Masukไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...
ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปรงหน้ารถ แสงวูบหนึ่งกระทบลงบนใบหน้าเธอพอดี เผยแววตาแข็งกร้าวที่แฝงคลื่นความรู้สึกบางอย่างซึ่งยังไม่ทันจางไปจากอก เธอก้าวลงจากรถอย่างเงียบงัน เดินฝ่ากลุ่มนักท่องราตรีที่เบียดเสียดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง เธอเดินมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงโต๊ะ VVIP ด้านในสุด ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในโซนเงียบสงบของร้าน แยกตัวออกจากความพลุกพล่านของผู้คน โดยที่ตินนี้มีชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีเข้มนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาหนังเรียบหรู เขาหันมองทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา “หน้าบอกบุญไม่รับเลยนะครับ คุณปภาวี” เสียงทักของภาสกรฟังดูเหมือนจะเย้าแหย่ แต่ทว่าแววตากลับแฝงความเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ทว่าคนถูกแซวอย่างปภาวีกลับไม่ตอบ เธอเพียงปรายมองเพื่อนชายคนสนิทอย่างเย็นชา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งมือเรียวคว้าแก้ววิสกี้ขึ้นกระดกจนหมดรวดเดียว แล้วรินใหม่จากขวดอย่างไม่ลังเล ปภาวีดื่มอยู่อย่างนั้นแก้วแล้วแก้วเล่า จนภาสกรที่นั่งมองอยู่ออกอาการส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วเอื้อมมือไปคว้าแก้วจากมืออีกคนไว้ทันทีที่เห็นว่าเจ้าตัวกำลังรินจะต่อ “เฮ้ย! ใจเย็นก่อนดิไอ้ภัค ... รวดเดียวแบบนี้เดี๋ยวก็แย่เอาหรอก” “มึงอย่ายุ่ง” “กูจะยุ่ง ที่มึงนัดกูออกมา ก็เพื่อให้มานั่งดูมึงแดกเหล้าเนี่ยนะ? เมาจนสภาพเหมือนหมาแล้วยังจะทำเก่งอยู่อีก” “กูไม่เมา ... เอามา!” เธอยื่นมือจะคว้าแก้วคืน ก่อนจะรีบหน้าหันไปอีกทาง “...อึก! อ้วกก-” พูดไม่ทันขาดคำ ภาสกรขยับตัวเร็วหยิบทิชชูบนโต๊ะมายื่นให้ ก่อนจะลูบหลังเพื่อนเบา ๆ “นั่นไง กูว่าแล้ว แล้วมึงจะกลับยังไง?” “สวยแต่มารยา ... เดี๋ยวฉันจะสั่งสอนเธอเอง อึก!” “แพร่มอะไรของมึง แล้วใครสวย? กูเหรอ?” “ทุเรศ!” “เอ้า! ...ไป ๆ กูไปส่ง ขืนปล่อยมึงกลับเอง มีหวังได้เป็นศพข้างถนนก่อนถึงบ้านแน่ ๆ” หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ ไฟหน้ารถสปอร์ตคันหรูตัดกับความมืดในยามค่ำคืน สาดแสงเจิดจ้าใส่กำแพงหินสีเทาของคฤหาสน์ตระกูลธาดาวรโชติซึ่งตั้งตระหง่านเงียบสงบอยู่ท่ามกลางสวนสนทรงสูง ภาสกรดับเครื่องก่อนหันมามองคนข้าง ๆ “มึงไหวไหมเนี่ย?” ไม่มีคำตอบจากปภาวี มีเพียงร่างบางในชุดเดรสสีเข้มที่เอนพิงเบาะอยู่ด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ใบหน้าแดงจัดเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ริมฝีปากบางขบเม้มแน่น เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวตรงขมับ ภาสกรมองผู้หญิงตรงหน้าและถอนหายใจออกมาพรืดหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูออกจากรถฝั่งคนขับแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูอีกฝั่ง