Share

CHAPTER 3

last update Tanggal publikasi: 2025-07-13 11:20:45

“พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้”

“ปะ เปล่าค่ะ”

“เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไป

“คุณหนูไม่ได้ทำอะไรพรีนค่ะคุณหญิง พรีนแค่”

“เธอมาฟ้องอะไรแม่ฉัน!”

ไม่ทันที่ชนากานต์จะทันได้พูดจบ เสียงแหลมของปภาวีก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางบันได ร่างสูงก้าวลงมาด้วยทีท่าที่ดูเกรี้ยวโกรธ หยุดยืนมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างถึงที่สุด

“ไม่มีใครฟ้องอะไรทั้งนั้นน่ะ แล้วนี่ไปกินรังแตนที่ไหนมา ถึงได้โหวกเหวกโวยวายแต่เช้าแบบนี้”

คุณหญิงรุจิราตอบกลับเรียบ ๆ แต่แววตาคมกลับจับจ้องลูกสาวไม่วางตา

ปภาวีชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบนสายตามองไปชนากานต์ที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างโต๊ะอาหาร ดวงตาคมวาวด้วยความหงุดหงิด

“ก็ถามยัยเด็กนั่นดูสิ ว่าขึ้นไปทำอะไรบนห้องของภัค”

“แม่ใช้ให้หนูพรีนขึ้นไปตามแกลงมากินข้าว ทำไมต้องโมโหอะไรขนาดนั้นด้วยหึ”

“คุณแม่ก็รู้ว่าภัคไม่ชอบให้ใครก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัว โดยเฉพาะยัยเด็กคนนี้”

“ทำไม น้องเป็นยังไง”

ปภาวีหัวเราะหึในลำคอ สายตาไล่มองคนอายุน้อยกว่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบังความรังเกียจ

“สกปรก”

“ยัยภัค!” เสียงของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นทันที แม้จะไม่ได้ตะโกน แต่ก็หนักแน่นพอจะทำให้คนฟังรับรู้ถึงความไม่พอใจ

ปภาวีหันกลับมามองมารดา สีหน้าเรียบนิ่งเหมือนคนที่ไม่คิดว่าตัวเองพูดอะไรผิด

“ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้”

“ขอโทษเรื่องอะไร”

“ทำผิดเรื่องอะไรก็ขอโทษเรื่องนั้นนั่นแหละ”

“ถ้าอย่างนั้นก็รอไปเถอะ เพราะภัคไม่ได้ทำอะไรผิด ขอตัว” พูดจบร่างสูงก็หมุนตัวรีบก้าวออกจากห้องอาหารแห่งนี้ทันที แม้เสียงเรียกของคุณหญิงรุจิราดังตามหลัง แต่ทว่าปภาวีกลับไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้าลงเลยสักนิด

“กลับมาเดี๋ยวนี้นะ ยัยภัค!”

“ปล่อยคุณหนูเธอไปนะคะคุณหญิง พูดอะไรไปตอนนี้ก็ยิ่งเหมือนเอาฟืนไปใส่ไฟเปล่า ๆ”

“ยัยภัคทำนิสัยอย่างนี้จนเคยตัว ต่อไปก็คงไม่เห็นหัวฉันแล้วล่ะมั้งน้อย”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ คุณหญิงให้เวลาคุณหนูเธอหน่อยนะคะ”

“ให้เวลาน่ะฉันเข้าใจ แต่ถึงยังไงยัยภัคก็ไม่ควรมาพูดจาแย่ ๆ ใส่คนอื่นแบบนี้”

“น้อยเข้าใจคุณหญิงนะคะ แต่น้อยเองก็เข้าใจคุณหนูด้วยเหมือนกัน คุณหญิงก็น่าจะรู้ดีว่าเมื่อก่อนคุณหนูเธอไม่ได้เป็นคนแบบนี้ เธออาจจะยังเสียใจเรื่องของคุณท่าน ยังไงน้อยก็อยากให้คุณหญิงลองใจเย็นกับเธอดูสักนิด”

คุณหญิงรุจิราเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมทอดมองออกไปทางประตูที่ปภาวีเพิ่งเดินจากไป เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านั้นอยู่ในใจ

