Share

CHAPTER 7

last update publish date: 2025-07-17 13:00:13

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง

เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน

ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้

“อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ

ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ

“ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ”

คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู

“บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได้ต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย...”

ชนากานต์นิ่งเงียบหลังได้ฟังประโยคเมื่อครู่ หัวใจของเธอเหมือนถูกกรีดซ้ำด้วยคำถามกึ่งปีระโยคบอกเล่านั้น

ซึ่งมันเป็นคำถามที่เธอเอง...ก็อยากรู้คำตอบเช่นเดียวกัน

แล้วในขณะที่คุณหญิงรุจิราและชนากานต์กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ปภาวีที่เดินตามหลังมาตลอดได้หยุดชะงัก ใบหน้าสวยจัดบึ้งตึง ดวงตาเรียวหรี่มองแผ่นหลังของแม่ตัวเองกับชนากานต์อย่างหงุดหงิด

“หึ...”เสียงในลำคอก่อนเบะปากออกอย่างเยาะเย้ยก่อนจะสะบัดหน้าหนี

แล้วเมื่อเดินมาได้สักพัก ทั้งสามก็ได้เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้าน PETCH JEWELRY ที่ตกแต่งด้วยแสงไฟระยิบระยับเต็มตา แสงจากเพชรพลอยในตู้โชว์ก็สะท้อนเข้าดวงตาราวกับดึงดูดให้เธอเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าร้านทันที

“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า สนใจเข้าชมสินค้าไหมคะ? ตอนนี้ร้านเรามีโปรโมชันวันเกิดด้วยนะคะ ลดสูงสุด 25% สำหรับสินค้าในคอลเลกชัน Sparkling Eternity ค่ะ”

พนักงานสาวพูดอย่างคล่องแคล่ว ยิ้มแย้มด้วยมารยาทมืออาชีพเต็มที่

คุณหญิงรุจิราเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะปรายตามองเครื่องประดับในตู้ด้วยท่าทีที่... มือเรียวไล้นิ้วไปตามขอบตู้กระจกอย่างเชื่องช้าเหมือนเชิงหยอก

“วันเกิดเหรอ... แล้วต้องแสดงอะไรไหมจ๊ะ ถึงจะได้ส่วนลด?”

“แค่แสดงบัตรประชาชนก็พอค่ะคุณลูกค้า ถ้าตรงกับเดือนเกิด รับส่วนลดได้เลยค่ะ”

คุณหญิงพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะปรายตามองแหวนเพชรเม็ดงามหนึ่งวงในตู้โชว์ประกายระยิบระยับของมันเหมือนสะกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในใจ เธอจึงหันไปมองเด็กสาวข้างกาย พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู

“หนูพรีนเกิดวันที่เท่าไหร่ เดือนไหนเหรอลูก?”

ชนากานต์ชะงักเล็กน้อย ดวงตากะพริบเร็ว ๆ เหมือนกำลังงุนงงกับคำถามนั้น ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเบาแผ่วปนประหม่า

“ทะ...ทำไมเหรอคะ?”

คุณหญิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนเอื้อมมือมาแตะแขนเธออย่างอ่อนโยน

“บอกฉันมาเถอะจ้ะ ถ้าเกิดตรงกับเดือนนี้... เดี๋ยวฉันมีของขวัญให้”

“เอ่อ...พรีเกิดวันที่สิบหก เดือนสิงหาคมค่ะ”

“วันที่สิบหก เดือนสิงหา ก็วันนี้สิจ๊ะวันเกิดหนู”

“ชะ...ใช่ค่ะ”

“งั้นดีเลย วันนี้หนูพรีนพกบัตรประชาชนมาไหม ฉันขอหน่อยสิ”คุณหญิงรุจิราเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มอบอุ่นยังแต่งอยู่บนใบหน้า

ในขณะที่ชนากานต์กำลังล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายค่อย ๆ ดึงกระเป๋าสตางค์ออกมาด้วยท่าทีประหม่าปลายนิ้วของเธอสั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้นและความรู้สึกไม่คุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้

ทว่าในขณะที่คุณหญิงเอื้อมมือออกไปเพื่อรับบัตรประชาชนจากเด็กสาว ทว่าเสียงเรียบห้วนของปภาวีก็ดังขึ้นมาอย่างเฉียบพลันสกัดกั้นทุกอย่างให้หยุดชะงักในทันที

