LOGIN"เราต่างพยายามไขว่คว้าหาความสุข... ด้วยการแอบมองชีวิตของคนอื่น" สิบปีหลังจากกอดคอกันเรียนจบนิเทศฯ 'ปลาย' ยังคงเป็นแค่ก็อปปี้ไรเตอร์ฟรีแลนซ์ที่รอคอยจุดเปลี่ยนของชีวิต ขณะที่เพื่อนรักอย่าง 'ต้น' ผงาดขึ้นเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ระดับท็อป 'แพร' อดีตคนรักกลายเป็นเจ้าของสตาร์ทอัพที่ใครๆ ก็จับตามอง และ 'บิว' เลือกทิ้งแสงสีไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่เชียงใหม่ ชีวิตที่เหมือนจะเดินกันไปคนละเส้นทาง ถูกกระชากให้กลับมาพบกันอีกครั้ง เมื่อโปรเจกต์โฆษณามูลค่ามหาศาลบังคับให้พวกเขาต้องมาร่วมทีมกัน การรวมตัวที่หน้าฉากดูเหมือนจะเป็นภาพฝันของมิตรภาพ กลับกลายเป็นความกดดัน การเปรียบเทียบ และความอิจฉาริษยา ทุกการเบรนสตอร์มคือการฟาดฟัน ทุกรอยยิ้มคือการซ่อนคมมีด และทุกคำว่า 'ไม่เป็นไร' คือการกดทับความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา ในวงการที่ทุกคนต้องปั้นแต่งเรื่องราวเพื่อขายสินค้า... บางทีหน้ากากที่พวกเขากำลังสวมใส่ อาจจะเป็นผลงานโฆษณาที่หลอกลวงที่สุด
View Moreแสงไฟนีออนสีส้มหม่นจากป้ายโฆษณาริมถนนสาทรสาดลอดผ่านบานกระจกของร้านกาแฟที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง กระทบลงบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้า “ปลาย” ชายหนุ่มวัย 34 ปี นั่งจ้องหน้าจอแมคบุ๊กที่เปิดโปรแกรมพิมพ์เอกสารค้างไว้ เคอร์เซอร์กะพริบเป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับกำลังเยาะเย้ยความว่างเปล่าในหัวของเขา
บนหน้าจอคือบรีฟงานจากแบรนด์อาหารเสริมคอลลาเจนที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่า ‘กินแล้วขาวใส มั่นใจสู้กล้อง’ มันคืองานชิ้นเล็กๆ ที่เอเจนซี่หน้าใหม่โยนมาให้ฟรีแลนซ์อย่างเขารับช่วงต่อ ปลายถอนหายใจลากยาว เขาเป็นก็อปปี้ไรเตอร์มาสิบปี เคยฝันถึงงานคราฟต์ที่ได้รางวัลคานส์ไลอ้อนส์ (Cannes Lions) ฝันถึงแคมเปญที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมคนในสังคม แต่ความเป็นจริงในคืนนี้ เขากำลังพยายามคิดคำคล้องจองตื้นๆ เพื่อแลกกับค่าจ้างหมื่นห้าพันบาทที่ต้องรอเครดิตเทอมอีก 60 วัน ‘ยังไม่ถึงเวลาของเราหรอก... เดี๋ยวจังหวะมันก็มาเอง’ ปลายบอกตัวเองด้วยประโยคนี้ซ้ำๆ มาตั้งแต่ตอนอายุยี่สิบห้า จนตอนนี้ตัวเลขสามสิบสี่ขยับเข้ามากดทับบนบ่า เขาปลอบใจตัวเองด้วยคำว่า ‘อิสระ’ และ ‘การเป็นนายตัวเอง’ แต่นานวันเข้า เส้นแบ่งระหว่างความติสต์กับการไม่มีใครจ้างก็เริ่มเลือนลางลงทุกที ปลายนิ้วที่ควรจะพิมพ์ก๊อปปี้โฆษณา กลับเลื่อนไปกดเปิดแท็บเบราว์เซอร์ใหม่โดยสัญชาตญาณ เขาเข้าสู่โซเชียลมีเดีย—ดินแดนที่ทุกคนมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โพสต์แรกที่เด้งขึ้นมาบนฟีดคือรูปภาพของ “ต้น” เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนนิเทศฯ ที่ BU ต้นในชุดสูทลำลองที่ดูตัดเย็บมาอย่างดี