INICIAR SESIÓNเวลาล่วงเข้ายามอิ๋น[1]เกาเฟิงเหยียนยังคงไม่อาจข่มตาหลับ เขากลับไปเปลี่ยนชุดแล้ววกกลับมายังห้องพักของหญิงสาว อีกไม่ถึงชั่วยามฟ้าก็จะสาง ตัวเขาเองต้องเข้าร่วมประชุมเช้าในราชสำนัก
มองดูใบหน้าหลับใหลของหญิงสาวบนเตียง สีหน้าของนางดีขึ้นมาก ไม่ซีดเซียวจนน่าหวั่นใจเช่นในคราแรกที่พานางกลับมาถึงจวน
คิดถึงระหว่างเดินทางนางฝันร้ายและละเมอออกมาด้วยท่าทีหวาดกลัว ในใจของเขาพลันรู้สึกห่วงกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ปลายนิ้วไล้ลงไปยังข้างแก้ม พร้อมกับปัดปอยผมออกจากข้างแก้มให้หญิงสาว ตอนนี้ไข้ลดลงมากแล้ว อีกไม่ช้าคิดว่านางคงจะตื่นขึ้นมาเพราะบาดแผลที่เท้าเป็นแน่
“คอยดูนางเอาไว้หากนางตื่นให้นางดื่มน้ำแกงที่ตุ๋นเอาไว้ ถ้านางถามถึงข้าให้บอกว่าไม่นานข้าจะกลับมา” เขาเองก็ไม่แน่ใจว่านางจะจดจำเรื่องทุกอย่างได้
“ยังมี...อย่าให้นางก้าวลงจากเตียง ระวังแผลที่เท้าทั้งสองข้างของนางให้ดี”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้สองคนรับคำ ก่อนมองผู้เป็นนายเดินออกไป พวกนางมองหน้ากันก่อนยิ้มอย่างมีนัย นับจากถูกซื้อตัวเข้ามาทำงานในจวนมหาเสนาบดี นายท่านของจวนก็ไม่เคยพาสตรีใดเข้ามาพำนัก ทั้งยังไม่มีท่าทีจะแต่งนายหญิง วันนี้พาสตรีงดงามกลับมาทั้งยังมีท่าทีเป็นห่วงเป็นใย เช่นนี้จะให้พวกนางคิดเป็นอื่นได้หรือ
ยิ่งดูจากการกำชับอย่างละเอียด ท่าทีสนิทสนมที่ทั้งสองคนมีต่อกันในยามที่พาคนเจ็บกลับมา ก็ยิ่งพานให้ผู้อื่นคิดไปไกล
ท่านมหาเสนาบดีถึงกับไม่ยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้สตรีผู้นั้น เว้นแต่ท่านหมอฝาน...
การประชุมเช้าจบลงท่ามกลางความสงสัยของขุนนางมากมาย เนื่องจากวันนี้ท่านมหาเสนาบดีมีท่าทีเคร่งขรึมยิ่งนัก คนที่ไม่สนิทสนมถึงกับไม่กล้าชวนสนทนา ผู้ที่คุ้นเคยกลับประหลาดใจยิ่งที่เห็นเขาเป็นเช่นนี้ กระนั้นผู้ที่มองออกถึงกับไม่อาจอยู่เฉย
“ท่านมหาเสนาบดี ดูเหมือนท่านจะเหน็ดเหนื่อยเกินไปกระมัง” ทันทีที่ได้อยู่กันตามลำพัง ฉีหย่งเฟิ่งก็ไม่รีรอที่จะถามไถ่ “ได้ข่าวว่าการไปหนี่ว์ซานครั้งนี้ ท่านไม่ได้กลับมามือเปล่าจริงหรือไม่”
“ดูเหมือนแม้แต่เรื่องในจวนของกระหม่อมคนของฝ่าบาทก็ยังสามารถมองทะลุกำแพงเข้าไปได้”
“ไม่ต้องมาประชดเรา เราได้ข่าวว่าเมื่อคืนท่านให้คนไปเรียกท่านหมอฝานกลางดึก เทพแห่งคำทำนายคงไม่ทำให้ท่านต้องกลับหนี่ว์ซานท่ามกลางพายุหิมะ เพียงเพื่อให้ท่านไปตากหิมะเล่นกระมัง”