“คุณแม่จะทำอะไรคะ นี่อย่าบอกนะว่าจะซื้อเพชรให้ยัยนี่อะ”

น้ำเสียงกระแทกกระทั้นเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของชนากานต์หยุดชะงักในทันที ริมฝีปากบางเม้มแน่น ขณะพยายามหลบสายตาก้มหน้างุดมองมือตัวเองที่ยังถือบัตรสีเหลี่ยม ๆ เอาไว้แน่น

ส่วนทางด้านของคุณหญิงรุจิราได้ยินดังนั้นก็หันขวับ ดวงตาคมจัดเปล่งแสงเยียบเย็นจนคนถูกมองถึงกับรอบกลืนน้ำลาย

“ใช่ จะทำไม? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

ปภาวีอ้าปากเตรียมจะเถียงต่อ แต่ทว่าเมื่อสบเข้ากับผู้เป็นแม่ ริมฝีปากที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ ด้วยความรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างจุกคออยู่

“ปะ ... เปล่าค่ะ ไม่มี”

“ก็ดี สงบปากสงบคำซะบ้าง”

คุณหญิงพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะหันกลับไปทางเด็กสาว แล้วยื่นมือไปรับบัตรประชาชนมาอย่างนุ่มนวลแล้วส่งต่อให้พนักงานสาวที่ยืนอยู่ไม่ห่าง พนักงานค้อมศีรษะรับบัตรด้วยท่าทีสุภาพ ก่อนจะผละออกไปตรวจสอบข้อมูลที่เคาน์เตอร์ด้านข้าง

บรรยากาศ ณ ตรงนั้นคล้ายเงียบงันลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเพลงเบา ๆ จากลำโพงในร้านและแสงไฟระยิบระยับจากตู้โชว์ที่สะท้อนวับวาวบนพื้นกระจก

เพียงไม่กี่อึดใจ พนักงานสาวคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มสดใส ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงโทนสุภาพ

“ยืนยันแล้วค่ะ วันเกิดตรงกับเดือนสิงหาคมจริง ลูกค้าสามารถรับส่วนลด 25% สำหรับคอลเลกชัน Sparkling Eternity ได้เลยนะคะ สามารถเลือกแบบที่ชอบได้ทันทีเลยค่ะ”

คุณหญิงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบสงบปนรอยยิ้นบาง แล้วหันกลับไปมองชนากานต์ที่ยังยืนเกร็งอยู่ข้างตัว ดวงตาคู่เดิมที่อ่อนโอน ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแขนเด็กสาวเบา ๆ

“เลือกเลยนะหนูพรีน แบบไหนก็ได้ที่หนูชอบ ถือซะว่าเป็นของขวัญวันเกิดจากฉันนะ”

คำพูดนั้นทำเอาหัวใจของชนากานต์กระตุกวูบ ริมฝีปากบางเม้มแน่นเหมือนพยายามกลั้นความรู้สึกบางอย่างไม่ให้ทะลักล้น เธอพยักหน้าช้า ๆ ทั้งที่ในอกยังเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ตีรวนจนแทบยืนไม่อยู่

ไม่ใช่ความดีใจเสียทีเดียว... แต่เป็นเพราะความสับสน ตื้นตัน และไม่แน่ใจ

มือของเธอที่เคยสั่นอยู่แล้วยิ่งสั่นเทิ้มขึ้รกว่าเดิม สายตากวาดมองเครื่องประดับตรงหน้าแต่กลับไม่อาจจดจ่อมันได้เลยสักชิ้น ในใจเธอตอนนี้ไม่ได้กำลังเลือกแหวนหรือสิ่งของตรงหน้าแต่อย่างใด

แต่เธอกำลังชั่งใจ ชั่งน้ำหนักความเหมาะสมของตัวเองว่าควรที่จะได้รับของล้ำค่าเหล่า้หรือไม่

เธอเป็นเพียงหลานสาวคนใช้... เป็นเพียงขี้ข้าตามที่ปภาวีได้ว่าเอาไว้ ต่อให้คุณหญิงท่านจะเมตตาและเอ็นดูเธอมากเพียงใด แต่ความจริงก็คือความจริง เธอไม่อาจลืมสถานะที่แท้จริงของตัวเองได้

“เป็นอะไรหรือเปล่าหนูพรีน ทำไมไม่เลือกละจ๊ะ ยังไม่มีวงไหนถูกใจหนูงั้นเหรอ?”