ใช้แขนแข็งแกร่งกร้ามเป็นมัด ๆ ของคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอประคองเพื่อนรักออกมาอย่างเบามือ “หนักชะมัด ผู้หญิงอะไรวะ” “ปากหมา!” ปภาวีครางเบา ๆ แต่กลับเอียงหน้าซบไหล่เขาอย่างหมดแรง “ก็คิดว่าหลับ” เขาว่า ก่อนจะช้อนแขนรับน้ำหนักครึ่งตัวของเพื่อนสาวไว้แนบแน่นก่อนจะเดินตรงเข้ามายังตัวบ้าน ทันทีที่ก้าวพ้นเฉลียงหน้าประตู ชนากานต์ก็โผล่ออกมาจากในบ้านด้วยสีหน้าตกใจ “คุณหนูเป็นอะไรเหรอคะ?” ภาสกรชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ดวงตาไล่มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกประหลาดใจแล่นผ่านวูบหนึ่งเขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อนในคฤหาสน์หลังนี้ อีกทั้งหน้าตาก็จัดว่าสะดุดตาอยู่ไม่น้อย แต่ก่อนจะทันได้ตั้งคำถามในใจให้ลึกกว่านั้น เขาก็รีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ “อะ ... อ่อครับ พอดีภัคมันดื่มเยอะไปหน่อยน่ะครับ ขับรถเองไม่ไหว ผมเลยมาส่ง” “เดี๋ยวฉันพาคุณหนูขึ้นห้องเองค่ะ” ชนากานต์พูดจบก็รีบเข้ามาประคองอีกข้าง ดวงตาแอบชำเลืองมองชายแปลกหน้าข้างตัวเจ้านายอย่างประเมินเงียบ ๆ ท่าทางเขาดูดี สุภาพเรียบร้อย ทว่าเธอกลับไม่ชอบใจเลยสักนิดที่คุณหนูยอมให้ชายคนนี้โอบพยุงแนบเนื้อแนบตัวได้ถึงขนาดนี้ “โอเคครับ ถ้างั้นฝากด้วยนะครับ” ภาสกรว่าก่อนส่งตัวปภาวีต่อให้อย่างเบามือ ดวงตาเหลือบมองใบหน้าเพื่อนสาวอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังรถของตัวเอง ทันทีที่เสียงรถสปอร์ตขับออกไปจากลานหน้าคฤหาสน์ ชนากานต์ก็กระชับแขนที่โอบพยุงร่างคุณหนูแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพาอีกฝ่ายก้าวขึ้นบันไดด้วยความระวัง แม้ปภาวีจะรูปร่างสมส่วน แต่แรงกดทับทั้งหมดที่เอนมาเกือบทั้งตัวก็ทำให้การทรงตัวไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด "ระวังนะคะคุณหนู" เธอเอ่ยเตือนเสียงเบา ขณะประคองร่างในอ้อมแขนแนบชิดเพราะกลัวว่าจะพากันลื่นตกบันไดเสียก่อน แต่ทว่าคนฟังกลับเพียงส่ายหน้า ส่งเสียงงึมงำคล้ายตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างไร้เหตุผล “คายยย ...” คนเมาพึมพำเสียงอ้อแอ้ นัยน์ตาปรือปรอยเหมือนคนละเมอ “พรีนเหรอออ ...” ชนากานต์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงงุนงง เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังจำชื่อเล่นของเธอได้ “ค่ะ พรีนเอง” “เธอน่ะ ... สวยรู้ไหม” คนเมาเปรยออกมา ริมฝีปากแต้มรอยยิ้ม ขณะเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นคล้ายหยอกเย้า ฟังดูไม่จริงจังนัก แต่ในจังหวะที่ร่างนั้นเอนพิงเข้ามาเต็มน้ำหนัก ชนากานต์ก็ต้องรีบขยับแขนเข้าโอบประคองให้มั่น ก่อนที่อีกฝ่ายจะพร่ำต่อด้วยเสียงอ้อมแอ้ม “แต่ทำไมถึงชอบทำให้ฉันหงุดหงิดก็ไม่รู้” แม้คำพูดนั้นจะเบาราวลมหายใจที่เล็ดลอดออกมา แต่กลับสะท้อนเข้ากลางใจของคนฟังอย่างจัง จนใบหน้าของชนากานต์ร้อนวูบขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้ “มีสติหน่อยสิคะคุณหนู” ร่างบางร้องปราม