LOGIN“กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ”
นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม้มันจะน้อยนิดก็ตาม เธอสัมผัสได้ถึงเยื่อบาง ๆ ที่ขาดลงพร้อมกับเสียงสะอื้นของคนใต้ล่าง ปภาวีมองคนใต้ร่างด้วยแววตาสมเพช ไม่มีคำปลอบโยน ไร้ซึ่งความอ่อนโยน และไม่มีความถนุถนอมต่อคนใต้ร่างเลยสักนิด เธอก้มลงประกบริมฝีปากกับปากอิ่มเพื่อปิดเสียงสะอื้นไว้ ขบเม้มแล้วสอดลิ้นเรียวเข้ามากวาดหาความหอมหวานด้วยความหื่นกระหาย ส่วนนิ้วเรียวขยับเข้าออกช่องทางรักเพื่อสร้างความคุ้นชินให้กับร่างกาย แต่เพียงไม่นานก็กระแทกกระทั้นเข้าไปจนเกิดเสียงน่าอายดังขึ้นกลบเสียงสะอื้นก่อนหน้า “อ๊ะ ... อ๊าา” เสียงสะอื้นเพราะความเจ็บก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องคราญครางอย่างสุขสมเข้ามาแทนที่ จังหวะที่เร้าร้อนทำให้คนใต้ล่างไม่อาจรั้งสะโพกสวยให้ติดอยู่กับที่นอนได้อีกเลย “อ๊ะ ... อร๊ายยย” เสียงหวานจบลงพร้อมกับสะโพกสวยที่ทิ้งตัวลงกับที่นอนด้วยความเหนื่อยหอบเมื่อคนด้านบนได้พามาส่งถึงฝั่งฝัน สีขาวขุ่นของน้ำรักผสมสีแดงสดจากพรมจารีย์กลายเป็นสีชมพูอ่อน พากันเอ่อล้นออกมาจากช่องทางรักไม่ขาดสาย ร่างกายเกร็งกระตุกภายในตอดรัดจนเจ้าของนิ้วเรียวทำหน้าเหย่เกเนื่องด้วยความเจ็บปวดจากการถูกบีบรัดที่นิ้วเรียว “เหอะ! หมดแรงเลยเหรอ” ถ้อยคำเย้ยหยันเฉียบเย็นหลุดจากเรียวปากอย่างไม่ไยดี ปภาวีปรายตามองร่างเปล่าเปลือยของหญิงสาวที่นอนหอบหายใจอยู่ใต้ร่าง ด้วยแววตาแข็งกระด้าง ก่อนจะกระชากนิ้วออกจากช่องทางรักอย่างไม่ปรานี ทว่าชนากานต์ไม่ตอบโต้ในทันที เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ จ้องสบดวงตาของคนที่อยู่เหนือร่างด้วยแววตาตัดพ้อ เจ็บปวดและแหลกสลาย นี่น่ะหรือคือคำทักทายของคนที่เพิ่งพรากสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเธอไป “พูดไม่ออก ติดใจใช่ไหมล่ะ เหอะ! ก็คงไม่แปลกครั้งของเธอหนิ ก็สนุกดีนะ ฉันชอบ” เพี๊ยะ!! เสียงฝ่ามือกระทบผิวหน้าดังสะท้อนก้อง ใบหน้าคมสะบัดตามแรง ก่อนจะตวัดสายตามองกลับมาอย่างเดือดดาล “กล้าตบฉันงั้นเหรอ ห๊ะ!!” เสียงตวาดแหลมปะทะกลางอากาศ ก่อนที่มือสองข้างจะกดตรึงแขนชนากานต์แน่นกับฟูกจนเนื้อจมลึกลงในผืนผ้า ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด “ฮึก ๆ พรีนเจ็บ ... คุณหนู ปล่อยยย” “เจ็บสิดี อย่าอวดดีกับฉันอีก!” เสียงเฉียบคมของปภาวีปักลงกลางใจชนากานต์ยิ่งกว่าคำใดในค่ำคืนนี้ ดวงตาคมกริบมองลงมาด้วยสายตาเหยียดหยามเหมือนเธอเป็นสิ่งไร้ค่า แล้วถ้อยคำต่อมาก็ซ้ำเติมจนเธอนั้นแทบหายใจไม่ออก “จำใส่หัวเอาไว้ให้ดี เธอมันก็แค่ผู้หญิงใจง่าย ที่เสนอหน้ามานอนถ่างขาให้ฉันเอาถึงที่ ... น่าสมเพช!!” ริมฝีปากบางพ้นคำเย้ยหยันออกมาโดยไม่สนใจความรู้สึกของคนฟังเลยแม้สักนิด ชนากานต์ตัวสั่นระริก ขณะที่น้ำตาร้อนผ่าวค่อย ๆ คลอเบ้าตา เธอไม่อยากมองหน้าหรือสบตากับคนตรงหน้าอีกต่อไป ความเจ็บจากคำดูแคลน ด้อยค่าเทียบไม่ได้เลยกับความอับอายที่กำลังพุ่งเข้าถาโถมในตอนนี้ เธอกัดริมฝีปากแน่นก่อนพูดทั้งเสียงสะอื้นอย่างสะกดกลั้น “คุณนั่นแหละที่น่าสมเพช! พรีนไม่น่าเป็นห่วงคุณเลยจริง ๆ” คำพูดสุดท้ายของชนากานต์แผ่วเบาราวกับว่าแรงทั้งหมดที่มีถูกใช้ไปกับการต้านทานน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหนออกมา เธอเบือนหน้าหนีผู้หญิงใจร้ายตรงหน้า พยายามหยัดดายลุกขึ้นจากเตียงเพื่อที่จะออกจากสถานที่นี้ให้ไวที่สุด