 'ไม่เป็นไร' คือการกดทับความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา ในวงการที่ทุกคนต้องปั้นแต่งเรื่องราวเพื่อขายสินค้า... บางทีหน้ากากที่พวกเขากำลังสวมใส่ อาจจะเป็นผลงานโฆษณาที่หลอกลวงที่สุด
Voir plusแสงไฟนีออนสีส้มหม่นจากป้ายโฆษณาริมถนนสาทรสาดลอดผ่านบานกระจกของร้านกาแฟที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง กระทบลงบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้า “ปลาย” ชายหนุ่มวัย 34 ปี นั่งจ้องหน้าจอแมคบุ๊กที่เปิดโปรแกรมพิมพ์เอกสารค้างไว้ เคอร์เซอร์กะพริบเป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับกำลังเยาะเย้ยความว่างเปล่าในหัวของเขา
บนหน้าจอคือบรีฟงานจากแบรนด์อาหารเสริมคอลลาเจนที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่า ‘กินแล้วขาวใส มั่นใจสู้กล้อง’ มันคืองานชิ้นเล็กๆ ที่เอเจนซี่หน้าใหม่โยนมาให้ฟรีแลนซ์อย่างเขารับช่วงต่อ ปลายถอนหายใจลากยาว เขาเป็นก็อปปี้ไรเตอร์มาสิบปี เคยฝันถึงงานคราฟต์ที่ได้รางวัลคานส์ไลอ้อนส์ (Cannes Lions) ฝันถึงแคมเปญที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมคนในสังคม แต่ความเป็นจริงในคืนนี้ เขากำลังพยายามคิดคำคล้องจองตื้นๆ เพื่อแลกกับค่าจ้างหมื่นห้าพันบาทที่ต้องรอเครดิตเทอมอีก 60 วัน ‘ยังไม่ถึงเวลาของเราหรอก... เดี๋ยวจังหวะมันก็มาเอง’ ปลายบอกตัวเองด้วยประโยคนี้ซ้ำๆ มาตั้งแต่ตอนอายุยี่สิบห้า จนตอนนี้ตัวเลขสามสิบสี่ขยับเข้ามากดทับบนบ่า เขาปลอบใจตัวเองด้วยคำว่า ‘อิสระ’ และ ‘การเป็นนายตัวเอง’ แต่นานวันเข้า เส้นแบ่งระหว่างความติสต์กับการไม่มีใครจ้างก็เริ่มเลือนลางลงทุกที ปลายนิ้วที่ควรจะพิมพ์ก๊อปปี้โฆษณา กลับเลื่อนไปกดเปิดแท็บเบราว์เซอร์ใหม่โดยสัญชาตญาณ เขาเข้าสู่โซเชียลมีเดีย—ดินแดนที่ทุกคนมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โพสต์แรกที่เด้งขึ้นมาบนฟีดคือรูปภาพของ “ต้น” เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนนิเทศฯ ที่ BU ต้นในชุดสูทลำลองที่ดูตัดเย็บมาอย่างดี ยืนยิ้มกว้างอยู่ตรงกลางวงล้อมของลูกทีม มือข้างหนึ่งถือถ้วยรางวัล B.A.D Awards แคปชั่นเขียนด้วยความถ่อมตัวตามสไตล์คนเก่งที่รู้ว่าตัวเองเก่ง: ‘งานนี้จะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าไม่มีทีมที่ดี ขอบคุณทุกคนที่อดทนกับความเอาแต่ใจของผมนะครับ เราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น’ ปลายจ้องมองรอยยิ้มของเพื่อนรัก ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับก่อตัวขึ้นในช่องท้อง มันหนักอึ้งและเย็นเฉียบ มันไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือ ‘ความอิจฉา’ ที่ถูกบดบังด้วยคำว่ามิตรภาพ ปลายกับต้นเคยนั่งกินเบียร์กระป๋องริมฟุตบาทและวิจารณ์งานโฆษณายุคเก่าด้วยกัน เคยฝันว่าจะตั้งเอเจนซี่ด้วยกัน แต่ตอนนี้ ต้นคือ Executive Creative Director (ECD) ของเอเจนซี่ข้ามชาติ ส่วนเขายังนั่งคิดสโลแกนคอลลาเจนอยู่ในร้านกาแฟตอนตีหนึ่ง ปลายกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ บังคับมุมปากให้ยกขึ้นแม้จะไม่มีใครเห็น ก่อนจะพิมพ์คอมเมนต์ลงไปว่า “ยินดีด้วยนะมึง สุดยอดตลอดกาล นัดฉลองกันหน่อยโว้ย!” พิมพ์จบเขาก็กดเอนเทอร์ ปิดท้ายด้วยอีโมจิรูปไฟลุกสามดวง นั่นคือสิ่งที่คนเป็นเพื่อนควรทำ... ใช่ไหม? การแสดงความยินดีที่ถูกเคลือบด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่บอกว่า ‘ฉันร่วมยินดีกับความสำเร็จของนาย’ แม้ในใจจะกำลังตั้งคำถามว่า ‘แล้วเมื่อไหร่จะถึงตากูบ้างวะ? เขาเลื่อนฟีดต่อไป ถัดมาคือโพสต์จาก LinkedIn ของ “แพร” อดีตคนรักที่เลิกรากันไปเมื่อห้าปีก่อน แพรในลุคผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ โพสต์บทความยาวเหยียดเกี่ยวกับ ‘การ Disrupt วงการครีเอทีฟด้วย AI และ Data-Driven Marketing’ แพรคือ Founder ของสตาร์ทอัพที่ดูเจิดจ้าที่สุดในรุ่น มีข่าวลงสื่อแทบทุกไตรมาส ปลายอ่านผ่านๆ เห็นคีย์เวิร์ดอย่าง Synergy, Agile และ Mindset เต็มไปหมด เขาแค่นหัวเราะในลำคอ แพรดูไปไกลเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมถึงแล้วจริงๆ และปิดท้ายด้วยไอจีสตอรี่ของ “บิว” เพื่อนอีกคนในกลุ่ม ‘สี่ทิศ’ บิวเรียนจบอาร์ตไดเร็กชั่นมาด้วยฝีมือที่เก่งกาจที่สุดในรุ่น แต่กลับทิ้งทุกอย่างไปเปิดโฮมสเตย์และร้านกาแฟดริปเล็กๆ ที่แม่ริม เชียงใหม่ สตอรี่ของบิวมีแค่เสียงนกร้อง ต้นไม้สีเขียว และหยดน้ำกาแฟที่ค่อยๆ ไหลผ่านฟิลเตอร์ช้าๆ พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า ‘หายใจ’ ปลายมองสตอรี่นั้นแล้วรู้สึกถึงความย้อนแย้งในตัวเอง ใจหนึ่งเขามองว่าบิวคือคนที่ไม่ทะเยอทะยาน ยอมแพ้ต่อสนามแข่งขันในกรุงเทพฯ แต่อีกใจหนึ่ง เขากลับอิจฉาความสงบในแววตาของบิวผ่านรูปถ่ายเหล่านั้น—ความสงบที่ปลายไม่เคยค้นพบในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยบรีฟงานและการถูกเปรียบเทียบ ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความไลน์ดังขัดจังหวะภวังค์ หน้าจอแสดงชื่อ ‘Mama’ “ปลาย น้าสมรเพิ่งไลน์มาอวดว่าลูกพี่ลูกน้องเราได้โปรโมทเป็นผู้จัดการแบงก์แล้วนะ เงินเดือนเฉียดแสนแล้ว... เมื่อไหร่ลูกจะเลิกเป็นฟรีแลนซ์สักที หางานประจำทำเถอะลูก 34 แล้วนะ ความมั่นคงมันสำคัญนะลูก” ปลายถอนหายใจหนักกว่าเดิม ความกดดันจากครอบครัวคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่าสังคมไม่ได้วัดคุณค่าของคุณที่ ‘ความสุข’ แต่วัดที่ ‘ตำแหน่ง’ และ ‘ตัวเลขในบัญชี’ การบอกผู้ใหญ่ว่าการเป็นฟรีแลนซ์คือการไขว่คว้าอิสระ เป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่าสำหรับวัฒนธรรมที่เชิดชูคนมีหน้ามีตา มีงานประจำที่เบิกค่ารักษาพยาบาลให้พ่อแม่ได้ เขาพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วเพื่อตัดรำคาญและรักษาหน้าตัวเอง “ผมสบายดีม้า งานโปรเจกต์ช่วงนี้เงินดีกว่างานประจำเยอะ ม้าไม่ต้องห่วงหรอก ไว้เดี๋ยวเดือนหน้าโอนเงินไปให้เพิ่มนะ” เขาโกหก…..