เข้าสู่ระบบแสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนผ่านกระจกของตึกสูงรอบด้าน ดูราวกับเป็นสัญญาของการเริ่มต้นใหม่ที่งดงาม ‘พริม’ เพื่อนร่วมงานสาวที่ดูเข้ากับคนง่าย ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เพื่อเริ่มบรีฟงานเบื้องต้นให้เกลฟัง
“ตำแหน่ง MarCom ของเราที่นี่รับผิดชอบกว้างนิดหนึ่งนะเกล” พริมเริ่มอธิบายพร้อมเปิดไฟล์แผนการตลาดในหน้าจอ “นอกจากเกลจะต้องดูเรื่อง Branding และกลยุทธ์การสื่อสารภาพรวมแล้ว งาน PR ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำควบคู่กันไปด้วย แต่พวกงานอีเวนต์ต่าง ๆ เราจะจ้างออร์แกไนซ์ข้างนอก ซึ่งตรงนี้พี่เซนจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมดจ้ะ” เกลพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ เธอเรียนรู้แผนงานด้าน Marketing ของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและการเลือกใช้สื่อ จนพริมถึงกับออกปากชม “เกลหัวไวมากอะ อธิบายแป๊บเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งเลย” “คงเป็นเพราะที่เก่าเกลรับผิดชอบงานประมาณนี้อยู่แล้วด้วยแหละ เลยมีทักษะติดตัวมาบ้าง แต่เกลก็ยังต้องทำความเข้าใจ Branding และกลุ่มเป้าหมายของบริษัทอีกสักพักเลย” “พริมว่าไม่นานเกลก็น่าจะเข้าที่เข้าทางแล้วน้า เพราะเกลดูเป็นคนที่ตั้งใจมากและเรียนรู้ไวมากจริง ๆ”… พริมเอ่ยชมพร้อมให้กำลังใจเกล ก่อนจะปล่อยให้เกลนั่งทำความเข้าใจรายละเอียดงานส่วนที่เหลือต่อไป ช่วงพักเที่ยง ‘เซน’ เดินเข้ามาทักทายทั้งสองด้วยท่าทีเป็นกันเอง เธอชักชวนเกลและพริมออกไปกินมื้อเที่ยงที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บริษัทเพื่อเป็นการเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่ของทีม ทั้งสี่คน (คริส เซน เกล และพริม) เดินเข้ามาในร้านอาหารญี่ปุ่นที่ตกแต่งด้วยโทนอบอุ่นสไตล์โมเดิร์น แต่บรรยากาศกลับดูวุ่นวายและคึกคักผิดกับหน้าตาร้าน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาพักกลางวันที่พนักงานออฟฟิศในย่านนี้ต่างพากันหลั่งไหลออกมาจับจองโต๊ะจนแทบไม่มีที่ว่าง เสียงแก้วกระทบกันและเสียงบทสนทนาจอแจดังระงมไปทั่วทั้งร้าน “ยินดีต้อนรับสู่ทีม Marketing นะจ๊ะ อยากกินสั่งได้เลย มื้อนี้พี่เลี้ยงเอง” คริสกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่นิ่งเรียบแต่แฝงความใจดีตามสไตล์ของเธอ หลังสิ้นประโยคของคริส เซนกล่าวเสริมขึ้นมาว่า “ที่นี่เราเน้นการทำงานที่เป็นทีม มีอะไรไม่เข้าใจหรือติดขัดตรงไหน ถามพี่หรือคริสได้ตลอดเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” บทสนทนาบนโต๊ะอาหารหลังจากนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเรื่องสัพเพเหระ ทั้งกระแสร้อนแรงในโซเชียลและข่าวบันเทิงที่กำลังเป็นประเด็น ฟีลการเมาท์มอยตามภาษาผู้หญิงอย่างออกรส บรรยากาศที่เป็นกันเองและความอบอุ่นที่ได้รับ ทำให้เกลเริ่มเชื่อมั่นว่าเธออาจจะโชคดีจริง ๆ ที่ได้มาเจอกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่น่ารักขนาดนี้ หลังจากคริสจัดการค่าอาหารเรียบร้อย ทั้งเกลและพริมก็กล่าวขอบคุณอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน เซนเรียกเกลและพริมมาคุยงานสำคัญที่ได้รับมอบหมายมาจากที่ประชุมเมื่อช่วงสาย “ต้นเดือนหน้าเราต้องจัดทริปพาสื่อมวลชนและบล็อกเกอร์ไปเยี่ยมชมโปรเจกต์คฤหาสน์หรูที่หัวหิน 2 วัน 1 คืน งานนี้จะมีเซสชันที่ผู้บริหารแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์สื่อที่คลับเฮาส์ของโครงการ ซึ่งพี่จะเป็นคนดีลออร์แกไนซ์จัดการเรื่องสถานที่เอง” “นอกนั้นก็เหมือนเดิม... พริมรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง ยังไงลองไปแบ่งงานกันดูนะว่าใครจะรับผิดชอบส่วนไหน” เซนกล่าวพลางหันไปมองพริม “แล้วพิธีกรกับช่างภาพ เราต้องจ้างออร์แกไนซ์เพิ่ม หรือใช้คนของเราเองคะพี่เซน?” พริมเอ่ยถาม “ใช้คนของเราเองนี่แหละจ้ะ เดี๋ยวพี่คริสจะเป็นคนไปแจ้งกับทีมโปรดักชันเองว่าจะให้ใครไปบ้าง” ทั้งเกลและพริมเริ่มแบ่งหน้าที่กันอย่างเท่าเทียม โดยพริมรับหน้าที่วางกำหนดการในแต่ละวัน เพื่อส่งให้เซนตรวจสอบและให้คริสอนุมัติก่อนนำเสนอผู้บริหาร พร้อมทั้งรับหน้าที่เชิญสื่อมวลชน จัดการจองร้านอาหาร และรถตู้เดินทาง ส่วนเกลรับหน้าที่เขียนสคริปต์งานแถลงข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์ (Press Release) และดำเนินการจองโรงแรมที่พักสำหรับผู้บริหารและสื่อมวลชน ความราบรื่นตลอดทั้งวันสิ้นสุดลงเมื่อถึงเวลาเลิกงาน พริมขอตัวกลับก่อนเพราะต้องรีบไปทำธุระให้ที่บ้าน ส่วนเกลยังคงนั่งทำงานต่ออีกครู่หนึ่ง เธอยังไม่กล้าลุกจากโต๊ะทันทีเพราะติดนิสัยจากวัฒนธรรมองค์กรที่เก่า ที่มักจะมองว่าการกลับตรงเวลาเป็นเรื่องไม่เหมาะสม “พี่เซนมีอะไรให้เกลช่วยไหมคะ?” เกลเอ่ยถามหัวหน้าทีมที่ยังคงนั่งตรวจงานอยู่ “ไม่เป็นไรจ้ะ พอดีพี่ว่าจะเคลียร์งานอีกนิดหน่อย เกลกลับได้เลยนะ... ที่นี่พอถึงเวลาเลิกงานก็กลับได้เลย ไม่ต้องกังวลว่าใครจะมองไม่ดี” เมื่อได้รับคำยืนยัน เกลจึงกล่าวลาก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานเพื่อมุ่งหน้าไปยังลิฟต์โดยสาร ภายในลิฟต์สี่เหลี่ยมแคบ ๆ มีหญิงวัยกลางคนยืนอยู่ก่อนแล้ว เกลจึงส่งยิ้มให้เธอตามมารยาท ลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนลงอย่างเชื่องช้า บรรยากาศภายในถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงันที่ชวนอึดอัดอย่างประหลาด จู่ ๆ หญิงคนนั้นก็หันมามองเธอช้า ๆ ดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในใบหน้าของเกลเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบจนน่าขนลุก “ยิ้มเข้าไปเถอะหนู... คนที่มานั่งตำแหน่งเดียวกับเธอคนก่อนหน้า เขาก็ขยันส่งยิ้มให้พี่แบบนี้แหละ” หญิงปริศนานิ่งไปอึดใจหนึ่งจนเกลรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ ก่อนที่เธอจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้เกลหัวใจแทบหยุดเต้น “ยิ้มกว้าง ๆ ไว้นะ... เพราะคนก่อนหน้าเธอเขายิ้มสวยมาก ยิ้มจนกระทั่งถึงวันที่เขา... ‘ยิ้มไม่ออก’ อีกต่อไป” ประตูลิฟต์เปิดออกทันทีที่สิ้นคำพูดนั้น หญิงคนดังกล่าวเดินนำออกไปทิ้งให้เกลยืนนิ่งงันอยู่ท่ามกลางความสับสนและหวาดระแวงที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว คนก่อนหน้าที่ทำตำแหน่งนี้? ผู้หญิงคนนั้นต้องการบอกอะไรเรา?