Share

CHAPTER 6

last update publish date: 2025-07-17 12:58:40

“คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้า

เมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง

“เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย”

“แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลยนะลูก ป้าว่ามันเหมือนกับรอย ... รอยดูด!”

คำสุดท้ายที่ออกจากริมฝีปากของน้อยทำให้ชนากานต์หน้าเห่อร้อนขึ้นทันที มือที่ถือจานอยู่กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยพยายามไม่แสดงพิรุธใด ๆ ออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเบาแต่มั่นคง

“มะ ...ไม่ใช่ค่ะ มดกัดจริง ๆ ไว้เดี๋ยวพรีนจะหายาทานะคะ”

“มดก็มด แต่อย่าลืมที่ป้าบอกก็แล้วกัน ป้าไม่อยากเห็นพรีนต้องมาเสียใจทีหลัง”

ชนากานต์พยักหน้ารับเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าเข้าใจในสิ่งที่ป้าพูดเป็นอย่างดี เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหมุนตัวกลับเพื่อเดินออกจากครัวไปยังห้องอาหาร เตรียมจัดโต๊ะตามที่ป้าน้อยได้บอกไว้แต่แรก

ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวพ้นธรณีประตู เสียงฝีเท้าสองคู่ก็ดังขึ้นจากบันไดไม้ ในชั่วขณะสายตาสบกับบุคคลมาใหม่ร่างของเธอก็พลันชะงักงัน หัวใจเหมือนเต้นสะดุด ลมหายใจราวถูกช่วงชิงไปโดยไม่ทันตั้งตัว

คุณหญิงรุจิราประมุขใหญ่ของบ้านย่างกรายเข้ามาอย่างสง่างามโดยมีปภาวีลูกสาวเพียงคนเดียวเดินเคียงข้างมาติด ๆ

และเมื่อคนที่เธอไม่อยากพบเจอที่สุดกลับมายืนอยู่ตรงหน้าในเวลาที่ไม่พร้อม ร่างของชนากานต์ก็ชาวาบไปทั้งตัว หายใจไม่ทั่วท้องเธอ เธอไม่รู้เลยว่าเธอควรจะถอยหลังกลับเข้าไปตั้งหลักหรือยืนนิ่ง ๆ อยู่ตรงนี้แล้วปล่อยให้สายตาเย็นชาของผู้หญิงใจร้ายคนนั้นทอดมองมาด้วยความดูแคลน เหมือนอย่างที่อีกฝ่ายเคยทำเมื่อคืนที่ผ่านมา

“อ้าวหนูพรีน ตื่นแต่เช้าเลยนะลูก”

“ค่ะ”

“วันนี้หนูว่างหรือเปล่าจ๊ะ ฉันว่าจะชวนออกไปทำธุระข้างนอกสักหน่อยน่ะ”

“เอ่อคือ ...” หลุบตาลง แล้วหันไปมองป้าน้อยช้า ๆ แววตาของเธอสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดว่าอะไร หรือแม้แต่ควรคิดอะไรในจังหวะนั้น

“ว่าไงจ๊ะ ว่างไหม?” คุณหญิงถามอีกครั้ง

“มะ ... ไม่ว่างค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนว่าจะช่วยป้าน้อยทำงานในครัวค่ะ”

“อ้าวเหรอ งั้นเอาอย่างนี้ไหมเดี๋ยววันนี้น้อยไม่ต้องทำงานบ้านพักผ่อนได้เต็มที่เลย แต่มีข้อแม้ว่าน้อยจะจ้องให้ฉันยืมตัวหลานสาวหนึ่งวัน”

เพียงประโยคเมื่อครู่จบลง น้อยก็หันขวับไปมองหลานสาวทันที ชนากานต์ได้แต่ส่ายหน้าสื่อเป็นนัย ๆ ว่าตัวเธอคนนั้นไม่ต้องการที่จะไป ซึ่งน้อยเองก็คิดเช่นเดียวกันกับหลานสาว แต่ทว่าฐานะของเธอกับผู้ร้องขอนั้นต่างกันจนไม่อาจเอ่ยปฏิเสธออกมาตรง ๆ ได้