เกาเฟิงเหยียนได้ยินก็ถอนหายใจออกมา “ฝ่าบาท”
“เรารู้แล้ว ท่านไม่ต้องย้ำ” ฉีหย่งเฟิ่งถอนหายใจออกมา
“ท่านไม่ใช่ไม่รู้ว่าเราเองก็ลำบากใจ แต่หากเทียบกันแล้วให้นางแต่งให้ท่าน ย่อมดีกว่าแต่งนางไปไกลถึงเผ่าซานทางเหนือ”
เกาเฟิงเหยียนไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเพียงมีใบหน้าเรียบเฉย เรื่องนี้ทำให้ฉีหย่งเฟิ่งหนักใจจริงๆ องค์หญิงเฟิ่งเซียนน้องสาวของเขาหลงรักเกาเฟิงเหยียนมานาน
แรกๆ เขาไม่สนับสนุน เพราะเสียดายขุนนางดีมีฝีมือเช่นเกาเฟิงเหยียน มาบัดนี้ตระหนักดีว่าอีกฝ่ายวางแผนจะกลับหนี่ว์ซาน
คิดๆ ดูแล้วยกน้องสาวให้เกาเฟิงเหยียนเสียแต่แรก แม้ไม่อาจมีเขาข้างกายในฐานะขุนนาง แต่ก็สามารถรั้งเขาเอาไว้ในเมืองหลวง
“กระหม่อมไม่คู่ควร”
“ท่านเอาแต่พูดเช่นนี้ ไม่นึกถึงคนที่จริงใจต่อท่านเลยหรือ เรา...”
“ฝ่าบาท รัชทายาทเผ่าซานแอบมาเยือนแคว้นฉีหลายครั้ง หมายพระทัยในตัวองค์หญิงอย่างจริงใจ เผ่าซานเองก็เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของแคว้นเรา การเสกสมรสเชื่อมไมตรีอย่างไรก็เป็นผลดีมากกว่าเสีย”
“ท่าน...” ฉีหย่งเฟิ่งขมวดคิ้วก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อมองเห็นใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาของมหาเสนาบดีที่ช่วยงานเขามาโดยตลอด
เขารู้ดีว่าเกาเฟิงเหยียนเห็นบ้านเมืองมาก่อนเป็นสำคัญ ตระหนักดีเสมอมาว่าอีกฝ่ายไม่เคยมีใจให้องค์หญิงเฟิ่งเซียน
“คนที่ท่านพากลับมา นางอาการเป็นเช่นไรบ้าง”
“ไม่ร้ายแรงพ่ะย่ะค่ะ”
“นางใช่เทพธิดาหนี่ว์ซานแน่หรือ”
“ยังไม่ทราบเกล้าฯ พ่ะย่ะค่ะ นางยังคงไม่ได้สติตอนที่กระหม่อมออกมาจากจวน”
“ความจริงแล้วเราเองก็รู้ว่าเพราะเหตุใดเทพแห่งคำทำนายให้ท่านเดินทางไปยังหนี่ว์ซาน เพียงแต่...เรายังคงมีหวังว่าท่านจะรับเฟิ่งเซียนเอาไว้อีกคน เฮ้อ...ท่านกลับไปเถิด”
มองดูม่านกั้นปักลายกระเรียน ฉีหย่งเฟิ่งได้แต่ปล่อยมหาเสนาบดีไป
“กระหม่อมทูลลา”
แม้ในยามที่มหาเสนาบดีหนุ่มจากไปแล้ว ฮ่องเต้ก็ยังคงทอดพระเนตรตรงไปยังม่านกั้น แม้ตระหนักดีว่าเบื้องหลังนั้นคนที่เคยยืนอยู่ได้จากไปแล้วเช่นกัน
“เฟิ่งเซียน รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่มีใจเหตุใดเจ้ายังคงดันทุรังจะได้ยินกับตัวเองเช่นนี้”
ทางเดินทอดยาวท่ามกลางดอกเหมยงดงามท้าทายหิมะขาวโพลน บัดนี้มีเงาร่างของคนสองคนยืนนิ่งอยู่คนละปลายเส้นทาง