เงินในบัญชีเขาตอนนี้เหลืออยู่ไม่ถึงสามหมื่นบาทด้วยซ้ำ ขณะที่ปลายกำลังจะพับหน้าจอแล็ปท็อปเพื่อยอมแพ้ให้กับค่ำคืนนี้ โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นขึ้นมาเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว ‘ต้น (ECD)’ ปลายปล่อยให้สายเรียกเข้าดังอยู่สามครั้ง เพื่อไม่ให้ดูเหมือนว่าเขากำลังว่างหรือรอคอยสายจากใคร ก่อนจะสไลด์หน้าจอกดรับพร้อมกับปรับน้ำเสียงให้ดูตื่นตัวและร่าเริงตามสไตล์เพื่อนฝูง “ไงมึง ท่าน ECD! เพิ่งไปคอมเมนต์ยินดีด้วยในเฟซบุ๊กเมื่อกี้เลย ฉลองอยู่ร้านไหนวะเนี่ย” ปลายทักทาย เสียงของเขาฟังดูเป็นธรรมชาติจนน่ากลัว แต่เสียงที่ตอบกลับมากลับไม่สดใสอย่างที่คิด มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ถูกซ่อนไว้ใต้ภาพลักษณ์สวยหรูบนโซเชียล “ปลาย... มึงคิวว่างป่าววะช่วงนี้” ปลายชะงักไปนิดหนึ่ง อีโก้ในตัวสั่งให้เขาเล่นตัว “ก็... ตึงๆ อยู่ว่ะ มีโปรเจกต์ของแบรนด์อาหารเสริมค้างอยู่ มึงมีไรวะ” “กูมีพิตช์งาน (Pitching) ตัวใหม่... แบรนด์รถยนต์ระดับชาติเลย งบมหาศาลที่สุดเท่าที่เอเจนซี่กูเคยทำมา” เสียงของต้นเริ่มมีประกายของความเครียดผสมกับความหวัง “กูอยากได้คนช่วย... และกูไม่ไว้ใจเด็กในทีมกูเลยว่ะ กูต้องการคนที่รู้ใจกู คนที่กูไม่ต้องมานั่งสอนเบสิก... กูต้องการมึงว่ะปลาย” หัวใจของปลายเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งบีต คำว่า ‘งบมหาศาล’ และ ‘แบรนด์รถระดับชาติ’ คือตั๋วใบสำคัญที่จะดึงเขาให้ขึ้นมาผงาดในวงการได้ มันคือโอกาสที่เขาบอกตัวเองว่า ‘รอเวลา’ มาตลอดสิบปี “งานใหญ่ขนาดนั้น เอเจนซี่มึงไม่มีคนทำหรือไงวะ” ปลายแกล้งถามเพื่อหยั่งเชิง “มี... แต่กูอยากได้มึง” ต้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ปลายขนลุก “กูโทรหาแพรแล้ว แพรจะเข้ามาช่วยดูพาร์ท Data & Tech ให้ สตาร์ทอัพแพรกำลังต้องการโปรไฟล์งานสเกลนี้ไปต่อยอด... แล้วกูก็เพิ่งคุยกับบิว มันตกลงจะบินลงมาจากเชียงใหม่เพื่อมารับหน้าที่อาร์ตไดเร็กชั่นให้โปรเจกต์นี้ชั่วคราว” ปลายเบิกตากว้าง กลุ่มสี่ทิศ... แก๊งเพื่อนสนิทที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันสมัยทำธีสิสกำลังจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในรอบเกือบสิบปี “มึง... เอาจริงดิ?” ปลายถามย้ำ “เอาจริงดิวะ... ขาดแค่มึงคนเดียว ปลาย” ต้นย้ำ “มาทำด้วยกันเถอะวะ เหมือนสมัยก่อนไง... แต่ครั้งนี้เราจะชนะของจริง” ปลายมองภาพสะท้อนของตัวเองบนกระจกสีชาของร้านกาแฟ เขามองเห็นผู้ชายวัยสามสิบสี่ที่กำลังหลงทาง ชายที่อิจฉาเพื่อน อิจฉาแฟนเก่า อิจฉาแม้กระทั่งเพื่อนที่ทิ้งทุกอย่างไปอยู่ในป่าเขา “...