LOGINภาพใบหน้าหื่นกระหายปรากฏในคลองสายตา ท่อนแขนที่โอบรัดแน่นหนาไม่ปล่อย เสียงหัวเราะหยาบโลนพร้อมกับลมหายใจที่เป่ารด
เฟิงเย่ดิ้นรนสุดแรง ทั้งเตะ ทั้งทุบ กระทั่งมือคว้าเอามีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวของชายที่คว้าตนเอาไว้ ชายคนนั้นไม่ทันระวังตัวจึงถูกแทงเข้าที่ชายโครง
หญิงสาวไม่อยู่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว รีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกระทั่งมองเห็นโรงเตี๊ยมอยู่ข้างหน้าไม่ไกล มองดูผู้คนพลุกพล่านรวมไปถึงกลุ่มคนที่กำลังไล่ล่ามาเบื้องหลัง เฟิงเย่ตัดสินใจเลือกรถม้าคันที่จอดอยู่ใกล้ที่สุด และดูเหมือนคันนี้กำลังจะออกเดินทาง ในใจหวังเพียงออกห่างจากเหล่าคนที่ตามล่า ไม่ว่าเจ้าของรถม้าคันนี้จะเป็นใคร ก็ให้สุดแล้วแต่สิ่งที่พานพบเถิด...
ในความฝันอันน่าหวาดกลัว เสียงทุ้มปลอบโยนดังขึ้นเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นใบหน้าหล่อเหลาของคนผู้หนึ่งก็มักจะปรากฏในคลองสายตา
เขาคอยปลอบโยน พร้อมกับบอกว่านางปลอดภัยแล้ว และนั่นทำให้คนที่หัวใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสงบลง เพียงแต่ความฝันและความจริงตรงหน้า กลับไม่อาจแยกแยะ
สิ่งใดจริง สิ่งใดเท็จ และนางปลอดภัยแล้วจริงหรือ...
แม้ถามตัวเองเช่นนั้น แต่เฟิงเย่ก็ยอมวางศีรษะลงไปบนไหล่แกร่งโดยดี
เงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า ร่างเล็กขยับตัวด้วยความอึดอัด ดูเหมือนเขาจะสังเกตเห็น ดังนั้นจึงคลายผ้านวมเนื้อหนาที่พันรอบกายให้
“ร้อนหรือ คลายเล็กน้อย ไม่อาจเอาผ้าห่มออก”
“ท่านคือใคร” เฟิงเย่กระซิบถามเสียงเบา
“...เหยียน”
หญิงสาวได้ยินเพียงประโยคหลัง เพราะสติเริ่มเลือนรางอีกครั้ง มือที่เริ่มขยับได้ยื่นพ้นผ้านวมออกมากุมสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้ ราวกับต้องการได้ยินให้ชัดเจน
“...เฟิงเหยียน”
“เฟิง...” เสียงแผ่วเบาทวนชื่อที่ได้ยิน หากแต่ร่างกายที่รู้สึกราวกำลังแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
ความเจ็บปวดที่แผ่ลามขึ้นมาจากปลายเท้า ผิวกายร้อนราวกับไฟลวก แต่กลับยังคงรู้สึกหนาวเหน็บจนถึงกระดูกและอาการปวดศีรษะจนแทบระเบิด รวมไปถึงลำคอที่เจ็บร้าวแห้งผาก ทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น มือน้อยกุมสาบเสื้อของเขาแน่นจนข้อซีดขาว
“หลับเถิด เจ้าจะไม่เป็นไร”
หญิงสาวคล้ายวางใจในประโยคนั้น แต่มือกลับยังคงกุมสาบเสื้อของเขาเอาไว้แน่น แม้ในยามที่หมดสติลงอีกครั้ง “จริงหรือ สัญญานะ”
เขายิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มหล่อเหลาจนทำให้นางตาพร่า “ข้าสัญญา”
จวนมหาเสนาบดีที่สมควรเงียบสงัดเช่นทุกครั้งกลับวุ่นวายขึ้นกลางดึก ผู้เป็นนายของจวนกลับมาพร้อมกับคนเจ็บที่มีผ้านวมและเสื้อคลุมห่อหุ้มทั่วร่าง แม้แต่พ่อบ้านของจวนที่ออกมาต้อนรับ ยังไม่รู้แจ้งว่าผู้ที่ถูกพาเข้าไปคือผู้ใด เป็นสตรีหรือบุรุษ
“ตามท่านหมอฝานมา”
“ขอรับ” พ่อบ้านรับคำโดยไม่เอ่ยถามให้มากความ เขาสั่งคนนำป้ายของจวนออกไปยังคฤหาสน์ตระกูลฝาน
“ส่งสาวใช้คล่องแคล่วสักสองสามคนตามนายท่านไป ให้คนไปเตรียมน้ำร้อน เสื้อผ้าของอิสตรี...” โม่สวินกระซิบบอกพ่อบ้านแต่ก็ต้องขมวดคิ้ว
“ให้คนไปตามท่านป้าจางมาดีกว่า มาถึงแล้วให้เข้าไปหานายท่านทันที”
แม้จะงุนงงจนไม่อาจเข้าใจ แต่พ่อบ้านก็รีบรับคำโดยให้คนไปตามฮูหยินของตนมาในทันที จากนั้นก็สั่งให้คนเตรียมน้ำร้อนและจัดเตรียมสาวใช้เอาไว้
เรือนอวิ๋นหลานยังไม่เคยมีผู้ใดเคยได้เข้ามาพำนัก กระนั้นบ่าวไพร่ในจวนก็ไม่เคยละเลย เกาเฟิงเหยียนเลือกพาหญิงสาวเข้าไปยังเรือนอวิ๋นหลาน เนื่องจากอยู่ใกล้กับเรือนตะวันออกของเขามากที่สุด
วุ่นวายอยู่นานกว่าหญิงสาวจะได้รับการตรวจจากท่านหมอ แผลที่สาหัสที่สุดของหญิงสาว เห็นทีจะหนีไม่พ้นเท้าทั้งสองข้าง
ท่านหมอพอกยาและพันเท้าของนางเอาไว้ รวมไปถึงห้ามนางลงจากเตียงจนกว่าแผลจะหายดี ส่วนเรื่องที่นางเป็นไข้นั้นท่านหมอได้เขียนใบสั่งยาเอาไว้ให้แล้ว
“ท่านพี่นางคือใครหรือ” จางซื่อกระซิบถามสามีหลังจากทั้งสองถูกไล่ออกมา
นางยังคงสงสัยในสิ่งที่เห็นไม่คลาย เพราะตอนที่นางก้าวเข้าไปในห้องพักเรือนอวิ๋นหลานนั้น ท่านมหาเสนาบดีถูกหญิงสาวที่พากลับมายึดสาบเสื้อเอาไว้แน่น
ใบหน้าหล่อเหลาของท่านมหาเสนาบดีไม่เพียงไม่ปรากฏเค้าความไม่พอใจ แต่ดวงตายังฉายแววอ่อนโยนขึ้นมาหลายส่วน
เขากระซิบกับหญิงสาวที่เพิ่งวางลงบนเตียงไม่กี่คำ จากนั้นหญิงสาวก็ปล่อยมือทันที ความใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนี้ อดทำให้ผู้ที่เห็นคิดเลยเถิดไม่ได้จริงๆ
“ข้าจะไปรู้หรือ” พ่อบ้านถลึงตาใส่ฮูหยินของตน
“นาง...งดงามมากเชียว ผิวพรรณขาวผ่องนวลเนียน หรือว่านางจะเป็นอนุของท่านมหาเสนาบดีเลี้ยงเอาไว้ข้างนอกนั่น”
“เจ้าหุบปาก ไม่รู้ว่านายท่านเป็นคนเช่นไร ขืนยังพูดมากระวังจะถูกไล่ออกจากจวน”
จางซื่อเม้มปากไม่กล้าพูดอะไรมากความอีก แม้ใจในยังคงสงสัย แต่ใครบ้างไม่รู้ว่าท่านมหาเสนาบดีไม่ชอบคนพูดมาก