แต่ไม่นานนักเธอก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะส่ายหน้า

“ฉันเย็นมามากพอแล้ว แล้วฉันก็คิดว่าเวลามันคงจะช่วยอะไรยัยภัคไม่ได้แล้วล่ะ นับวันยิ่งจะมีแต่หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ อดีตที่มันผ่านไปแล้วก็ไม่ปล่อยให้มันผ่านไป ยังยึดติด ยังเคียดแค้น แล้วก็เอาความแค้นความเสียใจของตัวเองมาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายจิตใจคนอื่น แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน”

“น้อยเองก็ไม่รู้จะช่วยคุณหนูยังไงดีค่ะคุณหญิง”

“น้อยไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวยัยภัคน่ะฉันจัดการเอง มา ๆ มาทานข้าวกันก่อนดีกว่า”

“เอ่อป้า พรีนขอตัวก่อนนะคะ”

“จะไปไหนอีกล่ะพรีน” น้อยเอ่ยถาม

“นั่นสิ ไม่ทานข้าวด้วยก่อนเหรอหนูพรีน มานั่งข้างฉันก็ได้นะ มาเร็ว”

“ไม่ดีกว่าค่ะคุณหญิง พรีนยังไม่หิวค่ะ ขอตัวนะคะ”

ในขณะเดียวกันเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะ ปภาวีเดินลิ่วออกจากห้องอาหารมายังสวนหย่อมข้างบ้านด้วยอารมณ์คุกรุ่น แสงแดดยามสายส่องลอดใบไม่ลงมาเป็นลำ เธอเงยหน้าขึ้นรับแสงงก่อนพ้นลมหายใจแรง ๆ ออกมาเพื่อระบายอารมณ์

“คุณแม่นะคุณแม่ เห็นคนอื่นดีกว่าลูกของตัวเอง ฮึ!” เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เพราะรู้สึกไม่ชอบใจกับการกระทำของผู้เป็นแม่ จากที่เธอไม่ชอบหน้าเด็กคนนั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งได้มาเห็นแม่ของตัวเองออกตัวปกป้องอีกฝ่ายอย่างกับจงอางหวงไข่แบบนี้ ความเกลียดก็ยิ่งทวีคูณ

ญาติติโกโหติกาก็ไม่ใช่ ซ้ำยังเป็นเพียงแค่หลานสาวคนใช้ ถึงจะเป็นคนใช้คนสนิทยังไงซะก็ยังคงเป็นขี้ข้าอยู่วันยังค่ำ

ครืด ครืด

<<< Ton Calling >>>

ชื่อและภาพของผู้โทรปรากฏอยู่บนหน้าจอ ทำให้ปภาวีหรี่ตาลงแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนกดรับสายด้วยเสียงที่เย็นลงเล็กน้อย

“ว่า”

“สะดวกคุยไหมวะ” สิ้นคำถามจากต้นสาย เธอก็เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง ก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอีกครั้ง

“อืม คุยได้”

“คือเมื่อสองวันก่อนฉันไปในที่เกิดเหตุมาแล้วบังเอิญเจอกับตาคนนึงกำลังเดินเก็บของเก่าอยู่”

“แล้ว?”

“แกเอาของชิ้นนึงมาเสนอขายให้ แล้วบอกว่าเก็บได้จากแถว ๆ นี้ กูเห็นว่ามันแปลกดีก็เลยซื้อเอาไว้”

“แค่นี้?”

“มันก็เกือบจะแค่นั้นแหละ แต่คุยกันไปคุยกันมาแกบอกกูว่าเก็บได้จากตรงนี้ตั้งแต่อุบัติเหตุรถชนกันเมื่อสิบเก้าปีก่อน”

ปภาวีขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน ก่อนถามต่อ “ว่าไงนะ?”

“มันเป็นสร้อยเก่า ๆ แล้วก็มีจี้คล้ายดอกไม้อะไรสักอย่าง ฉันดูไม่ออก”

“สร้อย? สร้อยอะไร”

“ไม่รู้ เลยจะมาถามอยู่นี่ไงว่าแกเคยเห็นคุณลุงใส่สร้อยบ้างหรือเปล่า เผื่อบางทีสร้อยเส้นนี้อาจจะเป็นของคุณลุงก็ได้”

“ไม่แน่ใจอะ เอาเป็นว่าเก็บสร้อยเส้นนั้นเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เดี๋ยวถ้าว่างเมื่อไหร่ฉันจะเข้าไปดูเอง”

“ตามนั้น ว่าแต่ตอนนี้อยู่ไหนเนี่ยไอ้ภัค เข้าไปหาที่บริษัทก็ไม่เจอ หรือว่ากำลังตีหรี่...”