กูก็ไม่ได้ว่างมากหรอกนะ” ปลายตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พยายามรักษาระยะห่างของศักดิ์ศรี “แต่เห็นแก่มึงที่กำลังเดือดร้อน เดี๋ยวกูเจียดเวลาไปช่วยดูให้ก็ได้” “ขอบใจมากมึง พรุ่งนี้บ่ายโมง เจอกันที่ออฟฟิศกูนะ” ต้นตัดสายไป ปลายวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ เขามองหน้าจอแมคบุ๊กที่ว่างเปล่าอีกครั้ง ก่อนจะกดบันทึกไฟล์สโลแกนคอลลาเจนโง่ๆ นั้นแล้วพับหน้าจอลง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า—ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความยินดี แต่เป็นรอยยิ้มของนักรบที่กำลังจะได้กลับลงสู่สนามรบ สนามรบที่ศัตรูไม่ใช่เอเจนซี่คู่แข่ง แต่เป็น ‘อีโก้’ และ ‘ความสำเร็จ’ ของเพื่อนสนิทที่เขารักที่สุด และในค่ำคืนนั้น ปลายไม่รู้เลยว่าการกลับมารวมตัวกันครั้งนี้ จะไม่มีใครรอดพ้นจากการถูกกระชากหน้ากาก ‘ไม่เป็นไร’ ที่พวกเขาสวมใส่มันมาตลอดชีวิตห้องพักของปลายในคอนโดมิเนียมย่านชานเมือง ไม่เคยถูกออกแบบมาให้รองรับสิ่งมีชีวิตพร้อมกันถึงห้าคนคอมเพรสเซอร์แอร์รุ่นเก่าอายุเกือบสิบปีที่ระเบียง ส่งเสียงครางหึ่งๆ ประท้วงการทำงานหนัก ขณะที่พยายามพ่นความเย็นอันน้อยนิดเข้ามาต่อสู้กับอุณหภูมิความร้อนจากทั้งอากาศภายนอก และความร้อนจากซีพียูของเครื่องแมคบุ๊กโปรที่กำลังเรนเดอร์ไฟล์วิดีโอสภาพห้องขนาดสามสิบตารางเมตรเต็มไปด้วยความโกลาหลแบบฉบับชายโสด กองหนังสือการตลาดและนิยายไซไฟถูกดันไปสุมรวมกันมุมหนึ่งเพื่อเคลียร์พื้นที่ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยถูกกางออกกลางห้อง มีชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กินหมดแล้ววางซ้อนกันอยู่ แก้วกาแฟพลาสติกหยดน้ำเกาะพราว และสายไฟระโยงระยางพันกันยุ่งเหยิงราวกับรังแมงมุม“ไอ้ปลาย... มึงไม่ได้ถูห้องมาตั้งแต่ยุคเรเนสซองส์เลยใช่ไหมวะเนี่ย”ต้นบ่นพึมพำขณะพยายามขยับตัวบนพื้นกระเบื้องยางที่เหนียวหนึบ อดีต ECD ผู้คุ้นเคยกับเก้าอี้ผู้บริหารระดับเฮอร์แมนมิลเลอร์ (Herman Miller) ตอนนี้ต้องมานั่งขัดสมาธิหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาสวมเสื้อยืดสีดำย้วยๆ ที่ขอยืมมาจากตู้เสื้อผ้าของปลาย เพราะสูทตัวเก่งเปื้อนฝุ่นจากการออกกองเมื่อวานจ
โกดังให้เช่าย่านสมุทรปราการถูกความมืดมิดของช่วงหัวค่ำกลืนกินไปกว่าครึ่ง มีเพียงแสงไฟจากสปอตไลต์ดวงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่โล่ง สาดแสงสีขาวนวลลงบนตัวถังรถยนต์ EV คันหรูสีเทาด้าน (Matte Grey) ที่จอดนิ่งสนิทราวกับประติมากรรมราคาแพงทีมงาน ‘สี่ทิศ’ ยืนล้อมรอบรถคันนั้นด้วยสภาพที่โรยราไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วเปียกน้ำ หลังจากตากแดด อยู่บนรถเมล์และวิ่งวุ่นเตรียมสถานที่กันมาทั้งวันแพรกำลังยืนจิ้มเครื่องคิดเลขในโทรศัพท์มือถือ คำนวณค่าเช่าโกดังที่คิดเป็นรายชั่วโมง ต้นยืนกอดอกจ้องมองรถ EV ที่เขาเพิ่งเซ็นเอกสารยืมมาจากฝั่งลูกค้าญี่ปุ่นด้วยความรู้สึกกดดันลึกๆ ส่วนปลายกำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างล้อรถ มือขีดเขียนบางอย่างลงในสมุดโน้ตปกอ่อนบิวจัดการติดตั้งกล้องตัวเล็กๆ ไว้ที่คอนโซลหน้ารถ หันเลนส์เข้าหาเบาะคนขับ เขาตั้งค่ารูรับแสงและปรับโฟกัสอย่างเบามือที่สุด“เสร็จแล้ว” บิวถอยออกมายืนข้างๆ ต้น “กล้องตัวนี้จะเรคคอร์ดไปเรื่อยๆ ไม่มีตากล้อง ไม่มีไฟส่องหน้า ไม่มีสเลทตีสับคิว... ทุกอย่างจะถูกปล่อยให้ไหลไปตามธรรมชาติ”ต้นพยักหน้า เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะหันไปพยักพเยิดให้เตยที่ยืนกุมมือตัวเองอยู่ไม่ไกลเด็ก