ยืนยิ้มกว้างอยู่ตรงกลางวงล้อมของลูกทีม มือข้างหนึ่งถือถ้วยรางวัล B.A.D Awards แคปชั่นเขียนด้วยความถ่อมตัวตามสไตล์คนเก่งที่รู้ว่าตัวเองเก่ง: ‘งานนี้จะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าไม่มีทีมที่ดี ขอบคุณทุกคนที่อดทนกับความเอาแต่ใจของผมนะครับ เราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น’ ปลายจ้องมองรอยยิ้มของเพื่อนรัก ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับก่อตัวขึ้นในช่องท้อง มันหนักอึ้งและเย็นเฉียบ มันไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือ ‘ความอิจฉา’ ที่ถูกบดบังด้วยคำว่ามิตรภาพ ปลายกับต้นเคยนั่งกินเบียร์กระป๋องริมฟุตบาทและวิจารณ์งานโฆษณายุคเก่าด้วยกัน เคยฝันว่าจะตั้งเอเจนซี่ด้วยกัน แต่ตอนนี้ ต้นคือ Executive Creative Director (ECD) ของเอเจนซี่ข้ามชาติ ส่วนเขายังนั่งคิดสโลแกนคอลลาเจนอยู่ในร้านกาแฟตอนตีหนึ่ง ปลายกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ บังคับมุมปากให้ยกขึ้นแม้จะไม่มีใครเห็น ก่อนจะพิมพ์คอมเมนต์ลงไปว่า “ยินดีด้วยนะมึง สุดยอดตลอดกาล นัดฉลองกันหน่อยโว้ย!” พิมพ์จบเขาก็กดเอนเทอร์ ปิดท้ายด้วยอีโมจิรูปไฟลุกสามดวง นั่นคือสิ่งที่คนเป็นเพื่อนควรทำ... ใช่ไหม? การแสดงความยินดีที่ถูกเคลือบด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่บอกว่า ‘ฉันร่วมยินดีกับความสำเร็จของนาย’ แม้ในใจจะกำลังตั้งคำถามว่า ‘แล้วเมื่อไหร่จะถึงตากูบ้างวะ? เขาเลื่อนฟีดต่อไป ถัดมาคือโพสต์จาก LinkedIn ของ “แพร” อดีตคนรักที่เลิกรากันไปเมื่อห้าปีก่อน แพรในลุคผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ โพสต์บทความยาวเหยียดเกี่ยวกับ ‘การ Disrupt วงการครีเอทีฟด้วย AI และ Data-Driven Marketing’ แพรคือ Founder ของสตาร์ทอัพที่ดูเจิดจ้าที่สุดในรุ่น มีข่าวลงสื่อแทบทุกไตรมาส ปลายอ่านผ่านๆ เห็นคีย์เวิร์ดอย่าง Synergy, Agile และ Mindset เต็มไปหมด เขาแค่นหัวเราะในลำคอ แพรดูไปไกลเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมถึงแล้วจริงๆ และปิดท้ายด้วยไอจีสตอรี่ของ “บิว” เพื่อนอีกคนในกลุ่ม ‘สี่ทิศ’ บิวเรียนจบอาร์ตไดเร็กชั่นมาด้วยฝีมือที่เก่งกาจที่สุดในรุ่น แต่กลับทิ้งทุกอย่างไปเปิดโฮมสเตย์และร้านกาแฟดริปเล็กๆ ที่แม่ริม เชียงใหม่ สตอรี่ของบิวมีแค่เสียงนกร้อง ต้นไม้สีเขียว และหยดน้ำกาแฟที่ค่อยๆ ไหลผ่านฟิลเตอร์ช้าๆ พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า ‘หายใจ’ ปลายมองสตอรี่นั้นแล้วรู้สึกถึงความย้อนแย้งในตัวเอง ใจหนึ่งเขามองว่าบิวคือคนที่ไม่ทะเยอทะยาน ยอมแพ้ต่อสนามแข่งขันในกรุงเทพฯ แต่อีกใจหนึ่ง เขากลับอิจฉาความสงบในแววตาของบิวผ่านรูปถ่ายเหล่านั้น—ความสงบที่ปลายไม่เคยค้นพบในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยบรีฟงานและการถูกเปรียบเทียบ ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความไลน์ดังขัดจังหวะภวังค์ หน้าจอแสดงชื่อ ‘Mama’ “ปลาย น้าสมรเพิ่งไลน์มาอวดว่าลูกพี่ลูกน้องเราได้โปรโมทเป็นผู้จัดการแบงก์แล้วนะ เงินเดือนเฉียดแสนแล้ว... เมื่อไหร่ลูกจะเลิกเป็นฟรีแลนซ์สักที หางานประจำทำเถอะลูก 34 แล้วนะ ความมั่นคงมันสำคัญนะลูก” ปลายถอนหายใจหนักกว่าเดิม ความกดดันจากครอบครัวคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่าสังคมไม่ได้วัดคุณค่าของคุณที่ ‘ความสุข’ แต่วัดที่ ‘ตำแหน่ง’ และ ‘ตัวเลขในบัญชี’ การบอกผู้ใหญ่ว่าการเป็นฟรีแลนซ์คือการไขว่คว้าอิสระ เป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่าสำหรับวัฒนธรรมที่เชิดชูคนมีหน้ามีตา มีงานประจำที่เบิกค่ารักษาพยาบาลให้พ่อแม่ได้ เขาพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วเพื่อตัดรำคาญและรักษาหน้าตัวเอง “ผมสบายดีม้า งานโปรเจกต์ช่วงนี้เงินดีกว่างานประจำเยอะ ม้าไม่ต้องห่วงหรอก ไว้เดี๋ยวเดือนหน้าโอนเงินไปให้เพิ่มนะ” เขาโกหก…..เงินในบัญชีเขาตอนนี้เหลืออยู่ไม่ถึงสามหมื่นบาทด้วยซ้ำ ขณะที่ปลายกำลังจะพับหน้าจอแล็ปท็อปเพื่อยอมแพ้ให้กับค่ำคืนนี้ โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นขึ้นมาเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว ‘ต้น (ECD)’ ปลายปล่อยให้สายเรียกเข้าดังอยู่สามครั้ง เพื่อไม่ให้ดูเหมือนว่าเขากำลังว่างหรือรอคอยสายจากใคร ก่อนจะสไลด์หน้าจอกดรับพร้อมกับปรับน้ำเสียงให้ดูตื่นตัวและร่าเริงตามสไตล์เพื่อนฝูง “ไงมึง ท่าน ECD! เพิ่งไปคอมเมนต์ยินดีด้วยในเฟซบุ๊กเมื่อกี้เลย ฉลองอยู่ร้านไหนวะเนี่ย” ปลายทักทาย เสียงของเขาฟังดูเป็นธรรมชาติจนน่ากลัว แต่เสียงที่ตอบกลับมากลับไม่สดใสอย่างที่คิด มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ถูกซ่อนไว้ใต้ภาพลักษณ์สวยหรูบนโซเชียล “ปลาย... มึงคิวว่างป่าววะช่วงนี้” ปลายชะงักไปนิดหนึ่ง อีโก้ในตัวสั่งให้เขาเล่นตัว “ก็... ตึงๆ อยู่ว่ะ มีโปรเจกต์ของแบรนด์อาหารเสริมค้างอยู่ มึงมีไรวะ” “กูมีพิตช์งาน (Pitching) ตัวใหม่... แบรนด์รถยนต์ระดับชาติเลย งบมหาศาลที่สุดเท่าที่เอเจนซี่กูเคยทำมา” เสียงของต้นเริ่มมีประกายของความเครียดผสมกับความหวัง “กูอยากได้คนช่วย... และกูไม่ไว้ใจเด็กในทีมกูเลยว่ะ กูต้องการคนที่รู้ใจกู คนที่กูไม่ต้องมานั่งสอนเบสิก... กูต้องการมึงว่ะปลาย” หัวใจของปลายเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งบีต คำว่า ‘งบมหาศาล’ และ ‘แบรนด์รถระดับชาติ’ คือตั๋วใบสำคัญที่จะดึงเขาให้ขึ้นมาผงาดในวงการได้ มันคือโอกาสที่เขาบอกตัวเองว่า ‘รอเวลา’ มาตลอดสิบปี “งานใหญ่ขนาดนั้น เอเจนซี่มึงไม่มีคนทำหรือไงวะ” ปลายแกล้งถามเพื่อหยั่งเชิง “มี... แต่กูอยากได้มึง” ต้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ปลายขนลุก “กูโทรหาแพรแล้ว แพรจะเข้ามาช่วยดูพาร์ท Data & Tech ให้ สตาร์ทอัพแพรกำลังต้องการโปรไฟล์งานสเกลนี้ไปต่อยอด... แล้วกูก็เพิ่งคุยกับบิว