[1] ยามอิ๋น ช่วงเวลาตีสามถึงตีห้า
“ฉันแซ่เยี่ย ชื่อเฟิงเย่ มีพี่ชายอยู่คนหนึ่งแซ่เดียวกันชื่อจิ่งหรัน เขาเป็นซีอีโอบริษัท...”“ผมแซ่เกา ชื่อเฟิงเหยียน มีน้องสาวต่างพ่ออยู่คนหนึ่งแต่เธอใช้แซ่หยวนของแม่ ชื่อไห่หลัน พ่อเสียไปแล้วแต่มีแม่สองคนหวังว่าคงไม่รังเกียจ แต่ผมมั่นใจว่าคุณต้องรักพวกเธอ เพราะพวกเธอใจดีมาก พวกเธอคนหนึ่งแซ่ซู คนหนึ่งแซ่หยวน หากตกลงผมจะส่งทนายมาพรุ่งนี้”“เดี๋ยว! ตกลงเรื่องอะไร แล้วส่งทนายมาทำไม”“ทรัพย์สินทั้งหมดของผมมีทนายประจำตัวเท่านั้นที่สามารถแจกแจง”ในซวงเสวี่ยเชียนเหนียนเขายกห้องเก็บสมบัติให้ ในชีวิตจริงเขาก็ยังอยากให้ทุกอย่างชัดเจน “ปีศาจเงินตราตัวน้อยๆ เราตกลงหมั้นหมายกันแล้ว คงไม่ได้คิดจะเบี้ยวหรอกจริงมั้ย” ดวงตาคมหรี่ลงในขณะที่กล่าวจบประโยคเฟิงเย่หัวเราะลั่น “ป๋ามาก ผู้สายเปย์! เกาเฟิงเหยียนคุณสอบผ่าน”สองเดือนถัดมาหลังจากการพัฒนาเกมรูปแบบใหม่ ซวงเสวี่ยเชียนเหนียนอันสมบูรณ์แบบก็วางขาย เสียงตอบรับยังคงดีเกิดคาด เพราะไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบเล่นเกม หรือคนที่ชอบอ่านนิยาย ทุกคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันสมจริงมากในเวลาเดียวกันกับที่เสียงตอบรับของสินค้าออกมาดี ข่าวดีอีกเรื่องคือการหมั้นหมายของ
“หรือว่าคุณคือตัวแทนจากบริษัทหยวนเฟิ่ง มาถึงนานแล้วหรือครับ” ที่แท้ก็คือหุ้นส่วนที่เข้ามาร่วมงานในโพรเจคของเทียนอวี้เยี่ยจิ่งหรันมองเขาสลับกับน้องสาวตัวเอง “เย่เอ๋อร์มาที่บริษัทมีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า”“มาคิดบัญชีกับเทียนอวี้ค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเบาพร้อมกันนั้นก็หลบตาเกาเฟิงเหยียน ที่แท้เขาก็รั้งเธอไว้เพียงเพื่อจะถามทาง “แต่ตอนนี้หนีไปแล้ว พี่เองก็รู้เหรอคะว่าเทียนอวี้พยายามหลบหน้าฉัน”เยี่ยจิ่งหรันถอนหายใจ “พี่ต้องทำงาน ไว้ค่อยคุยกันได้ไหม”“ไม่แน่ใจว่าจะได้คุยกันเรื่องงานหรือเปล่านะครับเพราะน้องสาวของผมเองก็หนีไปแล้ว” เกาเฟิงเหยียนพูดกลั้วหัวเราะข้างๆ “นักเขียนไม่อยู่แล้วจะคุยเรื่องงานได้ยังไงถูกมั้ยครับ”“นักเขียนหรือคะ” เฟิงเย่อุทานออกมา “หรือว่าคนเมื่อครู่คือสโนว์ไวท์”“ครับ”“เชิญด้านในดีกว่าครับ”มองดูเกาเฟิงเหยียนหมุนตัวเดินตามพี่ชายไป เฟิงเย่ได้แต่ยืนมองด้วยท่าทีลังเล ไม่ว่ามองอย่างไรเขาก็คือเกาเฟิงเหยียน แต่ข้างๆ กันนั้นพี่ชายของเธอเองก็ไม่ต่างจากหวังอวี่ความลังเลสับสนทำให้หญิงสาวไม่รู้จะเดินไปทางไหนดีใจหนึ่งอยากหันหลังแล้วตามพี่ชายกับเกาเฟิงเหยียนไป การพลัดพรากครั้งนั้น