“ค่ะคุณหญิง เดี๋ยวพรีนไปธุระกับคุณหญิงท่านนะลูก ทางนี้ป้าจัดการเอง”

สุดท้ายน้อยจึงพยักหน้าตอบตกลงคุณหญิงท่านไป นั่นไม่ใช่เพราะเธออยากพักผ่อนหรือต้องการให้หลานสาวอยู่ใกล้กับปภาวีมากนัก แต่เพราะไม่อยากขัดประประสงค์ของท่าน ไม่อยากให้เรื่องเล็กกลายเป็นความขุ่นเคืองในวันหน้า

ชนากานต์ฝืนยิ้มเล็ก ๆ ทั้งที่ในใจหนักอึ้ง เธอจำใจตอบรับอย่างเรียบร้อยทั้งที่ภายในกลับรู้สึกวูบโหวง เหมือนลมหายใจติดขัด

เธอเหลือบมองปภาวีเป็นระยะ แม้จะไม่อยากสบตาหรือหันหน้าไปหา แต่ความเงียบผิดปกติของอีกฝ่ายก็ยิ่งทำให้เธอระแวง เพราะโดยปกติปภาวีไม่เคยปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปโดยง่ายไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ อีกฝ่ายมักจะแทรกแซง แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนอยู่ทุกครั้ง

แต่ครั้งนี้กลับเงียบจนน่ากลัวไม่มีคำคัดค้าน ไม่มีท่าทีขัดขวาง ไม่มีคำพูดใด ๆ ที่จะบั่นทอนหัวใจเธอเหมือนเคย หล่อนเพียงแค่มองมาอย่างนิ่ง ๆ นิ่งเสียจนเธอแอบน่าขนลุกและหวั่นใจกับปฏิกิริยาของคนตรงหน้าอยู่ไม่น้อย

หลังทานมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนเตรียมออกเดินทางไปยังสุสานที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่นัก และก่อนจะก้าวขึ้นรถ คุณหญิงหันกลับมามองชนากานต์ด้วยรอยยิ้มบาง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“หนูพรีน ไปนั่งข้างพี่ภัคเขาก็ได้ลูก ที่ว่างพอดี”

คำพูดนั้นฟังดูธรรมดา แต่กลับทำให้ชนากานต์ชะงักเล็กน้อย เธอเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกอึดอัดจนต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน

จะปฏิเสธก็ทำไม่ได้ จะบ่ายเบี่ยงก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอเธอจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับคำแล้วเดินอ้อมไปยังอีกฝั่งของรถ มือเรียวที่จับประตูสั่นน้อย ๆ อย่างไม่ตั้งใจ ก่อนที่เธอจะรวบรวมความกล้า เปิดมันออกแล้วนั่งลงข้างปภาวีหญิงสาวที่นั่งอยู่ก่อนหน้านี้

แล้วเมื่อประตูรถปิดสนิท คนขับรถก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากลานจอด บรรยากาศในรถเงียบงันจนน่าอึดอัดมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแผ่ว กับเสียงลมหายใจเบา ๆ สลับกันของทุกคนแค่เท่านั้น

ชนากานต์นั่งตัวแข็งทื่อ เบือนสายตาออกไปทางหน้าต่าง โดยแขนข้างหนึ่งแนบชิดกับประตูรถราวกับต้องการถอยห่างจากคนข้าง ๆ ให้มากที่สุด

เธอพยายามจดจ่ออยู่กับภาพทิวทัศน์ริมทางที่เคลื่อนผ่านไปช้า ๆ อย่างตั้งใจ หวังให้มันช่วยกลบความอึดอัดที่แน่นค้างในอก ทว่าภายในใจกลับไม่เคยนิ่ง เธอรู้ดีว่าความเงียบของผู้หญิงคนนี้ไม่ได้หมายถึงความสงบ มันปรับเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่พายุจะโหมกระหน่ำเข้ามา

แล้วก็เป็นไปตามคาด เพราะสุดท้ายคำพูดเหน็บแนมก็หลุดออกมาจากปากของคนข้าง ๆ จนได้

“มองหน้าฉันมันจะตายหรือไง”

“ไม่ตายค่ะ แต่ไม่อยากมอง”

“นี่เธอ!!”