“เอ๋ เจ้าก็ไปหรือ”“ใช่แล้ว ข้าสนิทกับคุณหนูหลี่ บุตรีของเจ้ากรมกลาโหม หากมีโอกาสข้าจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักนาง จริงสิแล้วนี่ท่านลองชุดเสร็จแล้วหรือ”ท่าทีเป็นกันเองทั้งยังแฝงความจริงใจอยู่หลายส่วน ทำให้เฟิงเย่รู้สึกดีกับอีกฝ่ายไม่น้อย เทียบกันแล้วระหว่างคุณหนูโจวผู้นี้ กับคุณหนูจินบุตรีเสนาบดีฝ่ายตรวจสอบ นางมองว่าโจวซีอวี๋ผู้นี้น่าคบหากว่ามาก“ข้าลองชุดเสร็จแล้ว กำลังจะไปนั่งเล่นที่ริมทะเลสาบ พี่...ข้าหมายถึงองครักษ์ของท่านมหาเสนาบดีบอกว่าที่นั่นมีบะหมี่เนื้อตุ๋นรสชาติไม่เลว”“อร่อยจริงๆ นะ ข้าเคยลองชิมมาแล้ว” กล่าวจบโจวซีอวี๋ก็ลดเสียงลงราวกลัวจะมีคนผ่านมาได้ยิน “ท่านจะไปตอนนี้เลยหรือ”“ใช่ ทำไมหรือ”“ข้า...ไปด้วยได้หรือไม่” โจวซีอวี๋มองซ้ายขวา “ท่านรอข้าที่หน้าร้านแพรพรรณ ครู่เดียวเท่านั้น”“แล้วทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ”“ข้ามากับคุณหนูจิน นางไม่ใคร่จะชอบให้ข้าไปที่นั่น” โจวซีอวี๋ครุ่นคิดเล็กน้อย “ข้าไปบอกนางก่อนว่าจะกลับ ท่านรอข้าด้วยนะ”มองแผ่นหลังอรชรเดินดุ่มๆ เข้าห้องหนึ่งไป เฟิงเย่จึงหันไปสบตากับโม่สวิน “พี่โม่ นี่มันเรื่องอะไรกัน” นางถามงงๆ“น่าจะเพราะสตรีชั้นสูงไม่ใคร่จะชอบนั่งที่แ
นางพูดทีเล่นทีจริง ก่อนก้าวเดินเข้าไปชมสมบัติที่ล่อตาล่อใจ “มหาเสนาบดีนี่รายได้ดีขนาดนี้เลยหรือ ท่านไปเอามาจากไหนมากมาย เงินเดือน...ข้าหมายถึงเบี้ยหวัดเท่าไรหรือ”“ไม่มากนัก แต่ก็เหมาะสมกับตำแหน่ง ของแปดในสิบส่วนเป็นฮ่องเต้พระราชทานตามโอกาสต่างๆ ไม่ก็เป็นของที่ขุนนางน้อยใหญ่ส่งมาในโอกาสสำคัญ อีกส่วนก็เป็นของที่ข้าใช้เงินซื้อมา บางส่วนซื้อมาเพราะต้องส่งเป็นของขวัญแก่จวนต่างๆ”เขากล่าวจบก็เดินไปยังหีบไม้ ซึ่งวางเหนือสุดด้านขวามือ เฟิงเย่เดินตามเข้าไปดู และนางก็ต้องเบิกตาเพราะของที่อยู่ด้านใน“สวยจัง”ผ้าทอลายบุปผาสีขาวนวลตา กับเครื่องประดับที่ทำจากหยกสองสีส่องประกายระยิบระยับกับแสงไฟในห้องลับ เฟิงเย่ตระหนักแล้วว่าแม้แต่เรื่องของสตรีเกาเฟิงเหยียนก็ช่างเลือกยิ่ง ผ้าพับนี้หากนำไปตัดชุดกับผ้าสีส้มอ่อนที่เขาเลือก ชุดนั้นจะเข้ากับหยกสีขาวสลับส้มชุดนี้มาก“ชอบหรือไม่” เขาไม่ถามเปล่ากลับหยิบเอากำไลหยกออกมาสวมให้นาง “เดิมยังคิดว่าจะไม่ได้ใช้”“สวยมากเลย แต่...” นางเงยหน้ามองเขา “ถอดก่อนดีกว่า สวมตอนนี้หากทำตกแตกไปจะทำเช่นไร ของดีแบบนี้คงขายได้ราคาดีมาก”เกาเฟิงเหยียนหัวเราะ “ข้าจะให้ท่านพ่อบ้านน