“ปะ...เปล่าค่ะคุณหญิง คือ...พรีนแค่คิดว่าของพวดนี้มันแพงเกินไป พรีนไม่เหมาะสมหรอกค่ะ”

แปะ แปะ~~

เสียงปรบมือดังขึ้นสามครั้ง ตัดความเงียบของห้วงอารมณ์จนคุณหญิงรุจิรา ชนากานต์ รวมถึงพนักงานภายในร้านต่างพากันสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ หลังจากนั้นเพียงเสี้ยวนาทีเสียงเย้ยหยันที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาติด ๆ

“ดี คิดได้แบบนี้ก็ดี เจียมตัวเอาไว้ว่าเธอมันก็เป็นแค่ ขี้ ข้า! ไม่คู่ควรกับของมีค่าพวกนี้เลยสะกนิด”ประโยคสุดท้ายลากเสียงช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ เน้นหนักทุกพยางค์จงใจให้หญิงสาวร่างบางได้ยิน

“ยัยภัค!!”

เสียงของคุณหญิงรุจิราแผดขึ้นทันที แรงและเฉียบขาดจนบรรยากาศรอบตัวชะงักงัน ดวงตาคมกริบตวัดมองลูกสาวด้วยความผิดหวังและขุ่นเคืองอย่างรุนแรง

“ถ้ายังไม่หยุดเสียมารยาทอีกละก็ แกเจอดีแน่!” เสียงทุ้มต่ำ เย็นเฉียบจนน่าขนลุกอย่างไม่น่าเชื่อว่ามาจากคนคนเดียวกับที่เคยพูดจาอ่อนโยนเมื่อครู่

ปภาวีชะงัก ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกจากสายตาเย็นเฉียบของคุณหญิงรุจิราผู้เป็นแม่ เธอเม้มริมฝีปากแน่นแม้ในอกจะยังเดือดพล่านด้วยความโกรธ ทว่าไม่มีแม้แต่คำเดียวที่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมา

สุดท้าย...เธอจึงทำได้เพียงสะบัดหน้าหนีอย่างคนที่ไม่ยอมรับผิด แต่ก็ไม่อาจท้าทายอำนาจนั้นอีกต่อไป

“ถ้าหนูพรีนไม่เลือก เดี๋ยวฉันเลือกให้เอง”น้ำเสียงของคุณหญิงยังคงราบเรียบ แต่แฝงแววเด็ดขาดอยู่ในที แล้วทันทีที่พูดจบก็หันไปพยักหน้าให้พนักงานสาวที่ยืนประจำอยู่ใกล้ ๆ

“เอาวงนี้จ๊ะ...ขอไซส์เล็กสุด”

พนักงานรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนหยิบแหวนเพชรวงเรียบหรูขึ้นจากตู้กระจก ส่งใส่ถาดกำมะหยี่แล้วนำมายื่นตรงหน้าคุณหญิงตรงหน้า

คุณหญิงรับมา แล้วหันไปทางชนากานต์ที่ยังยืนนิ่งงันอยู่ข้างกัน

“ยื่นมือมา หนูพรีน”

ชนากานต์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ ยื่นมือข้างซ้ายออกไปอย่างไม่มั่นใจ นิ้วเรียวบางสั่นอย่างห้ามไม่ได้เมื่อคุณหญิงบรรจงสวมแหวนลงบนนิ้วนางของเธอด้วยท่าทีอ่อนโยนผิดกับความเย็นชาเมื่อครู่ราวกับคนละคน

“ของขวัญวันเกิด ไม่ต้องคิดอะไรมาก ถือซะว่า...ฉันเต็มใจให้”

แววตาของคุณหญิงขณะจ้องมองนิ้วเรียวที่มีแหวนประดับนั้นเต็มไปด้วยความหมายยากจะอธิบาย...อบอุ่น และจริงใจ จนชนากานต์เผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน

ทั้งรู้สึกตื้นตันที่แล่นวาบขึ้นมาในอกนั้น และรู้สึกประหม่ากับทีท่าของผู้หญิงใจร้ายที่ยืนแยกเขี้ยวอยู่ด้านหลัง