เพล้ง!!

เสียงของแข็งตกกระทบพื้นหินกรวด ดังกังวานสะท้อนอยู่ในอากาศ ปภาวีชะงักลดโทรศัพท์ลงจากหู คิ้วสวยขมวดแน่นก่อน ก่อนดวงตาคมจะหันขวับกลับไปมองทางต้นเสียง

“ใครน่ะ!”

“...”

“มีไรเปล่า?” คนในสายถามขึ้นหลังได้ยินเสียงผิดปกติดังแว่วเข้ามาทางโทรศัพท์

“เปล่า แค่นี้ก่อนนะ” ทันทีที่พูดจบเธอก็กดวางสาย ก่อนจะตะโกนขึ้นอีกครั้งอย่างหงุดหงิด “ฉันถามว่าใครอยู่ตรงนั้น!!” ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับ มีเพียงความเงีบกับลมวูบหนึ่งที่พัดผ่าน เธอไม่รอช้า ก้าวฉับเข้าไปยังมุมที่เกิดเสียงแล้วก็ได้เห็นร่างของคนที่ไม่คิดว่าจะเจอในเวลานี้

“เธอเองเหรอ” เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นช้า ๆ ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นเยียบจนบรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งทันทีที่ได้สบตากับผู้หญิงตรงหน้า สองขาก้าวไปใกล้ สองแขนสองขึ้นกอดอกดวงตาคมกริบจ้องเขม็งราวจะฉีกเนื้อคนตรงหน้าให้แหลกเป็นชิ้น ๆ

“เอ่อคือ พะ พรีนขอโทษค่ะ พรีนไม่ได้ตั้งใจมาแอบฟังคุณหนูคุยโทรศัพท์นะคะ” เสียงเล็กสั่นพร่า ดวงตาหลุบต่ำอย่างหวาดหวั่น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันขณะพยายามข่มความกลัวที่ตีตื้นขึ้นมาจนถึงอก

“หึ! ไม่ได้ตั้งใจ แต่รีบปฏิเสธทั้งที่ฉันยังไม่ทันได้ถามเนี่ยนะ ยัยโง่!” เสียงเย้ยหยันเย็นชาเสียดแทงเหมือนคมมีดกรีดลึกลงในใจชนากานต์ จบประโยคนั้นปภาวีก็ก้าวเข้ามาใกล้ มือเรียวที่เปี่ยมไปด้วยแรกกระชากแขนอีกฝ่ายด้วยแรงโทสะ

“อ๊ะ!”

ชนากานต์หลุดเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนตามด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นวาบเข้าหัวใจจนน้ำตาคลอเบ้า ทั้งแรงบีบและแรงอารมณ์ของอีกฝ่ายที่ถาโถมมาพร้อมกันราวกับพายุลูกใหญ่ แรงบีบคั้นทำให้ต้นแขนเล็กเนียนขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงช้ำ

เธอพยายามดึงแขนกลับแต่ทว่าแรงที่มีนั้นน้อยกว่าคนร่างสูงเสียเหลือเกิน มือเล็กสั่นระริก น้ำเสียงติดสะอื้นเบา ๆ ขณะที่พยายามเปล่งออกมาจากลำคออย่างอยากลำบาก

“ฮึก ๆ ปะ ปล่อยแขนพรีนก่อนนะคะคุณหนู พรีนเจ็บ”

“อย่าสำออยไปหน่อยเลย อ้อ!แน่จริงเธอก็เรียกแม่ฉันมาช่วยอีกสิ เรียกสิ เรียกเลย!” ถ้อยคำค่อนแคะดุจเหล็กแหลมถูกปล่อยออกมาจากเรียวปากของปภาวีพร้อมกับแรงบีบที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ความปรานี

ชนากานต์ทำได้เพียงส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความเจ็บ เม้มริมปากแน่นพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไว้ไม่ให้ดังออกมา ทว่าก็ไม่อาจห้ามน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มได้

ทันใดนั้นเอง เสียงเข้มของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“ปล่อยน้องเดี๋ยวนี้นะภัค!”

“เหอะ! พูดไม่ทันขาดคำ เป็นห่วงเป็นใยกันจริง ๆ เลยนะคะ” ร่างสูงแค่นหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงของปภาวีเปื้อนไปด้วยความประชดประชัน ก่อนหันไปมองมารดาด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่กระนั้นมือเรียวก็ยังคงบีบรัดอยู่ที่แขนของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น นิ้วสวยกดจิกลงบนแขนอยู่อย่างนั้นซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นรอยเล็บ

“แม่บอกให้ ปล่อย แขน น้อง!”

“ก็ไม่ได้อยากจะจับมากนักหรอกค่ะ สกปรก” เธอสบถด้วยน้ำเสียงรังเกียจ แล้วสะบัดแขนของชนากานต์ออกอย่างแรง ทำให้ร่างบางเวถลาถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะล้มลงกับพื้นอย่างหมดแรง

“อะ โอ๊ย!”

“ฝากไว้ก่อนเถอะ! ฉันจะทำให้เธออยู่ที่นี่ไม่ได้เลยคอยดู” น้ำเสียงกร้าวต่ำเย็นเยียบ สันกรามขบแน่นจนเห็นเป็นรอยนูน ลมหายใจสะท้อนแรงจากอก ขณะมองเหยื่อในสายตาอย่างไร้ความเมตตา

“หลีกไป!!”

เสียงขาดห้วนถูกปล่อยออกมา ก่อนที่เธอจะจงใจเดินกระแทกไหล่ใส่ชนากานต์เต็มแรง แล้วหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง

“ภัคหยุด! แม่บอกให้หยุด!!”

“จะตามมาว่าอะไรภัคอีกละคะ” หันขวับกลับมาถามมารดาด้วยน้ำเสียงประชดประชันเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

“ทำไมต้องทำร้ายน้องขนาดนั้น จงเกลียดจงชังอะไรนักหนา แม่ยังไม่เห็นว่าน้องเขาจะทำอะไรให้แกเลยนะ”

“ไม่ชอบคือไม่ชอบ เกลียดก็คือเกลียด ภัคเคยบอกคุณแม่ไปแล้วนี่คะ”

ปภาวีเน้นทุกถ้อยคำอย่างชัดเจนและหนักแน่น แล้วต่อให้เธอจะต้องพูดอีกสักกี่สิบครั้ง เธอก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าเธอเกลียดผู้หญิงคนนั้นที่สุด เธอเกลียดชนากานต์โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล เพราะสำหรับความรักบางครั้งมันก็ไม่คำอธิบาย

ซึ่งความเกลียดก็เช่นเดียวกัน

“ถ้าเกลียดก็ไม่ต้องยุ่งกันสิ ไม่เห็นจะต้องลงไม้ลงมือแบบนี้ แม่ไม่ชอบเลยนะภัค!”

“ภัคไม่เคยคิดที่จะยุ่งกับยัยนั่นเลยสักนิด แต่ยัยต่างหากที่ชอบเข้ามายุ่งวุ่นวายกับภัคเอง”

“ยุ่ง? ยุ่งอะไร” ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เพราะเธออยากจะรู้สาเหตุเหลือเกิน ว่าเป็นเพราะอะไรทำไมลูกสาวของเธอถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้

“ยัยนั่นไปแอบฟังภัคคุยโทรศัพท์กับต้น พอภัคจับได้ก็ทำท่าจะเดินหนี ทีนี้คุณแม่จะยังเข้าข้างอยู่อีกไหมคะ”

“บางทีน้องอาจจะแค่เดินผ่านไปก็ได้ ภัคอคติเกินไปหรือเปล่า”

“ในสายตาของคุณแม่ภัคคงจะเป็นลูกที่แย่มากเลยใช่ไหมคะ” เอ่ยถามเสียงเบาลงกว่าทุกครั้ง ดวงตาคู่สวยที่เคยแข็งกร้าวกลับวูบไหวในชั่ววินาที ความรู้เสียใจและน้อยใจค่อย ๆ ตีตื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นแม่

ด้านคุณหญิงรุจิราเมื่อได้เห็นแววตาของคนเป็นลูกยืนนิ่งไปครู่หนึ่งหัวใจหนักอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก เธอไม่ได้มีเจตนาที่จะพูดต่อว่าลูกสาวออกไปแบบนั้น

“ไปกันใหญ่แล้วภัค ฟังแม่นะ”

“ภัคไม่ฟัง ขอตัวนะคะ”

“เดี๋ยวสิภัค ภัค!”