หยางอวิ๋นอี้กำลังรำลึกความหลังกับโม่สวินผู้เป็นศิษย์น้อง เขารำพึงว่าหากวันนั้นคุ้มกันคนรักของเกาเฟิงเหยียนได้ หากเกาเฟิงเหยียนไม่สูญเสียคนรัก อีกฝ่ายก็ไม่ต้องพิษกำเริบจนสิ้นใจ กระทั่งหวังอวี่อาสานำศพกลับขึ้นหนี่ว์ซานในนิยายกล่าวถึงเพียงเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงว่าคนรักของเกาเฟิงเหยียนคือใคร ที่สำคัญเหตุการณ์ในนิยายดูเหมือนสอดคล้องกับในเกม นั่นก็คือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เฟิงเย่จากมาแล้ว ทั้งยังอธิบายโดยใช้บทพระเอกนายเอกเป็นหลักเฟิงเย่ยังไม่ยอมแพ้เข้าอินเทอร์เน็ตลองค้นหาว่าคนพูดถึงเรื่องนี้ว่ายังไง กระทั่งในที่สุดก็เห็นคอมเม้นท์ที่โจมตีเทียนอวี้--เกาเฟิงเหยียนอยู่หนายยยย----ทำไมอยู่ๆ ก็เปลี่ยนบทอ่ะ ตัวสำคัญอย่างมหาเสนาบดีทำไมหายไป----ทำไมอยู่ๆ เรื่องราวช่วงแรกๆ ก็หายไป เปลี่ยนเป็นเริ่มต้นเรื่องเพราะหยางอวิ๋นอี้แทนอ่ะ แล้วที่ปูเรื่องถึงเทพแห่งคำทำนายกับมหาเสนาบดีคืออะไร งง----แม่ทัพจ้าวของเค้าหายไป—ต่อจากนั้นคอมเม้นท์เหล่านั้นก็ไม่ได้รับการสนใจ เปลี่ยนเป็นคอมเม้นท์เกี่ยวกับพระเอกและนายเอกแทนเฟิงเย่ขมวดคิ้วครุ่นคิดแล้วพยายามโทรหาเทียนอวี้ ถึงอย่างนั้นก็ยังเหมือนเดิมคือไม
ที่สุดแพทย์ก็ลงความเห็นให้หญิงสาวกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่ทุกเดือนต้องกลับไปปรึกษาและประเมินผลมองดูห้องนอนอันว่างเปล่า หญิงสาวรับรู้ได้ว่าตัวเองคงไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิมอีกแล้ว จากมาโดยไม่ได้ร่ำลาวันนั้น ไม่รู้ว่าเกาเฟิงเหยียนเป็นอย่างไรบ้างเสียงมือถือดังขึ้นนั่นเป็นเบอร์ของเยี่ยจิ่งหรัน พี่ชายของเธอเอง “ค่ะพี่”“เสร็จหรือยัง จะให้พี่ไปรอข้างบนมั้ย?”“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันลงไปดีกว่า”วันนี้เยี่ยจิ่งหรันจะพาไปกินข้าวนอกบ้าน ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เฟิงเย่มองหาหวังอวี่ในตัวพี่ชายมาโดยตลอด และหลังจากทำเช่นนั้นในใจก็มักจะรู้สึกผิดหวังอวี่เป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้น แต่เธอกลับเอามาปะปนในความทรงจำร่วมกับพี่ชายของตัวเอง พี่ชายแท้ๆ ที่ห่วงใยเธอจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ“อยากกินอะไร”หญิงสาวนึกอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงตอบเสียงเบา “บะหมี่เนื้อตุ๋นค่ะ พี่พอจะรู้จักร้านไหนที่อร่อยๆ บ้างมั้ยคะ?”