เข้าสู่ระบบ“ผมเป็นกู้ภัยนะครับ เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำที่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ รบกวนคุณเกวลินทำใจดี ๆ แล้วเดินทางมาที่โรงพยาบาลด่วนนะครับ”
คำว่า ‘ทำใจดี ๆ’ เป็นคำที่เกลไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิต แต่มันกลับดังชัดถนัดหูยิ่งกว่าเสียงพายุฝนด้านนอกเสียอีก เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พาตัวเองไปถึงโรงพยาบาล เพียงเพื่อจะพบกับร่างไร้วิญญาณของพ่อและแม่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว ความเย็นเยียบจากร่างของท่านในวินาทีที่เกลสัมผัส เปรียบเสมือนแสงสว่างดวงสุดท้ายในชีวิตของเธอที่ดับวูบลงอย่างไม่มีวันกลับ … กลิ่นธูปคละคลุ้งอยู่ในศาลาวัด บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเหงาจนน่าใจหาย เกลนั่งนิ่งอยู่หน้าหีบศพสีขาวของบุพการีทั้งสองที่ตั้งอยู่เคียงคู่กัน แววตาของเธอว่างเปล่าและหม่นแสงลง “เกล... กินอะไรหน่อยไหมแก” แบม เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ข่าว ยื่นน้ำให้ด้วยความเป็นห่วง เกลส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับเหลือบสายตามองไปยังกลุ่มญาติฝั่งพ่อและแม่ที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ไกล ๆ แม้จะมีญาติมาช่วยงานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการมาตามหน้าที่เพื่อร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีใครเลยที่กล้าเดินเข้ามาถามเธอว่า ‘มีอะไรให้ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายไหม’ ทุกคนทำเพียงแค่แสดงความเสียใจสั้น ๆ แล้วรีบปลีกตัวออกไปราวกับกลัวว่าเธอจะเอ่ยปากหยิบยืมเงิน ความจริงที่แสนเจ็บปวดคือ พ่อกับแม่ไม่ได้ทำประกันชีวิตหรือประกันอุบัติเหตุใด ๆ ไว้เลย ทุกภาระค่าใช้จ่ายในงานศพตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายจึงตกเป็นหน้าที่ของเกลเพียงผู้เดียว เธอต้องนำเงินเก็บจากการทำงานที่มีไม่มาก เนื่องจากเธอเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่เดือน และเงินช่วยเหลือจากบริษัทที่ทำงานอยู่มาใช้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่พอ เกลจำเป็นต้องนำสร้อยคอทองคำและแหวนแต่งงานของแม่ไปขาย เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดมาจ่ายค่าศาลาและค่าจัดการพิธี “เกล เงินในบัญชีของพ่อกับแม่ล่ะแก... พอจะถอนออกมาช่วยค่าใช้จ่ายได้ไหม” แบมกระซิบถาม เกลถอนหายใจยาว “ไม่ได้เลยแก... ธนาคารบอกว่าตามกฎหมายแล้ว เงินในบัญชีจะถูกอายัดไว้จนกว่าจะมีการ ‘แต่งตั้งผู้จัดการมรดก’ โดยคำสั่งศาล ซึ่งมันต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนถึงจะเรียบร้อย ระหว่างนี้ฉันต้องจัดการทุกอย่างเองไปก่อน” ในขณะที่เงินในบัญชีถูกแช่แข็ง แต่ค่าใช้จ่ายรายวันกลับเดินหน้าไม่หยุดหย่อน เกลต้องกัดฟันสู้กับความโดดเดี่ยวในศาลาวัดที่เริ่มมืดมิดลงเรื่อย ๆ ความเหนื่อยล้าทางกายยังไม่เท่าความอ่อนแอทางใจที่เริ่มกัดกินเธอทีละน้อย เธอนั่งมองเปลวไฟจากเทียนหน้าศพที่วูบไหวตามแรงลม พลางคิดในใจว่า... ชีวิตหลังจากนี้ที่ไม่มีเสาหลักให้ยึดเหนี่ยว และต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายเพียงลำพัง เธอจะประคองตัวเองไปได้นานแค่ไหนกัน … หลังงานศพที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าความตายก็เริ่มปรากฏขึ้น เมื่อเกลได้รู้ว่าพ่อกับแม่ได้ทิ้ง ‘มรดก’ ก้อนใหญ่ไว้ให้ แต่มันไม่ใช่ทรัพย์สิน... ทว่ามันคือหนี้สินรวมกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการกู้ยืมมาลงทุนทำธุรกิจที่ประสบปัญหาช่วงโควิด และหนี้บัตรเครดิตที่พอกพูนเพื่อประคับประคองฐานะทางการเงินของครอบครัว “ป้าช่วยหนูหน่อยได้ไหมคะ หนูไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้วจริง ๆ” เกลเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากญาติผู้ใหญ่ฝั่งพ่อที่เธอสนิทเพียงคนเดียวด้วยเสียงสั่นเครือ “ป้าก็แย่เหมือนกันลูก ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี อีกอย่างหนี้ตั้ง 5 ล้าน ป้าจะไปเอาที่ไหนมาช่วย... เกลก็โตแล้วนะ ทำงานแล้วก็ค่อย ๆ ใช้ไปแล้วกัน” คำพูดตัดรอนอย่างเย็นชาจากคนที่เคยบอกว่ารักกันนักหนาในวันที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้เกลตระหนักได้ว่า ในโลกที่ไม่มีพ่อกับแม่แล้ว เธอไม่เหลือใครเลยจริง ๆ ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างพากันเงียบหายราวกับเธอกลายเป็นคนแปลกหน้า เพียงเพราะกลัวว่าจะถูกขอหยิบยืมเงิน มรดกหนี้ 5 ล้านบาท กับเงินเดือนเริ่มต้นของ First Jobber ที่ถูกหักเกือบครึ่งเพื่อจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น เป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าไหล่เล็ก ๆ ของคนอายุ 21 ปีจะรับไหว พร้อมกับความเครียดสะสมและการต้องต่อสู้ลำพังท่ามกลางสายตาดูแคลนของสังคม … ชีวิตการทำงานที่เกลเคยคิดว่าเป็น ‘ทางออก’ กลับกลายเป็น ‘กรงขัง’ บานใหม่ที่ทรมานยิ่งกว่าเดิม เธอต้องเจอกับหัวหน้างานที่มองเห็นพนักงานเป็นเพียงฟันเฟือง โดยมักจะโยนงานกองโตมาให้เธอในเวลาใกล้เลิกงาน พร้อมคำพูดประโยคเดิม ๆ ว่า “พี่ขอเช้านี้นะเกล พี่รู้ว่าเกลขยันและช่วยพี่ได้” เพราะความขี้เกรงใจและพื้นฐานครอบครัวที่สอนให้เธออดทน เกลจึงไม่เคยปฏิเสธ เธอพยักหน้ารับงานทุกอย่างมาไว้ที่ตัว จนกลายเป็นพนักงานคนสุดท้ายที่เดินออกจากออฟฟิศเกือบทุกคืน ท่ามกลางสายตาจากเพื่อนร่วมงานบางคนที่มองว่าเธอ ‘เสนอหน้า’ หรือ ‘ทำตัวเด่น’ เพื่อเอาใจเจ้านาย “แหม... เกลเนี่ยเก่งจังเลยนะ งานส่วนตัวก็เยอะ งานส่วนรวมก็รับหมด ระวังจะล้มไปก่อนได้โบนัสนะจ๊ะ” เสียงจิกกัดแฝงความริษยาบนโต๊ะอาหาร บีบให้เกลต้องปลีกตัวออกจากสังคมเพื่อนร่วมงาน เธอเริ่มกินข้าวเที่ยงคนเดียวที่โต๊ะทำงาน และพยายามทำตัวให้เล็กลงที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตา แต่ความกดดันที่ทำงานยังเทียบไม่ได้กับ ‘จดหมายทวงหนี้’ ที่ส่งมาถึงบ้านทุกเดือน ดอกเบี้ยมหาศาลจากหนี้ที่เธอไม่ได้ก่อค่อย ๆ กัดกินเงินเดือนหลักหมื่นที่เธอหามาด้วยหยาดเหงื่อ ในบางวันเกลต้องประทังชีวิตด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพียงมื้อเดียวเพื่อให้เหลือเงินพอจ่ายหนี้ … คืนหนึ่ง ขณะที่เธอนั่งทำงานอยู่ท่ามกลางความเงียบ จู่ ๆ เกลก็รู้สึกว่าอากาศในห้องมันน้อยลงจนหายใจไม่ออก