***

“บอกป้ามาพรีนว่ามันเกิดอะไรขึ้น” เสียงของน้อยเข้มขึ้นเล็กน้อย ขณะยืนกอดอกจ้องหลานสาวที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง

“คือพรีน ฮึก ๆ พรีน”

“ไปทำอะไร ทำไมคุณหนูเธอถึงได้โกรธขนาดนั้น”

“พรีนเดินตามคุณหนูออกไป แล้วบังเอิญได้ยินคุณหนูเธอคุยโทรศัพท์อยู่กับเพื่อนค่ะ”

“ป้าเคยบอกพรีนแล้วใช่ไหมว่าอย่ายุ่งวุ่นวายหรือไปเข้าใกล้คุณหนูเธอ ทำไมพรีนไม่ฟังป้าบ้าง” น้อยพูดพลางส่ายศีรษะเบา ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ

“คุณหนูไม่ได้ทานข้าวตั้งแต่เมื่อวาน เลยตั้งใจจะไปตามมาทานข้าวก็แค่นั้นเอง”

“มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกพรีน ป้าบอกอะไรไปพรีนต้องเชื่อฟังป้าไม่ใช่ทำตามใจตัวเองแบบนี้ นี่เพิ่งจะวันที่สองยังเจ็บตัวขนาดนี้แล้ว ขืนอยู่ต่อไปป้าจะมั่นใจได้ยังไงว่าคุณหนูเธอจะไม่ทำร้ายพรีนอีก”

น้อยถอนหายใจติดกันหลายครั้ง สายตาวาววับด้วยความกังวล เธอไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมหลานสาวถึงได้ฝืนคำเตือนเธอแบบนี้ทั้งที่ปกติก็เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย

นี่ยังดีที่คุณหญิงท่านออกมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นเธอไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“พรีนผิดเองค่ะ พรีนไปยุ่งกับคุณหนูเธอเอง ฮึก ๆ”

“เฮ้อ! ป้าว่าพรีนออกไปอยู่ที่อื่นก่อนดีกว่า เดี๋ยวป้าจะจัดการหาห้องเช่าราคาถูก ๆ ให้”

เสียงของน้อยแน่วแน่และเด็ดขาด น้ำเสียงนั้นบ่งบอกได้ดีว่าเธอตัดสินใจดีแล้วก่อนที่จะพูดออกมา เธอผิดเองที่พาหลานสาวเข้ามาอยู่ที่นี่ มัวแต่คิดจะให้หลานมีชีวิตที่ดีจนลืมคิดถึงผลที่จะตามมา

ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ดีเสียปล่อยให้ลุกลามจนยากจะควบคุม เธออาบน้ำร้อนมาก่อนเธอจึงมองออกว่าตอนนี้หลานสาวของเธอกำลังมีความรู้สึกอะไรยังไงกับคุณหนูของบ้านนี้

“ไม่นะคะ พรีนไม่ไป พรีนอยากอยู่กับป้าน้อย” เสียงสะอื้นสั่นเครือ มือเล็กคว้าแขนผู้เป็นป้าไว้แน่นเขย่าเบา ๆ อย่างเว้าวอน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่หยุด

“ไม่ได้ พรีนอยู่ที่นี่ไม่ได้ ไปเก็บของให้เรียบเดี๋ยวป้าจะขออนุญาตคุณหญิงท่านออกไปส่ง”

“ให้พรีนอยู่ที่นี่เถอะนะคะ พรีนไม่อยากไป พรีนเป็นห่วง-”

คำพูดหยุดลงกะทันหัน เด็กสาวยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังจะเผลอพูดบางอย่างที่ไม่ควรพูดออกไป

“ห่วง ห่วงใคร?”

“เปล่าค่ะ” ชนากานต์รีบตอบกลับ พลางก้มหน้าหลบสายตา แต่ทว่าท่าทีลุกลี้ลุกลนแบบนั้นกลับยิ่งทำให้คนเป็นป้ายิ่งเกิดความสงสัย

“บอกป้ามาว่าเมื่อกี้ที่พรีนพูดว่าเป็นห่วง เป็นห่วงใคร!.”

“เอ่อ”

“ป้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายนะพรีน ถ้าอยากอยู่ที่นี่ต่อ ห้ามยุ่งวุ่นวายกับคุณหนูอีก ห้ามอยู่ใกล้คุเธอเด็ดขาด เข้าใจไหม!”