“ภัค!! หยุดหาเรื่องน้องสักวันจะได้ไหม” เสียงของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นอย่างเฉียบขาดจนความเงียบในรถยิ่งหนักอึ้งมากกว่าขึ้นเดิม

คำสั่งนั้นแม้จะไม่ดังนัก แต่กลับมีพลังมากพอจะทำให้ปภาวีเม้มปากแน่น หันหน้ากลับไปมองกระจกฝั่งตนโดยไม่พูดอะไร แม้ภายในใจจะยังเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่คุกรุ่นพร้อมจะปะทุออกมาทุกเมื่อ

ด้านชนากานต์ก็ไม่ต่างเท่าไหร่นัก เธอยังคงนั่งนิ่งไม่เอ่ยคำใด เธอได้เพียงแต่จ้องมองมือตัวเองที่ประสานกันแน่นบนตักพร้อมกับความเงียบที่เธอมักใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเองเสมอมา

ไม่นานนัก รถคันหรูเคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนคอนกรีตสายแคบซึ่งทอดยาวผ่านแนวต้นไม้สูง ด้านหน้าคือประตูไม้สีซีดของสุสานประจำตระกูลที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่มากกว่าสาม ห้อมล้อมด้วยต้นสนปลายแหลมและเงาแดดอ่อนของเช้าวันใหม่

เมื่อรถจอดสนิท เสียงเครื่องยนต์ก็ดับลงอย่างเงียบเชียบ สมชายคนขับประจำบ้านไม่รอช้า เขารีบลงจากที่นั่งคนขับแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้คุณหญิงรุจิราและปภาวีก้าวลงจากรถไปก่อนอย่างคล่องแคล่ว

ทิ้งให้ชนากานต์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงเบาะหลังเพียงลำพังเธอกะพริบตาช้า ๆ สายตาแนบแน่นอยู่ที่บานประตูฝั่งตน มือเรียวขยับไปแตะมือจับประตูก่อนที่จะหยุดชะงักกลางคัน เธอไม่แน่ใจว่าควรก้าวออกไปดีไหม หรือควรนั่งอยู่ภายในนี้ต่อไปอีกสักครู่

ระหว่างที่ความลังเลยังคงพันธนาการใจเอาไว้เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเฉียบคม เย็นชา และเต็มไปด้วยแววประชดประชันที่คุ้นเคยดี

“นั่งทำบื้ออะไรอยู่ล่ะ ลงมาสิ!”

น้ำเสียงนั้นบาดลึกยิ่งกว่าคำพูดใด ชนากานต์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่เปลือกตาจะกะพริบถี่พยายามกลืนความรู้สึกทั้งหมดที่มีลงคอโดยไม่ตอบโต้อะไรกลับไป

“พูดดี ๆ กับน้องบ้างสิภัคถือว่าแม่ขอ หนูพรีนลงมาเร็วลูก เดี๋ยวเราเข้าไปข้างในกันดีกว่าค่ะ”

คุณหญิงรุจิราหันมาดุลูกสาวเสียงเข้มพร้อมระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ สีหน้าสะท้อนความเบื่อหน่ายที่ต้องเห็นฉากเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะหันไปพูดกับเด็กสาวร่างบางที่ยังคงนั่งลังเลอยู่ภายในรถด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

ทว่าคำตำหนิของมารดากลับยิ่งจุดเชื้อเพลิงในใจของปภาวีให้ลุกโชนขึ้นหญิงสาวสะบัดเสียงตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะพูดกระแทกออกมา

“ทีกับคนใช้คุณแม่เรียก หนูพรีนอย่างนั้นหนูพรีนอย่างนี้ ประคบประหงมอย่างกับไข่ในหิน แต่พอกับภัคที่เป็นลูกแท้ ๆ คุณแม่แทบจะกินหัวภัคอยู่แล้ว!”สิ้นคำบ่นอย่างขุ่นเคือง ปภาวีก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์