“เอาวงนี้เลยจ้ะ ไม่ทราบว่าเท่าไหร่จ๊ะ”คุณหญิงเอ่ยกับพนักงานอย่างอ่อนโยน ขณะจับมือชนากานต์แล้วหมุนให้ดูแหวนบนปลายนิ้ว

พนักงานยิ้มสุภาพ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“แหวนวงนี้เป็นเพชรเบลเยียมน้ำงามค่ะ นำเข้าจากอัมสเตอร์ดัม รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ผลิตจำนวนจำกัด ราคาจะอยู่ที่เจ็ดแสนห้าหมื่นบาทค่ะ”

เสียงของพนักงานแม้จะเบา แต่กลับดังชัดเจนในหัวของชนากานต์จนรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนอยู่ครู่หนึ่ง

เจ็ดแสนห้าหมื่น บ้าไปแล้ว!

“มะ...ไม่ได้นะคะคุณหญิง พรีนว่าพรีนไม่-”

เสียงชนากานต์สั่นพร่าแทบหลุดจากลำคอ ทว่าโดนมืออบอุ่นของคุณหญิงบีบเบา ๆ ที่หลังมือเป็นเชิงห้าม

“ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องคิดมาก ฉันบอกว่าฉันให้เป็นของขวัญวันเกิดยังไงล่ะ”คำพูดนั้นชัดเจนจนแม้แต่ปภาวีก็ต้องสะอึก นัยน์ตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง หลังได้ยินราคาของแหวนเพชรน้ำงามที่มารดาซื้อให้หญิงสาวคนใช้คนโปรด

“เจ็ดแสนเลยนะคะคุณแม่ แพงไปหรือเปล่า”

ทว่า คำพูดของเธอกลับไร้ผล มารดายังคงเพ่งสายตามองแหวนวงนั้นอย่างไม่สนใจ ราวกับปล่อยให้โลกนี้หมุนไปโดยไม่มีเธออยู่ในวงโคจรนั้น

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังจะตมอยู่ในความเงียบ เสียงพนักงานก็ดังขึ้นด้วยความสุภาพ

“เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงจะชำระแบบไหนดีคะ”

“บัตรจ้ะ”

คุณหญิงรุจิราตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ทว่าเมื่อสายตาของปภาวีที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความสงสัย เธอก็ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ เพราะปภาวีรู้ดีว่ามารดาไม่เคยใช้บัตรเครดิตจ่ายสินค้า และไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

แล้วทำไมวันนี้ถึงจะจ่ายผ่านบัตร? และบัตรที่ว่านั้นเป็นของใคร?

“ภัค ส่งบัตรภัคมาให้แม่”เสียงคุณหญิงรุจิราตัดบทลงอย่างเด็ดขาด ไม่มีช่องว่างให้ปภาวีปฏิเสธ

“อะ...อะไรคะคุณแม่ บัตรอะไรคะ?”

“ก็บัตรเรานั่นแหละส่งมา เดี๋ยวนี้!”

“เรื่องอะไร นี่มันบัตรภัค เงินภัค ภัคไม่ให้ค่ะ”

“นับหนึ่ง!”

“ไม่ค่ะ ให้ตายภัคก็ไม่ให้”

“นับสอง!”

“นับ...”

เมื่อรู้ชัดว่าไม่มีทางเลี่ยง ปภาวีถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะเปิดกระเป๋าสะพาย ควานหาบัตรเครดิตใบสำคัญที่ไม่จำกัดวงเงินออกมาอย่างช้า ๆ มือสั่นเล็กน้อยเพราะความไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธอะไรได้

“เอา ๆ เอาไปค่ะ นี่ค่ะ...”

“ก็แค่นั้น”

คุณหญิงรุจิราตอบเรียบ ๆ ยื่นมือรับบัตรจากมือลูกสาวอย่างไม่แสดงความรู้สึกใด แล้วยื่นต่อให้พนักงานที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วรับบัตรด้วยท่าทีนอบน้อม

ด้านพนักงานหลังได้รับบัตรใบดังกล่าวก็รีบกดทำรายการอย่างคล่องแคล่ว เสียงเครื่องรูดบัตรลากผ่านตามด้วยสัญญาณประมวลผลดังขึ้นในความเงียบงัน บรรยากาศภายในร้านดูจะสงบนิ่งชั่วครู่ ราวกับทุกคนรอฟังผลของธุรกรรมราคาเกือบล้านอย่างตั้งใจ