กลบเกลื่อนอาการหน้าแดงด้วยการเบี่ยงหน้าหลบ ทว่าก็ไม่ทัน ... มือเรียวของปภาวีกลับเลื่อนต่ำลงปลายนิ้วไล่แตะผ่านเอวสีข้าง ก่อนจะพาดลงมาตรงสะโพกอย่างแผ่วเบา ชนากานต์ผวาเล็กน้อย ใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ก่อนจะรีบจับมืออีกฝ่ายไว้แน่น “คะ ... คุณหนู อย่า ...!” “นุ่มจัง …” ปภาวีพึมพำอีกครั้ง ดวงตาเหมือนจะปิดแต่ก็ยังฝืนลืมไว้ “เธอใช้น้ำหอมอะไร ทำไมตัวหอมแบบนี้” เสียงนั้นเบาราวกระซิบ ทว่าอุ่นร้อนอย่างลมหายใจแนบผิว ชนากานต์ถึงกับตัวเกร็ง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นฉับพลันเหมือนมีใครมาจุดไฟไว้ตรงแก้ม เธอกะพริบตาถี่ พยายามห้ามตัวเองไม่ให้หันกลับไปสบตาคนในอ้อมแขน แต่ใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นแรงเสียจนเหมือนจะหลุดออกมานอกอก ร้อนจนเผลอกัดริมฝีปากตัวเองแน่น หวังให้ความเจ็บเล็ก ๆ นั้นช่วยกลบเกลื่อนอาการโงนเงนของหัวใจ “คุณหนูคะ! อยู่นิ่ง ๆ ก่อนสินะคะ ขืนดื้อแบบนี้เดี๋ยวก็ได้กลิ้งตกบันไดกันพอดี!” “อ๊ะ โทษที” เสียงคนเมาอู้อี้เหมือนจะยอม แต่พอเดินไปอีกสองขั้น ก็ซบหน้าลงบนไหล่อีกฝ่ายเสียเฉย “เอ่อ ... คุณหนู!”เธอชะงักฝีเท้าทันที ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นอีกระลอก เธอยืนตัวเกร็งกลางบันได หัวใจเต้นรัวจนรู้สึกได้ถึงเสียงของมันสะท้อนในอก สูดลมหายใจเข้าปอดลึกจนสุด แล้วส่ายหน้าแรง ๆ ให้กับตัวเองเบา ๆ ราวกับจะเตือนสติ จากนั้นเธอค่อย ๆ พยุงร่างคนเมาขึ้นบันไดทีละขั้น ด้วยจังหวะที่ระมัดระวังมากขึ้นกว่าก่อนหน้า จนในที่สุดก็พาขึ้นมาถึงชั้นสองโดยไม่สะดุดหรือกลิ้งตกบันไดไปซะก่อน เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง เธอก็รีบพาอีกฝ่ายพ้นจากกรอบประตูเข้ามายังห้องนอนที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจและแสงไฟนวลอบอุ่น แล้วพยุงให้นั่งลงบนเตียง ก่อนจะประคองร่างนั้นเอนตัวลงกับผ้านวมสีอ่อนอย่างทะนุถนอมที่สุด ทว่ายังไม่ทันจะผละออกดี มือเรียวของปภาวีก็คว้ามือของเธอไว้แน่น ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า... “อย่าเพิ่งไป ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว ...” ประโยคดังกล่าวทำให้เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ เสียงนั้นทั้งเว้าวอนและอ่อนอ่อนโยนจนเธอเผลอหวั่นไหวไปครู่หนึ่ง แต่ก็เพียงไม่นานก่อนที่เธอจะคิดอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็แล่นย้อนกลับมา เธอหลับตาแน่นนึกถึงคำเตือนของผู้เป็นป้าที่เคยกล่าวไว้ ถ้าอยากอยู่ที่นี่ต่อก็ห้ามเข้าใกล้ ห้ามพูด ห้ามคุยกับคุณหนูเด็ดขาด เข้าใจไหม! เธอค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วระบายออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะก้มลงแกะปลายนิ้วเรียวที่กุมไว้ออกช้า ๆ ทุกการสัมผัสล้วนเต็มไปด้วยความระมัดระวังและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ ทว่าเมื่อเธอแกะมือที่พันธนาการเสร็จสรรพเรียบร้อยและกำลังจะเดินกลับออกไป มือเรียวของคนเมาก็คว้าข้อมือไว้อีกครั้ง