น้ำตาที่กลั้นมาตลอดทั้งวันไหลอาบแก้มโดยไม่มีเสียงสะอื้น เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำอยู่ในมหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่ง ยิ่งพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาเท่าไหร่ คลื่นของปัญหาและความโดดเดี่ยวก็ยิ่งกดเธอให้จมลึกลงไปเรื่อย ๆ จากความเศร้า เริ่มกลายเป็นความเฉยชาที่น่ากลัว เกลเริ่มนอนไม่หลับ หรือบางวันก็อยากนอนตลอดเวลาโดยไม่อยากลุกขึ้นมาเจอโลกความจริง ห้องสี่เหลี่ยมในบ้านหลังกะทัดรัดกลายเป็นเซฟโซนไปโดยปริยาย สภาวะ ‘ใจพัง’ สะสมอยู่แบบนั้นนานนับปี เธอจึงตัดสินใจพาตัวเองไปพบจิตแพทย์... เพื่อแลกกับชื่อโรคที่เธอต้องยอมรับมันไว้เป็นเพื่อนสนิทคนใหม่นับตั้งแต่วันนั้น ‘โรคซึมเศร้า’ มันไม่ใช่แค่ความเสียใจ แต่มันคือการที่โลกทั้งใบกลายเป็นสีเทา และเธอก็หลงทางอยู่ในนั้นเพียงลำพังมาตลอด 4 ปีเต็มเช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เข็มนาฬิกายังไม่แตะเลขหก ‘เกล’ ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ วันนี้คือวันสำคัญของทีมที่ต้องพาสื่อมวลชนและบล็อกเกอร์เกือบสามสิบชีวิตมุ่งหน้าสู่หัวหิน เพื่อเยี่ยมชมโครงการคฤหาสน์หรูบรรยากาศหน้าบริษัทตอนแปดโมงเช้าเต็มไปด้วยความคึกคัก เซน พริม และเกล อยู่ในชุดกึ่งทางการที่ดูทะมัดทะแมง ทั้งสามคนช่วยกันต้อนรับสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้มพิมใจ พร้อมเสิร์ฟชุดของว่างและเครื่องดื่มให้ทุกคนรองท้องก่อนออกเดินทาง“วันนี้พวกเราแยกกันดูแลรถตู้คนละคันนะจ๊ะ เกลอยู่คันที่หนึ่ง พริมคันที่สอง ส่วนพี่อยู่คันที่สาม มีอะไรด่วนไลน์หากันได้ตลอดนะ” เซนจัดแจงแบ่งหน้าที่อย่างคล่องแคล่วในขณะที่ ‘คริส’ ขับรถส่วนตัวไปเอง ส่วนผู้บริหารนั้นเดินทางไปพร้อมกับเลขาฯ ส่วนตัว“นิค ฝากดูแลน้องเกลคันที่หนึ่งด้วยนะ” เซนหันไปกำชับ ‘นิค’ ช่างภาพฝีมือดีจากทีมโปรดักชันที่วันนี้สะพายกล้องคู่ใจพร้อมลุยทว่า... เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ล้อหมุน เสียงโทรศัพท์ของนิคก็ดังขึ้นด้วยข่าวร้ายที่ทำให้ทุกคนหน้าถอดสี ‘ฝน’ พนักงานจากฝั่งโปรดักชันที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มระหว่างเด
“แก... คือทุกอย่างมันดีมากจริง ๆ นะ หัวหน้าดี เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก ไม่ทำให้อึดอัดใจเลย ฉันได้เข้าไปแนะนำตัวกับทีมอื่นมาบ้างแล้ว ทุกคนต้อนรับดีมากกก”เกลกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์หลังจากกลับมาถึงบ้าน แม้จะผ่านการเริ่มงานวันแรกมาแต่เธอกลับไม่รู้สึกกังวล ติดอยู่ก็แค่เรื่องเดียวที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว“แต่ตอนกลับบ้านน่ะสิ ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งในลิฟต์ อายุน่าจะสี่สิบกว่า ๆ มั้ง อยู่ดี ๆ เขาก็พูดจาแปลก ๆ ทิ้งประโยคปริศนาใส่ฉันว่าคนเก่าเขาก็ยิ้มแบบนี้แหละ ฟังแล้วมันรู้สึกขนลุกยังไงชอบกล ฉันเลยแอบกังวลนิดหน่อย”“โถ่เกล...” ‘แบม’ เพื่อนสนิทหัวเราะเบา ๆ ผ่านสาย “ฉันว่าไม่มีอะไรหรอกแก First Impression แกกับทีมออกจะเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น ส่วนยัยป้าในลิฟต์นั่นน่ะ อาจจะเป็นพวกพนักงานเก่าแก่นิสัยเสียที่ชอบข่มเด็กใหม่ให้กลัวเล่น ๆ ก็ได้ ฟีลแบบรับน้องน่ะแกอย่าไปถือสาเลย ถ้าไม่ได้ร่วมงานกันโดยตรง หรือไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ ก็ปล่อยผ่านไปเถอะ”คำพูดของเพื่อนสนิททำให้เกลเริ่มใจชื้นขึ้น “อืม... ก็จริงของแกนะ ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกันก็คงไม่มีอะไรหรอก”วันต่อ ๆ มา บรรยากาศในออฟฟิศยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่เกลคาดหวังไ
แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนผ่านกระจกของตึกสูงรอบด้าน ดูราวกับเป็นสัญญาของการเริ่มต้นใหม่ที่งดงาม ‘พริม’ เพื่อนร่วมงานสาวที่ดูเข้ากับคนง่าย ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เพื่อเริ่มบรีฟงานเบื้องต้นให้เกลฟัง“ตำแหน่ง MarCom ของเราที่นี่รับผิดชอบกว้างนิดหนึ่งนะเกล” พริมเริ่มอธิบายพร้อมเปิดไฟล์แผนการตลาดในหน้าจอ “นอกจากเกลจะต้องดูเรื่อง Branding และกลยุทธ์การสื่อสารภาพรวมแล้ว งาน PR ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำควบคู่กันไปด้วย แต่พวกงานอีเวนต์ต่าง ๆ เราจะจ้างออร์แกไนซ์ข้างนอก ซึ่งตรงนี้พี่เซนจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมดจ้ะ”เกลพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ เธอเรียนรู้แผนงานด้าน Marketing ของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและการเลือกใช้สื่อ จนพริมถึงกับออกปากชม“เกลหัวไวมากอะ อธิบายแป๊บเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งเลย”“คงเป็นเพราะที่เก่าเกลรับผิดชอบงานประมาณนี้อยู่แล้วด้วยแหละ เลยมีทักษะติดตัวมาบ้าง แต่เกลก็ยังต้องทำความเข้าใจ Branding และกลุ่มเป้าหมายของบริษัทอีกสักพักเลย”“พริมว่าไม่นานเกลก็น่าจะเข้าที่เข้าทางแล้วน้า เพราะเกลดูเป็นคนที่ตั้งใจมากและเรียนรู้ไวมากจริง ๆ”… พริมเอ่ยชมพร้อมให้กำลังใจเกล ก่อนจ
... เกลลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในห้องนอนที่มืดสลัว ร่องรอยน้ำตาบนหมอนย้ำเตือนว่าอดีตยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่เลิกรา แต่คราวนี้ต่างออกไปเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยในมือของเธอก็มีความหวังครั้งใหม่ที่ชื่อว่า ‘งานใหม่’ ส่องแสงรำไรอยู่เธอหวังเหลือเกินว่า... การเริ่มต้นที่บริษัทนี้ จะช่วยเยียวยาแผลใจและปลดพันธนาการหนี้สินเหล่านี้ให้เบาบางลงได้เสียที“สวัสดีค่ะคุณพิชชา” เกลเอ่ยทักทาย HR สาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งให้สดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจยังคงประหม่า“สวัสดีค่ะคุณเกล... นี่เป็นสัญญาจ้างงานนะคะ ชารบกวนคุณเกลตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วน แล้วเซ็นชื่อตรงที่มาร์กไว้ให้ชาหน่อยค่ะ” พิชชาว่าพลางขยับเอกสารสัญญาจ้างพร้อมชี้ตำแหน่งลงนามให้เธออย่างคล่องแคล่วหลังจากจัดการเรื่องเอกสารและเรียนรู้ระบบสแกนเข้า-ออกงานเสร็จสิ้น พิชชาก็พาเกลมุ่งหน้าไปยังชั้น 11 ระหว่างที่เดินผ่านโถงทางเดินกว้างขวาง พิชชาชวนคุยเรื่องทั่วไปอย่างเป็นกันเอง ราวกับจะช่วยละลายความตื่นเต้นที่แผ่ออกมาจนสัมผัสได้ของพนักงานใหม่เมื่อถึงหน้าประตูแผนก พิชชาทำการสแกนลายนิ้วมือเพื่อเปิดทางให้ประตูอัตโนมัติเลื่อนออก เกลสูดลมหายใ