คุณหญิงรุจิราเมื่อได้ยินดังนั้นก็สูดหายใจลึกอีกครั้ง พยายามระงับความหงุดหงิดที่เริ่มเกาะกินใจ ก่อนจะหันไปพูดกับเด็กสาวร่างบางที่ยังคงนั่งลังเลอยู่ในรถ

“ไปกันเถอะหนูพรีน ฉันว่าตรงนี้บรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

ชนากานต์ก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับคำเแล้วค่อย ๆ ขยับตัวลงจากรถตามคำสั่งของคุณหญิงรุจิรา ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้นกรวดแห้งเบื้องหน้า กลิ่นหญ้าเปียกและธูปคละคลุ้งลอยมากระทบจมูกทัน บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ แต่แฝงความวังเวงในแบบของสุสานเก่า

คุณหญิงรุจิราเดินนำอยู่ข้างหน้า ส่วนชนากานต์เดินตามไปเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร เธอไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองรถเพราะเธอรู้ดี...ว่าใครบางคนอาจกำลังมองเธออยู่

จริงดังคาด...

ปภาวียืนพิงขอบรถอยู่ครู่หนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดอกแน่นดวงตาคมจ้องมองแผ่นหลังของสองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกว่าคือความน้อยใจ โกรธ หรือเสียใจริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ก่อนจะหลุดเสียงสบถเบา ๆ ออกมา

“อย่าคิดว่าแม่ฉันจะปกป้องเธอได้ตลอดไป ยัยผู้หญิงใจแตก”

คำพูดนั้นไม่มีใครได้ยินนอกจากตัวของเธอเอง แต่ความเย็นในน้ำเสียงก็เพียงพอจะเผยให้เห็นไฟในใจที่ยังไม่มอดลงไป ปภาวีสูดหายใจลึกปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกจากชุด แล้วก้าวฉับ ๆ ตามหลังสองร่างไป เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นกรวดดังเป็นจังหวะมั่นคง สะท้อนอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นอยู่ในอก

เมื่อเดินมาถึงหลุมฝังร่างของปุณกร ธาดาวรโชติ ผู้เป็นบิดา ร่างสูงโปร่งก็ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหินด้านหน้าก่อนที่ดวงตาจะจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่แสดงออกถึงความอ่อนแอหรืออารมณ์รุนแรงใด ๆ

ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นปัดเศษฝุ่นออกจากขอบหินช้า ๆ ทุกท่วงท่าคงไว้ซึ่งความสง่างามและสุขุม แม้ในช่วงเวลาที่ใจแหลกสลาย ไม่มีคำพูดใด ไร้ซึ่งเสียงสะอื้น มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเจ้าของร่างจะเม้มริมฝีปากที่แน่น แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงเรียบเย็น

“ภัคใกล้จะเจอตัวคนร้ายแล้วนะคะคุณพ่อ ภัคสัญญาค่ะ ว่าภัคจะเอาตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้”

น้ำเสียงทรงพลังและอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวด ความแค้น และความตั้งใจที่ไม่เคยสั่นคลอน ดวงตาคู่นั้นแดงเรื่อคล้ายกลั้นน้ำตาไว้ แต่กลับเปล่งประกายแรงกล้าในคราเดียวกัน

แม้มันจะถูกกลั่นออกมาจากหัวใจที่กำลังร้าวลึก แต่ทว่าทุกถ้อยคำกลับฟังหนักแน่นราวกับคำพิพากษา

“ปล่อยวางได้แล้วนะภัค คุณพ่อเขาไปสบายแล้ว แม่ว่าแค้นเคืองไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอกลูก คนทำผิดเดี๋ยวเขาก็ได้รับผลกรรมที่เขาก่อ เราไม่จำเป็นต้องแบกความทุกข์นี้ไว้เองแบบนี้ก็ได้”

“ไม่ค่ะคุณแม่ ภัคไม่ปล่อยวางอะไรทั้งนั้น แล้วไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ภัคก็จะหาตัวมันให้เจอ ภัคจะทำให้มันเจ็บปวดแบบที่ภัคเจ็บปวด”