เยี่ยจิ่งหรันหัวเราะ “พี่กินออกบ่อย ร้านที่อยู่ใกล้ๆ บริษัท ตอนนี้น่าจะยังเปิดอยู่” เขามองนาฬิกาข้อมือ “เพิ่งทุ่มครึ่ง เขาน่าจะปิดสามทุ่มยังทัน”เฟิงเย่มองเสี้ยวหน้าด้านข้างของพี่ชาย เขายังคงอ่อนโยนเช่นนี้เส
“เรารู้” น้ำเสียงราบเรียบนั้นคล้ายคนที่กำลังปลงตก “เขารักเจ้า และคงไม่อาจมอบให้ให้ผู้อื่น” ฉีเฟิ่งเซียนหัวเราะเสียงขื่น “เป็นเราที่โง่งมเองที่คิดว่าเขาจะหันมามองหากสามารถกำจัดเจ้า”เฟิงเย่ชะงักเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าพูดออกมาตามตรง“เสด็จพี่บอกเจ้าแล้วกระมังว่าเราคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” กล่าวจบก็มองลงไปเบื้องล่างกำแพง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดเราพาเจ้ามาที่นี่” ร่างงามก้าวขึ้นไปยังขอบกำแพง“องค์หญิง!” เฟิงเย่ขมวดคิ้ว“ไม่ต้องตื่นเต้นไป เราไม่กระโดดลงไปหรอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้” มือน้อยลูบหน้าท้องของตนเบาๆ “เราเพียงอยากบอกเขา”ก้มลงมองยังหน้าท้องแบนราบ “ว่าบิดาที่แสนต่ำช้าของเขา ตกลงไปจากจุดนี้ก่อนสิ้นใจอย่างน่าสมเพช” ในน้ำเสียงแฝงประกายความเกลียดชังระคนเจ็บปวด“องค์หญิงลงมาเถิดเพคะ ไม่คุ้มกันหรอก”ฉีเฟิ่งเซียนเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เฟิงเย่ “เจ้าเป็นถึงเทพธิดาแห่งหนี่ว์ซาน เจ้าว่าชีวิตหลังความตายมีอยู่จริงหรือไม่ หากมีจริงคงดีไม่น้อยเลย ข้าหวังว่าในชีวิตหน้าข้าจะสามารถลืมเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นชาตินี้ ลืมสิ้นว่าข้าเคยมีใจให้เกาเฟิงเหยียน”เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทำให้หญิงสาวทั้
นางสงสัยว่านางกำนัลน้อยผู้นั้นอาจถูกข่มขู่ แม้ท่าทีหนักแน่นเมื่อขอร้องคน แต่ในดวงตากลับฉายแววหวาดกลัวระคนวิตกกังวล เกรงว่าคนสำคัญของอีกฝ่ายคงถูกนำมาข่มขู่เป็นแน่หาไม่ในเวลาเช่นนี้ผู้ใดจะกล้าเสี่ยงโดนลงโทษ เพียงเพื่อช่วยเหลือองค์หญิงที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจเอาตัวรอดไปได้เช่นนี้หงกงกงหันไปกระซิบกับนางกำนัลด้านหลัง จากนั้นตัวเขาก็เดินมากับหญิงสาว เมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของนางเขาก็ยิ้ม“ข้าน้อยไม่อาจวางใจ ก่อนหน้านี้ข้าน้อยรับปากท่านมหาเสนาบดีว่าจะส่งท่านกลับอย่างปลอดภัย ดังนั้นจึงจะไปเป็นเพื่อนท่านหญิงเข้าเฝ้าองค์หญิง เรื่องที่ท่านกำชับข้าน้อยให้คนเร่งไปดำเนินการต่อแล้ว อีกไม่นานคงรู้ผล ท่านหญิงวางใจได้”หงกงกงผู้นี้เป็นคนไม่เลวจริงๆ“หงกงกง ในที่สุดก็หาท่านพบ” หน้าตำหนักองค์หญิงเฟิ่งเซียนกงกงน้อยคนหนึ่งวิ่งปราดเข้ามา เฟิ่งเย่หัวเราะในลำคอ นางแหงนขึ้นมองซุ้มประตูตำหนักเฟิ่งอวี่ ในใจคล้ายตระหนักถึงบางอย่าง“มีอะไรพรวดพราดเข้ามาเสียมารยาทยิ่ง” หงกงกงตำหนิ“ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า”“ตอนนี้หรือ” หงกงกงเลิกคิ้ว“ขอรับ”“เช่นนั้น...” เขากังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อ
คำกล่าวหยอกเย้านั้นชัดเจนจนไม่มีผู้ใดสงสัยอีก แท้ที่จริงแล้วของในกล่องนั้นก็คือกุญแจห้องสมบัติของจวนมหาเสนาบดีข่าวลือเป็นเรื่องจริง...ท่านมหาเสนาบดียกทุกอย่างที่เขามีให้เยี่ยเฟิงเย่!!!“ก็ได้แต่หวังว่าท่านเสนาบดีฝ่ายพระราชวังจะเห็นความจริงใจ หาไม่หากไม่ยอมยกท่านหญิงให้แต่งเข้าจวนมหาเสนาบดี เห็นทีข
โจวเทียนอวี้หัวเราะ “เช่นนั้นก็รบกวนแล้ว”ทั้งสองยังคงนั่งมองออกไปยังสวนด้านนอก ราวกับว่าบทสนทนาเมื่อครู่ เป็นเพียงการถามไถ่สภาพอากาศ ทั้งที่ฟังดูแล้วมีความนัยลึกซึ้งแฝงอยู่ เช่นกันกับความรู้สึกคลุมเครือที่ไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดหวังอวี่ได้แต่ถอนหายใจออกมา ตอนที่โจวเทียนอวี้ดูแลเขานั้น เขาจิบสุ
เซียวเหอกล่าวทุกประโยคด้วยหัวใจอันเจ็บปวด เขารักนางแต่นางไม่มีใจให้เขา วันนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางรอด ดังนั้นจึงได้แต่ปล่อยมือและสนับสนุนให้นางมีความสุขสมหวัง“รัชทายาท” เกาเฟิงเหยียนก้าวขึ้นมาเหนือกำแพงคุกหลวงเซียวเหอยิ้มให้อีกฝ่าย มือกำปิ่นปักผมซึ่งจ่ออยู่ที่ลำคอขาวผ่อง จากจุดที่เขายืนอยู่ส
นางกำนัลส่งอาหารกำลังลำเลียงอาหารเข้าไปยังคุกหลวง นักโทษชั้นสูงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และจำกัดคนเข้าเยี่ยมหากไม่ได้รับพระราชทานอนุญาตจากฮ่องเต้ฉีเฟิ่งเซียนมองบุรุษหล่อเหลาที่นั่งหลับตานิ่งอยู่ในคุกหลวง ทหารเฝ้ายามที่รับสินบนกระซิบเตือนเสียงเบาให้เร่งกระทำการ หาไม่แม้แต่เขาเองก็อาจได้รับโทษหากมีผ