มันตกลงจะบินลงมาจากเชียงใหม่เพื่อมารับหน้าที่อาร์ตไดเร็กชั่นให้โปรเจกต์นี้ชั่วคราว” ปลายเบิกตากว้าง กลุ่มสี่ทิศ... แก๊งเพื่อนสนิทที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันสมัยทำธีสิสกำลังจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในรอบเกือบสิบปี “มึง... เอาจริงดิ?” ปลายถามย้ำ “เอาจริงดิวะ... ขาดแค่มึงคนเดียว ปลาย” ต้นย้ำ “มาทำด้วยกันเถอะวะ เหมือนสมัยก่อนไง... แต่ครั้งนี้เราจะชนะของจริง” ปลายมองภาพสะท้อนของตัวเองบนกระจกสีชาของร้านกาแฟ เขามองเห็นผู้ชายวัยสามสิบสี่ที่กำลังหลงทาง ชายที่อิจฉาเพื่อน อิจฉาแฟนเก่า อิจฉาแม้กระทั่งเพื่อนที่ทิ้งทุกอย่างไปอยู่ในป่าเขา “...กูก็ไม่ได้ว่างมากหรอกนะ” ปลายตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พยายามรักษาระยะห่างของศักดิ์ศรี “แต่เห็นแก่มึงที่กำลังเดือดร้อน เดี๋ยวกูเจียดเวลาไปช่วยดูให้ก็ได้” “ขอบใจมากมึง พรุ่งนี้บ่ายโมง เจอกันที่ออฟฟิศกูนะ” ต้นตัดสายไป ปลายวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ เขามองหน้าจอแมคบุ๊กที่ว่างเปล่าอีกครั้ง ก่อนจะกดบันทึกไฟล์สโลแกนคอลลาเจนโง่ๆ นั้นแล้วพับหน้าจอลง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า—ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความยินดี แต่เป็นรอยยิ้มของนักรบที่กำลังจะได้กลับลงสู่สนามรบ สนามรบที่ศัตรูไม่ใช่เอเจนซี่คู่แข่ง แต่เป็น ‘อีโก้’ และ ‘ความสำเร็จ’ ของเพื่อนสนิทที่เขารักที่สุด และในค่ำคืนนั้น ปลายไม่รู้เลยว่าการกลับมารวมตัวกันครั้งนี้ จะไม่มีใครรอดพ้นจากการถูกกระชากหน้ากาก ‘ไม่เป็นไร’ ที่พวกเขาสวมใส่มันมาตลอดชีวิตเช้าวันจันทร์ที่บรรยากาศอึมครึม... ภายในออฟฟิศของเอเจนซี่สี่ทิศ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมราวกับสุสาน แพรนั่งกุมขมับอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บนโต๊ะมีซองจดหมายตราประทับจากสำนักงานกฎหมายส่งตรงมาจากแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง เนื้อหาข้างในระบุชัดเจนถึงการยกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดเงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ เป็นจำนวนเงิน 15,000,000 บาท ต้นนั่งพิงกำแพงอยู่บนพื้น ใบหน้าของเขามีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้นอนมาสองคืนติด รินและเตยนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาด้วยความเครียด ส่วนบิวเอาแต่นั่งหมุนเลนส์กล้องไปมาอย่างไร้จุดหมายมีเพียงปลายที่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่าง สายตาทอดมองลงไปยังการจราจรที่ติดขัดเบื้องล่าง “สิบห้าล้าน...” แพรพึมพำเสียงแหบแห้ง “ต่อให้เราขายออฟฟิศนี้ ขายกล้องทุกตัว เอารถไปเข้าไฟแนนซ์... เราก็หาเงินมาคืนเขาก้อนเดียวไม่ทันหรอก... พวกเขาขีดเส้นตายให้เราโอนเงินภายในเจ็ดวัน ไม่งั้นจะส่งเรื่องฟ้องศาล”“กูเป็นคนเซ็นสัญญาเอง” ต้นลุกขึ้นยืนช้าๆ “กูจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง แพร... เตรียมเอกสารทำเรื่องถอดชื่อออกจากกรรมการบริษัทซะ กูจะยอมประกาศล้มละลายคนเดียว”“พูดเหี้ยอะไรต้น!” แพรตบโต๊