แต่เพียงแค่ขาข้างหนึ่งแตะพื้นความเจ็บร้าวก็แล่นพรวดขึ้นมาจากกึ่งกลางร่างจนเธอต้องทรุดนั่งลงอย่างช่วยไม่ได้ ใบหน้าเหยเกแ้วยความเจ็บก่อนยกมือข้างหนึ่งกุมบริเวณท้องน้อย เสี้ยวนาที เธอพยายามตั้งสติฝืนใจลุกขึ้นอีกครั้ง แม้จะต้องกัดฟันแน่นและเดินกะเผลกด้วยความเจ็บเธอก็ยอม มือเรียวสั่น ๆ คว้าเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายบนพื้นมาสวมใส่ลวก ๆ ทั้งที่ร่างยังไม่พร้อม แล้วรีบเดินไปยังประตูโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองคนที่เธอเคยห่วงใยอีกเลย “ทำอะไรลงไปวะไอ้ภัค ...” คล้อยหลังชนากานต์เพียงครู่ ปภาวีก็เอนกายพิงพนักหัวเตียงอย่างหมดแรง ฝ่ามือยกขึ้นกดขมับรู้สึกถึงอาการมึนตื้อที่หลงเหลือจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ทว่าแรงตบเมื่อครู่ก็ทำสติที่เคยพร่าเลือนก็ค่อย ๆ คืนกลับมา ทำให้สามารถประมวลผลได้ว่าเหตุการณ์ก่อนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง สายตาเลื่อนลงมองผ้าปูเตียงสีขาวที่ยับย่น เสื้อผ้ากระจัดกระจายทั้งบนพื้นและบนที่นอน ก่อนจะหยุดนิ่งที่รอยเลือดจาง ๆ บนผ้าห่มผืนใหญ่ “ครั้งแรกงั้นเหรอ” เธอพึมพำกับตัวเองเสียงเบา ไม่อยากเชื่อสายตาเท่าไรนัก ตอนแรกเธอก็แค่พูดเพื่อต้องการเอาชนะไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ทว่าในอกกลับถูกบีบแน่นขึ้นมาดื้อ ๆ เสียอย่างนั้น ความรู้สึกต่าง ๆ มากมายไหลเวียนเข้ามาในหัวหากแต่มันกลับไม่ใช่ความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปแต่อย่างใด มันเป็นความภูมิใจที่แฝงไว้ด้วยความสะใจ ที่ได้เป็นคนแรก...ได้แตะต้องสิ่งที่อีกฝ่ายหวงแหนที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่แค่ได้ครอบครอง แต่มันเป็นการที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกผิด รู้สึกแปดเปื้อน จนต้องเป็นฝ่ายเดินออกจากบ้านหลังนี้ไป โดยที่เธอไม่ต้องเปลืองคำพูดไล่เหมือนที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่ได้เป็นคนผิด ชนากานต์ต่างหากที่เป็นฝ่ายเข้าหาเธอก่อนทุกอย่าง ทำตัวใสซื่อ แต่สุดท้ายก็ไม่ต่างจากผู้หญิงเต้าไต่หวังใช้บันไดทางลัดถีบผลักตัวเองให้สูงขึ้น “เธอมันน่าสมเพช ... พรีน”รอยยิ้มเย็นเฉียบแตะแต้มที่มุมปาก ก่อนเธอจะเอ่ยเสียงเบาอย่างดูแคลน แล้วลุกเข้าห้องน้ำ ล้างร่างกายกลับมาทิ้งตัวลงบนเตียงหลับตานอนโดยไม่รู้สึกละอายใจอะไรเลย เช้าวันถัดมา ... แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้อง ทอดเงาบางเบาทาบลงบนร่างบางที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เสียงสะอื้นเงียบ ๆ มาตลอดทั้งคืน ชนากานต์ไม่ได้นอนแม้แต่นาทีเดียว ดวงตาแดงช้ำบวมเป่งจากการร้องไห้แทบไม่หยุด เธอเกลียด เกลียดตัวเอง เกลียดที่ปล่อยให้เกิดเรื่องนั้นขึ้น เกลียดที่ใจอ่อนและไม่แข็งแรงพอจะปฏิเสธหรือขัดขืน เกลียดที่คนที่พรากสิ่งมีค่าที่สุดของเธอไป กลับเป็นคนที่เกลียดเธอที่สุด น้ำตาหยดสุดท้ายไหลซึมลงบนปลอกหมอนอย่างไร้เสียง ก่อนที่เธอจะใช้หลังมือเช็ดมันออกอย่างลวก ๆ พยุงตัวลุกขึ้นอย่างอ่อนแรง หัวใจหนักอึ้งแววตาว่างเปล่า เธอกำชับตัวเองในใจว่าตั้งแต่วันนี้ไปจะไม่พูด ไม่มอง ไม่ข้องแวะกับเขาอีกเลย จะทำเหมือนว่าไม่มีเขาอยู่ไม่มีตัวตนและเธอจะฟังป้าน้อยทุกอย่าง