“ ทะ ทำไมล่ะคะ”

“สักวันพรีนจะรู้เองว่าทำไมป้าต้องสั่งห้ามเราอยู่แบบนี้ แต่ถ้าพรีนไม่ฟังแล้วยังดึงดันที่จะเข้าใกล้เธอ คนที่จะต้องมานั่งเสียใจทีหลังมันก็คือตัวของพรีนเอง ป้าเตือนได้แค่นี้แหละ”

“ค่ะ พรีนจะไม่เข้าใกล้คุณหนูเธออีก” ถึงจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เธอก็ตอบรับไปก่อนเพื่อที่จะได้มีโอกาสอยู่ต่อที่คฤหาสน์แห่งนี้ ส่วนคำตอบที่ค้างคาก็ค่อยหาจังหวะถามใหม่อีกที

“รับปากแล้วทำให้ได้ด้วยล่ะ ป้าไม่ได้อยากจู้จี้จุกจิกอะไรกับเรามากนักหรอกนะ เอาล่ะวันก็พักผ่อนอยู่ในห้องนี่แหละ แล้วตอนเย็นค่อยออกไปช่วยป้าทำกับในครัว”

“ค่ะ”

เย็นวันเดียวกัน

ในครัวคฤหาสน์ซึ่งเปิดประตูทิ้งไว้ให้ลมลอดผ่าน ส่งโชยกลิ่นหอมของเครื่องเทศและสมุนไพรลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ทั้งตะไคร้ ข่า ใบมะกรูด และพริกแห้งที่น้อยกำลังโขลกอยู่ในครกหินอย่างสม่ำเสมอ ผสมปนเปกับกลิ่นหอมของข้าวสวยที่เพิ่งหุงสุกใหม่ ๆ

ชนากานต์ยืนอยู่ที่เคาร์เตอร์กลาง มือเรียวจับด้ามมีดแน่น ขณะปลายนิ้วข้างหนึ่งแตะหัวหอมแดงลูกเล็กเรียงกันเป็นแถว เธอก้มหน้าลงอย่างตั้งใจดวงตาจับจ้องไปยังจังหวะมีดที่ขยับขึ้นลงอย่างบรรจง ค่อย ๆ หันทีละแว่นอย่างสม่ำเสมอ

แต่ในขณะที่ความตั้งใจแน่วแน่นั้นกำลังดำเนินไป กลิ่นฉุนของหอมแดงก็ลอยตีจมูกอย่างไม่ทันตั้งตัว ความเผ็ดร้อนของมัน ซึมเข้าสู่ดวงตา ทำให้น้ำใส ๆ ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

วินาทีนั้นเธอชะงักมือวางมัดลงข้างเขียงอย่างระมัดระวัง ก่อนยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาออกจากหางตาเบา ๆ ด้วยท่าทางสงบนิ่ง

“แสบตาเหรอพรีน” เสียงของน้อยดังขึ้นทางด้านหลังด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นท่าทีที่แปลกไปของหลานสาว

“นิดหน่อยค่ะ พรีนไม่ทันระวัง” หันกลับมายิ้มให้ผู้เป็นป้าเล็กน้อย ทันทีดวงตายังแดงอยู่จาง ๆ

“ไปล้างตาก่อนก็ได้ลูก เดี๋ยวตรงนี้ป้าจัดการเอง”

“ไม่เป็นไรค่ะป้าน้อย พรีนยังไหว”

เธอบอกแค่นั้นแล้วหันกลับไปตั้งใจทำกับสิ่งตรงหน้าอีกครั้ง แต่ทว่าจังหวะนั้นเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมอ่อนจางที่อบอวลด้วยกลิ่นดอกไม้ฝรั่งเศสอย่างเป็นเอกลักษณ์

“แต่ฉันว่าหนูพรีนไปล้างตาก่อนก็ดีนะจ๊ะ ดูสิตาแดงหมดแล้ว” สิ้นประโยคนั้นชนากานต์ก็สะดุ้งเล็กน้อยก่อนหันกลับมามองทางต้นเสียง

“ไปสิ เดี๋ยวฉันช่วยน้อยทำเอง”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนดีขึ้นแล้วค่ะ” พูดเสียงเบาพลางยกมือเรียวขึ้นเช็ดหางตาอีกครั้ง การกระทำเหล่านี้ทำให้หญิงสูงวัยหัวเราะเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู

“อย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่หนูพรีนทำอาหารเป็นด้วยหรือจ๊ะ”

“ทำเป็นค่ะ พรีนช่วยแม่ทำประจำตอนอยู่บนดอย” เธอตอบด้วยน้ำเสียงและแววตาที่สดใส เมื่อนึกถึงกิจกรรมดี ๆ ที่เธอกับแม่มักร่วมกันทำอยู่บ่อยครั้ง “เก่งจริงเชียว นี่ถ้าได้หนูพรีนมาเป็นลูกสาวอีกคนของฉันก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะ น้อยว่าไหม?”