และครั้งนี้คนหน้าคมก็ออกแรงกระชากจนเธอเสียการทรงตัวตกลงไปเกยบนตัวเขา แต่ที่ตกใจมากไปกว่านั้นก็คือริมฝีปากของเธอทั้งสองนั้นประกบเข้าหากันพอดิบพอดี ทั้งร่างร้อนวูบวาบอย่างควบคุมไม่อยู่ ขณะที่ปลายลิ้นค่อย ๆ ดันแทรกเข้ามาในจังหวะที่เธอเผลอเผยอริมฝีปาก ลิ้นร้อนนั้นดูดดึงริมฝีปากบางด้วยความตั้งใจ แต่สำหรับคนด้านบนอย่างชนากานต์มันคือความเผลอไผลไปกับคนที่มีประสบการณ์ “อื้อ ...!” เสียงครางนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากอย่างลืมตัว เพียงแค่เจอคำพูดอ่อนหวานหนึ่งประโยค เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบา เธอก็อ่อนยวบจนไม่อาจต่อต้านอะไรได้เลย แต่ในขณะที่เธอกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสนั้น จู่ ๆ คำถามมากมายพวยพุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกอ่อนวูบถูกแทนที่ด้วยสับสนที่ตีวนในอก เหมือนกระจกบานหนึ่งถูกทุบจนแตกร้าวกลางใจ เสี้ยวหนึ่งสะท้อนภาพหญิงสาวผู้เปราะบางอ้อนวอนให้เธออยู่เคียงข้าง แต่อีกเสี้ยวกลับตะโกนเตือน ว่าเธอคนนี้เคยผลักไส ทำร้าย และเหยียบย่ำความรู้สึกกันจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ทว่าขณะที่เธอกำลังสับสนกับความกระทำของตัวเองอยู่นั้น มือเรียวของคนเมาก็เลื่อนลงมานวดเฟ้นสะโพกสวยสร้างความวาบหวามให้เกิดขึ้นในกายจนคนที่เผลอไปดึงสติกลับมาพร้อมออกแรงทุบตีคนเมาให้ปล่อยตัวเธอเองเป็นอิสระ “ปะ ... ปล่อยพรีนนะคะคุณหนู” “ปล่อยอารายยย ม่ายปล่อยยยย” “มะ ... ไม่นะคะคุณหนู อื้อ!” น้ำเสียงเบาบางร้องห้ามออกมาพร้อมกำปั้นน้อยทุบตีคนใต้ร่างที่ยังคงดื้อดึงไม่ยอมปล่อย ยิ่งขัดขืนแรงกอดรัดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ซ้ำคนด้านล่างยังพลิกกายขึ้นมาทาบทับร่างของเธอเอาไว้ใต้อานัส ใบหน้าคมเปลี่ยนตำแหน่งลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวเนียนด้วยไฟปรารถนาที่กำลังปะทุขึ้น “ยะ ... อย่า ฮึก! ปล่อยพรีน” รอยกุหลาบถูกตีตราจองเอาไว้บนต้นคอขาว เสียงร้องห้ามที่กำลังดังขึ้นอยู่นั้น มันไม่มีผลให้คยเมามายมีสติยับยั้งขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เพราะยิ่งร่างบางของคนเบื้องล่างร้องห้ามมากเท่าไหร่ ปภาวีก็ยิ่งได้ใจสร้างความวาบหวานให้เกิดขึ้นด้วยประสบการณ์ที่ตัวเองมีมากขึ้นเท่านั้น “สวย สวยที่สุด” ขณะที่ปภาวีกำลังเคลิบเคลิ้มกับสรีระงดงามของชนากานต์อยู่นั้น มือเรียวก็พลันปลดเปลื้องพันธนาการที่ร่างบางใช้ปกปิดเรือนร่างหลุดออกไปทีละชิ้น จนกระทั่งเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าที่แนบชิดกันด้วยไฟเสน่หา “อ๊ะ! ... คุณหนู”เสียงหวานเอ่ยเรียกคนที่กำลังครอบครองทับทิมสีหวานด้วยเสียงกระเส่า เธอนึกสมเพชตัวเองที่ยอมให้คนใจร้ายตัวเองลุกล้ำร่างกายที่ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อนแบบนี้ เขาคือคนแรกที่ได้เชยชม และเขาก็คือคนที่กำลังจะพรากสิ่งที่เธอหวงแหนที่สุดในชีวิตไป แต่ในขณะที่ชนากานต์กำลังจมดิ่งอยู่กับห้วงอารมณ์ที่หนักอึ้งอยู่นั้น มือเรียวของคนด้านบนก็ค่อย ๆ เลื่อนไล้จากอกอุ่นขนาดคัพซีผ่านส่วนโค้งเว้ามาถึงเอวคอดกิ่ว