แล้วจะทำเหมือนว่าเรื่องราวทุกอย่างนั้นไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อจบความคิดนั้นเธอเดินเข้าห้องน้ำถอดเสื้อผ้าเข้าไปยืนใต้ฝักบัวปล่อยให้น้ำที่เย็นเฉียบไหลรดลงบนร่างกายอย่างเงียบงัน หวังให้น้ำล้างคราบความทรงจำที่เจ็บปวดออกไปให้หมด แล้วเพียงไม่นานเธอก็เดินออกมายืนอยู่หน้ากระจก มองภาพสะท้อนของตัวเองอย่างนึกสมเพช ซอกคอขาวปรากฏรอยจ้ำแดงเป็นดวง ๆ อย่างเด่นชัด เธอเอื้อมมือแตะเบา ๆ ความอับอายตีตื้นขึ้นมาอีกระลอก ลมหายใจขาดห้วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหันหน้าหนีจากกระจก มือเรียวหยิบแปรงขึ้นหวีผมอย่างรวดเร็ว ปล่อยปอยผมลงมาปิดรอยแดงไว้ให้มิด แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เปิดประตูห้องอย่างแผ่วเบา ก้าวเดินลงบันไดตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ มุ่งหน้าไปยังห้องครัวที่ป้าน้อยมักจะอยู่ในช่วงเช้า “มีอะไรให้พรีนช่วยไหมคะป้า” เธอเอ่ยถามทันทีที่มาถึง น้อยเงยหน้าขึ้นจากการล้างผัก เหลือบมองหลานสาวด้วยแววตาแปลกใจปนเอ็นดู “อ้าว ตื่นเช้าจังเลยนะพรีน” “ค่ะป้า วันนี้พรีนว่าจะช่วยป้าทำความสะอาดบ้าน แล้วก็ล้างของในครัวด้วยค่ะ” “อืม ก็นะดีลูกป้าเหมือนจะจับไข้อยู่ด้วยเหมือนกัน ได้พรีนมาช่วยก็เบาแรงได้เยอะ” “ได้ค่ะ เดี๋ยวพรีนจัดการเอง” “เอ่อพรีน ว่าแต่มหาลัยเปิดวันไหนล่ะป้าจะได้ขออนุญาตคุณหญิงท่านพาไปซื้อเครื่องแบบเอาไว้ก่อน”น้อยเอ่ยถามขณะจับผักใส่ลงในตระกร้า ก่อนละสายตามองหลานสาวและรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ “อีกสองอาทิตย์ค่ะ” “อืม ค่อย ๆ ปรับตัวไปเนาะลูก เดี๋ยวพอไปมหาลัยมีเพื่อนใหม่ก็คงจะไม่เหงาแบบนี้” “พรีนไม่เหงาหรอกค่ะป้าน้อย ณัฐก็มาเรียนที่นี่ด้วยค่ะ” “ณัฐลูกชายผู้ใหญ่พงษ์น่ะเหรอ?” หญิงสูงวัยชะงักเล็กน้อยก่อนเงยหน้าหันมามองหลานสาวเมื่อได้ยินชื่อของลูกชายผู้ใหญ่บ้านสมัยยังอยู่ที่เชียงใหม่ ว่าอีกฝ่ายนั้นก็เดินทางมาร่ำเรียนที่กรุงเทพฯด้วยเหมือนกัน “ใช่ค่ะ” “งั้นก็ดีเลยสิจะได้เรียนเป็นเพื่อนกัน”น้อยว่าพลางหยิบจานสองใบจากชั้นวางแล้วยื่นส่งให้หลาน “เดี๋ยวพรีนเอาสองจานนี้ไปจัดบนโต๊ะก่อนก็แล้วกันนะ เดี๋ยวที่เหลือป้าถือไปเอง” “ค่ะป้า” “เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อนพรีน”อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย
บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี
นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได
“คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้า เมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง “เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย” “แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลย
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา... ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโป
“พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้” “ปะ เปล่าค่ะ” “เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่ง
ไม่เพียงแต่ไม่รับไหว้ ปภาวียังคงมองหน้าของชนากานต์ด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะสะบัดหน้าหันมองไปทางอื่น “ภัค! เดี๋ยวเถอะลูก” คุณหญิงรุจิราเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของปภาวีลูกสาวตัวเอง” ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ” “นี่คุณแม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ” “ยังอีกภัค แม่ไม