ปภาวีหันกลับไปมองคุณหญิงรุจิรามารดาของตน ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวค่อย ๆ แดงเรื่อขึ้นทีละน้อย เมื่อคำพูดของคนเป็แม่พาดึงบาดแผลเก่าให้ย้อนกลับมาอีกครั้ง เธอพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกนั้นไว้ แต่แล้วหยดน้ำใสก็ไหลรินลงข้างแก้มโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนอยู่ภายในเผยออกมาทีละน้อยผ่านแววตาและน้ำเสียงที่สั่นไหว

ท่ามกลางความเงียบ ชนากานต์ที่ยืนเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“พรีนเข้าใจความรู้สึกของคุณหนูนะคะแต่พรีนว่าคุณหนูควรจะทำแบบที่คุณหญิงท่านบอกจะดีกว่าไหมคะ เพราะบางทีคนที่ชนคุณท่าน เขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ค่ะ”

เธอรู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้าคือเรื่องภายในครอบครัว และเธอเองก็ไม่มีสิทธิ์จะก้าวก่าย แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าและแววตาของปภาวีในวินาทีนั้น ดวงตาที่แดงเรื่อคล้ายกลั้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ เสียหายใจที่สั่นพร่าและหยดน้ำตาที่ร่วงลงมาโดยไม่มีคำพูดปลอบใจใดรองรับ

หัวใจของเธอกลับสะท้านวูบขึ้นมาอย่างประหลาดทั้งที่ตอนแรกสัญญากับตัวเองเอาไว้แล้วว่า จะไม่พาตัวเองจะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนี้อีก

... แต่เธอก็ทำไม่ได้

เพราะเพียงแค่เห็นน้ำตากับสีหน้าที่เจ็บปวดของผู้หญิงตรงหน้า มันก็ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเธอเองก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกที่คนอย่างเธอไม่ควรจะรู้สึกมันเลยด้วยซ้ำ

“ขี้ข้าอย่างเธอ อย่าสะเออะมายุ่งกับเรื่องภายในครอบครัวของฉัน!” ปภาวีปาดน้ำตาลวก ๆ ด้วยความหงุดหงิด แววตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ก่อนจะลุกพรวดขึ้นก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางพร้อมจะฟาดฟัน

ทว่าเดินได้เพียงสองก้าว

“หยุดเดี๋ยวนี้นะภัค!” เสียงเข้มของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นขัดขวางไว้ได้ทัน หยุดยั้งไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ด้านปภาวีชะงักเท้า หันขวับกลับไปมองแม่ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะปรายตามาทางชนากานต์อย่างดูแคลนอีกครั้ง พร้อมคำพูดสุดท้ายที่เฉือนลึกในใจของคนฟัง

“เจียมตัวไว้บ้างนะ ยัยขี้ข้า” ริมฝีปากอิ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว ใบหน้าบิดเบี้ยวจากไฟโทสะที่ลุกโชนอยู่ภายในใจ ก่อนสองเท้าจะเดินกระทืบออกไปอย่างแรง ทิ้งไว้เพียงคุณหญิงรุจิราและชนากานต์ที่ยืนนิ่ง มองตามหลังร่างของปภาวีที่เดินจากไปจนลับตา ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ

“พรีนขอโทษนะคะคุณหญิง ที่เสียมารยาทพูดออกไปแบบนั้น”

“ไม่เป็นอะไรหรอกหนูพรีน ฉันเข้าใจ เดี๋ยวหนูออกไปรอฉันที่รถก่อนก็ได้นะ ฉันขอเวลาสักพักเดี๋ยวจะตามไป”

“ค่ะคุณหญิง”

ชนากานต์เดินออกมาที่รถตามคำสั่งของคุณหญิงรุจิรา แต่เมื่อมาถึงกลับต้องหยุดชะงัก เพราะเห็นปภาวียืนรออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะหันหลังแล้วเดินไปหาที่รออื่นอย่างเงียบ ๆ ไม่อยากเผชิญหน้า

“เหอะ! ถึงกับต้องหลบหน้าฉันเลยเหรอ? หรือกลัวว่าฉันจะพูดอะไรที่มันแทงใจดำเธอเข้าให้”

“ฉันไม่ได้หลบหน้าคุณ ขอตัวนะคะ”

“มันจะเป็นยังไงนะ ถ้าคุณแม่ฉันรู้ว่าผู้หญิงดี ๆ ที่ท่านชมนักชมหนา ไม่ไปนอนถ่างขาให้ฉันเอาถึงห้อง”

“...”