ก่อนจะไล่ระดับลงมาจนถึงบั้นท้ายแล้วหยุดนวดคลึงเบา ๆ สร้างความสยิวซ่านไปทั่วร่าง ร่างบางเผลอยกตัวขึ้นรับสัมผัสนั้นอย่างลืมตัว เมื่อแรงปรารถนาที่เคยถูกซุกซ่อนไว้ค่อย ๆ ตื่นขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบที่เปี่ยมไปด้วยไฟปรารถนาที่เกิดขึ้น แล้วในขณะที่มือซุกซนกำลังทำหน้าที่อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง จมูกสวยก็สูดดมกลิ่นหอมบนเรือนร่างไม่ให้น้อยหน้ากัน ปากบางขบเม้มตีตราไปทุกจุดที่เคลื่อนผ่านจนทำให้ตอนนี้เรือนร่างเต็มไปด้วยรอยจ้ำสีแดงแทบไม่มีพื้นที่ว่าง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะมาหยุดตรงกึ่งกลางระหว่างกาย ใบหน้าคมก้มลงกดจูบบริเวณเนินนูนของกุหลาบงามพร้อมสูดดมกลิ่นหอมของกุหลาบแรกแย้มอย่างที่เธอเองไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหญิงสาวมากหน้าหลายตามานอนอยู่ใต้ล่างเธอแล้วก็ตาม คนนี้ช่างแตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง “ฮึก ๆ ปล่อยพรีนเถอะนะคะคุณหนู ... อย่าทำแบบนี้” ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ชนากานต์พยายามขอร้องอ้อนวอนให้คนด้านบนเห็นใจและยอมปล่อยเธอไป ทว่าอีกฝ่ายก็ทำเหมือนกับว่าเสียงของเธอเป็นเพียงอากาศที่ไร้ความหมาย ไม่มีความเห็นใจ มีแค่เพียงไฟราคะที่อีกฝ่ายจุดมันให้รุกโชนก็แค่นั้น ยิ่งร้องห้ามเขายิ่งสร้างความเสียวซ่านให้เธอนั้นรู้สึกทรมานและร้อนรุ่ม ลิ้นร้ายตวัดขึ้นลงหยอกล้อเกสรจนเธอร่างกายเธอกระสับกระส่าย มือข้างหนึ่งกดจิกดึงทึงหมอนอย่างหาที่พึ่ง ส่วนอีกข้างนั้นเผลอจิกผมนุ่มสวยของร่างสูงไว้แน่นด้วยความเสียวซ่าน ปภาวีเงยหน้าขึ้นมองคนใต้อานัดแล้วยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนใช้นิ้วเรียวกรีดกรายไปตามกลีบกุหลาบช้า ๆ จนในที่สุด ...อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย
บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี
นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได
“คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้า เมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง “เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย” “แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลย
“กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ” นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม
“พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้” “ปะ เปล่าค่ะ” “เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่ง
ไม่เพียงแต่ไม่รับไหว้ ปภาวียังคงมองหน้าของชนากานต์ด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะสะบัดหน้าหันมองไปทางอื่น “ภัค! เดี๋ยวเถอะลูก” คุณหญิงรุจิราเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของปภาวีลูกสาวตัวเอง” ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ” “นี่คุณแม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ” “ยังอีกภัค แม่ไม