“ผมเป็นกู้ภัยนะครับ เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำที่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ รบกวนคุณเกวลินทำใจดี ๆ แล้วเดินทางมาที่โรงพยาบาลด่วนนะครับ”คำว่า ‘ทำใจดี ๆ’ เป็นคำที่เกลไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิต แต่มันกลับดังชัดถนัดหูยิ่งกว่าเสียงพายุฝนด้านนอกเสียอีก เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พาตัวเองไปถึงโรงพยาบาล เพียงเพื่อจะพบกับร่างไร้วิญญาณของพ่อและแม่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว ความเย็นเยียบจากร่างของท่านในวินาทีที่เกลสัมผัส เปรียบเสมือนแสงสว่างดวงสุดท้ายในชีวิตของเธอที่ดับวูบลงอย่างไม่มีวันกลับ… กลิ่นธูปคละคลุ้งอยู่ในศาลาวัด บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเหงาจนน่าใจหาย เกลนั่งนิ่งอยู่หน้าหีบศพสีขาวของบุพการีทั้งสองที่ตั้งอยู่เคียงคู่กัน แววตาของเธอว่างเปล่าและหม่นแสงลง“เกล... กินอะไรหน่อยไหมแก” แบม เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ข่าว ยื่นน้ำให้ด้วยความเป็นห่วงเกลส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับเหลือบสายตามองไปยังกลุ่มญาติฝั่งพ่อและแม่ที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ไกล ๆ แม้จะมีญาติมาช่วยงานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการมาตามหน้าที่เพื่อร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีใครเลยที่กล้าเด
เวลาล่วงเลยมาห้าวันหลังจากการสัมภาษณ์งานในครั้งนั้น เกลเฝ้าเช็กโทรศัพท์และรอคอยข่าวดีอย่างใจจดใจจ่อ ทุกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น หัวใจของเธอจะพองโตและยุบฮวบลงสลับกันไป จนกระทั่งเช้าวันต่อมา เสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยก็แจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง กริ๊งงงง… “สวัสดีค่ะ” เธอรีบกดรับสาย พยายามปรับเสียงให้ดูนิ่งที่สุด “สวัสดีครับ ใช่คุณเกวลิน ธนานุกุลไหมครับ” ปลายสายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นทางการเพื่อเป็นการยืนยันตัวตน“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าจากไหนคะ” เธอถามกลับ มือที่จับโทรศัพท์เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ภาวนาในใจขอให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่เธอไปสัมภาษณ์มา “โทรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินะครับ ผมพันตำรวจโ-”ตื้ด… ตื้ด… ตื้ด… “บ้าจริง! เมื่อไหร่พวกมิจฉาชีพจะหมดไปสักทีเนี่ย คนยิ่งเครียด ๆ อยู่” เกลตัดสายทิ้งทันทีด้วยอารมณ์หงุดหงิดพลุ่งพล่าน“นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ ไม่มีที่ไหนติดต่อมาจริง ๆ เหรอเนี่ย สมัครไปกี่ที่ สัมภาษณ์ไปกี่บริษัท เขาก็ไม่เลือกเราเลยเหรอ… เงินเก็บที่มีอยู่ก็เริ่มเหลือน้อยลงทุกวันแล้วนะเกล” หญิงสาวพึมพำตัดพ้อชีวิตวัยทำงานที่ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ความกดดันเริ่มกัดกินความมั่นใจจนเธอรู้สึกหม