“เงียบทำไมล่ะ หรือยอมรับกับการกระทำต่ำ ๆ ของตัวเองไม่ได้ อ้อ!หรือโกรธที่ฉันไม่ได้ให้ค่าตัวเธอเมื่อคืนนี้” เบ้ปาก ปลายตามองหัวจรดเท้า “แต่ก็อย่างว่านะ ผู้หญิงอย่างเธอมัน-”

เพี๊ยะ!!

ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค เสียงฝ่ามือกระทบลงบนแก้มของปภาวีดังฉาดราวฟาดเปรี้ยงลงกลางอากาศ ใบหน้าสวยของเธอสะบัดไปตามแรงตบที่ไม่ทันตั้งตัว

“คุณจะดูถูกฉันมากเกินไปแล้วนะคะคุณภัค ฉันไม่เคยได้ต้องการเงินจากคุณ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัว คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาพูดจาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีฉันแบบนี้”

นี่เป็นครั้งแรกที่ชนากานต์แสดงอาการโกรธเกี้ยวและเรียกชื่อเล่นของปภาวีทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ให้เกียรติโดยเรียกว่าคุณหนูมาโดยตลอด ส่วนทางด้านปภาวีก็รู้ดีว่าว่าผู้หญิงตรงหน้านั้นมีอารมณ์แบบไหน

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็หาได้เกรงกลัวไม่ แม้จะเห็นประกายแข็งกร้าวในดวงตาของอีกฝ่ายกับท่าทีหยิ่งผยองนั้น

“เหอะ! ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ?”

เสียงหัวเราะต่ำพร่า หลุดลอดไรฟันออกมาจากปภาวีก่อนที่มือเรียวยาวพุ่งเข้ากอบกุมต้นแขนของชนากานต์แน่น ราวกับจะย้ำเตือนถึงอำนาจที่เหนือกว่า พร้อมกับกงเล็บคมจิกลงบนผิวเนียนขาวจนเกิดรอยแดงชัดเจน

“อะ ... โอ๊ยคุณหนู ฉันเจ็บ”

“สองครั้งแล้วนะที่เธอตบหน้าฉัน เธอคิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหนถึงได้กล้าจองหองกับฉันแบบนี้ จำใส่หัวของเธอไว้ว่าเธอมันก็เป็นแค่ขี้ข้า อย่ามาอวดดีกับฉัน!!”

“ตอแหล ทีเธอตบหน้าฉันเมื่อกี้ล่ะ ฉันไม่เจ็บหรือไง!”

“ก็คุณพูดจาดูถูกฉันก่อนนี่คะ ปล่อยนะฉันเจ็บ!”พยายามแกะมืออีกฝ่ายออกแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ซ้ำยิ่งพยายามแกะมากเท่าไหร่กรงเล็บนั้นยิ่งจิกลงบนผิวเนื้อเธอรุนแรงขึ้นมากเท่านั้น

“ฉันก็ไม่ได้อยากจะโดนตัวเธอนักหนาหรอกยัยขี้ข้า เธอมันน่าขยะแขยงเสียยิ่งกว่าขยะซะอีกรู้ตัวไว้ด้วย”

“ฮึก ๆ รังเกียจก็ปล่อยสิคะ ฉันเจ็บ!”