เขาหัวเราะ “ไม่ต้องกังวล ตอนนี้ข้ายังเลี้ยงดูเจ้าได้โดยไม่ให้เจ้าลำบาก”“อ้อ” นางครุ่นคิดตามประโยคที่เขาบอก แต่แล้วกลับขมวดคิ้ว “ตอนนี้หรือ” ดวงตาคู่งามหรี่ลง “ท่าน...” นางมองซ้ายขวา “หรือว่าตอนที่ท่านจากไปพวกเขาจะยึดทุกอย่างกลับคืน”เขาไม่ตอบเพียงยิ้ม“เช่นนั้นก็ดีเลย” นางถูมือไปมา “ช่วงที่ยังมีอยู่ในมือก็ใช้ให้หมดเลยแล้วกัน ข้าจะช่วยท่านใช้เอง”เขาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้จริง นางช่าง...เป็นสตรีที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนเลยจริงๆ ไม่พยายามเสแสร้งเพื่อรักษาหน้าสักนิด“เอาแพรพรรณที่งามที่สุดและแพงที่สุดในร้านมา จะตัดชุดสวยไปโอ้อวดชาวบ้านก็ต้องเน้นแพงๆ สิ”เห็นนางยิ้มและสนุกกับทุกเรื่องที่กำลังทำ เกาเฟิงเหยียนพลันรู้สึกว่าทุกความเหนื่อยยากที่เขาตรากตรำมานั้น วันนี้ถูกปลดเปลื้องออกไปจนสิ้นเขาถึงกับกำลังคำนวณว่าทรัพย์สมบัติที่เขามีในห้องลับ เพียงพอจะให้นางใช้จ่ายหรือไม่ เพราะหากไม่พอบางทีเขาอาจรีดไถฮ่องเต้ได้อีกนิดหน่อย เนื่องจากก่อนนี้ไม่เคยทำตอนนี้จึงรู้สึกเสียใจยิ่งเห็นนางยิ้มและแสดงท่าทีสนุกสนานเช่นนี้ เขาพลันรู้สึกว่านี่จึงจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตเขาตลอดชีวิตเขาไม่เคยมีเป้าหมา
หลังจากมีคนร้ายบุกเข้าไปในจวนมหาเสนาบดี เกาเฟิงเหยียนก็ไม่ได้พยายามปกปิดฐานะของเฟิงเย่อีก ตรงกันข้ามเขากลับจงใจพานางออกมาพานพบผู้คน ทั้งยังนั่งรถม้าเที่ยวทั่วเมืองหลวง ให้ผู้คนเห็นใบหน้าของนางอย่างชัดเจน โดยไม่ใส่ใจว่าผู้ใดจะซุบซิบที่นางเข้าไปอยู่ในจวน โดยที่ทั้งสองยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานจริงอยู่หญิงสาวรับรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่นางมั่นใจว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะนางยังคาใจเรื่องที่สตรีทั้งสามนางจงใจเข้าไปพบนางถึงจวนด้านหลังจะว่าไปเกาเฟิงเหยียนก็หล่อเหลา ฐานะของเขาหรือก็คงดึงดูดใจสตรีทั่วทั้งแคว้นฉี ดังนั้นนางจึงตระหนักดีว่าสตรีทั่วหล้าคงเห็นนางเป็นดังศัตรูคู่แข่งรถม้าจอดลงยังหน้าร้านแพรพรรณ เสียงสวบสาบดังจากข้างนอกก่อนที่ม่านรถม้าจะเปิดออก “ข้าลงเดินเองได้แล้ว” นางกล่าวเกาเฟิงเหยียนส่งเสียงรับรู้ก่อนถอยหลังลงไปรอด้านล่างรถม้าหลายวันมานี้หญิงสาวเดินเองได้แล้ว แม้ไม่อาจเดินในระยะไกลแต่ก็นับว่านางสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าเดิมนางรู้จุดประสงค์ของหวังอวี่กับเกาเฟิงเหยียนดี ที่พวกเขาพานางออกมาข้างนอกทุกครั้งที่มีโอกาส นั่นก็เพราะอยากให้คนมากมายในเมืองหลวงได้เห็นหน้านาง ได้พบ ได