เสียงเครื่องยนต์ดีเซลของรถเมล์ปรับอากาศรุ่นเก่า ครางกระหึ่มสลับกับเสียงเบรกที่ดังกึกกักทุกครั้งที่รถขยับตัวไปข้างหน้าทีละคืบ กลิ่นควันท่อไอเสียผสมกับกลิ่นเหงื่อของผู้โดยสารที่เบียดเสียดกันสร้างบรรยากาศที่ทั้งอึดอัดและคุ้นชินเตยนั่งอยู่ริมหน้าต่างฝั่งซ้ายของรถเมล์ แสงแดดบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านกระจกที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่น อาบย้อมเสี้ยวหน้าของเด็กสาววัยยี่สิบห้าให้กลายเป็นสีส้มหม่นๆถัดไปสองที่นั่ง ‘บิว’ ยืนโหนราวรถเมล์ด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาประคองกล้อง DSLR ที่ติดไมค์ช็อตกัน (Shotgun Mic) ตัวเล็กๆ หันเลนส์โฟกัสไปที่ใบหน้าของเตย เขาไม่ได้สั่งให้เธอทำท่าทางเศร้า ไม่ได้บรีฟบทพูด เขาแค่ปล่อยให้กล้องทำงานของมัน บันทึกความเงียบของหญิงสาวท่ามกลางความอึกทึกของเมืองหลวง“ตอนที่เห็นซองขาวบนโต๊ะพี่ต้น... เตยคิดอะไรอยู่เหรอ?”เสียงทุ้มต่ำของบิวถามลอดผ่านเสียงเครื่องยนต์ มันเป็นคำถามที่ราบเรียบ เหมือนพี่ชายชวนน้องสาวคุยเรื่องดินฟ้าอากาศเตยไม่ได้หันมามองกล้อง เธอยังคงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูรถมอเตอร์ไซค์ที่พยายามแทรกตัวผ่านช่องว่างแคบๆ ระหว่างรถยนต์“เตยไม่ได้โกรธพี่ต้นเลยนะคะ... ไม่โกรธบริษัทด้
เสียงเบสหนักหน่วงจากลำโพงชั้นดีดังก้องไปทั่วรูฟท็อปบาร์สุดหรูย่านทองหล่อ แสงไฟนีออนสีม่วงสลับน้ำเงินสาดส่องกระทบแก้วแชมเปญคริสตัลที่ถูกชูขึ้นสูงกลางวงล้อมของหนุ่มสาวในชุดแบรนด์เนม “แด่โปรเจกต์ร้อยยี่สิบล้าน! แด่โกลบอลวิชัน! และแด่วิกเตอร์!” เสียงเฮฮาดังลั่นพร้อมกับเสียงแก้วกระทบกัน วิกเตอร์... ECD หนุ่มแห่งเอเจนซี่อันดับหนึ่งของประเทศ ยืนอยู่ตรงกลางวงล้อมนั้น เขาสวมสูทสั่งตัดคัตติ้งเนี้ยบ รอยยิ้มกว้างขวางประดับบนใบหน้าหล่อเหลาที่ดูมั่นใจและทรงอำนาจ เขาจิบแชมเปญรสเลิศ ปล่อยให้ฟองฟู่บาดลำคอพร้อมกับรับฟังคำสรรเสริญเยินยอจากลูกน้องและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ “พี่วิกเตอร์สุดยอดมากเลยค่ะ พิตช์งานขาดลอย บอร์ดฝั่งไทยอ้าปากค้างกันหมดเลย” ก๊อปปี้ไรเตอร์สาวในทีมเอ่ยปากชมเปาะ “แน่นอนสิ งานนี้โบนัสปลายปีพวกเราอู้ฟู่แน่ๆ ชนแก้วหน่อยครับลูกพี่!” อาร์ตไดเรกเตอร์หนุ่มเสริม วิกเตอร์หัวเราะรับ ชนแก้วกับทุกคน เขาทำหน้าที่ ‘ผู้ชนะ’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่แล้ว... ความสั่นสะเทือนเบาๆ จากสมาร์ตวอตช์บนข้อมือซ้ายก็ดึงความสนใจของเขาไป วิกเตอร์ปรายตามองหน้าจอ มันเป็นอีเมลส่งตรงจาก CEO ระดับภูมิภาคที่สิงค