เสียงสะอื้นเจ็บปวดหลุดออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากไม่ขาดสาย ในที่สุดความอดทนที่เคยเก็บกลั้นไว้ก็พังทลายลง เมื่อได้ยินถ้อยคำแสนโหดร้ายที่เสียดแทงลึกเข้าไปถึงหัวใจ

คำว่า ขยะ มันไม่ใช่แค่คำดูถูกธรรมดา แต่มันคือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของเธออย่างไม่มีเยื่อใย

ทั้งที่เธอเป็นห่วง ทั้งที่เธอหวังดี แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการย่ำยี ขืนใจและพ่นถ้อยคำหยาบคายราวกับตอกตะปูซ้ำเข้าในบาดแผลที่ยังสดที่ยังไม่หายดี

หัวใจของเธอตอนนี้บอกได้คำเดียวเลยว่าแหลกสลาย...สลายลงไปอย่างไม่เหลือชิ้นดี ไม่ใช่เพียงเพราะความรุนแรงของคำพูดแต่เพราะมันออกมาจากปากของคนที่เธอจนเผลอใจคิดไปไกลกว่าสถานะเจ้านายกับคนใช้

“ทำอะไรน่ะภัค! ปล่อยแค่น้องเดี๋ยวนี้นะ”

“คุณแม่ / คุณหญิง”

เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้สั่นพร่าในลำคอ ชนากานต์รีบเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าทันทีที่เห็นร่างของคุณหญิงรุจิราเดินตรงเข้ามา เธอไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่ที่เคารพรักต้องมาเห็นเธอในสภาพแบบนี้ แล้วที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือเธอไม่อยากให้ท่านรับรู้ถึงรอยร้าวที่กำลังแผ่ลึกระหว่างเธอกับปภาวีลูกสาวของท่าน

“แม่บอกให้ปล่อย!”

น้ำเสียงเฉียบขาดของคุณหญิงเปล่งออกมาอย่างไม่ลังเล ขณะที่สายตาคมกริบตวัดมองลูกสาวตัวเองด้วยความไม่พอใจ ปภาวีเห็นดังนั้นจึงจำใจต้องปล่อยมือออกจากแขนของชนากานต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินขึ้นรถด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์

“ไปพรีน เดี๋ยวหนูนั่งข้างฉันก็ได้นะ ต้องไปนั่งใกล้หมาบ้าให้มันกัดเอา” คำพูดเรียบ ๆ ของคุณหญิงรุจิราเหมือนฉาบด้วยความอ่อนโยน ทว่ากลับซ่อนคมมีดที่แหลมคมจนร่างสูงที่เพิ่งนั่งกระแทกลงบนเบาะรถถึงกับหันขวับมองแม่ของตัวเองด้วยแววตาวาวโรจน์

“คุณแม่ว่าภัคเป็นหมา?”

“ก็แล้วแต่จะคิด”

“คุณแม่!!”

“หยุดโวยวายแล้วนั่งเงียบ ๆ ไปถ้าไม่อยากให้แม่ต้องโมโหไปมากกว่านี้ ชัย เดี๋ยวขับไปห้างทีนะฉันจะพาหนูพรีนไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาให้สบายใจสักหน่อย”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • รักคนละตอน   CHAPTER 12

    อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย

  • รักคนละตอน   CHAPTER 11

    บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 10

    นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา

  • รักคนละตอน   CHAPTER 9

    มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 8

    รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ

  • รักคนละตอน   CHAPTER 7

    หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได

  • รักคนละตอน   CHAPTER 2

    ไม่เพียงแต่ไม่รับไหว้ ปภาวียังคงมองหน้าของชนากานต์ด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะสะบัดหน้าหันมองไปทางอื่น “ภัค! เดี๋ยวเถอะลูก” คุณหญิงรุจิราเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของปภาวีลูกสาวตัวเอง” ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ” “นี่คุณแม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ” “ยังอีกภัค แม่ไม

  • รักคนละตอน   CHAPTER 1

    “วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ ภัคมีนัดอาจจะกลับดึก” “นัดกับใครอีกล่ะคราวนี้” “เพื่อนค่ะ” ตอบเสียงเรียบ “รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้จะสำคัญเป็นพิเศษนะ นัดกันแทบทุกสัปดาห์ แล้วนี่ใจคอไม่คิดจะไม่อยู่บ้านกับแม่บ้างหรือไง” คุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชัด เพราะไม่ว่าจะวันไหน ๆ ลูกคนนี้ก็มักจะม

  • รักคนละตอน   CHAPTER 5

    “กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ” นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม

  • รักคนละตอน   CHAPTER 4

    ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา... ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโป

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status