“เฮ้อ บุปผามีใจ แต่สายน้ำไร้ไมตรี” โจวฟ่านเป็นพระเอกของเรื่องและที่นี่ไม่มีนางเอก มีแต่นายเอก...“เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร”“ไม่มีอะไร” นางรีบกลบเกลื่อนเกาเฟิงเหยียนก้าวตรงไปยังเรือนอวิ๋นหลาน ด้านหลังยังมีองครักษ์ของเขาสามคนเดินตามมา เพราะหนึ่งคนนั้นเดินตามหวังอวี่ไปแล้ว“ด้านนอกนั่นมีข่าวลือเกี่ยวกับตัวเจ้าแพร่ออกไป ข้าสงสัยว่าเรื่องนี้กับการวางเพลิงตบตาครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกัน”“ข่าวลือหรือ คงไม่ใช่รู้กันทั่วว่าข้าคือคนที่มาจากหนี่ว์ซานกระมัง” นางถอนใจ“ใช่”“เช่นนั้นมีคนต้องการจับตัวข้าไปหรือ”“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลข้าจะจัดการเอง”“จัดการยังไง”เกาเฟิงเหยียนอมยิ้มมองนางแต่ไม่ตอบ กระทั่งเขาวางนางลงบนเก้าอี้ในห้อง “เจ้าเป็นเด็กดีอยู่ที่นี่เงียบๆ” มองตามสายตาของชายหนุ่ม โม่สวินยืนกอดกระบี่อยู่ด้านนอก กระทั่งเกาเฟิงเหยียนออกไปจากเรือน เขาก็ไม่ได้ติดตามผู้เป็นนายไป ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่าอีกฝ่ายจงใจให้โม่สวินอยู่คุ้มครองนาง“เฮ้อ วุ่นวายจริง”นางรู้ดีว่าตัวเองจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ถึงอย่างนั้นก็อดกังวลขึ้นมาไม่ได้ นึกถึงสายตาของคุณหนูจินเมื่อครู่ เหตุใดนางจึงรู้สึกว่ามีบางเรื่องเกาเฟิง
ดวงตาดุดันถลึงมองหญิงสาว แต่นางกลับยิ้มด้วยความตื่นเต้นให้อีกฝ่าย เนื่องจากกำลังดีใจที่เก็บกุญแจดอกแรกมาได้ใบเฟิงถูกเก็บเข้าสู่นาฬิกา แสงสีม่วงหายไปแล้วพร้อมกับสัญญาณที่หายไปเช่นกัน กุญแจดอกแรกถูกเก็บกลับมาแล้ว ยังคงเหลืออีกสอง...“เย่เอ๋อร์ เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ” หวังอวี่เองก็โมโหจนหน้าเขียวคล้ำ เขารับหญิงสาวมาจากโจวเทียนอวี้ หากไม่ใช่หัวหน้ามือปราบช่วยนางเอาไว้ ป่านนี้นางคงร่วงลงไปในสระจำลองแล้ว!!!“ข้าเพียงพยายามเก็บของสำคัญ”“ของสำคัญอะไรกัน”“ก็แสงสีม่วง ใบเฟิงสีส้มนั่นอย่างไรเล่า ท่านมองไม่เห็นหรือ”“เจ้าพูดจาไร้สาระอะไร สิ่งที่ข้าเห็นคือเจ้าคว้าจับความว่างเปล่าชัดๆ” หวังอวี่ถลึงตาใส่นาง “ใบเฟิง...ที่นี่มีใบเฟิงที่ไหนกัน”เฟิงเย่ใคร่ครวญครู่หนึ่ง “หรือว่าพวกท่านมองไม่เห็น”นางนึกถึงกุญแจดอกแรกที่เปล่งสีแดง วันนั้นนางให้หวังอวี่ออกมาตามสัญญาณ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาอาจไม่รู้และมองไม่เห็น คนที่เก็บกลับมาต้องเป็นนางเท่านั้น หาไม่ก็ไร้ผล...ผู้มาฝีมือดีมากหากแต่องครักษ์คุ้มกันจวนมหาเสนาบดีเองก็มิใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน ดังนั้นประมือกันอยู่ครู่หนึ่งเจ้าบ้านก็ได้รับชัยชนะชายชุดดำหลายคนสา