… ความรู้สึกอุ่นใจที่สั่งสมมาทั้งวันพลันสลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความเย็นยะเยือกที่เกาะกินหัวใจ ราวกับว่าภายใต้ภาพลักษณ์อันสวยงามของบริษัทนี้ มีความลับบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เข็มนาฬิกายังไม่แตะเลขหก ‘เกล’ ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ วันนี้คือวันสำคัญของทีมที่ต้องพาสื่อมวลชนและบล็อกเกอร์เกือบสามสิบชีวิตมุ่งหน้าสู่หัวหิน เพื่อเยี่ยมชมโครงการคฤหาสน์หรูบรรยากาศหน้าบริษัทตอนแปดโมงเช้าเต็มไปด้วยความคึกคัก เซน พริม และเกล อยู่ในชุดกึ่งทางการที่ดูทะมัดทะแมง ทั้งสามคนช่วยกันต้อนรับสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้มพิมใจ พร้อมเสิร์ฟชุดของว่างและเครื่องดื่มให้ทุกคนรองท้องก่อนออกเดินทาง“วันนี้พวกเราแยกกันดูแลรถตู้คนละคันนะจ๊ะ เกลอยู่คันที่หนึ่ง พริมคันที่สอง ส่วนพี่อยู่คันที่สาม มีอะไรด่วนไลน์หากันได้ตลอดนะ” เซนจัดแจงแบ่งหน้าที่อย่างคล่องแคล่วในขณะที่ ‘คริส’ ขับรถส่วนตัวไปเอง ส่วนผู้บริหารนั้นเดินทางไปพร้อมกับเลขาฯ ส่วนตัว“นิค ฝากดูแลน้องเกลคันที่หนึ่งด้วยนะ” เซนหันไปกำชับ ‘นิค’ ช่างภาพฝีมือดีจากทีมโปรดักชันที่วันนี้สะพายกล้องคู่ใจพร้อมลุยทว่า... เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ล้อหมุน เสียงโทรศัพท์ของนิคก็ดังขึ้นด้วยข่าวร้ายที่ทำให้ทุกคนหน้าถอดสี ‘ฝน’ พนักงานจากฝั่งโปรดักชันที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มระหว่างเด
“แก... คือทุกอย่างมันดีมากจริง ๆ นะ หัวหน้าดี เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก ไม่ทำให้อึดอัดใจเลย ฉันได้เข้าไปแนะนำตัวกับทีมอื่นมาบ้างแล้ว ทุกคนต้อนรับดีมากกก”เกลกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์หลังจากกลับมาถึงบ้าน แม้จะผ่านการเริ่มงานวันแรกมาแต่เธอกลับไม่รู้สึกกังวล ติดอยู่ก็แค่เรื่องเดียวที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว“แต่ตอนกลับบ้านน่ะสิ ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งในลิฟต์ อายุน่าจะสี่สิบกว่า ๆ มั้ง อยู่ดี ๆ เขาก็พูดจาแปลก ๆ ทิ้งประโยคปริศนาใส่ฉันว่าคนเก่าเขาก็ยิ้มแบบนี้แหละ ฟังแล้วมันรู้สึกขนลุกยังไงชอบกล ฉันเลยแอบกังวลนิดหน่อย”“โถ่เกล...” ‘แบม’ เพื่อนสนิทหัวเราะเบา ๆ ผ่านสาย “ฉันว่าไม่มีอะไรหรอกแก First Impression แกกับทีมออกจะเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น ส่วนยัยป้าในลิฟต์นั่นน่ะ อาจจะเป็นพวกพนักงานเก่าแก่นิสัยเสียที่ชอบข่มเด็กใหม่ให้กลัวเล่น ๆ ก็ได้ ฟีลแบบรับน้องน่ะแกอย่าไปถือสาเลย ถ้าไม่ได้ร่วมงานกันโดยตรง หรือไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ ก็ปล่อยผ่านไปเถอะ”คำพูดของเพื่อนสนิททำให้เกลเริ่มใจชื้นขึ้น “อืม... ก็จริงของแกนะ ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกันก็คงไม่มีอะไรหรอก”วันต่อ ๆ มา บรรยากาศในออฟฟิศยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่เกลคาดหวังไ
แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนผ่านกระจกของตึกสูงรอบด้าน ดูราวกับเป็นสัญญาของการเริ่มต้นใหม่ที่งดงาม ‘พริม’ เพื่อนร่วมงานสาวที่ดูเข้ากับคนง่าย ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เพื่อเริ่มบรีฟงานเบื้องต้นให้เกลฟัง“ตำแหน่ง MarCom ของเราที่นี่รับผิดชอบกว้างนิดหนึ่งนะเกล” พริมเริ่มอธิบายพร้อมเปิดไฟล์แผนการตลาดในหน้าจอ “นอกจากเกลจะต้องดูเรื่อง Branding และกลยุทธ์การสื่อสารภาพรวมแล้ว งาน PR ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำควบคู่กันไปด้วย แต่พวกงานอีเวนต์ต่าง ๆ เราจะจ้างออร์แกไนซ์ข้างนอก ซึ่งตรงนี้พี่เซนจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมดจ้ะ”เกลพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ เธอเรียนรู้แผนงานด้าน Marketing ของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและการเลือกใช้สื่อ จนพริมถึงกับออกปากชม“เกลหัวไวมากอะ อธิบายแป๊บเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งเลย”“คงเป็นเพราะที่เก่าเกลรับผิดชอบงานประมาณนี้อยู่แล้วด้วยแหละ เลยมีทักษะติดตัวมาบ้าง แต่เกลก็ยังต้องทำความเข้าใจ Branding และกลุ่มเป้าหมายของบริษัทอีกสักพักเลย”“พริมว่าไม่นานเกลก็น่าจะเข้าที่เข้าทางแล้วน้า เพราะเกลดูเป็นคนที่ตั้งใจมากและเรียนรู้ไวมากจริง ๆ”… พริมเอ่ยชมพร้อมให้กำลังใจเกล ก่อนจ
... เกลลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในห้องนอนที่มืดสลัว ร่องรอยน้ำตาบนหมอนย้ำเตือนว่าอดีตยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่เลิกรา แต่คราวนี้ต่างออกไปเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยในมือของเธอก็มีความหวังครั้งใหม่ที่ชื่อว่า ‘งานใหม่’ ส่องแสงรำไรอยู่เธอหวังเหลือเกินว่า... การเริ่มต้นที่บริษัทนี้ จะช่วยเยียวยาแผลใจและปลดพันธนาการหนี้สินเหล่านี้ให้เบาบางลงได้เสียที“สวัสดีค่ะคุณพิชชา” เกลเอ่ยทักทาย HR สาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งให้สดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจยังคงประหม่า“สวัสดีค่ะคุณเกล... นี่เป็นสัญญาจ้างงานนะคะ ชารบกวนคุณเกลตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วน แล้วเซ็นชื่อตรงที่มาร์กไว้ให้ชาหน่อยค่ะ” พิชชาว่าพลางขยับเอกสารสัญญาจ้างพร้อมชี้ตำแหน่งลงนามให้เธออย่างคล่องแคล่วหลังจากจัดการเรื่องเอกสารและเรียนรู้ระบบสแกนเข้า-ออกงานเสร็จสิ้น พิชชาก็พาเกลมุ่งหน้าไปยังชั้น 11 ระหว่างที่เดินผ่านโถงทางเดินกว้างขวาง พิชชาชวนคุยเรื่องทั่วไปอย่างเป็นกันเอง ราวกับจะช่วยละลายความตื่นเต้นที่แผ่ออกมาจนสัมผัสได้ของพนักงานใหม่เมื่อถึงหน้าประตูแผนก พิชชาทำการสแกนลายนิ้วมือเพื่อเปิดทางให้ประตูอัตโนมัติเลื่อนออก เกลสูดลมหายใ