ไม่นานนัก เสียงสลิปพิมพ์ก็ขาดตอน พนักงานยื่นบัตรคืนด้วยรอยยิ้มสุภาพพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เรียบร้อยค่ะคุณผู้หญิง โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ”

คุณหญิงรับใบเสร็จและบัตรกลับมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ แทนคำขอบคุณ

ทั้งสามคนก้าวออกจากร้านจิวเวลรี่หรูท่ามกลางแสงไฟสว่างจ้า และเสียงจ้อกแจ้กจอแจจากผู้คนในห้างที่เดินผ่านไปมา ชนากานต์ที่เดินอยู่ข้างคุณหญิงยังคงรู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจ

ก่อนที่เธอจะหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นอีกฝ่ายหยิบกล่องกำมะหยี่ขนาดเล็กที่ด้านในบรรจุแหวนเพชรเม็ดงามออกมาจากถุงกระดาษเนื้อดีที่ทางร้านมอบให้เมื่อครู่

“อะนี่หนูพรีน รับไปสิลูก”

“พรีนรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะคุณหญิง มันแพงเกินไปค่ะ”

“ใช่แพง แล้วก็แพงมากด้วย”ปภาวีสวนเสียงทันควัน ก่อนจะเหลือบตาไปมองแม่ของตนเอง แล้วเอ่ยต่อยังไม่สบอารมณ์ “ไม่รู้คุณแม่จะซื้อทำไม สิ้นเปลืองเปล่า ๆ”

“ปากน่ะอยู่นิ่ง ๆ บ้างได้ไหมภัค เงินแค่นี้เองขนหน้าแข้งไม่ทันร่วงหรอกมั้ง อีกอย่างนะนี่วันเกิดน้อง ภัคให้ของขวัญน้องหน่อยไม่ได้หรือไง เอานี่บัตรของภัคเอาคืนไป”

“เหอะ! วันเกิด เธอนี่ไม่น่าเกิดมาเลยเนอะ ยัยเด็กบ้า!”

“ยังอีกนะภัค แม่พูดจนเหนื่อยแล้วนะ”

“ก็แล้วจะพูดทำไมล่ะคะ”เสียงยาวในตอนท้ายอย่างตั้งใจให้ดูหยอกล้อ แต่ใครได้ยินก็รู้ว่ามันคือการยียวนอย่างจงใจ

“ภัค!”

“จิ๊! เสียอารมณ์ แล้วนี่จะกลับได้หรือยังคะบ้านน่ะ หมดไปหลายแสนแขนก็ไม่ได้จับ”

“พูดว่าอะไรนะภัค! แม่ได้ยินไม่ชัด”

“เปล่าค่ะ”ปภาวีหันมายักไหล่ใส่แม่ ก่อนจะหันไปมองชนากานต์ “แล้วนี่เธอจะยืนบื้ออีกนานไหม ไม่กลับหรือไง!”

ชนากานต์ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าร้อนผ่าวจนขึ้นสี เธอเม้มริมฝีปากแน่น เมื่อประโยคเมื่อครู่ยังวนเวียนอยู่ในหัว

‘หมดไปหลายแสน แขนก็ไม่ได้จับ’

พูดออกมาได้หน้าตาเฉย ทั้งที่เมื่อคืนสิ่งที่เขาได้จากเธอมันมากกว่าการได้จับแขนเสียอีก และหากจะให้ประเมินค่าในสิ่งที่เธอต้องเสียไปสิ่ง มันไม่มีวันเทียบได้กับเงินก้อนโตที่เขาพร่ำบ่นเลยสักนิด

ชนากานต์หลุบตามองพื้นอย่างพยายามเก็บซ่อนความรู้สึก ก่อนจะยกหัวใจที่หนักอึ้งขึ้นมาพาเดินตามคนทั้งสองไปยังรถที่จอดรออยู่

กระทั่งคุณหญิงหันมาเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“หนูพรีน ไปนั่งข้างพี่ภัคไปลูก”

“เอ่อ พรีนว่าไม่ดีหรอกมั้งคะ...”ชนากานต์ปฏิเสธเบา ๆ ขณะเหลือบตามองปภาวีที่กำลังเปิดประตูรถ

“ใช่ ไม่ดี!”อีกฝ่ายสวนทันควัน“ตอนมาเธอนั่งตรงนั้น ตอนกลับเธอก็นั่งตรงนั้นไปสิ ไม่ต้องมานั่งใกล้ฉัน!”