สี่ทุ่มสี่สิบห้านาที... เสียงฝนยังคงตกกระทบหลังคาสังกะสีของหอพักเก่าๆ ย่านชานเมือง ปลายกำลังนั่งเหม่อมองหน้าจอแล็ปท็อปที่เปิดค้างไว้ หน้าจอแสดงผลหน้าเพจ ‘ระหว่างที่เราหายไป’ ที่เต็มไปด้วยคอมเมนต์ก่นด่า เขาไม่ได้กดลบ ไม่ได้ตอบโต้ เพียงแค่นั่งอ่านตัวอักษรที่กรีดแทงเหล่านั้นด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เพจที่เขาสร้างมากับมือ... กำลังจะตายลงเพราะความโลภ **ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...**เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ปลายขมวดคิ้ว เขาไม่ได้สั่งอาหารเดลิเวอรี และเวลานี้ก็ไม่น่าจะมีใครมาหา ก็อปปี้ไรเตอร์หนุ่มลุกขึ้นไปบิดลูกบิดประตู เมื่อบานประตูเปิดออก ปลายก็ต้องชะงัก คนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ไม่ใช่ CEO มาดเนี้ยบในชุดสูทราคาแพง แต่เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เปียกปอนไปด้วยละอองฝน เสื้อยืดสีดำยับย่น ผมเผ้าชี้ฟู ไหล่ที่เคยตั้งตรงอย่างคนมีความมั่นใจ บัดนี้ห่อตกลงมาอย่างคนหมดสภาพ ในมือซ้ายของต้น หิ้วถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ ภายในมีเบียร์สี่กระป๋อง กับลูกชิ้นปิ้งเหี่ยวๆ สองสามไม้ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ปลายมองหน้าเพื่อนรักที่ยืนตาแดงก่ำอยู่หน้าประตู สายตาของต้นไม่ได้มีความหยิ่งผยอง หรืออีโก้ของผู้บริหารหลงเหลืออยู่เล
“น้องครับ... ขยับกระป๋องเครื่องดื่มให้หันโลโก้รับแสงไฟ LED อีกนิดนึงได้ไหมครับ? แล้วตอนที่พูดว่า ‘เหนื่อยจนอยากจะยอมแพ้’ ช่วยเอื้อมมือไปจับกระป๋องไว้หลวมๆ ด้วยนะ ฟีลลิ่งแบบต้องการพลังงานน่ะครับ”เสียงสั่งการของผู้กำกับโฆษณาจากฝั่งลูกค้า ดังทะลุความเงียบในสตูดิโอเช่าขนาดกะทัดรัด ไฟสปอตไลต์สองตัวถูกเปิดสว่างจ้า ลบเลือนเงามืดและบรรยากาศความหม่นหมองที่เป็นเอกลักษณ์ของเพจ ‘ระหว่างที่เราหายไป’ จนหมดสิ้น บนเก้าอี้สตูลกลางเฟรมภาพ คือ ‘เอก’ พนักงานขับรถส่งอาหาร (Rider) วัยสี่สิบปี ที่เพิ่งถูกรถชนจนขาหักแต่บริษัทแอปพลิเคชันปฏิเสธการเยียวยา เขาคือ ‘คนพังๆ’ เคสที่ห้า ที่ทีมสี่ทิศคัดเลือกมาแต่ความแตกต่างก็คือ... วันนี้เอกไม่ได้นั่งอยู่ในมุมมืดเพื่อระบายความอัดอั้นอย่างโดดเดี่ยว เขาถูกจับมานั่งจัดแสง แต่งหน้ากลบความโทรม และมีกระป๋องเครื่องดื่มชูกำลังสีแดงสด ตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะตัวเล็กข้างๆ บิวที่ยืนอยู่หลังกล้อง DSLR ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามองภาพในจอมอนิเตอร์แล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก แสงมันสวย คมชัด ระดับงานโปรดักชันเฮาส์... แต่มันโคตรจะ ‘ตอแหล’ “ต้น... กูว่าให้พี่เอกเขาจับกระป๋องตอน