“ผมเป็นกู้ภัยนะครับ เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำที่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ รบกวนคุณเกวลินทำใจดี ๆ แล้วเดินทางมาที่โรงพยาบาลด่วนนะครับ”คำว่า ‘ทำใจดี ๆ’ เป็นคำที่เกลไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิต แต่มันกลับดังชัดถนัดหูยิ่งกว่าเสียงพายุฝนด้านนอกเสียอีก เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พาตัวเองไปถึงโรงพยาบาล เพียงเพื่อจะพบกับร่างไร้วิญญาณของพ่อและแม่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว ความเย็นเยียบจากร่างของท่านในวินาทีที่เกลสัมผัส เปรียบเสมือนแสงสว่างดวงสุดท้ายในชีวิตของเธอที่ดับวูบลงอย่างไม่มีวันกลับ… กลิ่นธูปคละคลุ้งอยู่ในศาลาวัด บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเหงาจนน่าใจหาย เกลนั่งนิ่งอยู่หน้าหีบศพสีขาวของบุพการีทั้งสองที่ตั้งอยู่เคียงคู่กัน แววตาของเธอว่างเปล่าและหม่นแสงลง“เกล... กินอะไรหน่อยไหมแก” แบม เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ข่าว ยื่นน้ำให้ด้วยความเป็นห่วงเกลส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับเหลือบสายตามองไปยังกลุ่มญาติฝั่งพ่อและแม่ที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ไกล ๆ แม้จะมีญาติมาช่วยงานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการมาตามหน้าที่เพื่อร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีใครเลยที่กล้าเด
เวลาล่วงเลยมาห้าวันหลังจากการสัมภาษณ์งานในครั้งนั้น เกลเฝ้าเช็กโทรศัพท์และรอคอยข่าวดีอย่างใจจดใจจ่อ ทุกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น หัวใจของเธอจะพองโตและยุบฮวบลงสลับกันไป จนกระทั่งเช้าวันต่อมา เสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยก็แจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง กริ๊งงงง… “สวัสดีค่ะ” เธอรีบกดรับสาย พยายามปรับเสียงให้ดูนิ่งที่สุด “สวัสดีครับ ใช่คุณเกวลิน ธนานุกุลไหมครับ” ปลายสายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นทางการเพื่อเป็นการยืนยันตัวตน“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าจากไหนคะ” เธอถามกลับ มือที่จับโทรศัพท์เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ภาวนาในใจขอให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่เธอไปสัมภาษณ์มา “โทรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินะครับ ผมพันตำรวจโ-”ตื้ด… ตื้ด… ตื้ด… “บ้าจริง! เมื่อไหร่พวกมิจฉาชีพจะหมดไปสักทีเนี่ย คนยิ่งเครียด ๆ อยู่” เกลตัดสายทิ้งทันทีด้วยอารมณ์หงุดหงิดพลุ่งพล่าน“นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ ไม่มีที่ไหนติดต่อมาจริง ๆ เหรอเนี่ย สมัครไปกี่ที่ สัมภาษณ์ไปกี่บริษัท เขาก็ไม่เลือกเราเลยเหรอ… เงินเก็บที่มีอยู่ก็เริ่มเหลือน้อยลงทุกวันแล้วนะเกล” หญิงสาวพึมพำตัดพ้อชีวิตวัยทำงานที่ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ความกดดันเริ่มกัดกินความมั่นใจจนเธอรู้สึกหม