“ปภาวี”เสียงเข้มของคุณหญิงเรียกชื่อเต็มทันที แผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยแรงกดดัน

...ปภาวีหน้าตึงด้วยความไม่เต็มใจแต่ก็ยอมเบี่ยงตัวให้แต่โดยดี

“ค่ะ ๆ เธอจะมานั่งก็มานั่งสิ จะได้กลับบ้านสักทีอึดอัดจะแย่”

“ไปสิหนูพรีน ไปนั่งข้างพี่เขา”

ชนากานต์ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินอ้อมไปยังฝั่งที่ปภาวีนั่งอยู่ ทว่าไม่ทันจะหย่อนตัวลงดี เสียงกระซิบจากอีกฝ่ายก็ดังลอดไรฟัน

“ฉันจะคิดบัญชีกับเธอทีหลังแน่นอน อย่าหวังว่าเธอจะได้ใช้เงินของฉันฟรี ๆ”

“ยัยภัค!!”เสียงทรงอำนาจดังแผดขึ้นอีกครั้ง จนปภาวีสะดุ้ง ตอบกลับไปอย่างขัดใจ...

“ค่ะเงียบค่ะ”

“ไม่พูดว่าน้องสักพักคงไม่ถึงกับตายหรอกเนาะ”

คุณหญิงไม่ได้ว่าอะไรอีก เพียงถอนหายใจแล้วหันกลับไปนั่งอย่างสงบ หากแต่บรรยากาศในรถยังคงตึงเครียดพอให้ชนากานต์แอบเหลือบมองคนข้าง ๆ ได้อย่างอดไม่ได้

สีหน้าปภาวีในตอนนี้ ดูจะเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากมากกว่าที่เคย จนเธอเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“นี่เธอยิ้มอะไรฮะ!! ฝากไว้ก่อนเถอะ ถ้าแม่ฉันเผลอเมื่อไหร่ล่ะก็...ฉันจัดการกับเธอแน่ยัยเด็กบ้า”

“อะแฮ่ม ๆ”เสียงกระแอมเบา ๆ ดังมาจากด้านหลัง ทำให้ปภาวีเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะทำหน้าเหมือนโดนตบกลางอากาศแล้วเอ่ยต่อ...

“คุณแม่นี่หูดีจริง ๆ เลยนะคะ”เสียงบ่นงึมงำดังขึ้น เธอแล้วเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่างอย่างหงุดหงิด เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามจัดการกับเด็กบ้านั่นแค่ไหน คุณแม่ของเธอก็พร้อมจะขัดจังหวะได้ทุกครั้งไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • รักคนละตอน   CHAPTER 12

    อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย

  • รักคนละตอน   CHAPTER 11

    บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 10

    นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา

  • รักคนละตอน   CHAPTER 9

    มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 8

    รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ

  • รักคนละตอน   CHAPTER 7

    หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได

  • รักคนละตอน   CHAPTER 3

    “พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้” “ปะ เปล่าค่ะ” “เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่ง

  • รักคนละตอน   CHAPTER 2

    ไม่เพียงแต่ไม่รับไหว้ ปภาวียังคงมองหน้าของชนากานต์ด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะสะบัดหน้าหันมองไปทางอื่น “ภัค! เดี๋ยวเถอะลูก” คุณหญิงรุจิราเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของปภาวีลูกสาวตัวเอง” ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ” “นี่คุณแม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ” “ยังอีกภัค แม่ไม

  • รักคนละตอน   CHAPTER 1

    “วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ ภัคมีนัดอาจจะกลับดึก” “นัดกับใครอีกล่ะคราวนี้” “เพื่อนค่ะ” ตอบเสียงเรียบ “รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้จะสำคัญเป็นพิเศษนะ นัดกันแทบทุกสัปดาห์ แล้วนี่ใจคอไม่คิดจะไม่อยู่บ้านกับแม่บ้างหรือไง” คุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชัด เพราะไม่ว่าจะวันไหน ๆ ลูกคนนี้ก็มักจะม

  • รักคนละตอน   CHAPTER 6

    “คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้า เมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง “เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย” “แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status