หนึ่งเดือนผ่านไป นับตั้งแต่วันที่รินโยนป้ายชื่อตัวแทนประกันชีวิตทิ้งลงแอ่งน้ำข้างทางบรรยากาศในออฟฟิศขนาดกลางของเอเจนซี่โกลบอลวิชัน (ทีมสี่ทิศ) เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยมืดหม่นและอวลไปด้วยกลิ่นของความสิ้นหวัง บัดนี้มันเต็มไปด้วยพลังงานของการมีชีวิตรอด เสียงแป้นพิมพ์ดังระรัวสลับกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่ขาดสาย ที่โต๊ะทำงานมุมห้อง รินในชุดเสื้อยืดคอกลมสีขาวและกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมง ปราศจากสูทอึดอัดและรองเท้าส้นสูง กำลังคุยโทรศัพท์ประสานงานกับซัปพลายเออร์ด้วยน้ำเสียงที่สดใสและ ‘เป็นธรรมชาติ’ “พี่คะ ขอคิวไฟสตูดิโอสองตัววันพฤหัสบดีนี้นะคะ... ใช่ค่ะ โลเคชันเดิมเลย ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่” รินวางสายแล้วหันไปไฮไฟฟ์กับเตยที่เดินถือแฟ้มเอกสารผ่านมา อดีตเซลส์ขายประกันผู้แตกสลาย ได้รับโอกาสใหม่ในฐานะ ‘โปรเจกต์ โคออร์ดิเนเตอร์’ (Project Coordinator) ของทีม เธอไม่ต้องท่องสคริปต์หลอกขายความกลัวให้ใครอีกต่อไป หน้าที่ของเธอคือการจัดการตารางงานอันวุ่นวายของออฟฟิศให้เข้ารูปเข้ารอย ซึ่งทักษะการรับมือกับความกดดันจากงานเก่า ทำให้รินจัดการทุกอย่างได้อย่างไร้ที่ติ โปรเจกต์ CSR สิบห้าล้านบาทของ
เข็มนาฬิกาบนผนังออฟฟิศชี้บอกเวลาตีสองสี่สิบห้านาที เสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอคือเสียงเดียวที่หลงเหลืออยู่ในชั้น 42 ของอาคารสำนักงานใจกลางเมือง แสงไฟในโซนทำงานส่วนใหญ่ถูกปิดลงแล้ว เหลือเพียงไฟดาวน์ไลท์ไม่กี่ดวงที่ส่องสว่างลงมาตรงโต๊ะทำงานชั่วคราวของปลาย หน้าจอคอมพิวเตอร์ยังคงสว่างจ้
สามวันหลังจากการประชุมครั้งแรก ห้องกระจกของต้นกลายสภาพเป็นวอร์รูม (War Room) ที่เต็มไปด้วยกระดานไวท์บอร์ด โพสต์อิทหลากสี และแก้วกาแฟที่ถูกทิ้งไว้ข้ามคืน บรรยากาศในห้องตลบอบอวลไปด้วยความเครียดที่ถูกกดทับไว้ใต้รอยยิ้มบางๆ แบบมืออาชีพ แพรยืนอยู่หน้าจอโปรเจกเตอร์ เลเซอร์พอยเตอร์ในมือของเธอชี้ไปที่กราฟ
โถงล็อบบี้ของอาคารสำนักงานใจกลางสุขุมวิทเย็นเฉียบจนบาดผิว ปลายยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกบานยักษ์ที่กรุผนังตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เสื้อยืดสีดำที่ซักจนคอเริ่มย้วย กางเกงยีนส์ตัวเก่ง และรองเท้าผ้าใบที่ผ่านการลุยฝนมานับไม่ถ้วน ดูตัดกับพนักงานออฟฟิศที่เดินขวักไขว่ด้วยชุดสูทและเดรสแบรนด์เนมอย่างสิ้นเชิ
แสงไฟนีออนสีส้มหม่นจากป้ายโฆษณาริมถนนสาทรสาดลอดผ่านบานกระจกของร้านกาแฟที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง กระทบลงบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้า “ปลาย” ชายหนุ่มวัย 34 ปี นั่งจ้องหน้าจอแมคบุ๊กที่เปิดโปรแกรมพิมพ์เอกสารค้างไว้ เคอร์เซอร์กะพริบเป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับกำลังเยาะเย้ยความว่างเปล่าในห