มือที่กำลังหั่นผักของหญิงรับใช้ชะงักลงเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนาย รอยยิ้มบางปรากฏอยู่บนริมฝีปากตามมารยาท แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่ารอยยิ้มนั้นกลับซ่อนความกังวลใจอยู่ลึก ๆ

เธอไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธออกไปหากเพียงแต่สบตากับคุณหญิงอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเหลือบไปมองหลานสาวของตนที่ยืนอยู่ใกล้เคียงอย่างเงียบงัน

แล้วทางด้านชนากานต์เองเธอก็รับรู้ได้ถึงอารมณ์อึดอัดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ แม้คุณหญิงท่านจะพูดด้วยเจตนาดีและเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่คำพูดนั้นกลับไปแตะความรู้สึกบางอย่างของป้าซึ่งเธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก

ดวงตากลมโตหลุบต่ำ หลีกเลี่ยงการสบตากับผู้เป็นป้าโดยอัตโนมัติ บรรยากาศภายในครัวแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันอยู่ชั่วครู่ราวกับลมหายใจของใครบางคนติดขัดอยู่กลางอก กลิ่นหอมของต้มกะทิข่าไก่ที่กำลังเดือนพล่านอยู่บนเตาไม่อาจลบความอึดอัดบางเบาที่ลอยคลุ้งอยู่ภายในห้องได้เลย

ชนากานต์ตกอยู่ในสถาการณ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยงแบบนี้จึงเลือกที่จะเบี่ยงตัวหันกลับไปสนใจกับหัวหอมที่ยังหั่นค้างไว้แม้เสียงของคุณหญิงจะยังคงเอ่ยต่ออย่างอ่อนโยนก็ตาม

แต่ในขณะนั้นเอง ทั้งสามคนที่อยู่ภายในห้องครัวกลับไม่รู้เลยว่า มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้ามองอยู่จากกรอบประตูอย่างเงียบงัน ดวงตาคมใต้กรอบหน้าเรียวทอดมองเข้ามาด้วยแววเยียบเย็น

ปภาวียืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสายตาหยุดอยู่ที่ใบหน้าอ่อนโยนของมารดา ซึ่งฉายรอยยิ้มที่เธอคุ้นตาแต่สำหรับวันนี้ รอยยิ้มนั้นกลับทำให้ใจเธอร้อนรุ่มอย่างไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ก่อนจะเลื่อนสายตามองไปยังผู้หญิงอีกคนที่เธอไม่อาจมองด้วยสายตาอื่นได้เลยนอกจากความเกลียดชัง

คลื่นอารมณ์คับแค้นพวยพุ่งแน่นอยู่เต็มอก ริมฝีปากบางกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนที่เจ้าตัวจะหมุนตัวจากไปอย่างเงียบงันทิ้งไว้เพียงความรู้สึกกรุ่นขุ่นที่ไม่มีใครได้ทันเห็น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • รักคนละตอน   CHAPTER 12

    อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย

  • รักคนละตอน   CHAPTER 11

    บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 10

    นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา

  • รักคนละตอน   CHAPTER 9

    มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 8

    รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ

  • รักคนละตอน   CHAPTER 7

    หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได

  • รักคนละตอน   CHAPTER 6

    “คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้า เมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง “เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย” “แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลย

  • รักคนละตอน   CHAPTER 5

    “กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ” นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม

  • รักคนละตอน   CHAPTER 4

    ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา... ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโป

  • รักคนละตอน   CHAPTER 2

    ไม่เพียงแต่ไม่รับไหว้ ปภาวียังคงมองหน้าของชนากานต์ด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะสะบัดหน้าหันมองไปทางอื่น “ภัค! เดี๋ยวเถอะลูก” คุณหญิงรุจิราเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของปภาวีลูกสาวตัวเอง” ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ” “นี่คุณแม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ” “ยังอีกภัค แม่ไม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status